รีวิว Sadhguru Satsang Full Moon Flirtations 26 พ.ค. 2564

เข้าร่วมกิจกรรมทางออนไลน์ได้เลยค่ะ เขาแนะนำใช้ laptop / PC เพื่อจอที่ใหญ่คมชัด แต่ก็แล้วแต่สะดวกเลยนะคะ นี่เครื่องบีมเองค่ะ

เมื่อวานนี้ เป็นวันวิสาขบูชา วันสำคัญของชาวพุทธทุกคน เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน คือ วันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งบีมได้เข้าร่วมกิจกรรม Sadhguru Satsang Full Moon Flirtations ที่ไม่รู้จะแปลเป็นไทยอย่างไรดี แต่เดี๋ยวที่จะเขียนรีวิววันนี้ ทุกคนจะเข้าใจกิจกรรมนี้มากขึ้นแน่นอนค่ะ และมันดีมาก อยากให้ทุกคนอ่านจนจบนะคะ และอยากชวนมาเข้าร่วมในรอบหน้า (แต่ต้องได้ภาษาอังกฤษแบบฟังออกอย่างน้อย 80% ขึ้นไปค่ะ เพราะไม่มีซับหรือแปลเลย เป็น Live สด)

กิจกรรมนี้ จะจัดขึ้นทุกวันพระจันทร์เต็มดวงในแต่ละเดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ และทำบนออนไลน์ ซึ่งทุกคนที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้เลย ซึ่งถ้าเราได้ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมไป รอบหน้า เขาจะมีส่งมาเตือนให้ด้วยค่ะ ดีงามมาก ตามภาพนี้เลยที่บีมได้รับก่อนหน้าวันจัดประมาณ 3 วัน

ถามว่าทำไมต้องทำวันพระจันทร์เต็มดวง?

ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อนว่า พระจันทร์นั้นมีอิทธิพลต่อทุกชีวิตบนโลกนี้มาก ๆ แม้จะไม่มีแสงในตัวเองก็ตาม แต่ก็มีผลให้น้ำขึ้นน้ำลง และยังทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายในตัวของคน ซึ่งในวันที่พระจันทร์เต็มดวงนั้น พลังงานของมนุษย์จะได้รับจากดวงจันทร์สูงสุด ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพลังได้มาก หากใช้พลังทำกิจกรรมอย่างถูกวิธี ซึ่งจะส่งผลให้คนคนหนึ่งสามารถปรับเปลี่ยนพลังภายในได้มากทีเดียว ส่งผลต่อการมองเห็นความจริงที่ชัดเจนขึ้น และการมองเห็นที่ชัดเจนและถูกต้องเกี่ยวกับชีวิต รวมถึงพลังงานที่เบาสบายมากขึ้น จะทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น สุขง่ายขึ้น ทุกข์ยากขึ้น รู้ว่าจะต้องตัดสินใจอย่างไร เดินทางไปต่อยังไงได้ดีขึ้น ซึ่งบีมว่าบีมได้สัมผัสประสบการณ์แบบนี้ทุกครั้งที่ได้ร่วมกิจกรรมของท่าน Sadhguru ที่เกิดขึ้นครั้งแรกตอนเรียนคอร์สออนไลน์ Inner Engineering ซึ่งบีมรู้สึกได้เลยว่า วิธีของท่านนั้นง่าย ๆ แต่พลังของท่านในการเปลี่ยนพลังในตัวเรานั้นมหาศาลจริง ๆ และเป็นการเปลี่ยนที่ยั่งยืนค่ะ ไม่ใช่วิถี motivate หรือพีคแค่ชั่วคราว

บีมได้เข้าครั้งแรกเมื่อเดือนที่แล้ว และติดใจมาก คือ ปกติท่านมีคอนเทนต์มากมายที่อาสาสมัครทั่วโลกได้ร่วมกันทำงานจัดทำคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบเผยแพร่ ทั้งวิดีโอและการเขียน ทั้งในเว็บ https://isha.sadhguru.org/global/en และใน Application Sadhguru ซึ่งบีมจะพยายามจัดสรรเวลาเข้าไปเรียนรู้อยู่แล้วให้ได้ทุกวัน แต่สำหรับกิจกรรมพิเศษในวันเพ็ญประจำเดือนแบบนี้ ท่านจะมีหัวข้อสอนพิเศษ ซึ่งใน 5 ครั้งแรกของการสอนของท่านในวันเพ็ญแต่ละเดือนในปีนี้ ท่านสอนเรื่อง “ธาตุทั้ง 5” ตามวิถีของโยคี หรือ อายุรเวท คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และที่ว่าง

โดย 3 ครั้งที่ผ่านไป ได้สอนเกี่ยวกับ ไฟ ดิน ลม ไปเรียบร้อยแล้ว (ซึ่งบีมพลาดครั้งแรกค่ะ เดี๋ยวจะไปดูย้อนในส่วนของการฝึก เพราะ ไฟคือธาตุที่จะเผาความทรงจำที่ไม่ดีออกไป ขอไปทำดูก่อน เสียดายที่ไม่ได้เข้าเรียนในรอบไฟ ไม่งั้นจะได้ความรู้เยอะเลยเรื่องนี้)

บีมได้เข้าเรียนรู้ใน Session ดิน กับ ลม ซึ่งดีมากกกกก เพราะ ตัวเองสนใจและมีผลลัพธ์จริงจากการดูแลสุขภาพองค์รวมจากแนวอายุรเวทและใช้หลักปรับธาตุมาอยู่แล้ว (บีมเริ่มจากการศึกษาแนวอายุรเวทก่อนแพทย์แผนไทยค่ะ ซึ่ง 2 ปรัชญาการแพทย์นี้ พอจะไปกันได้ เพราะ ไทยก็รับมาจากอินเดียมากอยู่ แต่การแบ่งธาตุของไทย จะไม่มีที่ว่างค่ะ นอกนั้นเหมือนกัน คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งที่ว่างเป็นส่วนที่สำคัญมาก ๆ ต่อการทำความเข้าใจมนุษย์และสรรพสิ่งในภาพใหญ่เลยทีเดียว

