ความหมายที่แท้จริงของคำว่า “กรรม” & การแก้กรรมที่ดีที่สุดที่บีมค้นพบ

บีมเป็นคนหนึ่งที่เคยเข้าใจคำว่า “กรรม” ผิดมาตลอด และพึ่งจะเก็ตคำนี้จริง ๆ ไม่กี่วันมานี้เอง และ เก็ตสุด ๆ เช้านี้หลังตื่นนอน มีความรู้สึกตื่นเต้นกับการเข้าใจคำคำนี้แบบชัดเจนครั้งแรก แล้วมันเปลี่ยนมุมมองต่อชีวิตไปเลย จึงอยากมาแบ่งปันดังนี้

เมื่อก่อน

ตั้งแต่เด็ก บีมมักจะได้ยินคำนี้ในบริบทที่ทำให้เข้าใจว่า กรรมคือของไม่ดี กรรมคือความยากลำบาก เพราะมันจะไปผูกกับคำว่า “เวร” กลายเป็น “เวรกรรม” ซึ่งทั้งบริบทของการใช้งานคำนี้ในชีวิตประจำวันและในหนังต่าง ๆ ที่เราดู มันก็จะไปทางนี้ทั้งหมด และคนที่มีปัญหาและความทุกข์ยาก คือ คนที่มีกรรม…เท่านั้น

แต่พอช่วงวัยรุ่นถึงวัยทำงาน บีมเริ่มมีความสงสัยกับคำคำนี้ เพราะ บีมรู้สึกว่า ชีวิตจะไปทางไหนมันอยู่ที่ว่า “เราทำอะไร” ต่างหาก

เราเป็นคนที่ต้องการอะไรในชีวิต จะตั้งเป้าหมายและมักจะทำได้เสมอ

ยกเว้นเรื่องเดียวคือ ความสวย 🙂

ความรู้สึกของคำว่า “เวรกรรม” มันมักจะติดกับเรื่องนี้ว่า มันเป็นกรรมของเราที่ทำมาจริง ๆ ที่เกิดมาดำและเป็นสิว มันเป็นเรื่องที่ไม่รู้ว่าจะแก้ยังไง จึงคิดว่ามันคือ “กรรม” ในชาติก่อน ๆ ที่ทำให้เป็นแบบนี้

แล้วมันก็ยังโยงมาเรื่องอื่น ๆ ที่เรายังแก้ไม่ได้ เช่น เรื่องความรัก ความสัมพันธ์ คืออะไรที่เราทำไม่ได้ดังตั้งใจ เรารู้สึกว่า มันคือกรรมที่จะต้องยังไงล่ะ? หรือเราจะต้องเป็นแบบนั้นไปตลอดชีวิต?

ก็มักจะไปหาหนังสือที่พูดถึงว่า ชาติก่อนทำอะไรมา ชาตินี้ถึงเป็นแบบนี้ แล้วจะแก้ยังไง หนังสือแก้กรรม วิธีแก้กรรม ก็พยายามทำมาแล้ว … แต่ก็รู้สึกว่ามันยังไม่ใช่ มันยังไม่เข้าใจ กรรมมันจะแก้ยังไง คือ งง…

ของชาติที่แล้ว จะแก้ชาตินี้ได้เหรอ ของใหม่จะล้างของเก่าได้เหรอ มันก็งงไปหมด!

ก็ยังติดแบบนั้นเรื่อยมา…

จนกระทั่ง

เรื่องของร่างกายที่ไม่พึงประสงค์ บีมได้เริ่มเรียนรู้และเข้าใจกลไกของการเปลี่ยนแปลงร่างกายและจิตใจ ผ่านการฝึกฝนและขัดเกลาตัวเองด้วยแนวทางธรรมชาติแบบองค์รวม ทำให้บีมแก้ปัญหาข้อนี้ผ่านฉลุย และบีมก็ไม่ได้รู้สึกว่ามันเป็นกรรมเก่าอีกเลย เราสามารถเปลี่ยนกายนี้ได้ด้วยการรู้หลักการดูแลร่างกายและจิตใจที่ถูกต้อง ผลก็จะถูก ข้างในสะอาด ผิวพรรณก็สะอาด รูปร่างก็ดูดี

ส่วนเรื่องความรัก ตอนไม่สมปรารถนาหรือตอนทุกข์ ๆ เรื่องความรัก ก็คิดว่ากรรมนั่นแหละ ที่ต้องมาเจอคนคนนี้อะไรแบบนี้ แต่พอเราได้เรียนรู้และเข้าใจจากการใช้ชีวิตคู่ด้วยความรักจริง ๆ ความอดทน การให้อภัย การมองไปยังเป้าหมายแท้จริงของการอยู่ด้วยกันแบบครอบครัว และพยายามปรับตัวเอาอีโก้ตัวเองออกไปเรื่อย ๆ

