สรุปบทเรียนและประสบการณ์ในงานสิวซีเคร็ต 12 ปี (นักเขียน, influencer, ผู้ประกอบการ, personal branding) ตอนที่ 1

เดือนมกราคม 2565 นี้ ครบรอบ 12 ปีที่บีมเริ่มต้นชีวิตใหม่บนเส้นทางของคนทำงานอิสระและผู้ประกอบการ ซึ่งเป็นความฝันของบีมตั้งแต่ตอนเรียนมหาวิทยาลัย บีมได้รับประสบการณ์มากมายบนถนนสายนี้ และเมื่อปลายปีที่แล้ว เหมือนตอนจบของหนังสือเล่มนี้ และบีมก็เห็นว่ามีเพื่อนพี่น้องสิวซีเคร็ตที่ต้องการทำงานแบบที่บีมทำอยู่เหมือนกัน วันนี้บีมจะมาเล่าให้ฟังแบบสบาย ๆ สไตล์ที่บีมถนัดที่สุดคือการเขียนผ่านบทความนี้นะคะ โดยขอเริ่มต้นตั้งแต่จุดแรกสุดของเส้นทางสายนี้จริง ๆ เลยนะคะ อาจจะย้อนกลับไปเยอะนิดนึง แต่กระชับแน่นอนค่ะ ซึ่งจะทำให้ผู้อ่านเห็นภาพของสิวซีเคร็ตได้ชัดเจนขึ้น

คุณตา…จุดเริ่มต้นและแรงบันดาลใจที่แท้จริง

คุณตากับหลาน ๆ ที่โต๊ะทำงานของคุณตา

จริง ๆ แล้วจุดเริ่มต้นมันย้อนไปต้ังแต่สมัยเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลาย บีมเป็นคนที่ค่อนข้างคิดแปลกจากคนอื่น และได้มีตัวอย่างจริงให้เห็น ซึ่งเป็นคุณตาของบีมซึ่งท่านประสบความสำเร็จในอาชีพผู้ประกอบการมากและสร้างความมั่งคั่งร่ำรวยมาด้วยตัวเอง พัฒนาจากช่าง มาเป็นครู และภายหลังมาเป็นเจ้าของโรงสีขนาดเล็ก เป็นพ่อค้าที่เก่งมาก ๆ มีที่ดินมากมาย เป็นผู้หลักผู้ใหญ่ ร่มโพธิ์ร่มไทรให้ลูกหลานได้พึ่งพายามยาก ไม่เคยเป็นภาระของใครเลย และเป็นคุณตาที่อบอุ่นสำหรับบีมมาก ๆ ท่านดำเนินชีวิตตามในหลวง ร.9 กินอยู่แบบประหยัดมาก ๆ บีมจึงมีท่านเป็นแรงบันดาลใจเสมอมาโดยไม่รู้ตัว บีมมักจะมีโอกาสได้ช่วยท่านรวมเงินรายได้ขายของในช่วงหัวค่ำ ท่านเคยบอกกับบีมว่า “ทำงานให้เขา เราไม่มีทางรวย ต้องทำเอง” บีมก็จำตั้งแต่นั้นมา (แต่เดี๋ยวจะเล่าให้ฟังตอนท้ายว่า เดี๋ยวนี้มันไม่ใช่แบบนั้นแล้วนะคะ เพราะ ไม่ใช่ทุกคนจะเหมาะกับการเป็นผู้ประกอบการหรือ CEO ในธุรกิจของตัวเอง และทุกคนสามารถสร้างฐานะได้ด้วยการทำงานประจำและทำงานให้คนอื่นด้วย รออ่านได้เลยค่ะ)

บีมกับเพื่อน ๆ ร่วมห้องสายวิทย์ (ชั้น ม.ปลาย) และอาจารย์ทศพร สุวรรณชาต อาจารย์ที่ปรึกษาและคุณครูประจำชั้นที่โรงเรียนสาธิต ม.ช.