รอบดิน ท่านก็จะสอนเรื่องอิทธิพลของพระจันทร์ต่อการดำรงอยู่ของเรา และสอนเกี่ยวกับธาตุดินด้วยมุมมองแบบโยคีและ Mystic และให้ทำตามที่ท่านนำเรา มันไม่เชิงสมาธิน่ะค่ะ มันเป็นกระบวนการในการสร้างความเปลี่ยนแปลงของสภาวะของเราทั้งกาย ใจ จิตวิญญาณ ซึ่ง Sadhguru ท่านมีวิธีแบบพิเศษ แต่ไม่ใช่พิศดาร ถ้าจะให้บีมเปรียบเทียบ มันไม่ได้เหมือนพิธีกรรมงมงายที่เราอาจจะเคยเจอมา มันคือ วิทยาศาสตร์ทางจิต คือ ควอนตัมฟิสิกส์ ซึ่งมันง่าย ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ใช้ภาพ เสียง และพลังของท่านในการเปลี่ยนพลังงานในตัวเรา คือ ต้องมาร่วมเองค่ะ ต้องมีประสบการณ์เอง ถึงจะเข้าใจ มันบอกยากมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขนาดว่าบีมทำผ่านออนไลน์ (ถ้าอยู่ตรงนั้นจะขนาดไหน)

รอบนี้ก็เหมือนกันค่ะ แต่รายละเอียดจะมากกว่ารอบที่แล้วหน่อย (รอบที่แล้ว ท่านจะพูดถึงเรื่องโควิดเสียเยอะ แต่ตอนที่ได้ทำกิจกรรมปรับธาตุนั้นก็ได้รับเต็ม ๆ ค่ะ รู้เลยว่าเราเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ในระดับพลังงาน) รอบนี้สอนเรื่องธาตุลมเยอะ ซึ่งบีมจะสรุปเท่าที่ตัวเองตกผลึกมาได้ดังนี้ค่ะ เพราะมีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตและดูแลสุขภาพมาก ๆ อยากแบ่งปัน

ธาตุลมในมุมมองของท่าน Sadhguru

  • เรามักเข้าใจว่า ธาตุลม ก็คือ “ลมหายใจ” และ “ออกซิเจน” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิวเผินมาก ๆ
  • จริง ๆ แล้ว ธาตุลมคือตัวประสานดินและน้ำให้กลายมาเป็นตัวเราและสรรพสิ่ง เหมือนดินเหนียวที่ถูกปั้นให้เป็นรูปต่าง ๆ
  • ธาตุลม จึงไม่ได้หมายถึงแค่ลมหายใจเท่านั้น แต่หมายถึง “ชีวิต”
  • เมื่อใดที่เรา “ขาดลม” หายใจเข้า แล้วไม่หายใจออก หรือหายใจออก แล้วไม่หายใจเข้า ก็หมายถึง​ “ไม่มีชีวิต” เสียแล้ว
  • นั่นแหละคือความสำคัญของ “ลม”
  • ดังนั้น จึงใช้คำว่า “ลมหายใจแห่งชีวิต” (life breath) ก็จะตรงความหมายของลมมากกว่า
  • ลม เป็นธาตุที่ “เคลื่อนไหวได้มากและเร็วที่สุด” มีความเป็น Dynamic สูงสุดในบรรดาธาตุทั้งหมด
  • ดังนั้น การปรับที่ธาตุลมจึงถูกใช้ประโยชน์ในด้านการฟื้นฟูสุขภาพและรวมไปถึงการ “เปลี่ยนผ่านสู่สภาวะเหนือข้อจำกัดของวัตถุ” (Transcendent) มากที่สุด
  • ถ้าเราสามารถบริหารหรือปรับให้ลมแห่งชีวิตหรือ Life Energy ของเราขยายได้มากเท่าไหร่ (enhance prana) ควบคุมและอยู่เหนือพลังของร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ได้แล้ว ชีวิตก็จะเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น คือ เบาสบายและไร้ขีดจำกัด
  • ซึ่งนั่นหมายถึง เราจะรวมเข้ากับทุกสิ่งในจักรวาลนี้ เป็นหนึ่งเดียวกับ Living Cosmos ไม่มีตัวเราอีกต่อไป ทุกสิ่งจะเป็นของเรา เป็นหนึ่งเดียวกับเรา (ท่านใช้คำว่า inclusive / include คือ การหลอมรวมนั่นเองค่ะ มันคือไม่มีกำแพงระหว่างความเป็นตัวเรากับสรรพสิ่งอีกต่อไป)
  • ดังนั้น การฝึกปราณายามะ (Pranayama) ที่ถูกต้องจึงสำคัญมาก ในการขยายพลังชีวิตของเราให้ใหญ่กว่าร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่จำกัดของมนุษย์เรา
  • คำว่า prana = พลังชีวิต yama = การควบคุม นั่นก็คือ การฝึกควบคุมลมหายใจให้มันขยายให้ได้มากที่สุดนั่นเองค่ะ ก็จะทำให้เรารักสิ่งต่าง ๆ เหมือนเป็นเราเองได้แบบธรรมชาติ จะไม่มีการเกลียดและแบ่งแยกอีกเลยถ้าเราทำได้ เพราะถ้าเป็นเนื้อเดียวกันได้แล้ว เขาเจ็บ เราเจ็บ เขาสุข เราสุข นั่นเอง

นั่นล่ะค่ะ คือสิ่งที่บีมตกผลึกได้จากการสอนของท่าน

พาร์ทปฏิบัติ

พอเข้าสู่พาร์ทของการทำสมาธิ ทีมงานของท่าน (บอกเลยว่าเป็นคุรุที่ใช้เทคโนโลยีในการส่งผ่านพลังและคำสอนได้มากที่สุดในโลกในตอนนี้ อยู่ทุกแพลตฟอร์ม ด้วยอาสาสมัครเท่านั้น! ที่ไม่มีใครได้รับค่าตอบแทน แต่ทุกคนตอบแทนด้วยหัวใจและชีวิตที่อยากให้คนอื่นได้รับประสบการณ์ที่ดีอย่างที่เขาได้รับ เหมือนความรู้สึกที่บีมมาเขียนรีวิวนี้ล่ะค่ะ อยากชวนให้เข้ารอบหน้ากันมาก ๆ) ก็จะแสดงภาพให้เราดูว่า เราต้องเห็นภาพ Visualize อะไรตอนที่เรากำลังทำกิจกรรมนี้อยู่ เพราะทุกอย่างจะถูกขับเคลื่อนด้วยภาพและเสียง (มันคือวิธีการปรับพลังงานและตัวเราก็คือพลังงานค่ะ) บีมแคปมาให้ดูให้พอเห็นภาพดังนี้ค่ะ

