ลักษณะพิเศษ

รีวิวคอร์ส Inner Engineering Online Course by Sadhguru

คอร์สนี้ https://www.innerengineering.com คือ ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดที่บีมได้มอบให้กับตัวเอง (และอยากแนะนำให้ทุกคนที่อ่านและฟังภาษาอังกฤษได้ ได้ลงเรียนคอร์สนี้ค่ะ)

คอร์สนี้ เป็นคอร์สออนไลน์คอร์สแรกในชีวิตที่บีมเรียนจบทุกบท คงเป็นเพราะ เป็นสิ่งที่บีมต้องการจริง ๆ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ก็ตอบโจทย์บีมจริง ๆ ค่ะ โดยทำให้บีม “เข้าถึงความจริง” โดยไม่ได้อิงศาสนาหรือกรอบความเชื่อใด ๆ เลย เป็นความเข้าใจ “ชีวิตมนุษย์” ตามที่มันเป็นจริง ๆ สามารถเข้าใจได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ด้วยค่ะ

คอร์สนี้จะประกอบไปด้วยบทเรียนออนไลน์ทั้งหมด 7 บท มีระยะเวลาที่กำหนดให้เรียนให้จบคือ 1 เดือน เป็นคลิปที่มาจากการสอนสดของโปรแกรมนี้และนำมาตัดต่อเพิ่มเติมเพื่อให้การนำเสนอช่วยให้เราเรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ละบทต้องใช้เวลาที่เราต้องนั่งเรียนโดยไม่มีอะไรรบกวนเลยประมาณ 1.5 ชั่วโมง ซึ่งเขาจะทำให้เราเหมือนเรียนสดได้มากที่สุด คือ คลิปไม่สามารถเลื่อนไปข้างหน้าได้เลย และไม่สามารถถอยหลังได้เกิน 10 วินาที ดังนั้น เราจะต้องมีสมาธิอยู่กับตรงนั้นตลอดเวลา 

ตอนท้ายของทุกบทจะพาเราทำสมาธิในแบบฉบับของ Sadhguru ที่มีความพิเศษเสริมแต่ละบทที่เราเรียน และ คลิปตอนท้ายของแต่ละบทก็ช่วยให้บีมเข้าใจบทเรียนมากขึ้นและมีกำลังใจในการใช้ชีวิตให้เต็มศักยภาพอย่างที่ท่านได้ทำไว้เป็นตัวอย่างและนำเสนอไว้ในคลิปแล้วค่ะ

และจะมีคำถามช่วงท้าย เพื่อให้เราตกผลึกจากบทเรียนจริง ๆ เป็นอันจบบท และไม่สามารถมาดูย้อนและดูซ้ำได้เลย คือ เราต้องตั้งใจมาก ๆ ตอนที่เรียนค่ะ ผ่านแล้วผ่านเลย…

วิธีการเรียนของบีม

1. บีมมีเวลาเรียนแค่ตอนเช้าของทุกวัน เพราะระหว่างวันจะต้องทำงานค่อนข้างเยอะ จะไม่มีสมาธิเรียนแล้ว เกรงจะไม่ได้เต็มที่ ซึ่งถ้ามีจังหวะที่ได้ตื่นมาตี 4-5 ก็จะได้เรียน แต่ต้องดูสภาพร่างกายด้วยว่า พร้อมเรียนไหม เพราะ ต้องมีสมาธิยาวไป 1.5 ชั่วโมง 

2. ช่วง 3 บทแรก บีมน่าจะไม่ได้จดเนื้อหา แต่โชคดีที่เขามี Treasure Troves เป็นคลิปที่จะพูดถึงประเด็นหรือคำถามสำคัญที่เกี่ยวกับแก่นของเนื้อหาในบทเรียนนั้นอยู่ ส่วนนี้เหมือนจะดูย้อนหลังได้เมื่อหมดช่วงเวลาสำหรับการเรียนแล้ว ก็เลยยังทบทวนประเด็นสำคัญ ๆ ได้อยู่

4. หลังจากนั้นมาก็จดถึงบทที่ 7 โดยจดคีย์เวิร์ด และ ประเด็นสำคัญ อ่านซ้ำหลังเรียนจบเพื่อให้เข้าใจและมาอ่านซ้ำในภายหลังอีกถ้าต้องการ ซึ่งก็ต้องมีสมาธิอีก เพราะถ้ามัวแต่จด แล้วฟังไม่ครบ ก็เข้าใจไม่ครบอีก ก็ต้องมีสติตลอดเวลาค่ะ 

5. แต่ก็มีจุดที่บีมง่วงและพลาดไปบางช่วง ในบางบท ก็ไม่เป็นไรค่ะ ภาพรวมยังเข้าใจอยู่ไม่น่าจะผิดเพี้ยนอะไร มีบทหนึ่ง ลูกตื่นมาทั้งสองคน บอกว่าอยากให้แม่ไปนอนด้วย บีมก็ต้องย้ายไปที่ห้องนอนกับเขา แต่ก็เรียนแบบฟังไปด้วย แอบหลับ ๆ ตื่น ๆ นิดนึง รู้สึกไม่น่าจะไหว เลยปิดไปก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ควรนะคะ ควรเรียนต่อเนื่องให้จบ แต่ไม่ไหวจริง ๆ เลยพักไปก่อน แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอีกค่ะ

6. จะเว้นช่วงประมาณ 3 วันก่อนจะเรียนบทถัดไป ซึ่งบีมพบว่า มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เราได้ตกผลึกหรือได้รับประสบการณ์จากการเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว ค่อยเริ่มเรียนบทต่อไปค่ะ และยังช่วยให้เราจบบทเรียนในเวลาที่กำหนดได้ด้วย

ผลที่ได้

เนื่องจากการเรียน จะไม่ใช่ข้อมูล (information) แต่เป็นการสอนที่ทำให้เราตระหนักรู้ความจริง TRUTH ไม่ใช่ข้อเท็จจริง FACT ซึ่งบทเรียนและการทำสมาธิแต่ละบทจะค่อย ๆ เปิดทางให้เราเข้าใจมากขึ้น ๆ และด้วยการที่มันเป็นความจริงและเป็นเหมือนเลนส์มองชีวิตใหม่ให้เรา หลังจากที่ได้เรียนรู้แล้ว ก็จะทำให้เราเห็นโลกในมุมมองใหม่ได้เลยทันที ซึ่งเราเห็นด้วยตัวเองแล้วว่า เป็นเช่นนั้นจริงด้วยตัวเราเอง

จากก่อนเรียน บีมรู้สึกหลงทางและสับสน กำลังชีวิตถดถอยลงไปมาก ด้วยหลายเหตุการณ์ในชีวิตที่เผชิญ พอเรียนจบแล้ว บีมรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นและรู้สึกได้ถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการให้เป็นมากขึ้น รู้ได้ชัดเจนว่า ชีวิตจะต้องเดินต่ออย่างไรที่จะทำให้เรามีชีวิตแบบที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้จริง ๆ ที่เราไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน 

สิ่งที่ได้มากที่สุด คงจะเป็น “คำตอบที่ชัดเจนของชีวิต” ที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบความคิด ความเชื่อ ใด ๆ แต่คือ ความจริงของชีวิต ที่ทำให้รู้สึกได้ถึงอิสระ ความสุข สติปัญญา ความมั่งคั่ง ความเป็นไปได้ การกำหนดชีวิตของเราเอง และศักยภาพสูงสุดที่เรามี ที่เรียบง่ายและยั่งยืน ปราศจากการหลอกหลอนของจิตเราเองและจากกรงขังแห่งความทรงจำในอดีตทั้งปวง เข้าสู่ความเป็น Oneness กับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น รู้ว่าจะควรจะต้องเดินต่อไปอย่างไร ที่เหลืออยู่ที่การปฏิบัติต่อเนื่องและการเลือกใช้ชีวิตอย่างจริงใจต่อสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ เท่านั้นค่ะ

คอร์สนี้เหมาะกับใคร?

บีมมองว่าเหมาะกับคนกลุ่มนี้ค่ะ

1. มีทักษะการฟังและอ่านภาษาอังกฤษระดับที่เข้าใจได้ดีถึงดีมาก

2. คนที่กำลังเครียด ชีวิตวุ่นวาย เหนื่อย เบื่อ และยังมีข้อสงสัยในชีวิตว่า จริง ๆ แล้วชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม จะไปไหน จะทำอะไรต่อดีกับชีวิต จะทำงานอะไร ฯลฯ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้กับตัวเองสำหรับคำถามสำคัญเหล่านี้

3. เปิดใจต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่อาจแตกต่างจากที่ตัวเองเคยรับรู้มาทั้งชีวิต

4. ต้องการความจริงที่อยู่นอกกรอบความเชื่อ ศาสนา สังคม วัฒนธรรม 

5. ต้องการอิสระและความสุขแท้ที่ยั่งยืนจากภายใน ไม่ว่าสถานการณ์ภายนอก คนรอบตัวจะเป็นอย่างไร ก็ตาม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์โควิดและผลกระทบต่าง ๆ ที่ท้าทายเช่นนี้ รวมไปถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งปวงที่พวกเรากำลังเผชิญร่วมกัน)

ค่าเรียน

1. ปกติ 2,200 บาท ราคาพิเศษลด 50% 1,100 มีระยะเวลากำหนด (บีมลงเรียนในเรท 1,100 ค่ะ เกินคุ้มไปมากกับสิ่งที่ได้รับกลับมา คือ ตีเป็นมูลค่าไม่ได้เลย)

2. บุคลากรทางการแพทย์ ท่านให้ลงทะเบียนเรียนฟรีค่ะ แนะนำเลยสำหรับคนที่ทำงานในวงการนี้นะคะ 

หาที่ไหนได้อีก … คอร์สเปลี่ยนชีวิตในราคาหลักพันอย่างนี้ค่ะ…แนะนำอย่างสูงเลย 

แต่…สิ่งที่บีมชอบหรือได้ผล ก็คือ ได้ผลกับบีม ไม่ได้การันตีว่าทุกคนจะต้องชอบหรือได้รับในสิ่งเดียวกันนะคะ รีวิวนี้และการแนะนำเป็นความเห็นส่วนตัว คุณจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อลงเรียนเองค่ะ และบีมไม่มีส่วนในการรับผิดชอบใด ๆ ค่ะ และไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ จากการแนะนำคอร์สนี้ค่ะ ดีแล้วบอกต่อเท่านั้นเอง เป็นทางเลือกให้คนที่กำลังแสวงหาสิ่งเดียวกันนี้ค่ะ

ถ้าสนใจ สามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดด้วยตัวเองได้เลยนะคะ 

https://www.innerengineering.com

บีม.

Sponsored Post Learn from the experts: Create a successful blog with our brand new courseThe WordPress.com Blog

Are you new to blogging, and do you want step-by-step guidance on how to publish and grow your blog? Learn more about our new Blogging for Beginners course and get 50% off through December 10th.

WordPress.com is excited to announce our newest offering: a course just for beginning bloggers where you’ll learn everything you need to know about blogging from the most trusted experts in the industry. We have helped millions of blogs get up and running, we know what works, and we want you to to know everything we know. This course provides all the fundamental skills and inspiration you need to get your blog started, an interactive community forum, and content updated annually.

5 เคล็ดลับสำคัญในการดูแลสุขภาพช่วงโควิด โดย Sadhguru

ตอนนี้ บีมได้เรียนรู้หลาย ๆ สิ่งจาก Sadhguru ค่อนข้างมากและนำมาปรับใช้เพิ่มเติมในการดูแลสุขภาพและชีวิต บีมได้ดูคลิปนี้ เห็นว่าเข้าใจง่าย ทำได้ง่าย มีเหตุมีผล ได้ทดลองและสังเกตประสบการณ์ของตัวเองและในครอบครัวก็ได้ตามนั้นจริง จึงได้แปลและสรุปมาเพื่อให้ทุกคนลองเอาไปทำดูนะคะ ใครได้ภาษาอังกฤษ ก็ดูคลิปได้เลยค่ะ แต่บีมแปลออกมาเกือบทั้งหมดนั้นแล้วในบทความนี้เลยค่ะ

หากคุณทำตามนี้แล้ว คุณจะพบว่าปัญหาสุขภาพประมาณ 50% จะลดลงภายใน 6 สัปดาห์

เพิ่มภูมิคุ้มกันชีวิต

คนส่วนใหญ่จะมีสร้างความสัมพันธ์กับดินเมื่อพวกเขาตายแล้ว แต่มันสำคัญมากที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์กับ “ดิน” ในช่วงที่ีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ที่มีไวรัสเต็มไปหมด การมีความสัมพันธ์กับดินด้วยท่าทีที่อบอุ่นเป็นมิตร จะช่วยทำให้ความสามารถในการมีชีวิตอยู่และคงอยู่ในสภาวะที่ถูกบุกรุกในช่วงเวลานี้จะเพิ่มขึ้นสูงมาก มันไม่เพียงพอที่จะ “แค่มีชีวิต” แต่ต้อง “มีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง” ซึ่งหมายถึง การมีชีวิตอยู่อย่างเต็มที่ (ไม่ใช่การไปตีคนอื่น) แต่คุณต้องการ “ร่างกาย” ในการมีชีวิตอยู่ ซึ่งในศูนย์แห่งนี้ เราได้สร้างกระบวนการบางอย่างที่จะให้มือและเท้าของคุณได้สัมผัสดินทุก ๆ 3 วัน และไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ให้คุณทำสวนหรือทำให้คนอื่นก็ได้ คุณจะได้อะไรเยอะมาก เพราะคุณได้เชื่อมต่อกับดิน ซึ่งจะทำให้กระบวนการทำงานของร่างกายของคุณเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การใช้มือสัมผัสดินนั้นสำคัญมาก สำหรับบางคน ที่ไม่อยากทำสวนเพราะกลัวภาพไม่ดี ก็สามารถพอกดินทั้งตัวได้

กินอาหารสดมากขึ้น

กินอาหารสด 40-50% ของปริมาณที่กินต่อวัน จะเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชที่งอก อะไรก็ได้ อยากมีชีวิตก็ต้องกินอาหารที่มีชีวิต ไม่ใช่กินอาหารที่ตายแล้ว ร่างกายมีระบบย่อยอาหารก็จริง แต่ส่วนผสมในอาหารก็มีส่วนสำคัญในระบบย่อยอาหาร อาหารสดมีเอ็นไซม์ที่ช่วยย่อยอาหาร แต่ถ้ากินอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เอ็นไซม์นี้จะถูกทำลายไปมาก เมื่อกินแล้วร่างกายก็ต้องใช้เอ็นไซม์ในการย่อย ร่างกายจะต้องพยายามสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาใหม่จำนวนมาก ดังนั้น ในช่วง 1-1.5 ชั่วโมงหลังจากกินอาหาร ร่างกายจะมีพลังลดลง แล้วค่อยฟื้นตัวขึ้นมาใหม่หลังจากนี้อย่างช้า ๆ จริง ๆ อาหารคือสิ่งที่เพิ่มพลัง แต่วิธีที่เรากินอาหารทำให้พลังของเราลดลงในช่วง 1.5 ชั่วโมงหลังกิน การกินอาหารสดจะช่วยตรงนี้

อาบน้ำก่อนนอน

สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ คือ แค่อาบน้ำก่อนนอน ที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรเยอะมาก อาบน้ำอุ่น ๆ ก่อนนอน อาจจะทำให้รู้สึกตื่นขึ้นและนอนหลับได้ช้ากว่าปกตินิดหน่อย แต่มันจะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น เพราะ มันไม่ใช่แค่การทำความสะอาดผิวหนังเท่านั้น แต่ความเครียด ความเหนื่อย ความล้า จะหายไปด้วย เพราะ ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำกว่า 70% เมื่อน้ำได้ผ่านร่างกาย จะช่วยชำระล้างทำความสะอาดได้มากไปกว่าแค่ผิวหนังแน่นอน

ดีท็อกซ์ร่างกาย เอาใจใส่เรื่องการดื่มน้ำ

ร่างกายมีน้ำกว่า 72% และน้ำสามารถจดจำทุกอย่างได้ดี น้ำที่เราใช้หรือดื่ม สมมติว่ามาจากแหล่งน้ำ ผ่าน 50 โค้ง และ ถูกปั๊มขึ้นมาที่ชั้น 12 จะทำให้น้ำ 50% มีสารพิษอยู่ในนั้น ซึ่งไม่ใช่สารพิษที่เป็นตัวสาร แต่หมายถึงโมเลกุลของน้ำที่เป็นพิษ ที่เมื่อเราเปิดจากก๊อกแล้วดื่มทันที น้ำนั้นจะเป็นพิษต่อกายและใจของเรา ดังนั้น เป็นเหตุผลที่แม่ของเราบอกให้เราตวงน้ำด้วยภาชนะสะอาด ๆ ไว้ก่อนแล้ววางเอาไว้ที่ดี ๆ พูดคำดี ๆ วางดอกไม้ ใส่ดอกไม้เอาไว้ 1 คืน ดื่มได้อีกทีตอนเช้า อย่าดื่มทันที เพราะน้ำเขาจดจำทุกอย่าง ทั้งนี้เพื่อให้น้ำปรับสภาพและพลังงานของตัวเองก่อนที่เราจะดื่ม ก็จะเป็นน้ำที่เหมาะสมกับเราที่จะดื่ม จำเป็นต้องดูแลให้ดี เพราะน้ำคือ 72% ของร่างกาย