ธุรกิจเครือข่ายและพ่อรวยสอนลูก

หนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” ที่เป็นแรงบันดาลใจของบีมในช่วงนั้น ภาพจาก https://bit.ly/3JCt8Z1

ช่วงที่เรียนมหาวิทยาลัย บีมเรียนคณะรัฐศาสตร์ สาขาการระหว่างประเทศ ซึ่งบีมเลือกคณะด้วยความรู้สึกไม่มั่นคงภายในในช่วงนั้นซึ่งได้รับแรงกดดันมากมายในการเลือกคณะเรียน เพราะที่บ้านเห็นศักยภาพว่าเราเรียนหมอได้ แต่ส่วนตัวบีมเคยไปฝึกงานที่โรงพยาบาลแล้ว ก็รู้ตัวว่าไม่ชอบเอาเสียเลย ความรู้สึกตอนนั้น จึงทำให้เลือกคณะที่ไม่ได้เป็นไปตามแผนที่วางเอาไว้และเตรียมตัวไว้เพื่อคณะนั้นโดยเฉพาะ คือคณะอักษรศาสตร์จุฬาฯ และคะแนนรอบแรกก็ถึงแล้ว แต่เราไม่รอเอง เราไม่อยากได้รับแรงกดดันต่อไปและก็กลัวจะไม่ติดคณะที่ต้องการ (ไม่รู้กลัวทำไมเพราะคะแนนก็สูงใช้ได้เนื่องจากเตรียมตัวมาเพื่อเข้าคณะนี้โดยเฉพาะ) แต่การได้เรียนในคณะรัฐศาสตร์ก็ทำให้บีมได้เรียนรู้อะไรที่น่าสนใจหลาย ๆ อย่างที่ทำให้เข้าใจเหตุการณ์และปรากฏการณ์ของสังคมโลกและการเมืองโลก มันทำให้เราเห็นภาพของโลกนี้ได้มากขึ้น และมีประสบการณ์กับเพื่อน ๆ ที่ดีในช่วงนั้นนะคะ แต่ถ้ามองในมุมของเป้าหมายชีวิต ถือว่าเป็นการเลือกที่ค่อนข้างจะไม่ตรงเอาเสียเลย เพราะ คณะนี้เขาเรียนเพื่อไปเป็นทูตหรือทำงานในองค์กรระหว่างประเทศหรือระดับสากล แต่บีมไม่เคยมีความฝันทางนั้นเลย แค่คิดว่าอย่างน้อยก็น่าจะได้มีโอกาสเรียนภาษาอังกฤษเยอะล่ะนะ คือเป็นการเลือกที่ไม่มีสติเอามาก ๆ เลยค่ะตอนนั้น

ด้วยความที่ชอบเข้าห้องสมุดเหลือเกิน เพราะมันเงียบและมีหนังสือเยอะดี มีอินเตอร์เน็ตฟรีให้เล่น 55 บีมก็เริ่มหาข้อมูลที่สนใจไปเรื่อย ๆ ค่ะ และด้วยความที่ใจเราแสวงหารายได้ อยากมีรายได้ระหว่างเรียน ก็คงทำให้บีมได้เจอกับเหตุการณ์ 2 อย่าง คือ หนังสือพ่อรวยสอนลูกของ Robert T.Kiyosaki ซึ่งเขาแนะนำให้ทำธุรกิจเครือข่ายด้วยสำหรับคนที่อยากฝึกฝนตัวเองให้มีทักษะผู้ประกอบการและเป็นเจ้าของระบบที่จะให้ passive income ได้ และได้เข้าไปรู้จักธุรกิจเครือข่ายแบรนด์ A ซึ่งเข้าไปสมัครกับคนไม่รู้จักผ่านการเล่นเกม การเงินในช่วงนั้น (เป็นวิธีหาคนสมัครตามแบบฉบับขององค์กรที่บีมสมัครตอนนั้น) และพอเข้าไปทำจริง ๆ สุดท้ายเราไม่ชอบอัพไลน์เลยพยายามจะออกมาจากองค์กร ครั้งที่สองเข้าไปศึกษาองค์กรของเพื่อนที่เรียนด้วยกัน แต่ก็ไม่ได้เข้าไปอยู่กับเขา

จากตรงนั้น บีมก็ได้เรียนรู้และมีประสบการณ์เยอะมากในการทำธุรกิจ บีมได้ฝึกขาย ฝึกพรีเซ้นต์ ฝึกพูด ฯลฯ ต้องยอมรับว่าได้ทักษะที่ดีสำหรับการเป็นผู้ประกอบการมามากจากตรงนั้น เพราะบีมเป็นคนที่ชอบลงมือทำเพื่อเรียนรู้ในสนามจริงค่ะ บีมจะอ่านหนังสือแค่พอเป็นแนวทางให้เข้าใจภาพรวม แต่หลัก ๆ บีมจะชอบทำมากกว่า แต่ที่ไม่ประทับใจเลยก็คือ รู้สึกว่าวงการนี้ช่างหลอกลวงและไม่จริงใจ (ในตอนนั้นนะคะ) บีมก็เลยตัดสินใจออกมาหลังขลุกอยู่นานเป็นปี ๆ แบบเข้มข้นจริงจัง ยังจำได้ว่า เอาเงินที่คุณพ่อโอนมาให้เพื่อซื้อแล็ปท็อปรุ่นใหม่เพื่อมาใช้เรียนหนังสือ เอาไปซื้อชุดผลิตภัณฑ์รักษายอดเฉยเลย T_T ยังแอบเสียดายเงินก้อนนั้นมาถึงวันนี้เลยค่ะ