ภาพที่ทีมงานแสดงให้เราดูว่า ตอนที่ทำจะออกมารูปแบบนี้ค่ะ ซึ่งมันช่วยได้มากจริง ๆ ตอนที่นั่งทำแล้ว ถ้ามองไม่เห็นภาพนี้ก่อน จะทำได้ยากเลย

ทำตามที่ท่านนำเราไปค่ะ ซึ่งจะเป็นการใช้จินตนาการให้เราเดินขึ้นเขาเล็ก ๆ ขณะเดินให้รู้สึกถึงสิ่งรอบ ๆ ตัว ลมเย็น ๆ ต้นไม้ ดอกไม้ เอาให้ชัดที่สุด และเราต้องหายใจเพื่อให้ได้รับอากาศมากขึ้น ซึ่งการหายใจแบบนั้นมันจะทำให้เราหายใจได้แบบที่ท่านต้องการให้เราได้รับประโยชน์จากการทำสิ่งนี้ค่ะ

ภาพ เสียง ความรู้สึก ทุกอย่างที่เกิดขึ้นขณะหลับตาตามเสียงของท่านไปเรื่อย ๆ เราไม่คิดอะไรเลย จำคำของท่านอย่างเดียวคือ เราไปควบคุมหรือยึดถืออะไรไว้ไม่ได้หรอก ชีวิตน่ะ คือ การได้อยู่กับมันและสัมผัสมันเท่านั้นแหละ (ท่านใช้คำว่า Do not try to concretize, just to live & experience it คือ ท่านปูไว้ตอนต้นว่า อย่าไปอยากบรรลุหรือจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ชีวิตจริง ๆ น่ะ ไปยึดอะไรไม่ได้หรอก ทำได้แค่อยู่กับมัน สัมผัสมันให้ลึกซึ้งมากที่สุด แค่นั้นแหละ ท่านน่ารักค่ะ ก็เปรียบเทียบกับกบที่ร้องตอนที่ท่านสอนนั่นแหละ ท่านว่ามันไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรเลย ชีวิตก็ต้องแบบนั้นแหละ กบมันไม่ได้มีอะไรเพียบพร้อมนะ แต่มันมีความสุขของมัน มันอยู่ได้ คนก็ควรจะเป็นแบบนั้นแหละ เพราะชีวิตจริง ๆ มันก็เป็นแบบกบนี่แหละ)

จำได้ว่า มีภาวะน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกซาบซึ้งอะไรก็ไม่รู้ บอกไม่ถูก แต่มันไหลออกมาเอง และ ตอนท่านร้องออกเสียงที่บีมฟังไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ แต่ด้วยพลังงานของมันทำให้บีมรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่หน้าเขาขยับไปเองแบบตึง ๆ ขมวด ๆ เหมือนเครียด ๆ บนหน้า แล้วมันก็ผ่อนไปเองตอนเสียงท่านจบ

พอเข้าสู่ช่วงหายใจและจินตนาการตามท่านและตามที่เราเห็นในวิดีโอที่ทีมงานแสดงให้ก่อนทำ ตามเสียงท่านไปเรื่อย ๆ มันเบา สบาย มันซาบซึ้งกับสภาวะนั้นที่เป็นอยู่ คือ ท่านพูดประมาณว่า ส่องสว่างเหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญ เหมือนพระพุทธเจ้าในคืนวันเพ็ญที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ความรู้สึกและประสบการณ์มันแปลกใหม่มากๆ แต่รู้สึกดีมากค่ะ ซึ่งเข้าใจว่าแต่ละคนก็คงจะมีประสบการณ์แตกต่างกันค่ะ บีมจะไม่เล่าอะไรที่บีมเห็น เพราะเดี๋ยวมันจะไปจำกัดกรอบของคนที่อาจจะได้มาเข้าร่วมครั้งต่อไปนะคะ ต้องสัมผัสเองค่ะ

เอาเป็นว่า รู้สึกว่าได้รับพลังเต็ม ๆ …ภายในเวลาทั้งหมดน่าจะประมาณ 20 นาทีค่ะ

และหลังจากนั้นก็ได้เรียนรู้อะไรต่อท้ายอีกหน่อยจากคำถามที่มีผู้ส่งเข้ามาช่วงลงทะเบียนประมาณ 2 คำถาม แต่ท่านตอบละเอียดและเข้าใจได้ดีเลย แต่พาร์ทนี้จำไม่ได้แล้วค่ะ คำถามมันออกจะเข้าใจยากสักหน่อย มีศัพท์เฉพาะ แต่ฟังแล้วเข้าใจได้ตอนนั้นค่ะ แต่ยังสรุปไม่ได้

แต่ที่เด็ดมาก และ อยากจะเขียนเอาไว้ให้ทุกคนได้ลองเอาไปพิจารณาเพิ่มเติมคือ

“อย่าแสวงหาการอนุมัติหรือการยอมรับจากคนที่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเองเลย”

(Not seek an approval by people who do not know anything about themseves)

เออ…อันนี้จริง บนโลกนี้จะมีกี่คนที่รู้จักตัวเขาเองจริง ๆ ว่าแท้จริงแล้ว เขาเป็นใครและควรต้องมีชีวิตอยู่อย่างไรจริง ๆ แต่ถ้าเป็นคนที่เขารู้เกี่ยวกับตัวเองและชีวิตจริง ๆ ก็โอเค คุณฟังเขาได้นะ

และต้องเผื่อที่เอาไว้ให้ตัวเองเปลี่ยนแปลงบ้างค่ะ ควรจะต้องยืดหยุ่นเสมอ อย่ายึดติดว่าตัวเองถูกต้องตลอดเวลา เผื่อพื้นที่ให้ตัวเองเปลี่ยนแปลงและเติบโตบ้าง