พักท้องของเราบ้าง

การหิว และ ท้องว่าง เป็นภาวะที่แตกต่างกัน

การหิว คือ พลังชีวิตเราจะลดลง

ท้องว่าง เป็น สิ่งที่ดี

ร่างกายและสมอง ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อท้องว่างเท่านั้น ให้เข้านอนด้วยท้องว่าง 2-2.5 ชั่วโมง และกิน 2 มื้อให้ห่างกัน 8 ชั่วโมง

“รักแท้” แก้ได้ทุก “สิว”

การเป็นสิวเรื้อรังของบีมที่ผ่านมา ทำให้บีมได้ “หยุด” การค้นหาสิ่งภายนอก และเริ่มกลับเข้ามาที่ “ตัวเอง” วิธีการที่บีมใช้ ช่วยให้บีมเข้าใจกาย ใจ จิตวิญญาณ ของตัวเองเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะบีมตั้งเป้าไว้ว่า บีมต้องหายขาด บีมต้องแก้ที่ราก 

… และเมื่อได้เจอรากแท้จริงแล้ว บีมก็ได้เข้าใจ และอดีตที่ตกตะกอนเอาไว้ ก็ถูกคลายมลายหายไปหมดสิ้น จนเหลือแต่ความรัก ความเข้าใจ การให้อภัย ทั้งตัวเองและผู้อื่น รวมไปถึงคนที่เรารักมากที่สุดด้วยคือพ่อแม่ของเรา…

วันนี้มีโอกาสดี บีมได้ไปทานอาหารกับครอบครัว ก็รู้สึกว่าอยากถ่ายรูป 4 คนตรงมุมนี้ มันสวยดี และ ก็นึกถึงรูปที่เคยถ่ายด้วยกันตอนคุณพ่อคุณแม่พาเที่ยวสมัยเด็ก ๆ (วัยรุ่น) เลยลองเอามาเทียบกันดู

สิ่งที่บีมมองเห็น คือ ความรักของท่านนั้นมีอยู่เสมอมาตั้งแต่แรก…

แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือ ตัวบีมเองต่างหาก ..​.​ (สังเกตหน้าของบีม 555) 

มันไม่ใช่หน้าของคนที่อารมณ์ไม่ดีชั่วคราวนะคะ แต่มีหลายสิ่งเหลือเกินที่บีมเองก็ไม่เคยเข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไร และมันก็เป็นของมันอย่างนั้น 55 

รู้แต่ว่า หน้าแบบนี้เกือบตลอดเวลา ไม่ค่อยมีคนอยากเข้าใกล้ ว่าเราหยิ่ง อะไรแบบนี้ 

แต่พอในวันที่เราได้ทะลุเข้าไปถึงจุดในสุดของจิตวิญญาณ ผ่านม่านหมอกมายาที่เคลือบเราไว้หลายชั้น การกะเทาะชีวิตหลายชั้น ทั้งกาย อารมณ์ จิตวิญญาณ ตลอดเวลา 11 ปีที่ผ่านมา และบีมได้เห็นรูปเก่า ๆ ตอนเป็นเด็กน้อยมากมาย ทำให้บีมค้นพบว่า … จริง ๆ แล้ว พ่อแม่รักเรามากแค่ไหน และเราก็เป็นเด็กที่มีความสุขมาก ๆ นะ ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่ท่านจะทำให้ได้ในตอนนั้น 

มันอาจจะมีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วมันกระทบหัวใจเราโดยที่ใครก็ไม่รู้ตัว เราก็ไม่รู้ พ่อแม่เราก็ไม่รู้ ครูก็ไม่รู้ คือ สมัยนั้นมันไม่ได้เหมือนสมัยนี้ ที่มีองค์ความรู้ด้านการดูแลเด็กมากมายที่พัฒนาขึ้นมามาก ดูแลกันจนถึงจิตวิญญาณตั้งแต่อยู่ในท้อง ไม่พอ…ก่อน 3 ขวบ ก็มีวิธีดูแลอีก ก่อน 7 ขวบก็มีอีก คือ มันครบ มันไม่เหมือนสมัยนั้น

และในความเป็นแม่ลูก 2 ที่เราพยายามเลี้ยงเองให้ได้มากที่สุดกับสามี เรารู้เลยว่า ในความเป็นแม่มันมีอะไรมากมายจริง ๆ หน้าที่ที่ผูกพัน แม้ช่วงเวลาที่เราไม่พร้อม แต่หัวใจของเราก็มีลูกมาก่อนเสมอ บางทีลูกก็ไม่ได้เข้าใจหรอกว่าแม่แบกอะไรอยู่บ้าง มันทำให้บีมทะลุไปถึงหัวใจของแม่และพ่อบีมในตอนนั้น เขาทำดีที่สุดแล้วจริง ๆ ไม่มีวินาทีไหน ที่เขาจะไม่รักเราเลย แต่ความเครียดที่พวกท่านต้องแบกรับนั้น อาจทำให้เราไม่เข้าใจสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น และเราก็เก็บเหตุการณ์นั้น ๆ มาแทงตัวเองซ้ำ ๆ 

สุดท้ายแล้ว บีมพบว่า การได้เข้าถึง “หัวใจ” ของพ่อแม่เราในตอนนั้นต่างหาก ที่ทำให้เรา “สิวหายได้จริงๆ” มันคือ การปลดปล่อยพลังลบขั้นสุด ของการไม่ให้อภัยที่ขังเราไว้ในมุมสกปรก ๆ มานาน…

และบีมได้แต่หวังว่า ทุกคนที่เป็นสิวเรื้อรัง เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว อาจจะได้มีโอกาสย้อนระลึกดูว่า เราได้มีสิ่งเหล่านี้ตกตะกอนนอนก้นอยู่หรือไม่ มันอาจจะไม่ได้ค้นพบกันในไม่กี่วันหรือกี่เดือนหรอกค่ะ กว่าบีมจะค้นพบ บีมใช้เวลาหลายปี จากวันแรกที่เริ่มรักษาสิวถึงวันที่เราเข้าใจทะลุแบบนี้ คือ 11 ปี

มันจึงทำให้บีมพยายามบอกกับทุกคนที่อยากจะให้สิวหายถาวรเสมอว่า จงมองดูให้ลึกกว่าร่างกายและผิวพรรณเถอะ … กายเป็นแค่สิ่งสะท้อนจิต จิตอย่างไร กายอย่างนั้น มันไม่ได้อยู่ลึกหรอกจริง ๆ แล้ว มันเท่ากันเป๊ะเลย

คุณภาพจิตวิญญาณ = คุณภาพผิวกาย 

ไม่ขาดไม่เกินเลยล่ะค่ะ…

เพียงแต่ “พลังลบสะสมหนาแน่น” จนเราไม่เห็น มันบังเรา มันบังให้เราไม่ให้สัมผัสกับหัวใจแห่งรักแท้ หรือพลังบริสุทธิ์ที่มันมีอยู่แล้วในตัวเราเสมอมา แล้วก็มโนไปเรื่อย ๆ คนเดียวทุกวันเวลาว่า “ฉันนี่มันไม่มีใครรักและมันก็ไม่ดีพอจริง ๆ” ซึ่งพลังอย่างนี้ … มันคือระเบิดเวลาทำลายตัวเองให้อายุสั้นนี่ล่ะค่ะ และถ้าเป็นสิวก็หายช้าหรือโอกาสหายก็น้อยมาก ๆ ถ้าไม่แก้ตรงนี้

ดังนั้น เลิกมองภายนอก หยุด แล้วโฟกัสมาแต่ที่ตัวเองเท่านั้น … 

พักดูฟีด social media สักพัก 

พักเสพย์คอนเท้นต์

พักอ่านหนังสือ (ใช่ค่ะ พักไปก่อน)

ได้เวลาอยู่กับตัวเองจริง ๆ เสียที…

ถ้าอยากหายเสียทีนะคะ…

วันนี้มีเท่านี้ที่อยากจะบอก…

ด้วยรัก

#ShininigBeam

https://shiningbeam.org

ครูสอนวิชา “อาหารคลีน” ที่ทำให้สิวบีมหายจริงๆ

#อยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักใครบางคน…ที่ทำให้บีม #รักษาสิวเรื้อรัง สำเร็จจริง ๆ

พี่แม็ค สามีของบีม คือ คนแรกที่ทำให้บีมรู้จักว่า “อาหารที่ดี” น้ันเป็นอย่างไร…

จริง ๆ แล้ว เมื่อแรก ๆ คบกัน บีมยังไม่ได้เห็นคุณสมบัติที่สำคัญอันนี้หรอกค่ะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีพรสวรรค์ด้านอาหารเป็นพิเศษ และมีลักษณะออกไปทาง playboy ด้วยซ้ำไปเมื่อก่อนจะมาอยู่เป็นครอบครัวกันนะคะ แต่ตอนนี้ family man มากมาย

และบีมเองก็เป็นคนที่กินอาหารทั่วไปที่เขากินกันมาก่อน เพราะเป็นคนธรรมดา ๆ ใช้ชีวิตทั่ว ๆ ไป ยังไม่เคยดูแลสุขภาพหรืออะไรทั้งนั้นก่อนมาเริ่มรักษาสิวตัวเอง 11 ปีที่แล้ว 

แต่พอได้มาใช้ชีวิตอยู่กับเขา ได้ดูแลลูกด้วยกัน เขาเริ่มเป็นคนดูแลเรื่องอาหาร เวลาไปกินอาหารหรือเขาทำอาหาร เราก็เหมือนได้เรียนรู้จากเขาไปเรื่อย ๆ ค่ะ โดยไม่รู้ตัวหรอก ซึ่งแรก ๆ ก็รู้สึกว่า “ทำไมต้องซื้อของราคาขนาดนั้นด้วย” กินธรรมดา ๆ ไม่ได้เหรอ ทำไมต้องคัดร้าน คัดวัตถุดิบปานนั้นด้วยนะ ก็ขัดใจอยู่ค่ะ เพราะเราเป็นคนกินง่าย ๆ 

แต่พอเราได้เรียนรู้จากเขาว่า ที่ต้องเลือกแบบนี้ เพราะ ถ้าวัตถุดิบดี เราไม่ต้องใช้ผงชูรสหรืออะไรเลย แทบไม่ใช้อะไรเลย วัตถุดิบมันจะให้รสชาติที่ดีออกมาเอง 

หรือเวลาเราไปกินอะไรที่ร้านอาหาร เขาก็จะให้ข้อมูลว่าทำไมต้องอันนั้น อันนี้ แต่คือเขาไม่ใช่สายสุขภาพนะคะ เพียงแต่ว่า เขาคัดเรื่องมาตรฐานความสะอาดร้านและวัตถุดิบมาก ๆ ทำให้เรารู้จักว่า อันไหนคือ สะอาด อันไหนคือไม่สะอาดค่ะ

มันทำให้บีมได้เรียนรู้เรื่องอาหารมาเรื่อย ๆ ซึ่งแรก ๆ ที่กินซุปที่เขาทำ ก็ไม่ค่อยชินเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามันคลีนและก็อร่อยประมาณนึง และมันน่าจะช่วยเราให้สิวหายได้ด้วย เพราะกินของดี ๆ 

แต่พอเรากินไปเรื่อย ๆ ลิ้นเราเริ่มปรับสู่ความเป็นธรรมชาติ เพราะ เรากินคลีนจริง ๆ ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่มีกระแสคลีนอะไรทั้งนั้น พึ่งมารู้จักทีหลังนี่แหละว่าที่ทำมาตลอดคือกินคลีน

ทั้งลิ้น ระบบประสาทรับรส ร่างกาย ปรับสู่ธรรมชาติ ซึ่งผสานกับการล้างพิษและแนวทางดูแลสุขภาพที่เราทำ ทำให้เราเข้าสู่ภาวะสะอาดและสมดุลมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เรารู้เลยว่า อาหารสะอาด VS อาหารไม่สะอาด มันเป็นอย่างไร กินครั้งแรกก็รู้เลยค่ะ 

สิ่งที่เขาทำให้เรากิน คือ คลีนมาก ๆ เป็นมาตรฐานกลางของลิ้นเลย ซึ่งพอเราไปกินข้างนอก ถ้ามันไม่ใช่อย่างนี้ คือ ไม่ผ่านทั้งหมด ทำให้เรามีร้านอาหารที่จะไปกินไม่ค่อยเยอะเหมือนคนอื่นเขา แต่เรามั่นใจว่าสิ่งที่เรากินนั้นมันไม่ทำร้ายร่างกายแน่นอน

แล้วบีมก็มาค้นพบช่วงปีหลัง ๆ ว่า ไม่ใช่การล้างพิษหรอกที่สำคัญอย่างเดียว อาหารต้องดีด้วย เพราะได้ข้อมูลจากแฟนๆและลูกค้า คนที่ดูแลเรื่องอาหารได้ จะได้ผลลัพธ์ดี คนที่ดูแลเรื่องอาหารไม่ได้ ต่อให้พยายามแค่ไหน มันก็ไม่ได้ผลดีเท่าไหร่

บีมเลยค่อย ๆ งดอาหารเสริมไป แล้วมาสนใจเรื่องอาหาร ประกอบกับเราได้ความรู้แนวอายุรเวทมาเพิ่มด้วย สนุกไปกันใหญ่เลยค่ะ 

สามีคนนี้ จึงมีบุญคุณกับบีมมากในมุมที่ช่วยให้สุขภาพของบีมมาถึงจุดนี้ได้

ใครสนใจแนวทางของเขา ก็ติดตามได้ที่ MacKitch : Creative Home Cook นะคะ 

ตอนนี้ลิ้นที่ว่านี้ก็ส่งผลมาถึงลูกเราด้วย เขาจะรู้ตั้งแต่เล็กเลยว่า อาหารสะอาดและไม่สะอาดต่างกันยังไงค่ะ มันเป็นไปเอง

ทำให้บีมเรียนรู้ว่า เรื่องสุขภาพนี้ พ่อแม่ต้องทำให้เห็นก่อน เป็นก่อน ลูกก็จะตามมาได้ค่ะ ถ้าเราไม่ดูแล ลูกเราก็คงไม่ใช่แบบนี้ เขาก็ไม่ถึงกับขนาดสุขภาพจ๋า แต่ถือว่ากินขนมหวานและขนมที่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่กินน้อยมาก ๆ ก็ดีต่อสุขภาพของเขาค่ะ เวลามีโรคอะไรระบาดที่โรงเรียน เขาไม่ค่อยเป็นอะไร โดยรวมก็แข็งแรงดีค่ะ

เล่าสู่กันฟังเพียงเท่านี้ค่า 🙂

#บีมวรดาภา

https://shiningbeam.org

ภาพนี้ถ่ายโดย ลูกสาวคนโต Candy & Peary So ค่า

เข้าใจ “ธรรมชาติชีวิต” ด้วยการเขียน “กราฟชีวิต”

สรุปแผนผังการเดินทางภายในกับเหตุการณ์และชีวิตภายนอกในเวลา 11 ปี (2552 – 2563) ณ วันที่ 23 ส.ค. 2563

อยู่ดี ๆ เช้าวันนี้ บีมก็ได้รับการดลใจให้เขียนกราฟสรุปชีวิตนี้ขึ้นมา ตอนแรกคิดว่า จะทำสรุปไว้ดูเอง แต่พอแบ่งปันออกไปแล้วในไลน์ พบว่ามีประโยชน์ต่อผู้ที่ได้เห็น เพราะมันน่าจะเข้าใจง่าย เลยตัดสินใจนำมาแบ่งปันที่บล็อกนี้ด้วยค่ะ

ซึ่งพอเรามาเขียนทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา มันเข้าใจทุกอย่างได้ชัดเจนมากเลย ว่าชีวิตเป็นไปตามพลังงานจริง ๆ ด้วย!

