แบ่งปัน 9 บทเรียนชีวิตของบีม เพื่อความสำเร็จในเรื่องผิวและสุขภาพของคุณในปีหน้า! (ของขวัญส่งท้ายปีเพื่อทุกคน)

เรื่องราวข้างหลังภาพ

บีมเลือกรูปนี้มาเสมอเป็นรูป before เพราะในบรรดารูปทั้งหมดที่บีมมีในช่วงเวลานั้น บีมรู้สึกว่ารูปนี้บอกจุดสิ้นสุดและจุดเริ่มต้นชีวิตใหม่ของบีมได้ดีที่สุด ทั้งในมุมของผิวและชีวิตค่ะ

รูป before นี้ บีมถ่ายเมื่อประมาณต้นปี พ.ศ. 2552 ซึ่งเป็นช่วงที่บีมตัดสินใจออกจากงานประจำที่มาเลเซีย ซึ่งเป็นงานประจำที่สุดท้าย แล้วกลับมาอยู่ที่บ้านเกิดที่จังหวัดเชียงรายในอำเภอเล็ก ๆ และเป็นจุดที่บีมปล่อยผิวเต็มที่อย่างที่ไม่เคยปล่อยมาก่อนเพราะบีมไม่ต้องเดินทางไปทำงานที่ไหนและกลายเป็นคนไม่มีงานและไม่รู้ด้วยว่าจะทำอะไรต่อไป (ออกแบบไม่มีแผนกรอะไรรองรับเลย 😅  แต่ก็ยังถือว่าโชคดีที่ไม่มีภาระอะไรเลยค่ะ เพราะไม่เคยมีหนี้สินอะไรเลย และไม่มีลูกด้วย แค่ไม่มีงานเท่านั้นเอง)

ด้วยความที่ไม่ต้องออกไปไหนและเงินร่อยหรอไปเรื่อย ๆ เพราะยังไม่มีแหล่งเงินใหม่มาเติม ซึ่งด้วยความเป็นอำเภอเล็ก ๆ ในต่างจังหวัด มันก็ไม่มีอะไรที่บีมจะทำได้เลยทันที ไม่มีอะไรที่ match กับทักษะและความรู้ของเราในตอนนั้นเลย จะขายของก็ไม่สะดวกอีก คือ ติดไปหมด…คิดไม่ออก 

แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของการ “ปล่อยผิวเต็มที่” อย่างที่ไม่เคยทำมาก่อนในชีวิต เพราะก่อนหน้านั้น ตั้งแต่อายุ 13 ปีที่เข้าวงการรักษาสิวแบบใช้ยาจนถึงอายุ 24 ปีในตอนนั้น ไม่มีช่วงไหนเลยที่บีมจะกล้าปล่อยให้สิวขึ้นระเบิดมากมายขนาดนั้นเพราะเราต้องเรียน ต้องทำงาน ต้องเจอคนตลอดเวลา บีมต้องปกปิดความสิวด้วยยาตลอดเวลา พอหายแล้ว เริ่มไปหาอะไรใช้เอง สิวก็มาอีก วนไปๆๆๆ

รูปนั้น อาจจะไม่ได้เยอะเท่าอีกหลายเคสที่บีมเองเคยเจอหรือคุณอาจจะเป็นอยู่ แต่…บีมก็รู้สึกว่ามันคือตัวแทนของ “ความเยอะที่สุด” ในชีวิตแล้วทั้งในเรื่องของผิวและจุดเปลี่ยนชีวิตในตอนนั้นค่ะ เป็นจุดที่บีมรู้สึกแย่กับตัวเองค่อนข้างมาก self-esteem ต่ำสุด ๆ เป็นปีที่บีมร้องไห้หนักสุด ณ ตอนนั้น แต่ก็เป็นจุดเริ่มต้นของ “สิวซีเคร็ต” หรือเส้นทางของงานอิสระสายใหม่ของบีมจริง ๆ 