เราไม่ได้เก่งทุกอย่าง…ต้องเลือกสิ่งที่เรารักและทำได้ดีที่สุด

บีมและเพื่อนสนิทช่วงซ้อมรับปริญญาปี พ.ศ. 2549

บีมจบ 3 ปีครึ่ง คือตั้งใจจบให้เร็วและพอดีคณะนี้ เขาให้โอกาสเราเลือกเรียนวิชาโทได้เสรี คือจะเรียนอะไรก็ได้ที่เราชอบให้ครบหน่วยกิต วิชาที่บีมเลือกจะมีกฏหมายกับวิชาของคณะศิลปศาสตร์ มีปรัชญา ภาษาอังกฤษ และ ประวัติศาสตร์ค่ะ สนุกและชอบทุกวิชา และทำได้ดีกว่าวิชาหลักเสียอีก และมันทำให้บีมเรียนจบได้เร็ว นั่นคือประเด็น เพราะบีมอยากมีอิสระในการใช้ชีวิตแล้ว เลยอยากรีบเรียนให้จบซะที

และบีมรู้ตัวตั้งแต่ ม.ปลายแล้วว่า อะไรที่บีมชอบ จะทำได้ดีมาก คือเราไม่ใช่คนเก่งทุกอย่าง ทุกวิชา เหมือนเพื่อนที่เรียนได้เกรด 4.0 ตลอด (บีมอยู่ในห้องเด็กเรียนดี เราก็จะมีเพื่อนที่ทำได้แบบนี้จริง ๆ) คือ มันเป็นข้อดีที่ทำให้บีมได้เห็นว่า บีมต้องเลือกอะไรที่บีมสนใจจริง ๆ จึงจะทำได้ดีมาก ๆ เพราะเราไม่ใช่แบบเขา ยกตัวอย่าง คือ วิชาทางวิทย์และคณิต บีมต้องใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง เพื่อจะทำงานและเข้าใจบทเรียนได้เท่ากับเพื่อนที่เก่งวิชานี้ 1 ชั่วโมง บีมแค่เทียบให้เห็นภาพนะคะ โดยเทียบจากตอนที่บีมนั่งทำการบ้านและงานของกลุ่มนี้ เมื่อเทียบกับเพื่อน ๆ แต่วิชาที่บีมทำได้ดีมากและได้รางวัลตลอดคือ การเขียนเรียงความ การเขียน วิชาทางภาษาทั้งไทยและอังกฤษ และบีมมีวิชาที่ชอบมาก คือ พละศึกษากับคอมพิวเตอร์ค่ะ และทำได้ดีมากตั้งแต่ตอนนั้นเลย

ร่วงในงานประจำ และ บทเรียนสำคัญที่ได้เรียนรู้เพื่อต่อยอด

บีมกับเพื่อนร่วมงานที่บริษัทข้ามชาติในแผนกบริหารทรัพยากรมนุษย์

ด้วยความที่บีมไม่ได้ตั้งใจเรียนคณะนี้จบไปเพื่อทำงานในองค์กรใหญ่ที่เขามา recruit ถึงที่ สถานทูต หรือองค์การระหว่างประเทศตั้งแต่ต้น ช่วงที่บีมกำลังจะจบ ทำให้บีมเร่ิมหางานที่บีมจะได้มีโอกาสฝึกการขายและการพูดกับคน (เพราะคุณโรเบิร์ตบอกว่า คนที่จะกำหนดฐานะตัวเองได้ต้องขายของเป็น) บีมเลือกงานในตำแหน่ง Customer Service และการขาย ซึ่งบีมพยายามจะเลือกงานที่ทำให้เวลามันยืดหยุ่น สามารถทำธุรกิจเครือข่ายไปพร้อมกันได้ด้วย คือ เราทำงานประจำแค่ให้มีรายได้เลี้ยงตัวเองเพื่อเอาไปทำธุรกิจแค่นั้นเองค่ะ แต่ก็พยายามเลือกงานที่เราชอบไปด้วย (เป็นทัศนคติที่ไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีนะคะ ไม่ควรเอาเยี่ยงอย่าง)