พลังงานชีวิต เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เพราะเป็น “รากฐาน” ของการดำรงอยู่ของเรา

ในมุมหนึ่ง สามารถเข้าใจได้ว่า หมายถึง ชี่ หรือ ปราณ ที่เราได้หายใจเอาอากาศเข้าไป ได้รับอาหารและน้ำ แล้วทำให้เรามีชีวิตดำรงอยู่ได้

แต่ในอีกมุมหนึ่ง พลังงานของชีวิต คือ คลื่นความถี่ของเรา ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปมากกว่าอะตอม มนุษย์ก็คืออนุภาคพลังงานที่มารวมกันตามการพลังของจิต (หรือพระปัญญาของพระเจ้า สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้า)

แนะนำให้ไปอ่านบทความ เข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วยแมนดาล่าและแผนภูมิระดับของ “การตระหนักรู้” โดย Dr.David R. Hawkins ก็จะเข้าใจมากขึ้นค่ะ

ช่วงที่เรามีพลังงานที่สะอาด สงบ สมดุล ปราศจากความกลัว ความกังวล ความโกรธ ความรู้สึกผิด ความรู้สึกอยากเอาชนะ เราจะมองเห็นอะไรตามจริง ชัดเจน ทางมันจะสว่าง โล่ง โปร่ง สบาย ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี มันจะเริ่มที่ตรงนั้น

ซึ่งเมื่อชีวิตต้องเจอปัญหา แล้วเราเริ่มให้ความรู้สึก “กลัว” เข้ามาสิงอยู่ ซึ่งหลายคนไม่รู้ตัวว่ามีความรู้สึกเหล่านี้อยู่ในตัวเอง มันจะทำให้คลื่นความถี่ของเราต่ำลงทันที คือ รู้สึกปุ๊บ ต่ำปั๊บ ไม่มีดีเลย์!

หลังจากนั้น ความซวยต่าง ๆ ก็จะมาเยือนข้างหน้า ไปทางไหนก็เจอแต่คนไม่ดี สิ่งไม่ดี แล้วก็โทษฟ้าดินกันไป…

จริง ๆ แล้วมันเริ่มที่ “พลังงานของเรา” นี่ล่ะค่ะ ที่บีมตกผลึก…

บีมเองเป็นคนหนึ่งที่เคยอ่านหนังสือมาเยอะ ก็ได้เห็น ได้รู้ ประโยคที่เขาพูดกัน สอนกันว่า “เริ่มเปลี่ยนที่ตัวเอง” แต่ก่อนหน้านั้นมันก็ไม่ได้เก็ต เพราะประสบการณ์ชีวิตมันยังไม่มากพอที่จะทำให้เราเข้าใจทะลุปรุโปร่งด้วยตัวเอง

แต่พอเรามาถึงจุดที่พลังงานเราเป็นบวกโดยธรรมชาติแล้ว จากการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติ ในด้านพลังงานบำบัด โยคะหัวเราะ การอธิษฐานที่ถูกวิธีอย่างต่อเนื่อง และการลงมือทำสิ่งที่ต้องทำ มองย้อนไปก็เลยเข้าใจแล้วว่า

“เออ…มันอยู่ที่เรานี้แหละ เราเลือกได้ตลอดแหละว่า เราจะเอายังไงกับชีวิต จะเลือกดีเลือกชั่ว ก็อยู่ที่เรานั้นแหละ ไม่ต้องไปโทษอะไรเลย”

และก็เข้าใจแล้วว่า ไสยศาสตร์ ดูดวง เป็นสิ่งที่ใช้พลังงานความกลัวของคนหล่อเลี้ยงให้มันดำรงอยู่ได้ … ถ้าเราไม่กลัวเสียแล้ว ระบบประสาทเราสมดุลแล้ว สงบแล้ว มันก็จะไม่มีผลอะไรกับชีวิตเลย

เรื่องเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนเบอร์ อิทธิพลของตัวเลข บีมเชื่อว่า ตัวเลขมีพลังนะคะ ทุกอย่างมีพลังในตัวเอง แม้แต่หิน ดิน กรวด ทราย หญ้าเขียว ๆ มันมีพลังหมดล่ะค่ะ ทุกสิ่งบนโลกนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือตัวหนังสือหรอก

ส่วนตัวแล้ว บีมเปลี่ยนชื่อมาเยอะ บีมเลยเข้าใจว่า ต่อให้เปลี่ยนมากี่ชื่อ แสวงหาอาจารย์ดีแค่ไหน จ่ายแพงแค่ไหน ถ้าพลังงานยังเน่าเหมือนเดิม มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปมากนักหรอก เพราะเราก็จะคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ชีวิตก็อีหร็อปเดิม เสียเงิน เสียเวลาเปล่า

ชื่อแรกสุด​ แม่ตั้ง​ ริตา​ หอมลา (ซึ่งจริง ๆ แล้วน่ารักและดีอยู่แล้ว)
มหาลัย > สันต์ฤทัย​ หอมลา (หาเอง คำนวณเลขเอง เปลี่ยนเอง)
ทำงาน > ริญญาภัทร​์​ หอมลา, พีรญา​ สุขพิมลกุล​ > วรดาภา​ สุขพิมลกุล (หาอาจารย์)

เบอร์โทรก็เหมือนกันค่ะ หมอแต่ละคนก็จะบอกว่า เลขของหมอคนก่อนไม่ดีเลย ต้องเปลี่ยน ๆ จนเรามีคำถามว่า แล้วของใครดีสุดคะ? ทุกคนก็ต้องว่าของตัวเองดีหมด ใช่ไหมคะ เราไม่ได้ลบหลู่อะไร แต่บีมพูดจากประสบการณ์ตรงของตัวเองเท่านั้นค่ะ

สุดท้าย มาสังเกตตัวเองว่า เปลี่ยนแล้ว … เรายังอยากโทรหาคนเดิม ยังเกลียดคนเดิม แล้วมันเปลี่ยนยังไง ชีวิตก็เหมือนเดิม

พลังตัวเลข มันอาจจะดี แต่ถ้าพลังเราแย่กว่าพลังเบอร์ … มันก็คงหักล้างกันไปพอดีค่ะ เปลืองเงินเปล่า ๆ …

สำหรับบีม คลื่นความถี่เหมือนเลนถนนให้รถวิ่ง เรานี้เป็นรถ คลื่นความถี่เป็นเลน ซึ่งคลื่นนี้จะไปตาม “ความรู้สึกของเรา” ดังนั้น ชีวิตของเราก็จะไปตามคลื่นพลังงานต่ำหรือสูงซึ่งคือความรู้สึกต่างๆ นี้ล่ะค่ะ

ซึ่งถ้าจับต้องได้ชัดเจนคือ อยู่ที่ระบบประสาทของเรานั่นเองค่ะ ศาสตร์ TRE จะมีหลักวิทยาศาสตร์อธิบายชัดเจนเรื่องนี้ สามารถหาอ่านได้ในบล็อกนี้ (พิมพ์คำว่า TRE ในช่องค้นหา เดี๋ยวมันจะขึ้นบทความมาให้ค่ะ)

การสังเกตภายในของบีม ที่เห็นตัวเองในช่วงคลื่นความถี่สูงและความถี่ต่ำแบบชัดเจนมากขึ้น เพราะอยู่มาทั้ง 2 สถานะแล้ว พบว่า ปัจจัยสำคัญในการเลื่อนขึ้นลงของระดับพลังงานคือ ระดับของความเครียด

ซึ่งมีงานวิจัยรองรับมากมายว่า ความเครียด คือ เพชรฆาตอันดับ 1 ของคนทั่วโลก ที่ทำให้ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ซึมเศร้า และตายเร็วค่ะ

เครียดเพราะโลกวัตถุนิยมมันกัดกินจิตวิญญาณ ต้องทำงานแลกเงิน ทำงานเพื่อเงิน บูชาเงิน จนไม่มีเวลาได้ดูแลสุขภาพและใช้ชีวิตที่แท้จริง ซึ่งเป็นชีวิตที่มันสุขง่าย สงบง่าย ตั้งแต่ตอนนี้เลย ซึ่งโยคะหัวเราะช่วยทำลายความเครียดได้โดยตรง เร็ว แรง จริง ๆ และได้ผลกับทุกคนที่ทำมันจริงจัง!

ช่วงที่ชีวิตบีมดาวน์มาก ๆ พลังอยู่ในช่วงคลื่นความถี่ต่ำตลอดเวลา ชีวิตจะเป็นอย่างนี้ค่ะ

ช่วงชีวิตตกต่ำสุด ๆ ซึมเศร้าเรื้อรังแบบไม่รู้ตัว หัวเราะไม่ได้ เป็นเวลาประมาณ 3 ปี

ช่วงนั้น แสวงหา “วิธีการหลุดพ้นจากทุกข์” ที่เจออยู่เยอะมาก หนี้สินก้อนโต และ ลูก 2 คนที่ต้องเลี้ยงดู งาน เงิน ที่ร่อยหรอ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ หรือ สำเร็จแป๊บเดียวก็ตกลงมาอีก จนดาวน์หนักมาก ร้องไห้ ทะเลาะกับสามีเกือบทุกวัน เริ่มเหมือนหมาบ้า อยากขังตัวเองไว้ ไม่ให้กัดลูก กัดคนรอบข้าง รู้สึกผิดตลอดเวลา มันแย่มาก ๆ เลยค่ะ

ไปหาเรียนวิชาอะไรที่เขาสอนกันกับครูโค้ชดัง ๆ ช่วงนั้น มันจะได้ผลแค่ช่วงสั้น ๆ ที่เราลองเอากลับมาทำ แต่พอเราทำไปสักพัก คือ มันไม่ใช่ตัวเรา เราเป็นคนเรียบ ๆ จะให้เราโผงผางตึงตังมีพลังแรงแบบเขา มันก็ไม่ใช่!?

พอมีคนทำได้ แต่เราทำไม่ได้ เราก็รู้สึกแย่ … เรานี่มันแย่จริง ๆ รึเปล่า? ทำไมไม่ได้ผลเสียที

พอพ้นจากจุดนั้นมาแล้ว เรามาวิเคราะห์ย้อนหลัง เราเข้าใจแล้วว่า ที่เราทำไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิดของเราหรือของใคร แต่มันเป็นเพราะ มันไม่ใช่สิ่งที่ออกมาจากพลังงานและแรงปรารถนาของเราจริง ๆ ต่างหาก

เราพยายามหาสูตรสำเร็จเพื่อให้รวยเร็ว จะได้หมดหนี้เร็ว โจทย์มีแค่นั้น ทำอะไรก็ได้ที่ได้เงินเยอะ ๆ ลูกและครอบครัวจะได้สบาย …

แต่ชีวิตแท้มันไม่ใช่อย่างนั้น

พอใจเราพ้นจากจุดนั้นแล้ว เราเข้าใจแล้วว่า

  • ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย และมีเพียงหนึ่งเดียว
  • เราเท่านั้นที่จะต้องเข้าใจและรู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อทำอะไร
  • ไม่มีสูตรสำเร็จของใครใช้ได้กับของใคร
  • อย่าไปคิดว่า หมดหนี้ก่อน แล้วถึงจะสุข เพราะ ชีวิตมันสุขได้ตั้งแต่ตอนยังมีหนี้นี่แหละ และความรู้สึกสุขและอิสระจากหนี้ คือเหตุของการหลุดจากหนี้ต่างหาก
  • อย่าไปเที่ยวแสวงหาคอร์สหรือสูตรสำเร็จจากภายนอกเลย มาจัดการภายในให้สะอาด สงบ สมดุล แทน เข้ามาในตัวเอง เดี๋ยวสติปัญญาจะนำทางเอง และมันออกจากภายในด้วย ไม่ได้มาจากชีวิตคนอื่น ซึ่งมันเวิร์คกับเขา ไม่ใช่กับเรา
  • ความรวย ความมั่งคั่ง คนเอาไปผูกความหมายกับ มีเงินมาก มีวัตถุมาก ชีวิตสบายมาก ซึ่งบีมเลี่ยงการใช้ 2 คำนี้ เพราะ ฟังแล้วหนักชอบกล และมาเข้าใจตัวเองจริง ๆ ว่า เราต้องการอิสระ ไม่ได้ต้องการรวย แต่ถ้าเรามีหนี้ ต้องรับผิดชอบใช้เขาให้หมดด้วย แล้วก็จะได้มีอิสระจริง ๆ หนี้คือกรงขังที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง ดังนั้น รีบตัดวงจรจากการก่อหนี้ รู้ทันกิเลส ไม่กลัวเสียหน้า อย่าไปสร้างหนี้เพิ่ม ถ้าไม่มีความรู้ในการบริหารจัดการเงินที่ดีเพียงพอ
  • บีมชอบใช้คำว่า “อุดมสมบูรณ์” มากกว่าค่ะ หรือ ภาษาอังกฤษคือ abundance คือ เหลือเฟือ มากมาย ซึ่งเราจะไม่มีทางรู้สึกได้เลยด้วยความคิด ตอนที่เขาให้ดึงดูด ให้คิด ให้จินตนาการ ก็ไม่เห็นจะได้ผลเลย ก็พึ่งมาเข้าใจตอนหลัง ตอนใจสงบสมดุลว่า อ้อ … เราต้องรู้สึกก่อนสิว่า ทุกวันนี้ แค่มีลมหายใจ มันก็เหลือเฟือแล้วมั้ย ขอบคุณได้มั้ยจากใจที่ยังหายใจอยู่ ถ้ารู้สึกซาบซึ้งตรงนี้ได้ มันถึงจะเข้าถึงความอุดมสมบูรณ์ได้ จุดนี้ต่างหากที่จะทำให้เราหลุดพ้นเป็นอิสระจากหนี้และวัตถุนิยมได้จริง ๆ
  • ความคิดที่ใช้สมองซีกซ้าย บีมใช้เยอะมาก แต่พบว่าช่วยแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลยถ้าความรู้สึกหรือพลังยังขาดแคลน หนี้กับความจนสะท้อนความรู้สึกขาดแคลน
  • ฮวงจุ้ยเนี่ย มันจะดีไปตามพลังงานตัวเราค่ะ และ ถ้าเราลุกมาจัดบ้านให้สะอาด พลังงานเราก็จะดีตามไปด้วย ลุกมาดูแลตัวเอง มาออกกำลังกาย มาทำอะไรดี ๆ ให้ตัวเอง ให้คนอื่น พลังงานเราก็จะดีขึ้นไปด้วยเช่นกัน ไม่ต้องไปจ้างซินแสที่ไหน แค่ออกกำลังกายและทำอะไรดี ๆ ให้ตัวเอง จัดบ้านตามความรู้สึกบวกของเรา ฮวงจุ้ยมันก็ดีละ หรือแค่หัวเราะ พลังมันก็ดีละ จบ…
  • การทำบุญให้ความสบายใจ แต่ควรจบในตัว เช่น ปล่อยปลาไหล ก็ไม่ใช่ให้ชีวิตไหลลื่น แต่เพื่อให้ปลาไหลมันมีชีวิตต่อไป อะไรแบบนี้ อย่าไปทำบุญแล้วหวังจะรวย หวังจะปลดหนี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ มันไม่ได้แก้ที่การถวายของ มันแก้ที่พลังงานของเราเองล้วน ๆ พลังงานดี พลังสงบ สติปัญญานำทางเองค่ะ ไม่ต้องไปหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย มายาทั้งนั้น ยิ่งทำยิ่งติดกับดัก เพราะบางทีมันก็ให้ผลอย่างที่เราต้องการในด้านวัตถุและความร่ำรวย แต่เราไม่มีความสุขจริง ๆ หรอกค่ะเมื่อเวลาผ่านไป … ลองสังเกตดูค่ะ

อ่านแล้วดูเหมือนโจมตีสารพัดสิ่งเลยนะคะ แต่…นี่คือเรื่องจริงที่อิงจากชีวิตจริง ๆ ของคนคนหนึ่งที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสมาก่อน จึงอยากแบ่งปันเท่านั้นค่ะ ลองเปิดใจ และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการพิจารณาชีวิตดูค่ะ ว่าเป็นอย่างนี้จริงไหม?