ข้ามมาถึงภาพ after เป็นภาพที่ถ่ายวันนี้ คือ 30 ธ.ค. 64 บีมตัดผมสั้นคืนวันที่ 28 ธ.ค. 64 ซึ่งได้เขียนถึงเรื่องนี้ไปแล้วในโพสต์ก่อนหน้านี้ บีมเลือกรูปนี้เพราะมันเป็นปัจจุบันที่สุดนั่นเองค่ะ

แม้รูปนี้จะมีการใช้แสงและฟิลเตอร์เข้ามาด้วยเพราะบีมต้องใช้สำหรับสื่อโฆษณา แต่ความมั่นใจในผิวจริงก็ไม่ได้ต่างจากที่ได้แสดงออกมาในรูปเลยค่ะ บีมรู้สึกโอเคที่จะเปิดเผยผิวแบบนี้กับคนที่บีมรู้จักหรือไม่รู้จักทุกคน และการตัดผมในครั้งนี้ก็เป็นความรู้สึกใหม่ ๆ ที่แตกต่างจากการตัดครั้งที่แล้ว ๆ มาด้วย (ตามที่เขียนในโพสต์ก่อนหน้าไปแล้ว) เลยให้เป็นตัวแทนของภาพ after ล่าสุดเลยนะคะ คือ บีมรู้สึกว่า “เป็นตัวของตัวเองได้มั่นคงมากขึ้นจริง ๆ รักและเคารพตัวเองแบบที่ตัวเองเป็นจริง ๆ” ภาพนี้ถ่ายหน้าตรง ยิ้มตรง ๆ ก็แสดงถึงความรู้สึกนี้ได้มาก ๆ ค่ะ

และที่สำคัญ บีมมองว่า เราไม่ได้เกิดมาเพื่อ perfect ค่ะ แต่เราเกิดมาเพื่อ joyful คือ เป็นเราในแบบที่มีความสุขมากกว่า ซึ่งมันอยู่ที่ว่าเรามีความสุขกับตัวเองแค่ไหนมากกว่าค่ะ ซึ่งบีมพบว่า ตัวบีมในยามไม่มีความสุขและเปรียบเทียบ คือ ตอนที่ตัวเองกำลังไม่มีความสุขจากบางอย่างในตัวเองมากกว่า ไม่ได้เกี่ยวกับใครหรืออะไรข้างนอกเลยค่ะ เราก็ต้องมาทบทวนตรงนี้ พอได้ทำก็มีความสุขกลับมาเอง มันคืองานของเราค่ะที่ต้องแก้ตรงนี้เอง 

ใครจะสวย perfect ก็เรื่องของเขา มันไม่เกี่ยวกับบีมเลยค่ะ พอเราไม่เอามาตรฐานความสวยของใครมาเป็นไม้บรรทัดให้ตัวเรา เราจะมีความสุขในแบบของเราได้จริง ๆ ค่ะ คือเลิกเอาความสุขของเราไปผูกกับสิ่งภายนอกตัวเราเสียที 🙂

v

v

v

และในบทความนี้ บีมจะขอแบ่งปัน 9 บทเรียนที่บีมได้รับจากการเปลี่ยนแปลงผิวของตัวเองตลอดเวลาที่ผ่านมา 12 ปีให้กับทุกคนเป็นของขวัญปีใหม่ด้วยนะคะ เผื่อมีประโยชน์ นำไปปรับใช้ได้ไม่มากก็น้อยค่ะ

1. ทุกการเปลี่ยนแปลงเริ่มต้นที่การ “ตัดสินใจเปลี่ยน” ของตัวเราเอง ซึ่งในวันที่บีมตัดสินใจเปลี่ยนวิธีการรักษาสิวโดยสิ้นเชิง หันหลังให้วิธีที่ใช้ยาและวิธีเก่า ๆ ทุกวิธีมาสู่วิธีธรรมชาติองค์รวม คือ บีมรู้สึกว่ามันสุดทางของของเก่าแล้ว ใช้ไม่ได้แล้ว และเราก็ไม่มีเงินที่จะไปหาหมอในตอนนั้นแล้ว ไม่อยากรบกวนใคร เราหันกลับมาที่ตัวเอง พึ่งตัวเอง หาทางออกให้ตัวเอง 100% ที่สำคัญคือ เราต้อง “ตัดสินใจ” ก่อนว่า “เราจะรับผิดชอบชีวิตของเรา 100%” และเราจึงจะกล้าตัดสินใจค่ะ