เกียรตินิยมคือใบเบิกทางจริง ๆ บีมสัมภาษณ์งานผ่านทุกที่ที่ไม่ใช้ผิวพรรณและหน้าตามากนัก เพราะ ด้วยผลการเรียนที่ดี แต่ผิวพรรณไม่ค่อยดี ความมั่นใจในบุคลิกมีไม่มาก ผิวเป็นสิวและใช้ยารักษาสิวสลับกับบางช่วงที่เปลี่ยนมาใช้สกินแคร์ของแบรนด์ A (ราคาแรงมาก แต่ก็ใช้ได้นาน และผิวก็ดีขึ้นจริง ทำให้บีมรู้จากตรงนั้นด้วยว่า เป็นสิวไม่จำเป็นต้องใช้ยาก็หายได้เหมือนกัน แต่ใช้ต่อเนื่องไม่ได้เพราะราคาสูงสำหรับเราในตอนนั้นจริง ๆ) คือ ผิวอาจจะดูเหมือนไม่มีสิวเพราะใช้ยากดไว้ แต่จริง ๆ แล้วเรารู้ว่าเรามีปัญหาอะไร มันเลยไม่เคยมั่นใจในตัวเองอยู่ลึก ๆ ตรงนี้คือสิวและความไม่มั่นใจที่ตัดโอกาสในชีวิตเราตามที่ควรจะได้รับไปมากพอสมควรค่ะ เพราะงาน Customer Service งานโรงแรม งานขาย รวมถึงงานพนักงานต้อนรับบนเครื่องบินล้วนแล้วแต่ต้องมีความมั่นใจในผิวพรรณและบุคลิกภาพเป็นสำคัญ บีมเลยได้งานตามสายที่ต้องการแต่จะได้ไม่ค่อยตรงกับที่ต้องการ 100% เพราะตรงนี้ฉุดเราไว้นั่นเอง

ด้วยทัศนคติในการทำงานที่ไม่ถูกต้อง คือ ทำเพื่อให้มีเงินมาหล่อเลี้ยงการทำธุรกิจเครือข่ายเป็นหลัก ทำให้เราไม่ได้รักในงานที่ทำ และด้วยการโมติเวทหรือปลุกเร้าที่เกินจริงของกลุ่มองค์กรที่เราอยู่ในตอนนั้น ทำให้บีมที่มีประสบการณ์ชีวิตไม่มากนักและไม่มีพี่เลี้ยง โค้ช หรือใครเป็นที่ปรึกษาที่มีเหตุมีผลหรือให้สติปัญญาเราในการตัดสินใจให้เราได้ตอนนั้น (ซึ่งบีมเองก็พยายามแสวงหาอยู่เหมือนกัน) ทำให้บีมมีปัญหาในการทำงานประจำทุกที่ ย้ำว่า “ทุกที่” จริง ๆ เพราะบีมเข้าไปทำงานไม่ตรงตามความถนัด ไม่ตรงสายที่จบมา ไม่ตรงกับจุดแข็งของเราก่อน ทำให้บีมต้องเปลี่ยนงานบ่อยมาก ๆ และมีช่วงที่ตกงาน ก็ไปสมัครงานพาร์ทไทม์ที่โรงหนังก็เคยมาแล้ว และ ไปขายเสื้อผ้ามือสองหรือตลาดนัดก็เคยมาแล้วเช่นกันค่ะ แต่ก็ไม่เคยขายของได้สำเร็จเลย 🙂 ทั้งในงานประจำและงานขายนอกเวลา