และไม่ได้เขียนเพื่ออวยครูตัวเองแต่อย่างใด ทั้งหมดนี้คือความจริงที่เกิดขึ้น ว่า … เราเข้าใจและตกผลึกเมื่อเราได้ผลลัพธ์จากการปรับที่พลังงานจริง ๆ เราไม่ได้รวยในทันที หรือหมดหนี้แบบปาฏิหาริย์ แต่เรามีกำลังใจ เรามีความหวัง เรามีสติปัญญากลับมานำทาง เรามีความอดทน เรามีความเพียร เรามีความรัก เรามีหัวใจ เราได้ชีวิตกลับคืนมา … สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญกว่าเงิน

เงินเป็นเพียงวัตถุแลกเปลี่ยนของ ที่ในยุคนี้ มันจำเป็นต้องมี เพราะระบบมันเป็นเอาเงินแลกของ ไม่ใช่ของแลกของกันเกือบหมด แต่ต้องเข้าใจว่า มันจำเป็นเฉพาะกับสิ่งที่ต้องใช้เงิน ซึ่งก็อยู่ที่เราดีไซน์ชีวิต ว่าเราจะเอาชีวิตแบบต้องใช้เงิน 100% เลย ไม่มีไม่ได้เลย หรือเราจะสร้างชีวิตในแบบฉบับที่ ไม่มีก็อยู่ได้ เช่น กลุ่มที่ทำเกษตรพอเพียง เขาก็จะรู้สึกมั่นคงระดับหนึ่งเพราะมีอาหารกินเอง หรือเราจะผสมผสาน มีเงินแบบพออยู่พอกิน พอเลี้ยงครอบครัว และได้ใช้ชีวิตที่เงินก็ให้ไม่ได้ มันดีไซน์ได้หมดค่ะ อยู่ที่เราเลือก

ถ้าในมาตรฐานสังคมทุนนิยม ชีวิตบีมไม่ได้สำเร็จอะไรเลยค่ะ และยังล้มเหลวด้วยซ้ำ เพราะ มันไม่ได้รวย มันไม่ได้มีเงินมาก มันไม่ได้หรูหรา มันก็ยังมีหนี้ที่ต้องจัดการ

แต่ในใจของบีม บีมกลับรู้สึกว่า บีมชนะโลกได้แล้วระดับหนึ่ง ใจของบีมเป็นอิสระเหนือวัตถุและเงินได้แล้วระดับหนึ่ง ที่เหลือ เหลือแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำเพื่อชำระหนี้ให้หมด เพื่อให้เราได้อิสระแท้จริงของชีวิตกลับมา

อิสระนี้สำคัญที่สุดค่ะ และบีมก็รู้สึกได้ถึงสิ่งนี้แล้วด้วย ที่อยากจะทำอะไรที่อยากทำจริง ๆ โดยเงินไม่ต้องมาบงการอีกต่อไป มันมีความสุขมากขึ้นในแต่ละวันที่ได้มีชีวิต รู้สึกอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

สำหรับบีม การเงิน ก็เหมือนกำลังเล่นเกมเศรษฐีหรือเกม Cash Flow ของ Rich Dad มันแค่เกมที่ต้องเล่นให้ผ่าน แต่บีมจะไม่ยอมให้มันมีอิทธิพลเหนือความคิด ความรู้สึก และคุณค่าแท้ในตัวบีมอีกต่อไป ต่อให้เจ้าหนี้หรือใครจะมาทำให้เรารู้สึกแย่ บีมจะปรับพลังงานกลับมาเพื่อเล่นเกมนี้ด้วยความซื่อสัตย์ ความจริงและสติปัญญาของพระเจ้านำทางต่อไป นั่นคือสิ่งที่ตั้งใจไว้กับตัวเอง

แน่นอนว่า ชีวิตคนก็ต้องมีขึ้น ๆ ลง ๆ ชีวิตบีมก็มีสิ่งกระทบทุกวันเช่นกัน แต่การที่เรามีพลังงานเป็นบวกโดยธรรมชาติแล้วจากที่ได้ฟื้นฟูพลังงานกลับมา ผ่านพลังงานบำบัด โยคะหัวเราะ การอธิษฐาน มันทำให้เรารับมือและเดินต่อไปได้อย่างไม่แคร์โลก (ทุนและวัถตุนิยม) อีกต่อไป เดินไปด้วยความเบาสบายใจมากขึ้น มีพื้นที่อิสรภาพของเรามากขึ้นทุกวัน … เท่านี้ก็รู้สึกดีแล้วค่า 🙂

ขอความจริงเป็นแสงสว่างนำทางผู้อ่านทุก ๆ คนนะคะ

และจงสำรวจอยู่เสมอว่า เราทำสิ่งใด ๆ ก็ตาม ด้วยพลัง “รัก” หรือ “กลัว”

จงเลือก “รัก” ค่ะ

ด้วยรัก
บีม 🙂

สนใจศึกษาศาสตร์ด้านพลังงานบำบัดและโยคะหัวเราะเพิ่มเติม ดูได้ที่เว็บของครูของบีมนะคะ https://www.kaymiracles.com/ และ ที่เพจ https://www.facebook.com/KayMiracles/

สิ่งที่ได้เรียนรู้และตกผลึก “หลังดื่มน้ำเซเลอรี่นาโน” 27 วัน

ที่มาที่ไปของการมาดูคลิปนี้ คือ ช่วงสัปดาห์ก่อน บีม พี่แม็ค (สามี) น้องแคนดี้ มีความรู้สึกเหมือนกัน คือ ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำเกือบตลอดเวลา ไม่ใช่อาการท้องเสีย แต่รู้สึกไม่สบายท้องและเหมือนต้องไปเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายออกทุกครั้งที่ปวด

บีมกับพี่แม็คสันนิษฐานว่า มันเกิดจากที่เรากินเซเลอรี่นาโนผสมน้ำทุกเช้าหรือเปล่า? โดยบีมจะกินทุกวัน ผสมผงเซเลอรี่ 2 ช้อนตวงกับน้ำ 500 มล. กินตอนท้องว่างทุกเช้า ตามสูตรของคุณ Anthony William ผู้นำในการใช้น้ำสกัดเซเลอรี่ในการบำบัดรักษาโรคเรื้อรังต่าง ๆ

ส่วนน้องแคนดี้ ได้กินไม่กี่แก้วเท่านั้น แต่ก็รู้สึกเหมือนกัน

This image has an empty alt attribute; its file name is start_celery_22_06_2020.jpg
วันแรกที่เซเลอรี่มาถึง และ เปิดกินเลย คือ 22 มิ.ย. 2563

แม้จะเกิดอาการ 3 คนเลย แต่บีมขออนุญาตเล่าเฉพาะของตัวเองคนเดียว เพราะ บีมจะรู้ดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำอะไรไปบ้างกับร่างกายของเราเองนะคะ

สำหรับการเริ่มต้นและผลการกินในช่วงแรก ๆ บีมจะเขียนไว้หมดแล้วในหน้านี้ค่ะ เป็นหน้าสินค้าในร้านในไลน์ สามารถเข้าไปดูได้เลย https://shop.line.me/@siwsecret/product/319139158

จำได้ว่า กระปุกแรกที่กิน ไม่มีอาการปวดท้องเกือบตลอดเวลาอย่างที่บอกเลยนะคะ สบายตัวมาก และสิวก็หายไปทั้งหมดจริง ๆ (กระทุ้งออกมาก่อนนะคะ แต่กินต่อเนื่อง มันหายจริง แต่ต้องดูแลสุขภาพตามสิ่งที่สอนไว้ในนี้ไปด้วยนะคะ https://shiningbeam.org/siwsecretonlinecourse/ อย่าไปรับพิษใหม่เข้าไป มันจะช้า)

แต่มันมาเริ่มหลังจากที่พี่แม็คทำคลิปนี้ออกไป เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2563 https://www.facebook.com/mackitch9/videos/741449739939529/ เป็นคลิปการสาธิตว่า เซเลอรี่นาโน กับ น้ำสกัดเซเลอรี่สด ๆ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างค่ะ

ซึ่งวันนั้นเรา 4 คน พ่อ แม่ ลูก ได้กินน้ำเซเลอรี่กันแบบเยอะมาก ส่วนที่สกัดออกมาผสมแอปเปิ้ลเขียว ก็อร่อยมาก ลูก ๆ กินเยอะเลย และส่วนที่เป็นน้ำผงเซเลอรี่นาโน บีมก็กินเข้าไปอีก หลังจากที่กินไปแล้ว 500 มล. ตอนเช้า!!!

บีมสังเกตว่า ทั้งพี่แม็คและน้องแคนดี้ มีอาการกระทุ้งพิษ น้องแคนดี้มีสิวขึ้นกลางหน้าผาก 1 เม็ดใหญ่ ๆ และมีอาการปวดท้องอยากถ่าย ตามภาพด้านล่างนี้เลยค่ะ ซึ่งเป็นวันเวลาจริงของการถ่ายรูป (พอดีมีสินค้ามาใหม่ เป็นเจลสิว เลยให้น้องใช้เลยและเก็บรีวิวค่า ดีจริง :))

This image has an empty alt attribute; its file name is 107665565_307908027012949_2145773597181628376_o.jpg

ช่วงวันที่ 6 – 12 ก.ค. 63 น้องแคนดี้น่าจะไม่ได้กินเซเลอรี่แล้ว หรืออาจจะกินอยู่บ้าง แต่ไม่มาก อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ เพราะ เขาจะเดินไปชงกินเอง ซึ่งเขาชอบผักอีกสูตรมากกว่า

ส่วนพี่แม็ค น่าจะยังกินอยู่ค่ะ แต่ไม่รู้ว่ากินเพียวหรือผสมอย่างอื่นไหม เพราะถ้าตามสูตรเขาเลย ต้องกินเพียว ๆ เลยค่ะ เว้นระยะ 20-30 นาที ถึงจะกินอย่างอื่นได้

ส่วนบีม กินเพียว กินเป็นอย่างแรกของวัน (ยกเว้นน้ำเปล่าอุ่นๆ ที่จะดื่มหลังตื่นนอนเป็นปกติ แต่บางวันก็ทดลองกินน้ำเซเลอรี่นาโนไปเลย ไม่ได้ดื่มน้ำเปล่าค่ะ รู้สึกว่า ได้ดื่มน้ำเปล่าอุ่น ๆ จะช่วยขับถ่ายได้มากกว่า) และกินในสัดส่วน 2 ช้อนตวง (เท่ากับเซเลอรี่ 160 กรัม) กับน้ำ 500 มล. (กระบอกน้ำมีตัวเลขค่ะ)

ช่วงประมาณวันที่ 6-12 ก.ค. บีมรู้สึกว่า เหมือนจะปวดท้องตลอดเวลา อาการคล้าย ๆ เหมือนมีกรดในกระเพาะ ไม่สบายท้องเลยค่ะ บีมพยายามกินอะไรที่น่าจะช่วยแก้อาการในกลุ่มแผลในกระเพาะ เช่น กระเจี๊ยบเขียว ฟักทอง … แต่มันกลับยิ่งทำให้รู้สึกอยากถ่ายมากขึ้น ความรู้สึกเหมือนกับว่า ท้องไส้เราพยายามจะกำจัดอะไรออกอยู่ตลอดเวลา

แล้วบีมก็เลยเข้าไปดูข้อมูลใน YouTube ก็ไปเจอคลิปผู้หญิงคนหนึ่ง เล่าว่าทำไมเธอเลิกกินน้ำเซเลอรี่

เธอบอกว่า … หลังจากสิวหายแล้ว เธอก็ไม่ได้กินต่ออีก เพราะ ไม่สะดวกเรื่องงบประมาณ เวลา ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาดของเซเลอรี่ และ รู้สึกว่าท้อง sensitive กับอาหารที่กินมากขึ้น

บีมก็ไม่ได้ค้นข้อมูลอะไรเพิ่ม แต่ก็สังเกตว่า เออ…นั่นสิ กินอะไรก็อยากถ่ายออก หรือมันจะไม่โอเคจริง ๆ นะ…

ก็เลยลองหยุดกินค่ะ พี่แม็คหยุดก่อน แล้วอาการเขาดีขึ้น บีมเลยลองหยุดบ้าง มันก็ดีขึ้น แต่ไม่หาย…

บีมก็เลยมาอ่านของคุณ Anthony William อีกรอบที่เว็บของเขาเลย https://www.medicalmedium.com/medical-medium-celery-juice-movement.htm บีมก็ได้คำอธิบายที่รู้สึกว่า ต้องลองกลับไปกินใหม่อีกรอบดู เพราะ มันอาจจะเป็น healing crisis (ภาวะกระทุ้งพิษ) ก็ได้

บีมก็กลับมาเริ่มกินได้สัก 2 วัน (16-17 ก.ค.) โดยเริ่มต้นที่ 1 ช้อนตวง กับ น้ำ 500 มล. คือ ความเข้มข้นมันเบาลงเท่านึง หลังจากนั้นก็เว้นช่วงแล้วกิน FB5 ปรากฏว่า เฮ้ย อาการมันหายไป! ก็บอกพี่แม็คว่า ต้องกลับมากินนะ จะได้ขับอะไรที่ค้างในกระบวนการอยู่ออกให้หมด คือ ต้องยอมให้พิษมันออก แล้วกินต่อจนกว่าอาการทั้งหมดจะหายไป

บีมก็เลยกลับมากิน โดยกินแค่เวลาเดียวในสัดส่วนที่ 1 ช้อนตวงก่อนค่ะ (ตอนแรกที่เริ่มคือ 2 ช้อนตวง) แล้วเดี๋ยวถ้ามันโอเค ก็ค่อยเพิ่มโดสเข้าไป วันนี้คือ เช้าวันที่ 3 ของการกลับมากิน (เสาร์ที่ 8 ก.ค. 2563) โดยจะดื่มน้ำอุ่นเป็นแก้วแรกก่อน จากนั้นพอขับถ่ายออกแล้ว ก็ค่อยมาดื่มเซเลอรี่ค่ะ

และพอดีว่า ได้ดูคลิปที่แปะลิงค์ไว้ให้ตั้งแต่ต้นจบแล้ว ความมั่นใจก็กลับมาแล้วเพราะได้ข้อมูลเพิ่ม ประกอบกับอาการที่เป็นค้างอยู่เป็นสัปดาห์ก็หายไป (ช่วงที่หยุดกินแล้วพยายามกินผักอื่น ๆ เพื่อรักษาอาการที่เหมือนแผลในกระเพาะ มันไม่เวิร์คค่ะ มันต้องกินเซเลอรี่ต่อ ถึงหาย)

ในช่วงท้ายนี้ เลยขอสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ทดลองของตัวเอง จากการกินน้ำเซเลอรี่นาโนมาได้เกือบ 1 เดือน และ จากคลิปสัมภาษณ์คุณ Anthony นะคะ ซึ่งบีมจับมาเฉพาะในส่วนที่ตกผลึกส่วนตัวและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาสิวเพิ่มเติมค่ะ

สรุปจากประสบการณ์ของตัวเอง

  • ใครที่พึ่งเริ่มต้นในการใช้เซเลอรี่นาโน แนะนำให้ลองที่สัดส่วน 1 ช้อนตวงกับน้ำ 500 มล. ดูก่อนค่ะ ร่างกายจะได้ค่อย ๆ ปรับตัวก่อน (บีมเริ่มที่ 2 ช้อนตวงต่อน้ำ 500 มล.) เพราะ ร่างกายบีมและพี่แม็ค เคยผ่านการล้างพิษมาก่อน แต่บีมจะกินอะไรที่คลีนกว่าเขา เขาจะมีอาการกระทุ้งพิษที่มากกว่าบีมค่ะ
  • บีมเริ่มที่ 4 เวลาต่อวัน (เช้า ก่อนเที่ยง บ่ายแก่ ๆ และก่อนนอน) เลยได้ผลเร็ว … แต่สำหรับคนที่เริ่มต้น บีมแนะนำให้กินแค่ตอนเช้า ท้องว่าง ซึ่งปกติบีมจะกินหลังตื่นนอน บีมเป็นคนตื่นเร็ว บางทีก็ตี 4 บางทีก็ตี 5 บีมเลยจะได้ดื่มเซเลอรี่ก่อน 6 โมงเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าใครที่ไม่ได้ตื่นเวลานี้ ก็ให้กินช่วงประมาณ 6.00 – 8.00 น. ได้อยู่ค่ะ
  • ไม่ว่าจะเกิดอาการอะไรขึ้น ขอให้ทานต่อไป เพื่อให้เขาล้างเชื้อโรคจากตับออกให้หมด เพราะ ถ้าตับสุขภาพดี อาการต่าง ๆ จะหายไปเองค่ะ
  • สำคัญมากกกกก ที่ผู้สนใจ ควรทำความเข้าใจเรื่องภาวะกระทุ้งพิษ Healing Crisis ให้ดี บีมได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ในคลิปนี้ค่ะ แนะนำให้ดูก่อนคิดจะเริ่มกินเซเลอรี่เพื่อรักษาสิว ติวพิเศษ 3 เรื่อง : ข้อสรุปเรื่องล้างตับด้วยน้ำผงผักเซเลอรี่ / ปรับ mindset สิวขับพิษ / วิธีรับมือ https://youtu.be/LNEbpE_3SAo
  • สำหรับบีม … สิวหายจริง รู้สึกตับสะอาดจริง และบีมจะกินต่อไปเรื่อย ๆ เพราะมันง่ายและได้ผลจริงๆ
  • แต่…ขอเน้นย้ำตัวโต ๆ เลยว่า ใครที่คิดจะทานสูตรนี้เพื่อรักษาสิว ต้องเข้าใจกระบวนการธรรมชาติบำบัด พลังงานบำบัด ภาวะกระทุ้งพิษ ให้ดีก่อนนะคะ เพราะ ถ้าคิดจะทำแล้ว ต้องไปให้สุด จึงจะหายขาดจากสิวได้จริง ๆ และในกระบวนการบำบัด หลายคนจะไม่คุ้นเคย รู้สึกแย่เหมือนป่วย แต่จริง ๆแล้ว ร่างกายกำลังซ่อมตัวเอง ถ้าดูแลไม่ถูกวิธี กินน้ำเซเลอรี่แล้วยังมีพฤติกรรมทำลายสุขภาพ อันนี้ไม่เป็นผลดีแน่นอนค่ะ มันต้องปรับทั้งหมดเลย ถ้าคิดจะกินจริง ๆ
  • ถ้าไม่ศึกษาข้อมูล อย่าทำก่อนค่ะ … เพราะถ้าทำอย่างไม่เข้าใจ จะเป็นผลเสียต่อผู้ทำมากกว่า เนื่องจากเขาล้างพิษให้เราค่อนข้างลึก ดังนั้น ต้องรู้วิธีเตรียมกาย เตรียมใจ ซึ่งบีมสรุปและเรียบเรียงไว้หมดแล้วในหนังสือและคอร์สสิวซีเคร็ตค่ะ เป็นพื้นฐานที่ครบสมบูรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสิวแนวทางธรรมชาติให้หลุดจากวงจรสิวด้วยแนวธรรมชาติได้ตลอดไปที่ต้องเรียนรู้และทำไปตามขั้นตอน เมื่อใช้ผักผงและผลิตภัณฑ์ในร้านสิวซีเคร็ตร่วมด้วยจึงจะได้ผลดีค่ะ