2. แม้เห็นแสงสว่างแค่รำไรที่ปลายอุโมงค์ ก็จงมองที่มันตลอดเวลา ในตอนนั้น ไม่มีใครเห็นด้วยกับวิธีที่บีมทำ และ ด้วยความที่บีมก็ไม่มีอาจารย์ เราทำเอง เรียนเอง ลองเอง มันก็มีช่วงที่ทำผิดด้วยเยอะเหมือนกัน หลายครั้งที่ท้อว่าเราทำมาถูกทางไหม มันใช่ไหม ทำไมขึ้นมาอีก เมื่อไหร่จะหายขาด??? แต่บีมรู้ว่า มันมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ บีมรู้ว่าทุกปัญหามีทางออก เราต้องไปถึงที่ปลายอุโมงค์ที่มีแสงสว่างนั้นได้ ถึงบีมจะท้อและเหนื่อยบ้าง แต่เมื่อเห็นแสงนั้นในใจของบีมเอง คำพูดและความคิดของใครก็ไม่สำคัญ บีมรู้ว่ามันมีอยู่ เราต้องไปถึง บีมรู้แค่นั้น และแค่หาวิธีทำให้ได้เท่านั้นค่ะ ไม่ได้ก็หาใหม่ เอาใหม่ สำคัญว่าแสงนั้นต้องยังอยู่ในใจเราเสมอ

3. ถ้าเรายังไปไม่ถึง จะมีคนห่วงเราหรือทับถมเราเสมอ แต่ถ้าเราไปถึงแล้ว ทุกเสียงทางลบจะเงียบหายไปโดยปริยาย ดังนั้น ไม่ต้องสนใจเสียงลบ ๆ ที่ไม่ได้ช่วยให้เรามีพลังไปให้ถึงจุดหมาย คือ เราต้องกลั่นกรองก่อนว่า มันมาจากเจตนาแบบไหน เพราะบางทีเสียงลบนั้น ถ้ามีเจตนาที่ดี เราก็ควรต้องฟัง เผื่อเราทำอะไรผิดพลาดไป จะได้แก้ทัน ไม่ต้องเจ็บตัว แต่ถ้าเจตนาคือจงใจทำให้หมดกำลังใจ ก็ฟังหน่อยว่าจริงไหม ถ้าไม่จริงดังเขาว่า ก็ทิ้งไปเลยค่ะ อย่าเก็บมาใส่ใจ คือ สำคัญว่าทำให้ถึง ถ้าถึงแล้วเสียงพวกนี้จะเงียบไปเอง มันเป็นเสียงของเขาที่เขาทำไม่ได้ค่ะ มันไม่ใช่เสียงของเรา ทุกอย่างที่คนแสดงออกมา มันสะท้อนสิ่งที่อยู่ในเขา 100%

4. เสียงต้าน มีทั้งจากภายนอกและภายใน เสียงต้านที่แรงที่สุดและห้ามเราได้มากที่สุดคือเสียงข้างในเรานี่แหละ ซึ่งในตัวเราจะมีพลังบวก-ลบ / รัก-กลัว อยู่ตลอดเวลา จนกว่าเราจะฝึกฝนตัวเองให้มีพลังบวกและรักได้ตลอดเวลา พลังลบเหล่านั้นก็จะทำอะไรไม่ได้เลย และเวลาที่เรากลัวหรือเรามีพลังและความรู้สึกลบ ๆ เสียงลบ ๆ มันจะมาด้วยและมันจะควบคุมเราแบบไม่ทันรู้ตัว และที่แย่กว่านั้นคือ เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเรากำลังโดนมันบงการอยู่เพราะเราไม่เคยหยุดเงี่ยใจฟังข้างในว่ากำลังเกิดอะไรขึ้นภายในตัวเราบ้าง ซึ่งถ้าชีวิตเราไม่ไปไหน แสดงว่าเสียงลบ พลังลบ บงการเราอยู่แบบเราไม่รู้ตัว จนกว่าเราจะหยุดอยู่นิ่ง ๆ บ้าง มีเวลาให้เสียงเหล่านี้ลอยขึ้นมาให้เราได้ยินชัด ๆ บ้าง อยู่แค่ที่ว่าเราจะมีเวลาให้ตัวเองเงียบ ๆ บ้างไหม และเราจะกล้าเผชิญหน้ากับมันไหม?