และช่วงแรก ๆ เกียรตินิยมยังเบิกทางได้ดี แต่พอเราเริ่มเปลี่ยนงานหลายที่ นายจ้างเขาจะเริ่มดูประวัติการทำงานแทน ซึ่งทำให้บีมเร่ิมหางานยากขึ้น แต่ก็ยังโชคดีว่า เรากลับตัวทันและออกจากธุรกิจเครือข่ายมาก่อนจนกว่าชีวิตจะพังไปกว่านั้น (บีมออกตอนคุณตาบีมเสีย ซึ่งทำให้รู้สัจธรรมตอนนั้นเลยว่า องค์กรที่เราอยู่นั้นไม่มีความจริงใจใด ๆ เลย เป็นมิตรภาพปลอม ๆ บนผลประโยชน์ของพวกเขาเอง) และเริ่มมาหางานใหม่และโชคดีที่ยังได้งานในบริษัทที่ดี เพราะ บีมตัดสินใจสมัครในสายงานของฝ่ายทรัพยากรมนุษย์ แต่ก็ได้เร่ิมในตำแหน่งฝึกหัด เพราะเราไม่มีประสบการณ์ทำงานสายนี้มาก่อนเลยตั้งแต่จบ

ที่นี่…เป็นบริษัทข้ามชาติขนาดใหญ่ ที่เป็นสายงานเกี่ยวกับวิศวกรรมและ IT Solutions บีมทำงานอยู่แผนกสรรหาและว่าจ้าง จึงได้เรียนรู้เกี่ยวกับการซื้อตัวพนักงานระดับสูง เงินเดือน ผลตอบแทน ฯลฯ และได้เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานที่เป็นรุ่นน้องแต่มีความก้าวหน้าในการงานมากกว่าด้วยเหตุผลหลายประการ แม้บีมจะทำงานอย่างหนัก ทำ OT ตลอด ซึ่งช่วงที่จะจบสัญญาจ้าง 6 เดือน บีมก็คาดหวังว่าตัวเองจะได้รับการโปรโมทเป็นพนักงานประจำ เพราะเงินเดือนและสิทธิประโยชน์อื่น ๆ ที่ได้รับจะสูงอีกมาก แต่สุดท้าย บีมไม่ได้รับการต่อสัญญาเป็นพนักงานประจำ ถ้าจะทำต้องเป็น Trainee ต่อไป และประกอบกับช่วงนั้นทางแผนกที่เกี่ยวกับงานหลังบ้านถูกลดงบประมาณทั้งหมด เขาเพิ่มเฉพาะ Sales Engineer เพื่อเพิ่มยอดขาย บีมซึ่งผู้อำนวยการแผนกไม่ค่อยได้เห็นหน้า (แต่บีมทำงานหนักมากนะคะ :)) และด้วยเหตุผลมากมาย…ก็เลยไม่ได้ไปต่อในฐานะพนักงานประจำค่ะ