สรุปสิ่งที่ได้จากคลิปคุณ William Anthony (เขาให้ความรู้ดี ๆ เยอะมาก แต่บีมขอสรุปที่บีมรู้สึกว่าผู้ติดตามสิวซีเคร็ตน่าจะสนใจเป็นพิเศษนะคะ)

  • เซเลอรี่เป็นสมุนไพร ไม่ใช่แค่ผัก ดังนั้นเขาจึงมีสรรพคุณในการบำบัดเยียวยารักษาโรคดังเช่นสมุนไพรอื่น ๆ
  • ที่ต้องเป็นเซเลอรี่ เพราะ เขาได้ยินเสียงที่บอกเขามาตั้งแต่ 4 ขวบ ซึ่งทุกคนที่ป่วย เขาจะแนะนำให้กินน้ำสกัดเซเลอรี่ ซึ่งทุกคนหายจากโรคอย่างสิ้นเชิง ประจักษ์ชัดแก่สายตาของเขา
  • การที่เซเลอรี่ได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์บางส่วน อาจด้วยเหตุผลที่ เซเลอรี่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและได้ผลจริง ซึ่งได้ผลกับคนมากมายมาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะดัง ไม่ใช่การสร้างกระแส แต่เป็นการหายจากโรคจริง ๆ ที่คนได้รับผลลัพธ์จริง ๆ เป็นพายุแห่งผลลัพธ์จริงก้อนใหญ่ก่อนที่เขาจะนำเรื่องนี้เผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งแน่นอนว่า อาจไปขัดผลประโยชน์ของผู้คนในวงการสุขภาพมากมายหลายกลุ่ม
  • ในเซเลอรี่มีกลุ่มของเกลือชนิดพิเศษที่นักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ค้นพบ และคาดเดาว่า น่าจะเป็นสารอาหารอื่นๆ ที่ถูกค้นพบแล้วมากกว่าที่มันช่วยบำบัดอาการต่าง ๆ ให้หายไปได้
  • แต่คำถามคือ ว่า ผักอื่น ๆ ก็มีสารอาหารที่พวกเขาพูดถึง แต่ทำไมไม่มีอะไรที่ให้ผลลัพธ์ได้เท่าเซเลอรี่เลย?
  • และไม่ว่าคุณจะมีความเชื่อในการกินรูปแบบไหนก็ตาม วีแกน มังสวัรัติ พาลีโอ คีโต ฯลฯ การที่เพิ่มน้ำสกัดเซเลอรี่และกินอย่างถูกวิธีตามที่เขาแนะนำเข้าไป จะช่วยทำให้ “ได้ผลลัพธ์” ที่ต้องการแน่นอน
  • เพราะน้ำสกัดเซเลอรี่ ช่วย “ทำลายกำแพงสุดท้าย” ที่ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์นั่นเอง
  • กินสกัดสดเท่านั้น ห้ามกินแบบผ่านความร้อนมาแล้ว หรือห้ามกินผสมอะไรอื่นใด
  • สำคัญที่สุด คือ กลุ่มเกลือนี้ เข้าไปทำงานหลายอย่างในระบบร่างกาย ที่สำคัญ คือ ไปฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ในตับ ถุงน้ำดี ซึ่งตับเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ซึ่งคนที่ป่วย ก็คือ ตับป่วย ตับป่วยก็คือมีเชื้อโรคเยอะ เมื่อเกลือในเซเลอรี่เข้าไปฆ่าเชื้อต่าง ๆ และทำลายพิษในตับแล้ว อาการไม่สบายก็หายไป ง่าย ๆ เท่านี้เอง
  • และเมื่อตับมีสุขภาพดี เขาจะสามารถฟื้นฟูระบบการเก็บและใช้พลังงานในรูปแบบไกลโคเจนและกลูโคสในกระแสเลือดให้เป็นปกติ ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติ ไม่เกิดความอยากกินของหวาน เค้ก เบเกอรี่ น้ำตาล อีกต่อไป ความรู้สึกอยากเสพย์ของพวกนี้จะหายไปเอง
  • นอกจากนี้ เกลือกลุ่มนี้ ยังเข้าไปปรับสมดุลปริมาณกรดเกลือในกระเพาะอาหาร ให้สามารถย่อยโปรตีนที่ตกค้างได้ หรือโปรตีนที่ทานเข้าไปใหม่ได้ ทำให้ไม่มีของบูดเน่าจากอาหารกลุ่มโปรตีนเหลือตกค้าง
  • กลุ่มเกลือนี้ ยังไปเพิ่มอิิเลคโตรไลท์ในปริมาณที่เพียงพอ ที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทกลับมาทำงานเป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยให้สมอง ระบบประสาท ทำงานมีประสิทธิภาพ ระบบร่างกายจึงกลับมาเป็นปกติ
  • นอกจากนี้ เขายังช่วยให้ สมองโล่ง เคลียร์ จะทำให้มีโฟกัสชัดเจนขึ้น จะรู้ว่าชีวิตจะต้องไปอย่างไร คือ มันได้มากกว่าสุขภาพ แต่คือเปลี่ยนชีวิตของคุณแน่นอน
  • ไม่ว่าคุณจะกินสายไหน เชื่ออย่างไร สิ่งที่คุณต้องทำเหมือนกัน คือ ผมแนะนำให้ “เลิกกินไข่” เพราะ มันเป็นอาหารของเชื้อโรค (อันนี้ตรงกับข้อมูลหมอจันทร์ แห่งเมืองพาน จ.เชียงรายค่ะ บีมเคยไปพบท่านมาเมื่อหลายปีก่อน เพราะสนใจสมุนไพรของท่าน หมอจันทร์ท่านเป็น อจ.แพทย์แผนไทยที่รักษามะเร็งให้ชาวบ้านหาย อจ.บอกว่า ห้ามกินไข่เลย คนเป็นมะเร็งนี่นะ ไข่เป็นอาหารของมะเร็ง)
  • น้ำสกัดแตงกวา (cucumber juice) สามารถนำมาดื่มช่วงที่หาเซเลอรี่ไม่ได้ แต่มันทำงานเหมือนเซเลอรี่ไม่ได้ แต่อย่างน้อย การดื่มน้ำสกัดแตงกวา จะช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้น เต็มไปด้วยน้ำ ซึ่งการที่ร่างกายชุ่มน้ำ ก็จะช่วยให้เขาสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ ขับล้างสารพิษออกได้ดีขึ้น แต่จำไว้ว่า มันทำงานเหมือนเซเลอรี่ไม่ได้ (สำหรับลูกค้าสิวซีเคร็ต ตัวที่ช่วยในส่วนนี้ได้คือ หน่อไม้ฝรั่งค่ะ ชุ่มชื้นเต็มๆ)
  • และสุดท้ายที่บีมชอบมาก คือ ร่างกายเขาไม่เคยต่อต้านคุณนะ ร่างกายเขาไม่เคยทำร้ายคุณ ไม่เคยต่อสู้กับคุณเอง เขารักคุณเท่านั้น … ดังนั้น การที่เราคิดหรือรู้สึกกับร่างกายนั้นสำคัญมาก ๆ มันจะส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ขอให้ปรับวิธีคิด วิธีรู้สึกตรงนี้เสียใหม่ เพราะมันสำคัญมากจริง ๆ สำหรับวิธีที่คุณสื่อสารกับร่างกาย

ถึงตรงนี้… บีมตกผลึกเลยค่ะว่า ผู้คนในสมัยนี้ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาสิว จะมีความรู้สึก “ต่อต้านร่างกายตัวเอง” คือ ขอโทษนะคะ ภาษาดิบ ๆ คือ “มึงจะเป็นทำไมวะสิวเนี่ย กูทรมานจะตายอยู่แล้ว ยังจะขึ้นมาอยู่ได้” อันนี้ภาษาจิตใต้สำนึกเลยค่ะ ที่ทุกคนที่มีปัญหาสิวหรือสุขภาพ คงจะไม่ปฏิเสธ ถ้าได้ลองอยู่เงียบ ๆ แล้วฟังเสียงข้างในเมื่อระลึกถึงเรื่องสิวหรือสุขภาพตัวเอง

เราพยายามเหลือเกินที่จะ “กำจัด” “ต่อต้าน” และ “กล่าวหาร่างกาย” ตลอดเวลา…

พอเกิดภาวะกระทุ้งพิษ ร่างกายพยายามขับออกให้ ก็ไปรู้สึกไม่พอใจ รู้สึกไม่ดี อยากจะกดมันเอาไว้

ร่างกายรักเรามากนะคะ … ขอให้ปรับวิธีคิด วิธีรู้สึกเสียใหม่ ไปเป็น “ขอบคุณ” แทนค่ะ มันจะเปลี่ยนคลื่นพลังงาน จากเกลียดเป็นรัก … แล้วความรักนี้แหละ ที่จะเยียวยารักษาทุกอย่างได้ ซึ่งชัดเจนมากในวิธีคิดและวิธีทำของแม่ชีศันสนีย์ที่รับมือกับมะเร็งจนหายดีค่ะ อยากให้ดูจนจบเช่นกัน แล้วนำมาใช้กันค่ะ

สุดท้ายนี้ … บีมได้ถอยหนังสือ Celery Juice ของคุณ Anthony William มาอ่านแล้วค่ะ ซื้อจาก Kinokuniya เพราะบีมเชื่อว่า ตัวนี้แหละ คือ คำตอบสุดท้ายของสิวเรื้อรังจริง ๆ เพราะ คุณแอนโธนี่ ได้พูดถึง “สิว” เสมอในทุก ๆ ครั้งที่คนถามว่า น้ำสกัดเซเลอรี่มันช่วยรักษาอะไรได้บ้างจากประสบการณ์ของคุณ

บีมรู้ว่า การอ่านหนังสือเล่มนี้ จะทำให้บีมเข้าใจมันอย่างถูกต้อง และดูแลทุกคนที่กินน้ำสกัดเซเลอรี่หรือน้ำผักผงเซเลอรี่จนถึงฝั่งได้อย่างถูกต้อง

และบีมเองก็ยังไม่แน่ใจว่า น้ำเซเลอรี่นาโน จะให้ผลได้เหมือนกับ น้ำเซเลอรี่สกัดสด หรือไม่ เพราะ ยังไม่เคยทานแบบสกัดสดต่อเนื่องกันค่ะ แต่ผลลัพธ์ที่บีมได้รับจากการดื่มน้ำเซเลอรี่นาโนตามสูตรเดียวกับที่คุณแอนโธนี่อธิบายนั้น ชัดเจนเรื่อง สิวหาย ตาใส เล็บมีสีชมพู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะของตับที่แข็งแรงและสะอาดขึ้นค่ะ

ขอฝากทิ้งท้ายไว้นะคะว่า หากต้องการจะรักษาสิวให้หายขาดในแนวธรรมชาติจริง ๆ ต้องจัดเวลาศึกษาข้อมูลตามที่บีมได้เตรียมไว้ให้ให้ครบถ้วน และเตรียมกาย เตรียมใจ ที่จะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ อย่าแค่อยาก … เพราะ ปัญหาที่มันเรื้อรัง ต้องการความตั้งใจ ต้องการความรู้ที่ลึกซึ้ง ในการพาตัวเองเดินไป เพราะไม่มีใครจะทำให้คุณได้ นอกจากตัวคุณเองค่ะ …

วิธีการที่ถูกต้อง ได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว ขอเพียงแค่ จุ่มตัวเองลงมาให้มิด … แล้วไปให้สุดทาง

คุณก็จะได้มากกว่า “ผิวใสไร้สิว” แต่คือ “ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล” แน่นอน …

ขอส่งพลังให้ทุกคน มีพลังปฏิบัติ รักษาความหวัง รักษาวินัยได้จนถึงฝั่งนะคะ

ด้วยรัก

บีม…

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณต่าย ปทุมธานี (แฝดพี่คุณแตง)

แฝดพี่น้องคู่นี้น่ารักมากค่ะ หลังจากที่เราได้อ่านเรื่องราวของคุณแตงแฝดน้องไปแล้วในโพสต์ก่อน โพสต์นี้มาอ่านของคุณต่ายบ้างนะคะ

คุณแตงแฝดน้อง มาพบแนวทางก่อน รู้สึกว่าทำแล้วดี ก็ได้นำไปแนะนำคุณต่ายแฝดพี่ และทั้งสองคนก็ได้เดินทางไปพร้อม ๆ กันบนถนนสายธรรมชาตินี้ และได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนกันค่ะ

คุณต่ายเคยชอบทานอาหารมัน มีภาวะไขมันชนิดไม่ดีสะสม ทำให้ในเลือดเป็นกรด ระบบย่อยและระบบขับถ่ายไม่ดี ทำให้ร่างกายร้อน แพ้ยาคุม เลเซอร์ผิวมาอย่างหนักหน่วงทำให้ผิวอ่อนแอมาก ๆ รวม ๆ แล้วเป็นสภาพร่างกายก่อนที่จะดูแลตัวเองแนวทางนี้ค่ะ

ปัจจุบันนี้ ผิวสุขภาพดีขึ้น แข็งแรงขึ้น มีความเข้าใจผิวและร่างกายตัวเองทั้งระบบ จัดเวลาสำหรับการพักผ่อนและออกกำลังกายมากขึ้น ทำให้พลังสมดุลขึ้น

1. สภาวะก่อนรักษาสิวแนวทางนี้เป็นอย่างไร?
ปกติก็ไม่ได้เป็นสิวคะแต่ผิวเคยทำเลเซอร์มาคะ ผิวภายในเสียหาย และบอบบางเนื่องจากทำสิ่งเหล่านี้ และมาจากคุมฮอร์โมนด้วย แผ่นแปะยาคุมมาเป็นเวลาหลายปี แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าการเป็นสิวมีสะสมด้วย และจะต้องมาเคลียใต้ผิว เคลียภายในภายนอก 2 ปีก่อน ได้เปลี่ยนการคุมกำเนิด เป็นฝั่งแท่ง ทำให้ภายใน รึระบบเลือดเสียสมดุล รึเลือดสกปรกนั้นเอง สิวผุด เต็มหน้า ผลักออก จน น้องคู่แฝด ได้มาศึกษาแนวทางนี้ ในช่วงนั้น ทำให้ค่อยๆใจเย็นและเริ่มรักษา ตามกระบวนการ แรกๆรักษาใจร้อนมาก อยากหายไปไหนใครก็ทัก เพราะปกติไม่มีสิว และระบบขับถ่ายไม่ปกติ


2. ทำอะไรบ้างตอนรักษาแนวธรรมชาติ?
เริ่มฟังเพลงบำบัด เริ่มทำสิ่งที่เป็นพลังบวกเริ่มงดอาหาร ของมัน ของทอด ฟาสฟุส นมวัว อาหารแปรรุป เริ่มทานผัก มากกว่าแป้ง เริ่มปรับให้ลำไส้ขับถ่ายปกติเริ่มใช้ตัวสินค้าที่เติมน้ำให้ผิว เริ่มใช้ตัวสินค้าที่เป็นน้ำมันเพราะลดอักเสบเพิ่มความชุ่มชื้นเริ่มปรับเวลาการนอนเท่าที่จะทำได้เริ่มหาสิ่งแก้ความเครียดกับหน้าตัวเอง