5. อย่าคิดว่าเรื่องผิวและสุขภาพเราไม่ต้องเรียนรู้มากก็ได้ เพราะจริง ๆ แล้วมันเป็นเรื่องสำคัญที่เราต้องเรียนรู้ให้มากเลยค่ะ เพราะเราต้องดูแลร่างกายและผิวพรรณนี้ไปจนกว่าจะหมดอายุขัย แต่วันนี้เรารู้จักอะไรเกี่ยวกับร่างกายของเราจริง ๆ บ้าง? สำหรับบีมแล้ว มันไม่ใช่แค่การเรียนตามวิชาชีววิทยาว่าอันนี้เรียกว่าอะไร ทำงานยังไง เท่านั้น แต่มันคือการที่เราได้เรียนรู้จากการสังเกตตัวเองอย่างที่เขาเป็นจริง ๆ กายเราเป็นยังไง ใจเราเป็นยังไง เราชอบอะไร ไม่ชอบอะไร กินอะไรเข้าไปแล้วร่างกายตอบสนองยังไง เราขับถ่ายเป็นยังไง เข้าห้องน้ำวันละกี่รอบ ประจำเดือนเป็นยังไง เรากินอาหารแบบไหนแล้วร่างกายชอบไม่ชอบ ฯลฯ เราต้องเรียนรู้แบบนี้ให้มากด้วย แล้วเราจะรู้จักกายใจของเรามากยิ่งกว่าใคร เราจะได้มีความมั่นใจในการดูแลตัวเอง เลือกวิธีและแนวคิดในการดูแลตัวเองได้ตรงจุดขึ้น จะไม่โดนหลอกง่าย เพราะกายเรามีกายเดียว ถ้าไปพลาดผิดทาง เสียแล้วก็เสียเลย หรือมีโอกาสฟื้นฟูได้ ก็อาจกลับมาไม่เต็มร้อย เราต้องเรียนรู้ตรงนี้ให้มาก ๆ ค่ะ

6. วงการสุขภาพและความงาม และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ตลาดสิว” เป็นตลาดใหญ่ที่กลุ่มผู้มีทุนใหญ่เขาหวังเข้ามาทำรายได้จากตรงนี้ อุตสาหกรรมและธุรกิจนี้มีมูลค่าสูงมาก ดังนั้น ทุก ๆ คนควรต้องมีความรู้ตัวเองจากข้อ 5. เป็นพื้นฐานก่อนและเรียนรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับส่วนผสมของสกินแคร์ เครื่องสำอาง เพื่อจะได้ไม่ถูกหลอกและเป็นเหยื่อการตลาด ซึ่งส่วนตัวบีมเอง ด้วยความที่บีมอกหักจากสกินแคร์ในท้องตลาดในยุคนั้น (ตั้งแต่บีมเริ่มเป็นสิวตอนอายุ 9 ปี ถึงประมาณปี 2552) บีมก็เลยชอบหาสกินแคร์ใหม่ ๆ ที่ไม่ขายในท้องตลาดทั่วไป แต่ก็ต้องน่าเชื่อถือและไม่อันตราย และมาถึงจุดที่ทำแบรนด์เองอยู่หลายปี ได้เข้าไปเรียนรู้สัมผัสวงในจริง ๆ ถึงทุกวันนี้ ก็อยากบอกทุกคนว่า ขอให้หาความรู้ให้มากขึ้น พิจารณาให้รอบด้านก่อนจะใช้อะไรนะคะ มันมีเกณฑ์หลายอย่างที่เราต้องใช้เพื่อพิจารณา จะดูแค่รีวิวหรือโฆษณาอย่างเดียวไม่ได้ ได้ไม่คุ้มเสียค่ะ 