จนทุกวันนี้รู้สึกว่า ดีใจที่เราให้โอกาสกับความสัมพันธ์นี้ได้พัฒนาและเติบโตจนได้สัมผัสและอยู่กับด้านที่ดีในตัวเขาได้แล้วในวันนี้ และเขาก็ทำให้เราได้รู้จักความรักที่แท้นั้นเป็นอย่างไร เราไม่ได้โชคร้ายเรื่องนี้ตามที่เคยมีดวงเขียนไว้เสียหน่อย…

มันทำให้เราเข้าใจว่า ความรักออกแบบได้ มันอยู่ที่เราต่างหากว่าจะกำหนดให้มันเป็นอย่างไรด้วยการกระทำของเราเองในแต่ละจุดของความสัมพันธ์ต่อกัน พอมันผ่านมาได้ด้วยดีแล้ว ก็เลยรู้ว่า การกระทำในตอนนี้ต่างหากที่จะกำหนดชีวิตในแบบที่เราต้องการ โดยไม่ต้องสนใจว่าอดีตจะเป็นยังไง จะเป็นกรรมอะไรที่ทำให้เราต้องมาเจอ…อยากได้แบบไหน ก็ทำเอาเอง ก็จะได้ผลลัพธ์นั้นเอง

ณ จุดนี้ก็เข้าใจเรื่องกรรมในแง่มุมของ “คำสาปชีวิต” ได้ทะลุปรุโปร่งและเลิกดูดวง เพราะ ผลของชีวิตมันอยู่ที่ใจเราเป็นอย่างไร เราคิดอย่างไร และเราทำอะไร ถ้าเราไปดูดวง เราเชื่อแบบนั้น มันก็ออกมาเป็นแบบนั้น ตามกลไกของจิตเรา ชีวิตคือการสะท้อนถึงทุกสิ่งที่เรายึดติดในใจ แต่มักจะเป็นการยึดติดแบบไม่รู้ตัวเท่านั้นเอง ชีวิตเลยไม่เป็นไปอย่างที่เราอยากให้เป็น…

ถึงจะเข้าใจแบบนั้น

แต่ปัญหาอีกระลอกใหญ่ที่เข้ามาคือปัญหาเรื่องการเงิน หนี้สินก้อนโต ภาระผูกพัน ความเครียด ฯลฯ ร้อยแปดปัญหาที่มาพร้อมกับเรื่องนี้ ได้ทำให้ความเข้าใจเรื่องกรรมเริ่มเบี่ยงเบนไป มาคิดว่าเป็นเวรกรรมอะไรอีก เพราะความเครียดเรื้อรังเป็นเหตุ จึงทำให้เราเห็นความจริงบิดเบือนไปหมด

เริ่มกลายเป็นคนไม่มั่นใจในการที่จะทำอะไรเลย และแอบมีช่วงเวลาไปดูดวงบางครั้ง แสดงว่าจิตเราอ่อนแอมากไม่เหมือนเดิม จึงอธิษฐานขอใจดวงเดิมกลับมาให้ได้ ได้ทำมาหลายวิธีทั้งปฏิบัติสมาธิและวิธีทางจิตวิทยา ฯลฯ ทุกอย่างที่จะหาได้ในการกู้ใจเดิมที่เป็นอิสระจากความกลัวและความเครียดกลับมา

และในวันนี้

จากการฝึกปฏิบัติ Shambhavi Kriya โดยท่านสัธกูรู Sadhguru Thai สัธกูรู อย่างต่อเนื่อง (น่าจะเข้าเดือนที่ 3) แล้ว และการศึกษาสิ่งที่ท่านสอนมาประมาณหนึ่งปีกว่าแล้ว เช้านี้…บีมเข้าใจความหมายและรู้สึกได้จริง ๆ ว่า “กรรม” คือคำกลาง ๆ ไม่ใช่คำลบ และเราสามารถทำกรรมแบบไหนก็ได้อย่างที่เราต้องการและเราก็จะได้รับชีวิตแบบที่เราทำนั่นแหละ

กรรม = กรรมะ = การกระทำ = doing
ซึ่งทุก ๆ การ “ทำ” จะมี​ “ผล” ของมันเสมอ

ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าเราเข้าใจชีวิตอย่างที่มันเป็นจริง ๆ

สภาวะแท้จริงของเรา คือ ความว่างแบบว่าง ๆ เลย
ส่วนจิตนั้น มันมีหน้าที่ในการรับรู้และสะสมเข้ามา
กลายเป็น “ความจำ” และเราก็เอาความจำไป “จินตนาการ” ต่อ

แล้วเราก็หลงอยู่ในความจำและจินตนาการของเราแบบไม่รู้ตัว หลงว่านั่นคือเราจริง ๆ

จิตไม่ใช่เรา เราไม่ใช่จิต
เราไม่ใช่สิ่งที่เรารับรู้และสะสม
และความพิเศษของมนุษย์คือ
เราเลือกได้ว่า เราจะใช้อะไรเพื่อทำอะไร