3. พบอุปสรรคอะไรบ้าง แก้ยังไง?
คนทักบ่อยมาก เป็นสิวทำไมไม่หาย แต่ก่อนหน้าใสมาก ทำไมไม่รักษา แก้โดย อดทนคะ และบอกว่า กำลังรักษาอยู่ ตามขั้นตอน ใช้เวลา บอกกับอื่นแบบนั้น และบอกว่าหน้าฉัน อย่าใส่มันเลย เด่วมันก็หาย อย่ามองมันเลยอาหารที่ต้องงด คะ บ้างทีสังสรรคมีบ้างคะ แต่พยายามงดและเลี่ยง ก็จะมีคนถามบ่อยๆว่า ทำไมไม่กินปกติกิน เช่นช็อคโกแลต งี้ จะบอกว่าลดอยู่ เพราะใบหน้าที่สดใส ถามมากๆก็บอกไปเลย ปากเราจะกินไรไม่กินไรก็เรื่องของเรา เพราะเขาไม่ได้คบที่เรากินไม่กินรึหน้าเราพัง เขาคยที่นิสัย และการปฏิบัติต่อเขาเครียดง่าย ปกติไม่ค่อยเครียด


 4. เริ่มเห็นผลเมื่อไหร่?
รักษา 1 ปีคะ ประมาณ


5. สภาวะปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?
ระบบขับถ่ายดีอารมณ์ดีขึ้นไม่แปรปวนระบบภายในใต้ผิวหน้าแข็งแรงระบบเลือดดีระบบพลังงานก็ไปทิศทางที่ดีไม่ทำให้เครียดระบบการทานอาหารก็ชินกับการเลือกทาน รึทานอาหารขยะ รึรับสิ่งไม่ดีก็มีวิธีจะเคลียร์ออก

6. จุดหลักที่ทำให้สิวหายคืออะไร?
เริ่มจากความคิดเลยคะอย่าไปเครียดเลยเริ่มจากอดทนและวินัยเริ่มจากความเชื่อในสิ่งที่ลงมือทำและปฏิบัติกับตัวเอง


7. อยากให้กำลังใจอะไรกับรุ่นน้อง?
อดทนนะคะทุกอย่างจะผ่านไป มีวินัยกับตัวเอง ใส่ใจกับแนวที่ตัวเองเลือกทำค่ะ เชื่อมั่นว่าตัวเองต้องหาย เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เป็นสิว อย่าโฟกัสสิว จะทำให้เครียดง่าย สู้ๆค่ะ 

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณแตง ปทุมธานี

คุณแตงเป็นตัวอย่างของเคสที่มีปัญหาสิวจากภาวะน้ำเหลืองเสีย ซึ่งก่อนหน้าที่จะได้ดูแลตัวเองตามแนวทางธรรมชาติสูตรสิวซีเคร็ตโซลูชั่น จะมีอาการแพ้เหงื่อตัวเอง และ จะมีผื่นคันที่รุนแรงเป็นประจำ เมื่อได้เข้าใจแนวทางธรรมชาติแล้ว ก็สามารถดูแลตัวเองได้ดีขึ้น ปรับสมดุล ล้างพิษ แก้อาการต่างๆ ได้ด้วยตัวเองได้ จนปัจจุบันมีผิวที่สุขภาพดีขึ้นมาก ผิวแข็งแรง เรียบเนียนขึ้นมาก และอาการแพ้เหงื่อก็ค่อย ๆ หายไปเมื่อร่างกายและจิตใจเย็นลงและสะอาดขึ้น หากรับสิ่งไม่ดีเข้ามา ร่างกายก็จะแสดงออกหรือขับออกได้อย่างรวดเร็ว

1. สภาวะก่อนรักษาสิวแนวทางนี้เป็นอย่างไร?
เป็นคนหนึ่งที่กังวลเรื่องสิว สิวและรอยเยอะมาก ไม่เคยคิดว่าผิวจะมาได้ไกลขนาดนี้ จนหลายครั้งไม่อยากออกจากบ้านไปไหน แต่ชีวิตต้องพบปะผู้คนด้วยอาชีพ ด้วยหน้างานที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ คำถามที่สร้างความกดดันจนทำให้ไม่เป็นตัวเอง คือ ไปทำอะไรมาถึงเป็นสิวเยอะขนาดนี้ คงไม่มีใครอยากจะเป็น ถ้ามันเลือกได้ หลังจากต่อสู้กับความคิดตัวเอง จึงส่องกระจกและพูดว่า”ฉันต้องหาย ฉันต้องสวยหน้าเนียนใส” เป็นคำพูดที่ดูแล้วเป็นไปได้ยากมากในขณะนั้น หลังจากคิดใหม่ก็พูดกับคนที่พบปะด้วยว่า กำลังรักษาแพ้ยา และเริ่มกลับมาสำรวจตัวเองอีกครั้ง


2. ทำอะไรบ้างตอนรักษาแนวธรรมชาติ?
งดอาหาร ลดหวาน เริ่มกินผักมากขึ้น งดนมวัว ทานข้าวน้อยลง งดเส้นอาหารแปรรูป งดฟาสต์ฟู้ดทั้งหลาย เน้นผัก พยายามคิดบวก ปรับระบบนอน ดีท็อกซ์ลำไส้ ปรับการขับถ่ายให้เป็นไปตามปกติ ออกกำลังกาย อบตัวเคลียพิษภายใน ดูแลตัวเองให้ดีประมาณ 60% ในหนึ่งวันค่ะ อีก 40% คือใช้ชีวิตตามปกติ


3. พบอุปสรรคอะไรบ้าง แก้ยังไง?
รู้สึกอยากกินอาหารขยะทั้งหลาย และต้องคอยตอบคำถามคนรอบข้างว่าทำไมไม่กินอันนี้ ทำไมไม่กินอันนั้น ทำไมถึงกินไม่ได้ มันช่วยได้จริงหรอ เราก็ตอบตามหลักการที่อ่านและเรียนรู้มา ตอบทุกคำถาม ตอบจนแบบเห้อชีวิตฉัน ไม่กินมันก็เรื่องของฉัน


4. เริ่มเห็นผลเมื่อไหร่?
ปลายปี 2562


5. สภาวะปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?
ระบบขับถ่ายดีขึ้น เข้าใจร่างกายมากขึ้น ขจัดความเครียดได้ดีขึ้น รอยและสิวลดลงอย่างเห็นได้ชัด 


6. จุดหลักที่ทำให้สิวหายคืออะไร?
นอนพักผ่อนเยอะ การเลือกการทานอาหาร การออกกำลังกาย และการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์

7. อยากให้กำลังใจอะไรกับรุ่นน้อง?
สู้ๆนะคะ อดทนจนผ่านไปได้ด้วยกัน เป็นกำลังให้คนเพิ่งเริ่มต้นรักษาสายนี้ค่ะ แล้วเราจะภูมิใจในผิวหน้าเราเองค่ะ

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณปุ้ย กทม.

สวัสดีค่ะ ชื่อปุ้ยนะคะ อายุ 22 ปี รู้จักสิวซีเคร็ตตั้งแต่สมัยเรียนปี 1
ตอนนั้นเรียนวิชาอายุรเวทแล้วอาจารย์ให้มาหาข้อมูลทำรายงานเพิ่มเติม
ข้อมูลที่พอจะหาได้ในเวอร์ชั่นภาษาไทยก็มาจากเว็ปไซต์สิวซีเคร็ตเป็นส่วนใหญ่นี่ล่ะค่ะ

เกริ่นมาเยอะแล้วมาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าเนอะ…จริง ๆ เป็นคนที่มีภูมิหลังเป็นภูมิแพ้ที่เกี่ยวกับผิวหนังมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ เป็นผื่นแพ้ทุกสิ่งอย่างแบบง่ายมาก ๆ แพ้น้ำ (ที่ใช้อาบ) แพ้หญ้า แพ้แมลง แพ้ฝุ่น แพ้อาหารการกิน

หรือแม้กระทั่งแพ้เหงื่อของตัวเอง ช่วงประถมก็มีสิวขึ้นที่ใบหน้าทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีประจำเดือน หน้าดูแก่กว่าเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ก็ใช้วิธีไปรักษากับคุณหมอที่คลินิกผิวหนังโดยการทำทรีตเมนต์กับรับยามาทาที่บ้าน

ก็เป็นวงจรอยู่แบบนี้ทุกครั้งที่สิวขึ้นหรือหน้าแพ้เห่อเพราะไปโดนอะไรมา
จนมาช่วงมัธยมปลายที่การรักษาแบบนี้มันช่วยเราได้น้อยมาก คือไปรักษาหลายครั้งก็ยังไม่ดีขึ้น

เปลี่ยนคลินิกก็ยังต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าการรักษาในครั้งแรก ๆ
เราก็เริ่มรู้สึกเอะใจนะแต่ก็ยังไม่ได้มีความรู้อะไรมากว่าควรจะใช้วิธีไหนในการดูแลตัวเอง

จนได้เข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต มันทำให้เราค่อย ๆ เข้าใจ “ ชีวิต” ของตัวเองมากยิ่งขึ้น เข้าใจธรรมชาติของร่างกาย รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับจิตใจ

บวกกับความเป็นคนขี้สงสัย และไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ทำให้เวลาว่างเราเองก็หาข้อมูลใหม่ ๆ
จากการอ่านหนังสือและพบปะผู้คน

อ่านไปอ่านมามันก็จะเจอบางจุดที่เราสามารถนำมาผสมผสานเข้ากับความรู้ที่ได้มาจากการเรียนในคลาสที่มอ

จากนั้นก็ลองทำเพื่อทดสอบกับตัวเอง ปรับแก้ไปเรื่อย ๆ ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา
ซึ่งเราว่าเราก็อินแล้วก็สนุกกับมันนะ ประจวบกับช่วงที่ชีวิตเดินทางมาถึงทางแยกที่จะต้องเลือกพอดี

ปัญหาที่เราเผชิญอยู่มันไม่สามารถเยียวยาด้วยวิธีเดิมที่เราเคยใช้ต่อไปได้อีกแล้ว
เราจึงต้องต้องยอมสลายตัวตนเก่าแล้วบอกกับตัวเองว่าฉันจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นพลังชีวิตเหลือแบบจำกัดมาก

รู้สึกว่าแค่สามารถใช้ชีวิตให้ผ่านไปได้จนหมดวันก็เก่งแล้ว โทรมแบบขั้นสุด เพื่อนเห็นก็ตกใจ มีแต่คนทักว่าทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย สิวนี่เต็มหน้า ใต้ตาก็คล้ำ ผมฟู ตัวบวม อึดอัดไปหมด

ภูมิแพ้ผิวหนังก็เริ่มกลับมาขึ้นตามร่างกาย
ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อตัวเองได้ก็ใช้ชีวิตแบบจมอยู่กับปัญหามาสักระยะ
จนเริ่มรู้สึกได้เองว่ามันไม่มีอะไรดีขึ้น ฟีลแบบเหลือทางเลือกแค่ 2 ทางให้กับชีวิต

คือจะอยู่แบบเดิมแล้วให้ชีวิตมีแต่แย่กับแย่ลง

หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างที่มันจะค่อยๆสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น

ซึ่งวันที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างให้ชีวิตมันดีขึ้นอะ เรารู้เลยว่ามันเป็นงานแบบตลอดชีพนะ

คือถ้าเดินทางสายนี้แล้วมันจะไม่มีการมากำหนดว่าให้เวลาเท่านี้แล้วสิวจะหาย เพราะจริง ๆ
แล้วเราสามารถฝึกหรือพัฒนาจุดด้อยของเราได้ตลอดเวลา..ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ
และที่สำคัญคือการทำอย่างสม่ำเสมอจนมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ คลอไปกับอารมณ์ที่เป็นไปในทางบวกคือต้องอินกับสิ่งที่ทำอยู่จริง ๆ อะ ไม่อย่างนั้นมันจะแก้ได้แค่ผิวของปัญหา แต่รากของปัญหาก็ยังคงอยู่ และพร้อมจะปะทุออกมาได้อีกเมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมมากระตุ้น

ซึ่งตอนนั้นแน่นอนว่าเราต้องเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้าอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญมาลำดับแรกเลยคือการนอนหลับ
เพราะช่วงเวลาที่เราได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพและเป็นไปตามนาฬิกาชีวิต

ร่างกายจะเกิดการซ่อมแซมตัวเองในระดับที่อาหารเสริมหรือวิตามินตัวไหนก็ไม่สามารถทำได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าและไม่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นในระยะยาว เราจึงเปลี่ยนเวลาในการเล่นโทรศัพท์กับทำการบ้านช่วงหัวค่ำมาเข้านอนให้เร็วขึ้น แล้วค่อยตื่นมาสะสางงานที่คั่งค้างในตอนเช้าแทน

ซึ่งในตอนแรก แน่นอนว่าระบบมันรวนไปหมดและเกิดปัญหากับการจัดการที่ไม่ดีพออยู่แล้วสำหรับมือใหม่ฝึกหัดอย่างเรา

พอเข้านอนก่อนเวลาก็นอนไม่หลับพลิกไปพลิกมา กว่าจะหลับได้ก็คงเป็นเวลาพอ ๆ
กับตอนที่ไม่ได้เข้านอนให้เร็วขึ้นนั่นหล่ะ พอตื่นเช้าไปก็ง่วง บางวันเผลอหลับต่อ งานที่กะจะเอามาทำตอนเช้าก็ไม่เสร็จ

แต่ก็ค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ปรับแก้กับปัญหาที่เจอเป็นรายวันไป

สิ่งที่สำคัญกับเราในตอนนั้นคือเรายังยืนยันในสิ่งที่เราเลือกด้วยการ “ฝืน” ทำแบบเดิมซ้ำ ๆ ต่อไป

ใช้การสวดมนต์ก่อนเข้านอนสลับกับการฟังดนตรีแนว healing ช่วยให้จิตใจสงบ ก็ทำให้หลับได้ง่ายขึ้นในบางวัน

ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าผลที่ออกมามันจะดีขึ้นแบบที่คิดไว้หรือเปล่า แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เฉย ๆ
แล้วรู้ว่าปลายทางมันมีแต่แย่ลงละกันวะ!!!!

ต่อมาเราเลือกปรับเรื่องอาหารการกินและให้ความสำคัญกับคุณภาพของการขับถ่าย ปกติถ่ายเกือบทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ่ายไม่สุด สีของอุจจาระจะค่อนไปทางดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็นกว่าปกติ

เลยหันมาทำอาหารกินเองเพราะเราสามารถเลือกวัตถุดิบเองได้ ลดโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์ย่อยยากแล้วหันมาเพิ่มผักกับผลไม้ จำได้ว่าช่วงนั้นกินเต้าหู้แทนเนื้อสัตว์บ่อยมาก หมูสับ 1
แพ็คอยู่ได้เป็นอาทิตย์ วัตถุดิบที่เลือกใช้ก็กึ่งไปทาง vegan ปฏิเสธผงปรุงรสที่มีส่วนผสมของผงชูรสทุกชนิดส่วนข้าวก็ยังกินปกติ จะมีสลับกับ เผือก/มัน/กล้วย/ข้าวโพด ต้มหรือย่างบ้างเวลาเบื่อ ๆ

โชคดีที่เป็นคนให้ความสำคัญกับมื้อเช้ามาก ก็จะจัดหนักจัดเต็มกับมื้อเช้า แล้วก็ไปลดมื้อเย็น

ส่วนเรื่องการทำอาหารตอนแรกก็คิดนะว่าแค่เรียนก็หนักแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปทำ แต่พอลองจัดสรรเวลาดูดี ก็ทำให้รู้ว่าเวลาที่ใช้เล่นโทรศัพท์นั่นแหละเอาไปทำอะไรดี ๆ ให้ร่างกายตัวเองได้เยอะแยะเลย

ตลกตรงที่เพื่อนกับอาจารย์ก็อเมซิ่งมากที่เราสามารถทำอาหารใส่กล่องไปกินเองที่มอได้ด้วย

อ๋อ..แล้วก็ช่วงนั้นใช้ตัวดีทอกซ์ยี่ห้อหนึ่งช่วยเพราะต้องการขับของเสียออกจากลำไส้ แต่กินอยู่ได้ไม่นาน ก็หันมาดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นหนึ่งแก้วในตอนเช้าก่อนแปรงฟัน (ปัจจุบันเพิ่มเกลือดำเข้าไปด้วย)

บางวันก็ผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติกับน้ำผึ้ง มะนาว และเกลือ หรือน้ำมะนาวกับโซดาดื่มในตอนท้องว่าง

ส่วนระหว่างวันเราจะดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตร โดยจะไม่ดื่มทีเดียวเยอะ ๆ แต่จะค่อย ๆ แบ่งจิบระหว่างวันไปจนครบ

จำได้ว่าตอนนั้นซื้อน้ำขวดใหญ่ (1.5 ลิตร) ในเซเว่นวันละ 2 ขวด ซื้อตอนเช้าหนึ่งขวดสำหรับแบ่งจิบภายในครึ่งวันเช้า ตอนบ่ายค่อยซื้อเพิ่มอีกขวดแล้วแบ่งจิบไปจนถึงตอนเย็น