สรุปส่งท้าย

การเข้าร่วมกิจกรรม Satsang ในคืนวันเพ็ญที่จัดเดือนละครั้งโดยท่าน Sadhguru นี้ มีประโยชน์ต่อชีวิตบีมมากค่ะ แม้จะเป็นช่วงเวลาไม่นาน คือประมาณ 90 นาที สำหรับคนที่ต้องการเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร ควรจะใช้ชีวิตอย่างไรจริง ๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และเมื่อวานนี้ แม้จะไม่ได้เวียนเทียน แต่การได้ทำอะไรที่ทำเมื่อคืนวานนี้ บีมรู้สึกว่ามันให้ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงระดับภายในที่ลึกซึ้งมาก ๆ ค่ะ เหมือนเราได้สัมผัส “สภาวะแห่งพุทธะ” ลึกซึ้งขึ้น ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่ามากที่เราได้ใช้ไปในส่วนนี้

บีมว่ามันคุ้มค่ามากที่จะเข้ามาเรียนรู้วิชานี้ มันทำให้เรามีพลังภายในที่แข็งแรงขึ้น เบาขึ้น ซึ่งมันจะทำให้เราแยกตัวเราออกจากปัญหาชีวิตได้เป็นคนละส่วนจริง ๆ จากมุมนี้เราจะมองเห็นตัวเองชัดขึ้นและสื่อสารกับตัวเองได้ดีขึ้นว่าต้องทำอะไรบ้าง และผลลัพธ์มันดีขึ้นเรื่อย ๆ จริง

สำหรับบีมแล้ว องค์ความรู้และวิธีที่ท่าน Sadhguru นำพาพวกเราเข้าถึงความจริง มันเข้าใจง่าย เป็นเหตุเป็นผล พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองจริง ชัดเจน ไม่งมงาย ไม่คลุมเครือ คือ ถูกจริตมากค่ะ

และบีมเอง ช่วงนี้ต้องทำหลายสิ่งมากมาย แต่ทำด้วยความสุขนะคะ แต่ช่วงนี้มันจะเยอะมากหน่อยเพราะจัดระบบงานใหม่ มีลูกค้าและผู้ติดตามเข้ามามากขึ้น และเมื่อวานนี้ก็มีเรียนออนไลน์คอร์สสำคัญวันแรกด้วย เวลาก็คาบเกี่ยวกันประมาณครึ่งชั่วโมง บีมก็ต้องยอมออกจากคอร์สมาก่อน 30 นาทีที่ครูจะสอนจบ เพื่อมาเข้า session นี้ และ ให้พ่อเขาพาลูกนอนซึ่งปกติลูกจะรอบีมเอาเข้านอนเป็นหลัก (เราบอกก่อนแล้วว่าจะมาเรียนออนไลน์และ Sadhguru) แต่การลงทุนเวลาเมื่อวานนี้ มันทำให้เรามีพลังมากขึ้นในวันนี้และวันต่อ ๆ ไป เป็นอริยทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียเงินเลย…ติดตัวตลอดไปและพัฒนาไปได้อีกมากแบบไร้ขีดจำกัด

ท่านคือไอดอลทั้งทางธรรมและทางโลกของบีมค่ะ … อยากให้ทุกคนลองเปิดใจศึกษางานของท่านดูค่ะ ท่านอยู่ทุกที่เลย บีมคัดมาให้เฉพาะ Official นะคะ เพราะ ท่านจะมีอาสาสมัครทำงานของท่านเยอะเลยค่ะ แต่อาสาสมัครคือผ่านการคัดกรองและตรวจสอบคุณสมบัติหมดแล้วทุกคนนะคะถึงจะทำงานของท่านได้

สำหรับใครที่สนใจ Satsang ดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่นี่นะคะ https://satsang.sadhguru.org/

ใครสนใจเรื่องเหล่านี้ อยากเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน บีมมีกลุ่ม OpenChat ที่เปิดไว้สำหรับการพัฒนาตัวเอง/การเดินทางภายในด้วยนะคะ คลิกลิงค์นี้เพื่อเข้าร่วมได้ค่ะ http://bit.ly/3fRBeyY

โควิด เมื่อทางเลือกคือทางรอด (พร้อมบอก 3 วิธีล้างลำไส้และเพิ่มภูมิคุ้มกันแบบง่ายๆ)

จากการติดตามสถานการณ์โควิดในช่วงที่ผ่านมา และ ประมวลผลในภาพรวมทั้งหมดตั้งแต่มีการระบาดของโควิดตั้งแต่เมื่อปลายปี พ.ศ. 2562 บีมมองว่า ในวันนี้การบริหารจัดการในประเทศของเรานั้นอยู่ในระดับ “แย่มาก” ซึ่งขอออกตัวก่อนว่า บีมไม่มีความรักความชังฝ่ายใดเป็นพิเศษในเชิงการเมือง แต่มองเห็นความล้มเหลวในการบริหารจัดการของภาครัฐเป็นสำคัญ เพราะ ชีวิตของคนได้สูญเสียไปเพิ่มขึ้นจากการบริหารจัดการที่ไม่ดีพอในทุกมิติ ซึ่งอยู่ในวิสัยที่จะทำได้ด้วยสิ่งที่มีอยู่ในมือ

และด้วยการใช้ชีวิตด้วยแนวทางองค์รวมมา 12 ปี บีมมองว่า วันนี้แพทย์ทางเลือกและธรรมชาติบำบัดแบบพึ่งตัวเองคือทางรอดสำหรับบุคคลทั่วไป ที่ทุกคนต้องศึกษาเรียนรู้เพิ่มเติมเพื่อดูแลสุขภาพตัวเองให้อยู่ในระดับที่แข็งแรงที่สุดเพื่อ “รอดไปให้ได้”​ ท่ามกลางสถานการณ์ความวุ่นวายจากการบริหารจัดการภายใต้รัฐบาลนี้ เราต้องช่วยตัวเองแล้วล่ะค่ะ นาทีนี้ อย่าหวังพึ่งการบริหารจัดการอีกเลย