7. การรักษาสิวแบบใช้ยา เป็นสิ่งที่บีมไม่ได้ต่อต้าน เพียงแต่บีมมองว่ามันไม่ได้จำเป็นอีกต่อไปเท่านั้นเองค่ะ ในเมื่อมันมีทางเลือกที่ได้ผลเหมือนกันแต่ปลอดภัยและเป็นมิตรต่อร่างกายมากกว่า ทำไมเราไม่เลือกสิ่งนี้ แต่บีมก็เคารพในเหตุผลของทุก ๆ คนนะคะ เพราะก็ต้องยอมรับว่ายานี้ดีสำหรับคนที่ต้องการผลเร็วและยังไม่เข้าใจกลไกธรรมชาติบำบัดมากพอ ใช้ในระยะสั้น ๆ ร่างกายพอขับออกได้ แต่การใช้ยาไปนาน ๆ จะทำให้ร่างกายผิดเพี้ยนในระยะยาว ถึงจะสิวหายตอนที่ใช้ แต่ก็ต้องมาล้างพิษเอายาออกจากระบบร่างกายอยู่ดีในตอนหลังค่ะ ทุกอย่างที่เรารับเข้าไป ยังไงก็ต้องถูกขับออกมา ถ้าออกไม่หมด ก็เป็นพิษสะสมอยู่ในนั้น ไปเป็นตัวการก่อโรคใหม่ ๆ ได้อีกค่ะ คือ ถ้าเราให้ความรู้ผู้คนอย่างถูกต้องเกี่ยวกับเรื่องสิว เรื่องยานี้คือไม่จำเป็นเลยค่ะ แต่เสียดายที่เมืองไทยของเรา การพัฒนาของการแพทย์ทางเลือกนั้นถูกปิดกั้นค่อนข้างมากและไปได้ช้ามาก ๆ ซึ่งก็ไม่เป็นไรค่ะ พวกเราก็มาเรียนรู้และปฏิบัติกันเองก็ได้ค่ะ แต่แค่เสียดายว่า ถ้าในระดับประเทศสามารถให้ความรู้ตรงนี้ได้ คุณภาพชีวิตผู้คนคงจะดีขึ้นอีกมาก ๆ (ไม่ใช่แค่เรื่องสิวเท่านั้น)

8. ร่างกาย คือ food body คืออาหารที่เรากินอย่างตรงไปตรงมา ซึ่งต่อให้เราจะใช้สกินแคร์ที่ดีมาก ๆ อาหารเสริมที่ดีมาก ๆ แต่ถ้าเรากินอาหารที่ไม่ดี ไม่ให้ประโยชน์ ไม่สด ไม่สะอาด เป็นประจำ เราจะมีวัตถุดิบดี ๆ ไปสร้างผิวดี ๆ ได้อย่างไร? สำหรับคนที่เขาทานแบบนั้นและยังมีผิวที่ดี เพราะ ตัวพันธุกรรมของเขาผิวมาแบบนั้น แต่ในวันหนึ่ง เมื่อเหตุปัจจัยมันสะสม ผิวอาจจะไม่เป็นไร แต่ระบบภายในก็มีปัญหาได้ นั่นคือสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ดังนั้น เราไม่ควรที่จะเปรียบเทียบกับเพื่อน ๆ ที่ไม่เป็นสิวว่า เขากินอันนั้น อันนี้ ไม่เห็นเป็นอะไร เราไม่รู้หรอกค่ะว่าภายในเขาเป็นอะไรบ้าง ไม่ทางกายก็ทางใจ ยังไงทุกคนก็ต้องได้รับผลจากอาหารที่ตัวเองทานอย่างแน่นอน เพียงแต่จะรับรู้ได้มากหรือน้อยเท่านั้นเองค่ะว่ามันกระทบระดับใด อันนี้อยู่ที่การฝึกฝนจิตให้ละเอียดผ่านการทำสมาธิหรือโยคะนั่นเองค่ะ