นึกไปนึกมามันก็น่าขำ คนอะไรแบกขวดน้ำเดินไปไหนมาไหนด้วยท้างงงวัน555 เรื่องของการกิน นอน และขับถ่ายเนี่ยเค้าจะสัมพันธ์กันอยู่แล้ว

เราก็มีหน้าที่สังเกตผลลัพธ์ซึ่งก็คือสี กลิ่น ลักษณะของอุจจาระ และความรู้สึกหลังขับถ่ายเสร็จ

เมื่อทำเป็นนิสัยจนลืมไปแล้วว่าเคยฝึกเข้านอนให้ตรงตามเวลาของนาฬิกาชีวิต เปลี่ยนอาหารการกิน และขับถ่ายอุจจาระได้เป็นปกติ ค่อยไปส่องกระจกดูคนตรงหน้าว่าหน้าตาสดชื่นแจ่มใสดูมีพลังในการใช้ชีวิตขึ้นมาบ้างไหม

ส่วนเรื่องสิวถ้าเป็นแบบเยอะมาก ๆ มันอาจจะไม่ได้หายไปเร็วดั่งที่ใจเราคาดหวัง แต่ให้ลองสังเกตจากอาการแพ้แสงแดด แสบ คันยุบยิบ หรืออาการอักเสบของสิว ว่าพอเจอแสงหรือฝุ่นแล้วอาการเหล่านี้เป็นน้อยลงไหม ถ้าเป็นน้อยลงก็แสดงว่าชีวิตของเรามีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองนี่แหละคือหลักฐานชั้นดีว่าสิ่งที่เราทำไปมันไม่สูญเปล่าและเราเดินมาถูกทาง

ส่วนทางที่เหลือจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่หลาย ๆ คนต้องการซึ่งก็คือหน้าใสไร้สิวจะมาถึงช้าหรือเร็วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ “ตัวเรา” นั่นแหละว่าจะทำมันให้ออกมาได้ดีแค่ไหน

เรื่องของสภาพจิตใจก็เป็นอะไรที่สำคัญมากและเชื่อมโยงอยู่เสมอกับทางกายภาพซึ่งก็คือร่างกายของเรานั่นเอง

จริง ๆ แล้วหัวใจหลักของฐานใจที่ทำให้เราสามารถก้าวผ่านสภาวะแย่ ๆ แบบเดิมมาได้คือ
“การยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความจริง”

การยึดติดกับเรื่องราวที่ไม่สวยงามในอดีตก็เหมือนกับการที่เราสะสมขยะไว้ในบ้านซึ่งก็คือร่างกายของเรา ทุก ๆครั้งที่เราคิดถึงมันและยังรู้สึกได้ถึงอารมณ์เก่า ๆ ราวกับว่าเรื่องราวนั้นเกิดขึ้น ณ ขณะนี้ อารมณ์ลบ ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกหัวเสีย โกรธ หรือฉุนเฉียวได้ใหม่อีกครั้งแม้ว่าเหตุการณ์นั้นได้จบลงไปนานแล้วนั่นหล่ะคือขยะที่เราสร้างไว้ให้ตัวเราเอง

ลองย้อนกลับไปนึกดูว่าในวัน ๆ นึงเราสร้างขยะให้ตัวเองมากมายแค่ไหนโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว

กุญแจสำคัญดอกแรกของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ “การไม่สร้างขยะเพิ่ม” ในช่วงแรก ๆ เราใช้การอยู่กับลมหายใจ ตามที่คุณยายจ๋า หรือแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน ได้เคยสอนเอาไว้

ไม่ว่าจะมีอีกสักกี่ห้วงความคิดที่มันยังวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ในทุก ๆ ครั้งที่เรารู้สึกตัว
ให้เรากลับมาบอกกับตัวเองว่าเรากำลังหายใจอยู่ แล้วเพ่งความสนใจไปที่ลมหายใจเข้า-ออกของตัวเอง

มันทำให้เราไม่หลงไปกับอารมณ์ลบที่ความคิดเราสร้างขึ้น ทำแรก ๆ มันก็ยาก ในขณะที่เรารับรู้ลมหายใจของตัวเองอยู่

มันจะมีบางช่วงที่เดี๋ยวก็หลุดกลับไปคิด เป็นแบบนี้สลับกันไปมา ทั้งเหนื่อยและท้อใจ หลาย ๆ ครั้งที่นอนน้ำตาไหลอยู่คนเดียวบนเตียง ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวอะไร ๆ มันก็คงดีขึ้น แล้วมันก็จริง

เมื่อเรายืนยันในการสร้างนิสัยใหม่ของเรามากพอ ของเก่ามันจะค่อย ๆ ถูกถอนออกมา จากที่เคยหลุดกลับไปคิดบ่อย ๆ เราก็อยู่กับเรื่องราวในปัจจุบันได้มากขึ้น

กุญแจดอกที่สอง ที่เราได้พบหลังจากได้เจอกับผู้หญิงอีกคนที่ชื่อ เก๋ วรารักษ์
หรือที่เราเรียกว่า ครูเก๋ คือ “การเอาขยะเก่าออกไป” ด้วยการฝึก tension & trauma releasing exercise และการหัวเราะแบบไร้เงื่อนไข

นอกจากนี้ครูเก๋ยังสอนให้เรารู้จักศิลปะบำบัดผ่านแมนดาลาและเครื่องดนตรีของเธอ
ซึ่งทุกบนเรียนจากครูที่เราได้รับมันช่างเรียบง่าย (ในวิธีที่จะปฏิบัติตาม) หากแต่ทรงพลัง

สารภาพตามจริงนะแม้ว่าวันนี้เราจะสามารถยิ้ม หัวเราะ และมีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ ได้ หัวใจของเราก็เบาสบายขึ้น มีพลังชีวิตมากพอที่จะเริ่มทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้าง ส่วนสภาพผิวหน้าก็อยู่ในจุดที่เราพอใจแล้ว เราก็ยังได้ใช้การระบายสีแมนดาลาที่ครูสอนมาอยู่เลย เพราะในทุก ๆ วันเรามักได้รับแรงกระทบจากคนหรือสื่อที่เราพบเจอ

บางวันก็ระบายเพื่อระบายมันออกมา วันไหนที่สงสัยก็ระบายเพื่อถาม แล้วก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะได้คำตอบ

แต่จากชีวิตที่ผ่านมาก็ทำให้เราได้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องรู้หรือเข้าใจไปก่อนในทุกเรื่อง การลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

หัดตั้งคำถามในสิ่งที่สงสัย และพยายามค้นหาคำตอบ จะนำมาซึ่งความเข้าใจและคำตอบที่แท้จริง

เพราะผลลัพธ์นั้นจะประจักษ์แก่ตัวและหัวใจของเรา

อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าลองสังเกตให้ดีจะพบว่าวิธีที่เราเลือกใช้นั้นให้ความสำคัญกับ “การลงมือทำ”

เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองมากกว่ายี่ห้อของผลิตภัณฑ์ ทุกชีวิตมีความเป็น unique ในตัวของตัวเอง

ไม่มีวิธีที่เป็นสูตรสำเร็จไหนจะสามารถนำไปใช้แล้วได้ผลดีกับคนทุกคน

ถ้าวันนี้คุณตอบตัวเองได้แล้วว่าต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแท้จริง และอยากลองดูสักตั้ง!!!

การทำความรู้จักกับทางเส้นนี้ด้วยข้อมูลบางส่วนจากผู้ที่เคยเดินมาก่อนก็มากพอที่จะทำให้คุณเริ่มต้นออกเดินไปได้

ความสุขระหว่างทางเป็นเรื่องที่คุณต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและรู้จักนำมาปรับแก้ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคุณเอง

สุดท้ายเป้าหมายจะกลายเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่คุณได้รับเมื่อคุณ ไม่..หยุด..เดิน

ส่งกำลังใจให้จากตรงนี้เสมอค่ะ
-ปุ้ย-

อดอาหาร 3 วัน ช่วยชีวิตอย่างไร ไปดูกัน!

คลิปตอนที่ 1
คลิปตอนจบ

วันที่ 26-28 เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา บีมตัดสินใจ อดอาหาร 3 วัน ด้วยเหตุผลเดียว คือ บีมต้องการคำตอบสำหรับคำถามบางอย่างที่สำคัญต่อชีวิตให้ชัดเจน เพราะ เคยอดอาหาร 1 วันก่อนหลายครั้งแล้ว และพบว่า อดอาหารเมื่อไหร่ สมองและหัวใจทำงานได้ดีมาก ๆ คิดงานก็ออกมาดี ลำดับงานก็ดี ทั้ง ๆ ที่ปกติก็ทานอาหารที่มีคุณภาพดีอยู่แล้ว แต่ถ้าอดอาหาร มันจะรู้สึกดีขึ้นอีกสเต็ปหนึ่งค่ะ

ที่ผ่านมา บีมสังเกตแล้วว่า พลังชีวิตและสภาวะของจิตใจจะเป็นไปตามอาหารที่เรากิน และ ช่วงไหนที่บีมกินอาหารปรุงสุกมาก ๆ ยิ่งช่วง lock down นี้ กินเยอะกว่าปกติ ทำให้รู้สึกว่า สมองไม่เฉียบเลย มันเบลอ ๆ มันไม่ชัด มันไม่พุ่ง มันไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่บีมไม่ได้กินอาหารขยะเลยแม้แต่น้อย แต่การกินอาหารปกติที่มีคุณภาพดี หากมากเกินกว่าที่เราต้องการใช้จริง ๆ และไม่ได้ออกกำลังกายร่วมด้วยแบบจริงจัง มันส่งผลมาก ๆ ต่อสุขภาพอย่างชัดเจนค่ะ แต่ถ้าช่วงไหน กินผักผลไม้สดปั่นเป็นสัดส่วนสูง หรืออดอาหาร ช่วงนั้นจะมีพลังสูงขึ้น ความคิดเฉียบคม จิตใจสงบ ดีมาก ๆ

วันนี้วันที่ 29 เม.ย. 2563 พึ่งจบโปรแกรมไป จึงอยากจะมาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้เรียนรู้จากประสบการณ์ส่วนตัวของบีม เพื่อเป็นข้อมูลและความรู้เพิ่มเติมที่อาจช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของร่างกายและจิตใจนี้มากขึ้นค่ะ

อดอาหารในความหมายของบีม

ก่อนอื่น ขอเริ่มต้นที่การให้ความหมายของคำว่า “อดอาหาร” ในความหมายของบีมในรอบนี้ก่อนนะคะ

ปกติแล้ว การอดอาหารมีหลายระดับ มีแบบทานผลไม้หลายชนิดไปตลอดวัน ทานผลไม้ชนิดเดียวไปตลอดวัน ดื่มน้ำปั่นผักผลไม้ไปตลอดวัน ดื่มน้ำสกัดไปตลอดวัน หรือดื่มน้ำเปล่าไปตลอดวัน

ปกติแล้ว การอดอาหาร 1 วันของบีม คือ ไม่กินอะไรเลย ยกเว้นน้ำเปล่าค่ะ เพราะต้องการให้ร่างกายได้ย่อยและจัดการกับอาหารส่วนเกิน หรืออะไรส่วนเกินออกไปได้หมดจริง ๆ ในวันนั้น

ถ้าใครเป็นสิว การอดอาหารจะทำให้สิวที่เป็นอยู่ยุบเร็ว จะเห็นเลยว่า ที่บวมเป่งจะฝ่อไป หรือถ้าสังเกตดี ๆ อาการจะลดลง นั่นหมายถึงว่า ร่างกายสามารถจัดการพิษและสิวเองได้ เมื่อเราหยุดกินอาหารที่ต้องเคี้ยว ต้องย่อย แล้วเขาจะมีพลังเหลือไปจัดการพิษ เชื้อโรค และฟื้นฟูระบบของตัวเองได้จริง ๆ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน บีมตัดสินใจเลือกเป็นการดื่มเฉพาะน้ำเปล่า 3 วัน “เป็นครั้งแรก” ด้วยความอยากรู้ด้วยว่า มันจะเป็นอย่างไรด้วย ซึ่งบีมกำลังจะเล่าให้ฟังว่าแต่ละวันเป็นอย่างไร และรู้สึกอย่างไรบ้างนะคะ ซึ่งใน 3 วันนี้ บีมทำงานตามปกติ และ ยังต้องเดินผ่านห้องครัวที่ทำอาหารน่ากินเยอะแยะบ่อย ๆ ด้วยค่ะ เพราะ เป็นทางไปห้องน้ำส่วนของบีม

3 วันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

วันที่ 1

วันนี้ชิลมาก ๆ เพราะ เป็นระยะเวลาปกติที่เคยทำมาอยู่แล้ว เราจะรู้วงจรของมันอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร

ช่วงเช้าถึงบ่าย 2 จะชิลมาก และจะโล่งขึ้นมาก จะรู้สึกสบายค่ะ เพราะเหมือนร่างกายเขาได้จัดการกับอะไรต่อมิอะไรได้มากมายโดยไม่ต้องทุ่มพลังมาที่การย่อยอาหาร เหมือนเขาได้เคลียร์งานของเขา

แต่พอสักช่วงบ่ายแก่ ๆ ประมาณบ่าย 2 – 5 โมง ช่วงนี้จะเป็นโหมดที่จะรู้สึกเริ่มหิวและทรทานเล็ก ๆ เมื่อก่อนตอนที่บีมเริ่มอดอาหารใหม่ ๆ ทนไม่ได้ในช่วงนี้ ต้องไปกินผลไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ สักนิดนึงช่วงเวลานี้ และก็ผ่อนคลายหลังจากนั้น เน้นเข้านอนให้เร็ว ไม่งั้นจะหิวมากตอนดึก ถ้าเราหลับได้เร็ว มันก็จะผ่านไปได้ค่ะ

แต่รอบนี้ ตั้งใจว่าเป็นน้ำอย่างเดียว และมีข้ออนุโลมว่า กินน้ำผึ้ง (บีมเลือกน้ำผึ้งป่าเพราะมีประโยชน์ต่อร่างกายจริงๆ) ได้ตอนหิว จะไม่กินผลไม้หรืออะไรที่ต้องเคี้ยวสักอย่างเลย ช่วงเช้าถึงบ่ายสอง ก็สบาย ๆ เหมือนเดิม ช่วงหิวโหยนี้ก็น่าจะจัดน้ำผึ้งไป 1 ช้อนโต๊ะ พบว่า ช่วยให้มีกำลังและหายหิวได้จริง ๆ ก็อยู่ได้ไปอีกถึงนอนเลย (น้ำจิบเรื่อย ๆ อยู่แล้วค่ะ ไม่ได้นับว่าเท่าไหร่)

ก่อนนอน บีมได้ทดลองกินเกลือดำ เพราะอยากลองดู ผสมเกลือดำกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ดื่มหมดภายใน 5 นาที แล้วรอเวลา ไม่เกิน 10 นาที สดชื่นมีพลังขึ้นทันที เป็นความรู้สึกที่มีพลังและสดชื่นได้เร็วและมากกว่าน้ำผึ้ง และมีข้อมูลว่า เขาจะให้ประโยชน์กับร่างกายมากกว่าเกลือหิมาลัยสีชมพู และ ช่วยร่างกายให้อดได้ดีในช่วงอดอาหาร เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ด้วยค่ะ บีมรู้สึกดีมากกับเกลือดำ เขาว่ากลิ่นเหมือนไข่เน่า เหม็นมาก แต่ของบีมไม่เป็นเช่นนั้นค่ะ กลิ่นเหมือนไข่ขาวต้มเฉย ๆ สำหรับบีม กินง่ายมาก ๆ

วันแรกผ่านไปด้วยดี…

วันที่ 2

วันนี้ เป็นวันที่หินที่สุด!

บีมตื่นมาเร็วค่ะ และก็ทำงานไปตามปกติ น่าจะตื่นราว ๆ ตี 4 ความรู้สึกหลังตื่น คือ หิวมาก ในใจก็รู้สึกว่า วันนี้จะไหวไหมนี่? ตื่นมายังขนาดนี้ อ่อนระโหยโรยแรงมาก แต่ไม่เป็นไร ตั้งใจก็คือตั้งใจ ต้องทำให้ได้ บีมขอพลังให้บีมสามารถทำวันนี้ได้สำเร็จ

วันนี้ บีมรู้สึกไม่ค่อยไหว นอกจากน้ำผึ้งที่ทาน 1 ช้อนโต๊ะแล้ว บีมเพิ่มน้ำอุ่นผสมเกลือดำด้วยค่ะ กิน 1 แก้วหลังน้ำผึ้งสักพัก แล้วสิ่งที่รู้สึกหลังจากนั้นสักพักก็คือ ไม่หิวและมีพลังดีมาก!