และเราได้รู้แล้วว่า ถ้าการระบาดไม่หยุดและถ้ามีการเล็ดลอดของคนที่มีเชื้อกลายพันธุ์เข้าประเทศมาได้ ซึ่งความรุนแรงจะมากขึ้นกว่านี้ หากเราไม่ปรับสุขภาพให้แข็งแรงในระดับสูงสุดแล้ว และเราก็ไม่เชื่อมั่นในคุณภาพของวัคซีน ถ้าโควิดมาถึงตัว ก็อาจจะสายเกินไปแล้วที่จะปรับค่ะ มันต้องเริ่มตั้งแต่วันนี้เลย ตอนนี้ไม่ใช่เวลาที่จะเดี๋ยวก่อนแล้ว นาทีนี้ สุขภาพและภูมิคุ้มกันต้องมาก่อน เพราะถ้าชีวิตจบแล้ว อะไรที่คิดไว้ ก็คงจะไม่สามารถทำต่อไปได้แน่นอน

สำหรับบีมแล้ว วิธีที่บีมใช้ในการรับมือกับสถานการณ์โรคระบาดนี้ บีมจะเน้นไปที่การเสริมสร้างพลังชีวิต หรือ life force หรือ ชี่ ซึ่งพลังนี้คือพลังของสิ่งมีชีวิตทุกชนิด ที่ขับเคลื่อนให้มีชีวิต แต่ว่า แต่ละคนจะมีพลังนี้ไม่เท่ากัน อยู่ที่ว่าดูแลตัวเองได้ดีแค่ไหน บริหารจัดการธาตุได้ดีแค่ไหน ซึ่งในมุมมองของแพทย์แผนตะวันออกทุกสาย (จีน อินเดีย ไทย) หรือหมอพื้นบ้าน จะเข้าใจเรื่องนี้ดีค่ะ และเป็นพื้นฐานสำคัญที่คุณหมอจะเน้นมาก ๆ คือ การฟื้นฟูพลังชีวิตให้กลับมาสูงสุด เพราะ ด้วยพลังนี้เท่านั้น ที่จะทำให้ร่างกายนี้ดำรงอยู่ได้

และบีมพึ่งปิ๊งขึ้นมาเช้านี้หลังตื่นนอนว่า ตอนนี้เรากำลังต่อสู้กับโควิดในระดับเซลล์ต่อเซลล์ เหมือนเขาชกกันอยู่ข้างใน กลุ่มที่มีเชื้อแต่ไม่แสดงอาการ คือ กลุ่มที่พละกำลังวังชาของเซลล์ยังคงแข็งแรง ต่อยแล้วชนะค่ะ ถ้าหากว่าน็อคได้ เชื้อโควิดก็อยู่ไม่ได้ละ แต่ถ้าต่อยแล้วสูสี ก็จะมีอาการอ่อน ๆ แต่ถ้าเริ่มแพ้ทาง เริ่มโดนต่อยไม่ยั้ง คราวนี้ล่ะค่ะ … ความรุนแรงของอาการก็เริ่มมาเยือน

คือ คิดเสียว่า ทุกคนก็คงมีเชื้อหมดแหละ และเราเองก็อาจจะมี (ทั้งที่ไม่มีอาการ) คิดแบบนี้ จะได้ตั้งใจในการดูแลสุขภาพให้มากขึ้น เสริมสร้างความแข็งแรงในระดับเซลล์กันไปเลย หมัดต่อหมัด เข้ามาเท่าไหร่ เซลล์เราต้องชนะ ไม่ว่ามันจะไปอยู่ตรงไหน เราต้องชนะ คิดแบบนี้

ซึ่งขณะที่เขียนนี้ บีมก็ไม่รู้หรอกค่ะว่า บีมเองจะเป็นอย่างไร แต่สิ่งที่รู้ก็คือ บีมจะดูแลตัวเองด้วยวิธีคิดแบบนี้ และทำให้ดีที่สุด ดูแลตัวเองด้วยทุกวิชาการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมและธรรมชาติที่ตัวเองได้ใช้มาตลอด 12 ปีนี้อย่างเต็มที่ มันจะเป็นอย่างไรต่อไป ก็วางใจในผลค่ะ บีมถือว่าเราสร้างเหตุที่ดีที่สุดให้ตัวเองแล้ว แค่นั้น…

ก็เลยนึกไปถึงงานงานที่เคยเขียนไว้ คือ Dr.Jacob กับความรู้สู่การดูแลลูกด้วยธรรมชาติบำบัด ซึ่ง Dr.Jacob Vadakkanchery เป็นแพทย์ด้านธรรมชาติบำบัดและผู้อำนวยการแห่ง Nature Life International สิ่งที่บีมได้รับจากท่านในวันนั้นคือจุดสำคัญของการดูแลสุขภาพของบีมเช่นกันค่ะ คือ การได้ตระหนักว่า

  • สุขภาพของเราจะเป็นอย่างไร อยู่ที่ “สุขภาพของเซลล์”
  • เราต้องโฟกัสการดูแลเซลล์ ต้องเงี่ยหูฟังว่าเขาต้องการอะไร แล้วซัพพอร์ต ให้ในสิ่งที่เขาต้องการก็พอ
  • พลังชีวิตมาจากสิ่งมีชีวิต ท่านถามว่า ถ้าเราโยนมะเขือเทศลูกหนึ่งออกไปนอกหน้าต่าง จะเกิดอะไรขึ้น บีมก็งง…แต่ก็คิดว่า มันก็หยั่งรากและงอกเหรอ หรือ เหี่ยวตาย? ก็ไม่ได้ตอบนะคะ แต่ฟังท่านเฉลยคือ ถ้ามันตกลงดิน มันจะงอกใช่ไหม แล้วทำไมเราไม่โยนมะเขือเทศนี้ลงไปในร่างกายเราล่ะ พลังนี้ในพืชผักนี่แหละ ที่มันจะช่วยเราให้มีสุขภาพดี ให้มีพลังชีวิตเพิ่ม ซึ่งจะมีเฉพาะในของสดเท่านั้นค่ะ

จากวันนั้น วิธีการดูแลสุขภาพและการกินของบีมก็เปลี่ยนไปมากอีกสเต็ปค่ะ และ ท่านเล่าให้ฟังว่า มีเด็กคนหนึ่ง ป่วยเป็นภูมิแพ้ แม่น้องพามาหาท่าน ท่านบอกว่า กินแค่ผลไม้ 14 วัน งดอาหารอื่นทั้งหมด (รายละเอียดจำไม่ได้นะคะ แต่ราว ๆ นี้) แล้วน้องก็หายจริง ๆ