ซึ่งคนที่มีชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการ
เขาไม่ได้มีกลไกพิเศษไปมากกว่าคนอื่น
แต่เขา “เลือกที่จะเอาความจำอะไรมาใช้จินตนาการ”
แล้วทำในสิ่งที่ต้องทำเพื่อให้ภาพจินตนาการนั้นเกิดขึ้นให้มองเห็นได้

ซึ่งถ้าเราสามารถใช้ประโยชน์จากกลไกพิเศษนี้ของมนุษย์ ซึ่งเป็นสิ่งมีชีวิตเดียวที่มีกลไกนี้ ทุกคนก็จะสามารถออกแบบชีวิตได้ตามที่ต้องการจริง ๆ

สรุปเรื่องกรรม

  1. เราถูกภาษา วัฒนธรรม และบริบทของการใช้งานคำนี้ทำให้เราเข้าใจผิดมาตลอดว่ากรรมคือการถูกกำหนดไว้แล้ว ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้
  2. มันถูกต้องที่บางอย่างมันแก้ไม่ได้แล้วเช่น เราเกิดมาในร่างมนุษย์ เชื้อชาตินี้ ผิวพรรณนี้ แต่ถ้าเราไม่ไปอคติแล้วใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เราเป็นแทน มันก็เกิดประโยชน์และมีชีวิตที่ดีได้เหมือนกัน
  3. จริง ๆ แล้วสภาวะตามธรรมชาติของเราคือความว่าง ลองนั่งเฉย ๆ ไม่คิดอะไร ไม่ต้องอยากทำอะไร อยู่เฉย ๆ นั่งเฉย ๆ แค่มองสิ่งต่าง ๆ แล้วหายใจอยู่เฉย ๆ มองทุกอย่าง รับทุกอย่างแบบไม่ต้องพยายามจะไปทำอะไรหรือเปลี่ยนอะไร เราจะพบว่า แค่นั่งหายใจก็มีความสุขและสงบได้แล้ว นั่นคือความว่าง…
  4. และพอเราต้องการให้เกิดอะไรขึ้นในชีวิต ก็ลงมือทำกรรมบางอย่างที่จะส่งผลแบบนั้น ซึ่งนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมพระพุทธเจ้ามีคำสอนเรื่องกรรมเป็นหลัก และมันก็พิสูจน์ได้จริง ๆ ชีวิตมันคือวิทยาศาสตร์ มันคือเหตุและผล ไม่ใช่เรื่องงมงาย ใครทำอะไรก็ได้แบบนั้นแบบตรงไปตรงมา (ไว้จะมาเขียนแบ่งปันผลึกความเข้าใจเรื่องความดีกับความรวยให้ในครั้งต่อไปนะคะ ติดเรื่องนี้มานานเหมือนกัน ทุกวันนี้เข้าใจแล้ว)
  5. ดังนั้น เป็นเหตุผลว่าทำไมพระพุทธองค์จึงตรัสไว้ว่า “เรามีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่ง จักทำกรรมใด ดีก็ตาม ชั่วก็ตาม เราจักเป็นผู้รับผลของกรรมนั้น” https://84000.org/tipitaka/read/?22///1690-1699 บีมเข้าใจชัดเจนวันนี้เลย เราคือกรรมหรือกระทำของเราเองนี่แหละ และชีวิตของเราจะเป็นยังไงต่อไป ก็อยู่ที่ “กรรม” แต่ละขณะของเราเอง และถ้าเราว่าง ๆ ตามธรรมชาติ ก็จะไม่มีกรรม
  6. การแก้กรรมที่ดีที่สุดคือ กระทำอะไรก็ได้ที่เรารู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้น ทำแล้วดี ก็ทำ ทำแล้วผลไม่ดี ก็อย่าทำ ทุกขณะเลือกด้วยความรู้เหตุรู้ผล มันก็จะเหมือนศิลปินที่วาดรูปแต่ละจังหวะของการลงสีลงเส้น ทำด้วยความตั้งใจ การเลือกว่าจะใช้เส้นอะไร สีอะไร มันก็จะได้ภาพมาตามนั้น ชีวิตก็เหมือนกัน
  7. ดังนั้น ผู้แก้กรรมที่ดีที่สุดและได้ผลที่สุดคือตัวเราเอง เมื่อเราเอาชนะตัวเอง แล้วลงมือทำสิ่งที่ดีได้ ผลของกรรมนั้นก็จะทำให้รู้สึกดีในเรื่องนั้นเอง ไม่มีอะไรดีเท่ากับการลงมือทำเพื่อการพัฒนาตัวเองในเรื่องที่เรารู้สึก “มีกรรม”

ติดตามที่ YouTube : Mommy Beam’s Diary
https://www.youtube.com/channel/UCCBr-Dsv7b3wlePw5kI34Qw

ติดต่องาน / เขียนบทความ / ปรับแก้บทความ
Facebook Messenger : m.me/beamwrite

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.