ช่วงกลางวัน ก็ดำเนินไปตามปกติ บีมทำงานตามปกติ หิวก็กินน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ แต่จะไม่กินพร่ำเพรื่อนะคะ ไม่ได้กำหนดเวลา คือ เราดูเอาว่า เราไม่ไหวแล้วจริง ๆ เราค่อยกินค่ะ คือ จะทนให้ถึงที่สุดก่อน โดยการจิบน้ำไปเรื่อย ๆ แต่เพราะเราไม่ได้พักผ่อน เราต้องทำงาน ต้องใช้พลังสมองเยอะ มันจึงต้องมีตัวช่วยค่ะ ไม่งั้นจะทำอะไรไม่ได้เลย

ซึ่งในความเป็นจริง ใครที่จะอด ไม่ควรทำงานเยอะค่ะ อันนี้แจ้งไว้ก่อนนะคะ แต่พอดีของบีม บีมรู้สึกว่าตัวเองน่าจะพอทำได้ พอจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและรับมือได้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร บีมจึงตัดสินใจอดทั้งที่ยังทำงานตามปกติค่ะ

วันที่สองนี้ เจออุปสรรคเยอะมาก ทั้งในจิตใจและสภาพร่างกาย เป็นวันที่…

  • มารมาบอกให้เลิกอยู่เรื่อย ๆ จนพูดไปช่วงเที่ยง ๆ ว่า วันนี้จะน่ากลับมากินปกติละนะกับครอบครัว
  • สามีกับลูกทำอาหารอร่อย ๆ กินกันแบบ happy มาก คือ เขาก็กินปกตินะคะ ไม่ได้จะยั่วอะไรบีมเลย แต่เราเห็นแล้วก็มีความอยากเล็ก ๆ แต่ไม่กินก็คือไม่กินค่ะ ตั้งใจแล้ว
  • ร่างกายวันนี้ สิวขับพิษตรงใต้คางขึ้น (คอด้านบน) มาทีเดียวหลายเม็ด มีตรงแนวขมับและหน้าหูขวาร่วมด้วย แต่ซ้ายไม่ค่อยมีอะไร น่าจะเพราะ บีมกินเกลือชมพูกับเกลือดำไปสักประมาณ 2-3 แก้ว (ดำ 2 แก้ว ชมพู 1 แก้ว) ๅ และรู้สึกเหมือนมีอุจจาระตกค้างอยู่ คาดว่าเป็นสาเหตุของสิวที่ขึ้น (มีของเสียตกค้างและกินตัวที่ช่วยให้ร่างกายขับพิษและปรับสมดุล ถ้ามันมีพิษอยู่ ก็น่าจะถูกขับออกมา)
  • และร่างกายก็รู้สึกอ่อนแรงมาก อยากจะหยุด แต่…ใจบอกว่า ทำมาขนาดนี้แล้ว เดี๋ยวก็ได้เวลานอนแล้ว อดทนอีกนิด ซึ่งก่อนนอน บีมก็กินเกลือดำก่อนนอน ช่วยชีวิตได้เหมือนคืนวันแรก แล้วก็หลับไป

วันที่ 3

วันนี้ เหมือนได้รับรางวัลจากการที่อดทนจนผ่านวันที่ 2 มาได้ ตื่นมาไม่เร็วนัก สักตี 5 เห็นจะได้ แต่ไม่หิว ไม่โหย สดชื่น และที่สำคัญ “ได้รับคำตอบที่ต้องการจริงๆ” เกี่ยวกับทิศทางของชีวิตที่จะเดินต่อแบบชัดเจน ที่ไม่เคยชัดแบบนี้มาก่อน และก็บันทึกทุกสิ่งที่ตกผลึกลงในสมุดบันทึกประจำวันของบีม

วันที่ 3 นี้ บีมตัดสินใจทานน้ำมันละหุ่งสกัดเย็น 1 ช้อนโต๊ะ ช่วงเช้าเพราะต้องการกำจัดของเสียตกค้างที่ทำให้รู้สึกอึดอัดออกให้หมด หลังจากดื่มน้ำมันละหุ่ง บีมก็ดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือดำอีก 1 แก้วตามไป สักไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็รู้สึกต้องการเข้าห้องน้ำ แล้วก็ออกไปเยอะมากจริง ๆ ค่ะ โล่งมาก ๆ หายใจสะดวกเลย ไม่อึดอัดแล้ว

จากตรงนั้น บีมเริ่มรู้สึกนิ่ง สงบ มีพลัง แม้สมองจะเบลอ ๆ ไปนิด ท้องจะโหรง ๆ ไปหน่อย แต่บีมก็ทำงานได้เป็นปกติ พลังใจมันแข็งแรงมาก มันเหมือนกับว่า เราผ่านวันที่ 2 วันที่ยากที่สุดมาได้ถึงเช้าวันที่ 3 เราผ่านแล้ว ที่เหลือของวันนี้ก็ต่อให้จบเท่านั้นเอง

แต่ความรู้สึกอยากถ่าย มีเหลือนิด ๆ ในช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ค่ำ ๆ นะคะ แต่ไม่ค่อยออกแล้วเหมือนตอนเช้าค่ะ ก็อาศัยดื่มน้ำไปเรื่อย ๆ ค่ะ ไม่ได้ไปบังคับเขา

วันทั้งวันคือ สบายมาก ชิลมาก อาจเพราะของเสียตกค้างออกไปแล้ว (จริง ๆ ทำตั้งแต่วันแรกน่าจะดี เอาไว้รอบหน้าลองใหม่ค่ะ แต่คงอีกนานที่จะทำ 3 วันอีก) และก็อยู่ได้โดยไม่ต้องกินเกลือดำหลายแก้วเหมือนวันที่ 2 หิวก็กินน้ำผึ้ง มีอาหารดูอร่อย ก็ไม่ได้อยาก คือ ใจมันแข็งแรงมากกับสิ่งยั่วยุทั้งหลาย และการทำงานของเราก็ชัดเป็นลำดับ ๆ ไป ไม่รวน

สรุปว่าวันที่ 3 สบายมากค่ะ แต่คือ ตัวเบามาก รู้เลย น้ำหนักลดแน่นอน แต่ไม่ได้ชั่ง แต่กางเกงคือหลวมมาก และหน้าท้องหายหมด แต่หน้าตาสดใส ดวงตาเป็นประกาย และสิวที่ขึ้นมาวันที่ 2 ยุบลงไปด้วยเกือบพร้อมกันทั้งหมด โดยที่บีมใช้แค่น้ำผึ้งพอกหน้าเช้าและก่อนนอน แล้วล้างออกเท่านั้น ไม่ได้ทาครีมอะไรเกี่ยวกับสิวค่ะ

สรุปสิ่งที่บีม “ตกผลึก” จากประสบการณ์อดอาหาร 3 วัน ดังนี้ค่ะ

  • การอดอาหารวันแรกนั้น ร่างกายชินอยู่แล้ว เพราะเคยทำมาก่อนแล้ว เขาจึงผ่านไปได้อย่างสบาย ๆ ในวันแรก
  • แต่ความยากอยู่ในวันที่ 2 “ยากที่สุด” ที่ต้องต่อสู้ทั้งสภาพร่างกายที่อ่อนระโหยและกำลังขับพิษสูงสุด และจิตใจที่โดนมารบอกตลอดว่า พอเถอะ ไม่ไหวแน่ ทำไปทำไม กินได้แล้ว!
  • ส่วนวันที่ 3 เหมือนเป็น “รางวัล” ที่ได้รับ ได้รับทั้งคำตอบที่ต้องการสำหรับชีวิต และ ร่างกายก็อยู่ในโหมดสงบ มีพลัง นิ่ง ดีมาก ๆ
  • ถ้าทำงานอยู่ ไม่ได้รีแล็กซ์ บีมคิดว่า การดื่มเฉพาะน้ำเปล่า อาจจะหนักเกินไปสำหรับร่างกาย จึงควรมีตัวช่วย โดยที่เราไม่ต้องเคี้ยว แต่ยังได้สารอาหารที่มีประโยชน์และแร่ธาตุเพื่อไปช่วยให้ร่างกายอดอาหารต่อได้
  • บีมเทียบกับน้องหมูป่าที่ติดถ้ำ ที่เขาดื่มแต่น้ำที่หยดลงมา โดยที่เขาอยู่รอดได้ เพราะ เขาต้องอยู่เฉย ๆ เพื่อ “เซฟพลังงาน” แม้จะมีการใช้พลังงานเพื่อหาทางออกมาบ้าง แต่น่าจะได้พักร่างกายมากกว่าในภายหลังเมื่อรู้สึกว่าหาทางอกไม่ได้แล้วเพื่อรอคนมาช่วย ดังนั้น เฉพาะน้ำก็จะสามารถให้เขารอดได้โดยไม่ต้องมีอะไรเข้าไปช่วยเพิ่ม (แต่พลังใจนั้นยิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งหมดค่ะ เพราะเขาเชื่อด้วยว่าเขาจะรอด เขาจึงอยู่ได้และรอดได้จริง ๆ แม้จะได้เพียงดื่มน้ำเท่านั้น)
  • สำหรับคนที่น้ำหนักตัวอาจจะมากกว่านี้ หรือไม่เคยทำมาก่อน คือ มีอาหารที่เคยกินไว้เยอะและสะสมมากมาก่อน 3 วันน่าจะไม่อ่อนระโหยมากค่ะ เพราะ น่าจะมีอะไรให้เผาผลาญตลอดเวลาที่ดื่มน้ำ แต่ร่างกายของบีมมันไม่ค่อยมีอะไรแล้ว เพราะปกติก็กินไม่มากเกินไป (ยกเว้น lock down ที่กินเยอะกว่าก่อน lock down) ไม่ค่อยมีอะไรสะสม พออด 3 วัน เลยอาจจะรู้สึกมากกว่า ทั้งนี้เป็นเพียงข้อสมมติฐานที่คิดเองนะคะ
  • จิตใจของเรานั้นสำคัญกว่าทุกอย่าง ถ้าใจเราบอกว่าไหว เราก็จะไหว ต่อให้กายมันอ่อนล้าแค่ไหน มันก็จะไปให้ถึงให้ได้ โดยมีใจนำไป
  • อาหารที่กินและสะสมมากเกินไปนั้น จะทำให้จิตใจอ่อนแอลงได้ เพราะ เราปล่อยให้ตัวเองกิน เพราะ อยากกิน และเรารู้สึกว่าถ้าเราไม่ได้กิน เราจะต้องตายแน่ ๆ เป็นความกลัวรูปแบบหนึ่ง ถ้าไม่เคยฝึกอดอาหารก็จะกลัวมาก เวลาได้ยินว่า อาหารเหลือน้อย อาหารไม่มี พอกลัวก็จะเริ่มทำอะไรไม่ปกติ และบางคนก็สามารถเบียดเบียนคนอื่นได้ ทำร้ายคนอื่นได้เพราะอยากได้อาหารเท่านั้น
  • เรารู้สึกว่า เราไม่กลัวที่จะไม่มีอาหารปกติกินไปอย่างน้อย 3 วันแล้ว เพราะ เราขอมีแค่น้ำผึ้ง เกลือดำ น้ำมันละหุ่ง น้ำเปล่า เราอยู่ได้แล้ว มันทำให้เรารู้สึกมั่นคงภายในมากขึ้น และยังรู้สึกว่า มันน่าจะไปต่อได้อีก เพียงแค่กินน้ำผึ้งให้พลังงานให้มากขึ้น กินเกลือดำให้บ่อยหน่อย ก็น่าจะอยู่ได้แล้ว ในสภาวการณ์ที่อาจฉุกเฉิน และถึงแม้จะไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราก็มีหัวใจที่ฝึกมาแล้วให้อดทนต่อความหิวได้ เราจะได้ไม่ไปทำร้ายใครเมื่อเราหิวโหยได้โดยง่าย
  • การอดอาหาร เป็นการฝึกฝนจิตใจอย่างดี เราจะมองเห็นพลังดีและพลังชั่วในใจเราชัดเจนมากกว่าปกติในยามที่อดอาหาร หลังจากครบ 3 วันแล้ว บีมรู้สึกว่าตัวเองมีพลังใจเพิ่มขึ้นมาก เราเอาชนะมารและสภาพร่างกายในวันที่ 2 มาได้ ถือเป็นชัยชนะที่ทำให้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นจริง ๆ

สรุปผลลัพธ์ที่ได้รับที่ชัด ๆ มีดังนี้ค่ะ

  • สำคัญที่สุดที่ได้คือ ความอดทนต่อมารที่เพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งเรื่องอาหาร เป็นเรื่องที่คนอดทนต่อมันได้น้อย เมื่อเราฝึก เราได้ความอดทนนี้มา ก็จะช่วยให้เราเบียดเบียนคนอื่นน้อยลงในเรื่องเกี่ยวกับอาหารได้
  • ความแข็งแรงของจิตใจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีพลังและทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น
  • คำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามสำคัญในช่วงนี้ของชีวิต
  • หน้าท้องแบนราบ (พร้อมกางเกงหลวมมาก)
  • ผิวและดวงตาที่สดใสเป็นประกายมากขึ้น

สรุปส่งท้าย

ใครที่มีปัญหาสิวหรือผิวหนังอยู่ การอดอาหารจะช่วยเคลียร์ของเสีย พิษ ตกค้าง และรีเซ็ตระบบใหม่ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์เร็วขึ้น เพราะ ช่วงที่เราอดอาหาร ร่างกายจะเปิดโหมด “ซ่อมแซมตัวเองเต็มสูบ” ได้ เพราะไม่ได้แบ่งพลังงานไปที่ระบบย่อยอาหารบ่อย ๆ จึงเอามาฟื้นฟูและเคลียร์พิษในอวัยวะและระบบต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเขาเอง

ใครที่ไม่เป็นสิวหรือโรคผิวหนังอยู่ การอดอาหารก็จะช่วยปรับให้สมองโล่ง ให้ร่างกายจิตใจได้รีเซ็ตตัวเอง และคุณอาจจะได้รับคำตอบสำหรับชีวิตเหมือนอย่างที่บีมได้รับก็ได้ค่ะ เรื่องที่กวนจิตใจ อาจจะมีทางออกปิ๊งแว่บขึ้นมาได้มากขึ้น

ถ้าเรารู้ว่า ต้องแปรงฟันทุกวัน ต้องอาบน้ำทุกวัน ต้องสระผมสม่ำเสมอ การอดอาหาร คือ การรีเซ็ต การเคลียร์ตัวเอง ให้สะอาดที่ภายใน คือ การทำความสะอาดทุกอย่างที่เรา “มองไม่เห็น” ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายใน จิตใจ อารมณ์ตกค้าง ฯลฯ ซึ่งระหว่างกระบวนการดำเนินไป พิษตกค้างที่มองไม่เห็น ก็จะลอยขึ้นมาให้เรารู้สึกไม่สบายกายใจได้ เป็นระยะ “คายพิษ” ของบีมเกิดขึ้นในวันที่ 2 นะคะ พอนอนแล้วจบในคืนวันที่ 2 เลย ซึ่งระยะเวลาที่ว่านี้ ของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน อยู่ที่ขยะสะสมของแต่ละคนและระบบภูมิคุ้มกัน พลังชีวิต และระบบหมุนเวียนเลือดและน้ำเหลืองของแต่ละท่านค่ะ แต่วงจรของการล้างพิษมีเท่านี้ ช่วงกลาง ๆ จะดูเหมือนรุนแรงที่สุด แต่…ถ้ามันไม่ออกมา ก็ต้องตกค้างอยู่ภายในตลอดไปค่ะ และสร้างปัญหาให้เราได้ไม่รู้จบ…

ทั้งนี้ การอดอาหารเป็นเพียง “วิธีหนึ่ง” ในการดูแลสุขภาพนะคะ ไม่ใช่ไฟลท์บังคับและไม่สามารถทำได้ทุกคน ผู้ที่จะอดอาหารควรจะมีสุขภาพปกติ หมายถึงว่า มีพิษสะสมให้รู้สึกไม่สบายกายใจ แต่ไม่มีโรคประจำที่ต้องกินยา ไม่ใช่ผู้ที่กำลังไม่สบายอยู่

ผู้ที่ไม่ควรทำ คือ เด็ก หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ผู้สูงอายุที่อ่อนแรง

หากใครไม่สามารถทำได้ ให้เลือกวิถีการกินปริมาณที่พอเหมาะ ไม่กินมากไปตามความอยาก กินอย่างมีสติทุกครั้ง กินอาหารย่อยง่าย ไฟเบอร์สูง ๆ ออกกำลังกายแบบยืดเหยียด โยคะ ฝึกหายใจ ชี่กง เป็นประจำ ก็จะช่วยรักษาสภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงได้เช่นกันค่ะ

แต่ถ้าใครที่สุขภาพปกติดี แนะนำให้ทำค่ะ เพราะ คุณจะได้รับประสบการณ์ในการเคลียร์ชีวิตที่ชัดและเร็วมาก ๆ ของแบบนี้ … ต้องลองเองค่ะ 🙂