บีมจึงได้เรียนรู้ข้อสำคัญจากที่นี่ว่า

  1. ถ้าคุณมีความรู้และทักษะด้าน IT และถ้าขายเก่ง จะมีความต้องการของตลาดสูงมาก ถึงขั้นที่แย่งกันซื้อตัวเลยทีเดียว คือ คุณต้องเป็นผู้รู้จริงและเก่งอะไรสักอย่างมาก ๆ ก็จะมีคนอยากตามหาตัวคุณเองและคุณจะมีมูลค่าสูงในตลาดมาก ๆ
  2. งานหลังบ้าน แอดมิน ธุรการ เป็นงานที่ไม่ค่อยมั่นคงนักถ้าเราไม่ใช่คนสำคัญของแผนกนั้น เพราะสามารถถูกปลดออกได้ทุกเมื่อ เพราะเป็นแผนกที่ไม่สร้างผลกำไรหรือยอดขายให้บริษัทหรือกิจการ
  3. บีมรู้ตัวเองจากที่นี่ว่า บีมไม่ชอบทำงานภายใต้กรอบ บีมอยากสร้างสรรค์อะไรออกมามากกว่านั้น เพราะบีมเสนออะไรออกไป ถ้าเราไม่ได้รับการอนุมัติ เราก็ไม่สามารถทำได้ ซึ่งเรารู้ว่าถ้าทำแบบนี้ มันต้องออกมาดี มันทำให้บีมรู้สึกอึดอัดค่อนข้างมาก บีมรู้สึกว่าบีมต้องการพื้นที่ในการทำงานมากกว่านี้
  4. บีมได้บทเรียนว่า ชีวิตของเรา ถ้ายังอยู่ที่นี่ เราเป็นคนที่ทำงานเต็มที่ แต่ชีวิตเราต้องอยู่ภายใต้ปลายปากกาของคนอื่น บีมก็ไม่รู้สึกดีอีกต่อไป บีมอยากกำหนดชีวิตของตัวเอง ทำเท่าไหร่เราต้องได้เท่านั้น ถึงจะยุติธรรม แต่ที่เเป็นอย่างนั้น อาจจะด้วยสภาวะของเราที่เป็นพลังงานของเราอาจจะไม่ดีในตอนนั้น ซึ่งไม่รู้สึกขอบคุณอะไรเลย ขาดและโกรธตลอดเวลา (บีมพึ่งมาเข้าใจปีนี้เองค่ะว่า เราต้องเป็นอะไรที่ดีก่อน ทุกอย่างจะดีเอง เพราะหลายสิ่งแค่เรามีสภาวะที่ดี มันก็ดีแล้ว มันไม่ได้ขึ้นอยู่กับสิ่งที่เราทำเป็นหลัก มันอยู่ที่สภาวะของเราเป็นหลัก)
  5. บีมได้เรียนรู้จากเพื่อนร่วมงานว่า หากเราเป็นคนน่ารัก นอบน้อม ก็จะมีคนรักเรา แต่ตอนนั้นบีมรู้สึกว่า ตัวเราไม่ใช่คนแบบนั้น บีมเป็นคนที่ค่อนข้างแรงและมนุษยสัมพันธ์ไม่ค่อยดีเท่าไหร่ บีมแค่รู้สึกว่า ขอแค่เราเก่งและขยันก็พอแล้วมั้งที่จะทำให้เราได้บรรลุถึงสิ่งที่เราต้องการในการทำงาน ในความเป็นจริง มันไม่ใช่แบบนั้นเลยค่ะ 🙂 เพราะ สิ่งสำคัญที่ต้องมีเท่า ๆ กันกับความเก่งและขยันก็คือ บุคลิกภาพที่ดี นิสัยดี คิดดีต่อตัวเองและผู้อื่น สภาวะของเราต้องดีก่อน มีความสุขก่อน มันต้องเป็นสัดส่วนที่เท่ากันและลงตัว สำหรับการทำงานในบริบทของบริษัทหรือองค์กรนะคะ (ไม่นับงาน specialist ศิลปิน ครู อาจารย์ อันนี้เป็นตัวเองได้เต็มที่ถ้ามีคนชอบในแบบที่เราเป็น)
บีมที่มาเลเซีย ก่อนเริ่มงานที่นู่น ปี พ.ศ. 2551

งานประจำที่สุดท้าย ณ กรุงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย

บีมกับเพื่อน ๆ ที่ทำงานในบริษัทที่มาเลเซีย

พอดีช่วงนั้น พี่สาวของบีมที่ทำงานเป็นหัวหน้าของแผนก CSR (Customer Service Respresentative) ที่บริษัทไอทีแห่งหนึ่ง ซึ่งต้องดูแลลูกค้าของลูกค้าของบริษัทข้ามชาติที่มีชื่อเสียงหลายบริษัท แจ้งมาว่ามีคนในทีมออกพอดี มีตำแหน่งว่าง สนใจสัมภาษณ์ดูไหม บีมก็โอเคเลยค่ะ และบีมก็สัมภาษณ์ผ่าน ก็ได้ไปทำงานที่นู่น

บีมได้รับประสบการณ์มากมายจากการทำงานที่บริษัทนี้ เขามีกระบวนการขั้นตอนการทำงานที่ชัดเจนและมีสิทธิประโยชน์ของพนักงานที่ดีมาก ๆ ซึ่งมีประโยชน์อย่างมากในทำธุรกิจของตัวเองในเวลาต่อมาและใช้ได้จนถึงทุกวันนี้ สิ่งที่บีมได้เรียนรู้จากที่นี่มีดังนี้ค่ะ