และท่านก็อธิบายอีกว่า เวลาเรากินอะไรที่มันไม่โอเคกับร่างกายหรือระบบเราย่อยไม่ได้ มันจะเป็นพิษตกค้างในลำไส้ ซึ่งมันจะถูกดูดซึมกลับเข้ามา ทำให้เกิดอาการภูมิแพ้หรือมีน้ำมูกนั่นแหละ ซึ่งตอนแรกบีมก็เข้าใจได้ เพราะแพทย์แผนจีนก็บอกว่า เส้นลมปราณลำไส้ใหญ่กับปอดมันเชื่อมกันค่ะ ก็เป็นเหตุเป็นผลกัน ถ้าลำไส้ใหญ่สกปรก แสดงว่าปอดจะได้รับพิษไปด้วย สกปรกไปด้วย (คนที่มีปัญหาสิว หมอจีนจะบอกว่า ปอดร้อน คือมีปัญหาที่ปอด ปอดเชื่อมลำไส้ใหญ่ ดังนั้น แก้ได้ 2 อย่าง คือ ฝึกหายใจให้เต็มปอด ให้ถูกต้อง เพื่อเอาคาร์บอนไดออกไซด์ออก และ ล้างลำไส้ให้สะอาด ดูแลเขาให้มีสุขภาพดี มีแบคทีเรียที่ดีจำนวนมากอยู่เป็นกองทัพข้างใน) ซึ่งพอปอดสกปรก เขาก็จะพยายามขับออกมา ก็จะออกมาในรูปแบบของน้ำมูก เลยเหมือนภูมิแพ้นี่ล่ะค่ะ และถ้าหากปล่อยไว้ แล้ว มันดูดซึมไปที่ตับแล้ว ก็คันตาได้เลย (ตาสะท้อนสุขภาพตับ)

คราวนี้มีอยู่วันหนึ่ง บีมกินส้มตำปลาร้า แล้วสักไม่เกิน 2 ชั่วโมง มีอาการเหมือนภูมิแพ้ มีน้ำมูก จาม และคันตา เลยคิดว่า สงสัยปลาร้าแน่ ๆ ที่ร่างกายไม่เอา เลยหยุดกินทุกอย่างแล้วดื่มน้ำเข้าไปล้างเลยค่ะ พอดื่มน้ำมาก ๆ มีการปัสสาวะออกมากแล้ว อาการทั้งหมดหายไปเลย ก็เลยเก็ตตามที่คุณหมอบอกเลยค่ะว่า ถ้าเรากินอะไรที่ไม่ดีเนี่ย มันจะมาออกเป็นภูมิแพ้หรือระบบการหายใจติดขัดนี่แหละ

นี่ล่ะค่ะ…แพทย์ทางเลือกที่ตอนนี้จะเป็นทางรอดของพวกเราแล้ว กรณีที่ว่า ถ้าการบริหารวัคซีนยังเป็นแบบนี้ ถ้าเราไม่ฉีด เราต้องทำให้ภูมิคุ้มกันของเราแข็งแรงที่สุดที่จะสู้กับเชื้อได้ด้วยตัวเองจนชนะ และภูมิคุ้มกัน 80% อยู่ที่ลำไส้ใหญ่ และลำไส้ใหญ่ก็เชื่อมกับปอด … งั้นเรามาเริ่มที่ลำไส้ใหญ่กันดีไหมคะ ซึ่งทำได้ด้วยการล้างพิษและปรับเปลี่ยนอาหารที่ทานเป็นอันดับแรกเลย เพื่อยกระดับภูมิคุ้มกันในภาพรวม ซึ่งถ้าลำไส้สะอาด ปอดก็จะสะอาดด้วย และ ก็ต้องฝึกหายใจด้วย เพื่อกำจัดคาร์บอนไดออกไซด์ออกไปให้ได้มากที่สุด

ในบทความนี้ บีมจะมาบอกวิธีการดูแลสุขภาพลำไส้แบบง่าย ๆ ที่เอาไปใช้ได้เองกันก่อนนะคะ เพื่อให้สัมผัสกับประสบการณ์การดูแลตัวเองวิถีธรรมชาติในเบื้องต้น เรียนรู้สังเกตตัวเองและการเปลี่ยนแปลงเบื้องต้น เพราะถ้าเข้าใจและมีประสบการณ์ที่ดีแล้ว เดี๋ยวการต่อยอดจะเป็นเรื่องง่ายและสนุกมาก ๆ ค่ะ

วิธีล้างลำไส้แบบเบื้องต้นที่ปลอดภัยด้วยตัวเองและประหยัด

  1. น้ำมันละหุ่ง บีมบอกวิธีไว้ในคลิปสั้น ๆ ใน TikTok คลิปนี้นะคะ คลิกไปดูกันเลย ล้างลำไส้ด้วยน้ำมันละหุ่งใน 1 วันhttps://vt.tiktok.com/ZSJAGwPRA/
  2. ยาระดมพล บีมมีอธิบายข้อควรระวังและวิธีใช้ที่แนะนำไว้ในคลิปนี้ค่ะ https://www.facebook.com/486633718356857/videos/4145723528824863
  3. น้ำมะนาวและเกลือหิมาลัย ดูวิธีที่นี่ได้เลยค่ะ https://bye-bye2acne.blogspot.com/2017/06/himalayan-salt-detox-formula.html

เกลือหิมาลัยมีหลายเกรดนะคะ ขอให้เลือกที่สะอาดและมีคุณภาพ บีมแนะนำให้ใช้ของที่นี่ค่ะ https://www.rawganiq.com

ถ้าถามว่า ใช้เป็นอาหารเสริมได้ไหม บีมแนะนำว่า ช่วงนี้ เราเน้นการใช้ของจากธรรมชาติน่าจะดีกว่าค่ะ เพราะ อาหารเสริมส่วนใหญ่มีฤทธิ์ร้อน http://foodmorkeaw.blogspot.com/p/blog-page_7.html ซึ่งอาหารกลุ่มนี้ มักจะทำให้เลือดเป็นกรด ร้อนเกิน(ถ้าทานมากไป) และอักเสบได้

3 วิธีด้านบนนี้ บีมเคยทำมาทั้งหมดค่ะ ค่อนข้างมั่นใจว่าปลอดภัยกับทุกคน ยกเว้น ใครที่ต้องเลี่ยงส่วนผสมไหนเป็นพิเศษ หรือมีโรคประจำตัว แนะนำให้ปรึกษาคุณหมอที่ดูแลหรือคุณหมอที่คุณเชื่อถือก่อนใช้วิธีด้านบนนี้นะคะ แม่ตั้งครรภ์และแม่ให้นม ไม่ควรทำค่ะ

ล้างแล้วทำอย่างไรต่อ?