9. พลังงานชีวิตและจิตใจที่สะอาด สำคัญที่สุด ซึ่งจริง ๆ แล้วนี่คือรากเหง้าแท้จริงของทุกสิ่งที่ปรากฏเป็นตัวเรา เป็นกายเรา เป็นชีวิตของเรา (อ้างอิงจากท่านสัธกูรู) ทุกอย่างขึ้นอยู่กับพลังงานของเรา ถ้าพลังของเรามีมากและสะอาด ก็จะทำให้ผิวพรรณและชีวิตของเราสดใส สะอาด รื่นเริง ไปด้วย เหมือนเราได้เห็นเด็ก ๆ ที่ร่าเริงสักคน หน้าตาของเราอาจไม่เหมือนตุ๊กตา แต่พลังที่เต็มเปี่ยมและบริสุทธิ์ของเขาทำให้เรารู้สึกได้ถึงความสดชื่นแห่งชีวิต นั่นล่ะค่ะ คือพื้นฐานที่สำคัญที่สุดของชีวิตเราที่ถูกทับถมด้วยขยะมากมายเมื่อเราโตขึ้น ถ้าเราได้หาวิธีที่ทำให้ใจของเราสะอาด ปราศจากอคติ พลังลบ ความคิดลบทั้งหลายได้แล้ว เป็นอิสระจากโลก 2 ขั้วได้แล้ว (ถูก-ผิด ดี-เลว ฯลฯ) และสามารถเข้าถึงความว่างและ oneness ได้แล้ว ก็จะมีพลังความสดใสกลับมาเหมือนตอนเป็นเด็กได้เองค่ะ จริง ๆ แล้วคือเราตอนเด็ก ๆ ที่ยังสดใสอยู่นั่นเอง

และนั่นก็คือ 9 บทเรียนที่บีมได้เรียนรู้ในช่วงเวลา 12 ปีที่ผ่านมาที่ได้หล่อหลอมให้บีมเปลี่ยนแปลงจากภายในได้จริง ๆ ค่ะ ถึงแม้ว่าวันนี้ต้องเผชิญปัญหาเรื่องหงอกต่อ แต่ก็จะใช้แนวคิดแบบนี้ในการแก้ปัญหาเรื่องนี้ต่อเช่นกัน แต่ด้วยพลังใหม่ที่เราสบาย ๆ ได้ผลก็ได้ ไม่ได้ผลก็ไม่เป็นไร แต่เราจะทำอะไรที่เราต้องทำ ทำเหตุที่จะทำให้ได้ผลนั้น ไม่หยุดเรียนรู้ ไม่ได้ก็ทำใหม่ ทำไปจนกว่าจะได้ผล ให้ชีวิตเป็นการเรียนรู้ ไม่ใช่การบรรลุเป้าหมายแบบเอาเป็นเอาตาย มีเป้าหมายแต่ต้องสนุกระหว่างทางให้ได้ นั่นคือความตั้งใจใหม่ในการใช้ชีวิตของบีมค่ะที่จะนำมาใช้กับทุก ๆ เรื่องต่อจากนี้

ขอบคุณทุก ๆ คนที่อ่านมาจนถึงบรรทัดนี้นะคะ 🙂 บีมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า สิ่งที่แบ่งปันนี้จะมีประโยชน์ไม่มากก็น้อยสำหรับทุกคนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงผิวของตัวเองให้สำเร็จนะคะ

สวัสดีปีใหม่ 2565 นะคะ ขอบคุณมาก ๆ สำหรับทุกสิ่งในปีนี้ค่ะ ขอให้ทุก ๆ ท่านมีสุขภาพแข็งแรง ๆ มีพลังชีวิตเต็มเปี่ยม และผิวพรรณที่สะอาดสดใสนะคะ

“เพราะความสุขของคุณ คือ ความต้ังใจของบีม”

บีม สิวซีเคร็ต

https://www.facebook.com/beamwrite

https://beamsiwsecret.com

#บีมสิวซีเคร็ต #พัฒนาตัวเอง #beforeafter #สวัสดีปีใหม่2565 #HappyNewYear2022 #สิว #รักษาสิว #รักษาสิวด้วยตัวเอง #ธรรมชาติบำบัด #สิวเรื้อรัง #สิววัยผู้ใหญ่ #สิวฮอร์โมน 

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.