  1. คนที่มีทักษะ ความรู้ ความสามารถด้าน IT มาก เป็นที่ต้องการมากจริง ๆ พวกเขาไม่จำเป็นต้องแต่งตัวออกงานอะไร ขอแค่สามารถใช้สิ่งที่มีแก้ปัญหาให้ลูกค้าได้ ก็โอเคแล้ว ซึ่งตรงกับสิ่งที่บีมต้องการมาก บีมไม่ชอบเจอคนมาก ไม่ชอบแต่งตัว ไม่ชอบสังคมมากนัก บีมแค่อยากทำในสิ่งที่ตัวเองรัก ช่วยคนได้จริง และมีค่าตอบแทนที่เหมาะสม พอเพียงกับชีวิตเรา บีมก็โอเคแล้ว และที่สำคัญหัวหน้าแผนกที่เราอยู่ เขาอายุเท่ากับบีมเลย แต่…เขาได้รับตำแหน่งบริหารแล้ว ซึ่งตอนนั้นบีมรู้สึกตัวเองไม่ไปไหนเลยค่ะ ไม่ว่าจะตอนที่ทำงานประจำที่กรุงเทพฯ หรือที่มาเลเซีย เพราะ คนรุ่นเดียวกันที่จบมาพร้อมกัน เขาเริ่มมีความก้าวหน้ากันมากแล้ว
  2. ด้วยความที่บีมไม่ได้เรียนมาทางนี้โดยตรง บีมก็แอบอิจฉาฝ่าย Technical Support เล็ก ๆ ที่เขามีวิชาทางนี้ บีมว่ามันเจ๋งค่ะ แต่งานของบีมตอนนั้นก็ได้ฝึกฝนวิชาที่เอามาใช้ในธุรกิจได้ดีมาก และ เราก็ได้รับการเทรนเพิ่มเติมด้วย มันเป็นระดับสากล ดังนั้น บีมถือว่าบีมกำไรมากที่ได้วิชานี้มาใช้ มันคือ วิธีการดูแลลูกค้าในระดับสากลเขาทำกัน ซึ่งทุกธุรกิจ หัวใจสำคัญคือ การดูแลลูกค้า วิธีการสื่อสาร การคุย การซัพพอร์ต บีมได้มาจากงานตรงน้ันเต็ม ๆ ที่แม้จะทำแค่ 1 ปี (เพราะมีปัญหาส่วนตัวหลายอย่าง ก็ตัดสินใจออกจากงานและกลับบ้านที่เชียงรายช่วงสิ้นปี 2008)
  3. บีมได้เรียนรู้สิ่งที่สำคัญมาก ๆ อีกอย่างก็คือ การที่คนไทยที่เรียนเก่งแต่พูดภาษาอังกฤษไม่ได้หรือไม่มั่นใจในการใช้งานภาษาอังกฤษ เป็นอุปสรรคตัวใหญ่ในการทำงานในระดับสากล ซึ่งบีมได้รู้จักเพื่อนคนไทยที่เรียนและอยู่ที่นั่น เขาใช้ภาษาอังกฤษกันในที่ทำงานและการทำงานคล่องมาก บีมฟังเขาพูดกันไม่ค่อยรู้เรื่องเลย ซึ่งเพื่อน ๆ จะมีทุกชาติในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เขาก็ไม่ได้พูดอังกฤษแบบสำเพนียงเป๊ะ ๆ แต่เขาพูดแบบมั่นใจกันมาก ๆ และเขาก็ฟังกันรู้เรื่องทั้งหมดแม้จะคนละ Accent (สำเนียง) แต่เพื่อนชาวฟิลิปปินส์ ภาษาอังกฤษจะดีมาก ๆ ทำงานดีด้วย ขยันด้วย คือ ไม่เห็นต้องมีใบเกรดดี ๆ แบบบีมมีเลยค่ะ ทักษะที่ว่าทำงานอะไรได้บ้างและทำอะไรได้ดีนั้นสำคัญกว่ามาก ๆ (แต่ถ้าไปสายวิชาการ เกรดสำคัญมาก ๆ นะคะ อยู่ที่เราว่าเราจะเลือกไปทางไหน) นั่นทำให้บีมรู้สึกด้อยและไม่มั่นใจไปเลย เพราะต้องฟังเขาพูดถึง 2-3 รอบ หรือต้องให้เขาพูดช้า ๆ ซึ่งเกียรตินิยมของบีมหรือเกรดภาษาอังกฤษของบีมมันใช้อะไรไม่ได้เลยในงานนั้นค่ะ (ทักษะอ่านเขียนบีมดีมากๆ) มันแค่ดูดีในใบ transcript แต่การทำงานจริง บอกเลยว่าง่อยไปเลยทีเดียว บีมไม่สามารถดูแลลูกค้าที่พูดภาษาอังกฤษได้เลย บีมจึงถูกย้ายมาดูแลเฉพาะส่วนของอีเมลแทน ซึ่งตอบเฉพาะคนไทยเท่านั้นค่ะ ถือว่าเป็นจุดฮึดให้บีมมาฝึกภาษาอังกฤษด้านการฟังพูดเพิ่มเติมหลังจากนั้น (หลังจากออกจากบริษัทมาแล้ว ก็ยังต้องการฝึกให้ได้)