แม้การล้างลำไส้จะให้ผลดีต่อสุขภาพ แต่ไม่ควรทำทุกวันนะคะ โดยปกติแล้ว ถ้าเป็นน้ำมันละหุ่งกับน้ำมะนาวและเกลือหิมาลัย บีมทำแค่ 1 วันเท่านั้นค่ะ ส่วนระดมพลมักจะใช้ประมาณ 3 วัน ซึ่งบีมจะสังเกตตัวเองว่า สิ่งที่ขับถ่ายออกมาไม่มีอะไรแล้ว คือ ไม่เหม็นแล้ว ก็จะหยุดค่ะ

หลังจากนั้น สิ่งที่ต้องทำต่อก็คือ การทานผักผลไม้สดให้ได้ 80% ของวัน ร่วมกับการทานโพรไบโอติคส์ (แบคทีเรียชนิดที่ดี) ซึ่งง่ายสุดก็ซื้อโยเกิร์ตมาทานเลยทุกเช้าหรือก่อนนอน แนะนำเป็นรสธรรมชาติ รสดั้งเดิม และสำหรับใครที่เป็นสิว แนะนำโยเกิร์ตจากพืชค่ะ ยี่ห้อที่บีมชอบเป็นพิเศษคือ บัลแกเรีย ซึ่งเป็นยี่ห้อที่คุณหมอฮิโรยูกิ โคบายาชิ ผู้เขียนหนังสือ ลำไส้แฮปปี้ สุขภาพดี ผอม สวย ทานและแนะนำค่ะ คุณหมอเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลลำไส้

งดเนื้อ นม ไข่ ลง เพราะ อาหารกลุ่มนี้ทำให้เลือดเป็นกรด และ เมื่อเลือดเป็นกรด เชื้อโรคต่าง ๆ จะเติบโตได้ดีมากเลยล่ะค่ะ ส่งผลให้ภูมิคุ้มกันอ่อนแอลงได้เร็ว

สำหรับใครที่ออกกำลังกายอยู่ เกรงว่าจะได้รับโปรตีนไม่พอ ให้ดูแนวทางของนักกล้ามแนวมังสวิรัตินะคะ บีมแนะนำให้ลองดูคนนี้ค่ะคุณ Brian Turner https://www.youtube.com/channel/UC2ycqdFV0EmY5LmfM9mWkQg

สำหรับเด็ก ๆ ถ้าคุณพ่อคุณแม่จะให้น้องได้โปรตีน แนะนำโปรตีนจากพืชและปลาแทนไข่และเนื้อสัตว์ค่ะ

นอนก่อน 4 ทุ่ม ออกกำลังกาย เล่นโยคะ ยืดเหยียด ฝึกหายใจแบบมีคุณภาพ นั่งสมาธิ อยู่กับธรรมชาติ และหัวเราะกันเยอะ ๆ ค่ะ ทำอะไรที่เราชอบและมีความสุข เวลานี้ความสุขสำคัญมากต่อภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง หน้าที่ในชีวิตประจำวันเราก็ทำ แต่จะดีกว่าถ้าเราได้ทำอะไรที่เรารักและมันก็ให้รายได้ที่เพียงพอตามที่คาดหวังได้ด้วย

ความเครียดจะทำให้ภูมิคุ้มกันดร็อปลงมาก ๆ และทำให้ระบบขับถ่ายแย่ ระบบการกินผิดไปหมด และอยากกินแต่ของไม่ดี

นอกจากนี้ แสงแดดคือแหล่งให้พลังงานชีวิตที่บริสุทธิ์มากที่สุด เพียงแค่ตากแดดและออกกำลังกายกลางแจ้งวันละ 30 นาที ก็จะมีพลังชีวิตและภูมิคุ้มกันสูงขึ้นมาก ๆ แล้วล่ะค่ะ

ดังนั้น … ถึงเวลาที่ต้องลุกขึ้นมา “สร้างสุขภาพที่ดี” ให้ตัวเองแล้วนะคะ

เปลี่ยน “โควิด” เป็น “โอกาส” ในการยกระดับสุขภาพและความอิสระจากภายในของเราเองแบบก้าวกระโดดค่ะ!