นั่นคือ ทั้งหมดที่บีมได้สั่งสมประสบการณ์และความเข้าใจชีวิตในช่วงทำงานประจำก่อนที่บีมจะตัดสินใจเดินออกมาจากตรงนั้น 100% เพื่อมาเร่ิมเดินบนเส้นทางของตัวเองที่ปรารถนามานาน แต่เป็นการออกมาแบบไม่แพลนอะไรเลย ซึ่งบีมจะเขียนต่อในตอนต่อไปนะคะ สำหรับใครที่สนใจ ติดตามต่อได้เลยค่ะ สมัครรับข่าวสารทางอีเมลก็ได้ค่ะ ก็จะมีอีเมลเข้าไปตอนที่บีมอัพเดทตอนใหม่ค่ะ

สรุปของตอนที่ 1 – จุดเริ่มต้นถึงงานประจำที่สุดท้าย

  • การมีคุณตาเป็นผู้ประกอบการที่ประสบความสำเร็จเป็นแรงบันดาลใจให้กับบีมสูงมาก
  • คำพูดของคุณตาคือ “ทำงานให้คนอื่นไม่มีทางรวย ต้องทำของตัวเอง” ติดอยู่ในใจบีมตลอดเวลา ซึ่งเป็นแรงผลักดันให้บีมพยายามที่จะทำธุรกิจของตัวเองให้ได้
  • หนังสือ “พ่อรวยสอนลูก” มีอิทธิพลต่อความคิดและการกระทำของบีมมากในช่วงเรียนมหาวิทยาลัยและตอนทำงานประจำ ที่ต้องการทำธุรกิจของตัวเองให้จนได้
  • ธุรกิจเครือข่ายแบรนด์ A ได้ทำให้บีมมีทักษะในการขาย การสื่อสาร การดูแลลูกค้า การพรีเซ้นต์ ภูมิคุ้มกันต่อการถูกปฏิเสธ คือ ทักษะทุกเรื่องที่จำเป็นของผู้ประกอบการ ยกเว้นที่บีมไม่ได้เรียนคือ “การเงิน” ซึ่งทำให้บีมมีปัญหามากในการบริหารเงิน
  • บีมตัดสินใจไม่ไปต่อกับธุรกิจเครือข่ายเพราะไม่ชอบในความหลอกลวงและไม่จริงใจองค์กร
  • บีมได้เรียนรู้ว่าการฝึกฝนให้ตัวเองเก่ง รู้ เชี่ยวชาญ ในบางอย่างที่ต้องมีแค่เราที่ทำได้ จะทำให้เราเป็นที่ต้องการ คนจะเข้ามาหาเรา ไม่ใช่เราต้องไปง้อคน
  • บีมได้เรียนรู้ว่า IT การขาย การตลาด เป็นสิ่งที่มีความต้องการสูงในธุรกิจ
  • บีมได้เรียนรู้ว่าการดูแลลูกค้าต้องทำอย่างไรเพื่อให้ธุรกิจประสบความสำเร็จจากงานที่บีมเคยทำมาทั้งหมด
  • บีมได้เรียนรู้เกี่ยวกับตัวเองว่า บีมอยากทำอะไรที่เป็นของตัวเอง บีมทำเท่าไหร่ ควรได้เท่านั้น มันยุติธรรมกว่าที่จะอยู่ใต้ปลายปากกาของคนอื่นที่ไม่เห็นเราจริง ๆ

และทั้งหมดนี้คือ ส่วนสรุปของชีวิตการทำงานในภาคแรก ซึ่งกินระยะเวลาตั้งแต่ ต.ค. 2548 – ธ.ค. 2551 ที่บีมได้ใช้ชีวิตอยู่ในกรุงเทพฯ จนถึงกัวลาลัมเปอร์ มาเลเซียค่ะ

งานประจำที่สุดท้ายของบีมก่อนเริ่มต้นเส้นทาง “งานอิสระและผู้ประกอบการ” และให้ดูความแดงของผิวที่แก้มค่ะ นั่นสิวทั้งหมดเลย แต่ปล่อยผิวได้เพราะไม่ต้องเจอลูกค้า และเพื่อนร่วมงานที่เป็นชาวต่างชาติเขาไม่สนใจและไม่ bully ด้วย 🙂

มาต่อภาคหน้ากันนะคะ 🙂

อีกช่องทางของการติดตาม คือ เฟสบุ๊คเพจนี้ค่ะ https://www.facebook.com/beamwrite ค่ะ 🙂

ใส่ความเห็น

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Google photo

You are commenting using your Google account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

Connecting to %s

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.