สรุปส่งท้าย

  • ชีวิตและสุขภาพของเรา เราต้องรับผิดชอบเอง 100% และเป็นสิ่งที่เราทำได้เองเลย ไม่ต้องรอใคร ยกเว้นจะยังไม่ตัดสินใจเอาจริงเอง
  • ระบบการบริหารจัดการสุขภาพและวัคซีน เป็นสิ่งที่อยู่เหนือการควบคุมดูแลของเรา ดังนั้น ไม่ต้องไปคาดหวังและสนใจในสิ่งที่เราทำอะไรไม่ได้ ปล่อยมันไปซะ ไม่งั้นพลังงานและเวลาของเราจะจมอยู่กับพลังลบและการบ่นด่า ซึ่งไม่เป็นผลดีต่อสุขภาพเราเอง
  • แพทย์ทางเลือก คือ ทางรอดของพวกเราในวันนี้ ที่จะต้องใช้วิชาธรรมชาติในการฟื้นฟูพลังชีวิต อาวุธสำคัญที่สุดที่จะช่วยให้เราเอาชนะน็อคเชื้อโรคได้
  • วัคซีนจำเป็น แต่ต้องเป็นวัคซีนที่ปลอดภัยและมีผลข้างเคียงที่ยอมรับได้เท่านั้น
  • เราไม่ได้ปฏิเสธแพทย์แผนปัจจุบัน แต่ในเวลานี้ ทุกคนต้องมาศึกษาแพทย์ทางเลือกเพื่อช่วยเหลือตัวเองให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยแพทย์ พยาบาล บุคลากรสาธารณสุขให้ได้มากที่สุด
  • สุขภาพปอดสำคัญ ปอดจะดี ถ้าลำไส้ดี ลำไส้ดีนั้น ต้องสะอาดและแข็งแรง ต้องมีแบคทีเรียที่ดีจำนวนมาก เพื่อจะได้ชนะศึกเชื้อโรคครั้งนี้ได้แบบเซลล์ต่อเซลล์ หมัดต่อหมัด เราต้องน็อคมันให้ได้!
  • แม้จะขับถ่ายทุกวัน ไม่ได้แปลว่า ลำไส้คุณจะไม่สกปรก ถ้าคุณยังไม่เคยล้างด้วย 3 วิธีดังกล่าวเลย บีมขอแนะนำให้ทดลองดูสักครั้งค่ะ แล้วคุณจะรู้เองว่า มีอะไรตกค้างบ้างหรือเปล่าในลำไส้ของคุณ สัมผัสผลลัพธ์ด้วยตัวเอง
  • อย่าใช้ 3 สูตรนี้ทุกวัน ใช้เฉพาะช่วงที่จำเป็น คือ รู้สึกว่าร่างกายเริ่มหนัก ๆ เอื่อย ๆ หงุดหงิดง่ายไม่รู้สาเหตุ เหมือนถ่ายไม่สุด หายใจไม่โล่ง ง่วงตอนกลางวัน เพลียง่าย ตื่นสาย ไม่มีพลังทำงาน สมองตื้อ คิดอะไรไม่ค่อยออก ฯลฯ
  • หลังจากล้างลำไส้แล้วให้ดูแลสุขภาพแบบองค์รวมตามที่แนะนำ จะช่วยให้ลำไส้สุขภาพดีและแข็งแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องอาหาร ที่ควรทานผักผลไม้สด 80% ในหนึ่งวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผักใบเขียวที่ต้องทานให้เยอะ ๆ ค่ะ ระวังที่ปนเปื้อนสารเคมีด้วยนะคะ ไม่งั้นจะกลายเป็นว่า ซ้ำเติมให้สุขภาพแย่ลงไปอีกค่ะ ถ้าปลูกเองได้ก็ดีมาก ๆ เลย

ขอให้สุขภาพดีเป็นของทุกคนที่ดูแลตัวเองนะคะ 🙂

สามารถติดตามสาระอัพเดทเกี่ยวกับการดูแลสุขภาพได้เพิ่มเติมที่ https://www.facebook.com/siwsecret ต่อได้เลยค่ะ ซึ่งเดี๋ยวจะมีแบ่งปันเรื่อง “สมดุลกรดด่างของเลือด” ที่เป็นอีกเรื่องที่สำคัญมากในมุมของสุขภาพแนวองค์รวมค่ะ

บีม วรดาภา


สำหรับการดูแลสุขภาพแบบองค์รวม สรุปจากการปฏิบัติของบีมเองตลอด 10 กว่าปีที่ผ่านมา รวมถึงเรื่องการปรับชีวิต วิธีคิด การล้างพิษ การทานอาหาร ฯลฯ จะเขียนไว้ในหนังสือ e-book สิวซีเคร็ตและคอร์สออนไลน์ค่ะ ซึ่งแม้จะมีชื่อเกี่ยวกับ “สิว” แต่จริง ๆ แล้ว ทุกคนใช้ได้เลยค่ะ เหมาะสำหรับทุกคนที่ต้องการเริ่มต้นดูแลสุขภาพแนวองค์รวมแบบง่าย ๆ ทำได้เป็นขั้นตอน ใช้ได้ทั้งครอบครัว (และคนที่เป็นสิวก็จะสิวหายด้วยค่ะถ้าทำตามที่สอน)

ถ้าสนใจข้อมูลในส่วนนี้ ทักสอบถามแอดมินได้ที่

  1. Facebook inbox : https://m.me/siwsecretshop
  2. Line@ : @siwsecretshop

ได้เลยนะคะ 🙂

การตายของคุณพ่อ = การเกิดใหม่ของบีม (อยากให้ทุกคนที่สูญเสียคนที่รักได้อ่านจนจบดูนะคะ)

ความตาย เป็นสิ่งที่ดูน่ากลัวสำหรับมนุษย์ทุกคน และเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง เพราะ คิดว่าเป็นอัปมงคล ไม่ควรพูด แต่จริง ๆ แล้วที่เรากลัว เพราะเรายังไม่รู้จักมันจริง ๆ มากกว่าค่ะ เรากลัวทุกอย่างที่เราไม่รู้ ไม่ใช่แค่ความตายหรอก (ใช่ไหมคะ) เพราะเราไม่รู้ว่า ตายแล้วจะไปไหน จะเป็นอย่างไร เลยเกิดมีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับความตาย ที่เคยทำให้บีมสับสนมาก่อนพอสมควร และ การที่เราทำเป็นไม่สนใจ ไม่เห็นความตาย ไม่คิดว่าตัวเองจะถึงวันนั้นเร็ว แต่การตายของคุณพ่อ ทำให้บีมเข้าใจมันได้เร็วขึ้น และ ทำให้บีมเข้าถึงความจริงหลังจากที่ยืนงงในม่านหมอกแห่งภาพมายามาแสนนาน และพอเราเริ่มเห็นความจริงของชีวิตอย่างที่ไม่ปฏิเสธความตาย บีมรู้สึกว่า บีมเบาขึ้นในการมองโลก บีมเห็นทุกอย่างเปลี่ยนไป…ซึ่งกำลังจะอธิบายให้ฟังต่อไปนี้ค่ะ

การตายของคุณพ่อ

คุณพ่อของบีมเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2564 ที่ผ่านมานี้เอง วันนั้นน้องสาวกับน้องเขยได้ขับรถกลับไปพะเยาก่อนแล้วเพราะมีธุระสำคัญ ขณะที่บีม สามี และลูก 2 คน กำลังขนของขึ้นรถจะกลับบ้านที่ตัวเมืองเชียงราย (ช่วงปีใหม่ไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่อีกอำเภอ) และเพื่อที่จะไปทานข้าวกลางวันที่ร้านอาหารก่อนกลับ ซึ่งเราจะทำด้วยกันเป็นประจำอยู่แล้วช่วงที่มาเจอกันตอนเทศกาล คุณแม่ก็วิ่งตาตื่นมาจากหลังบ้านที่เป็นห้องที่คุณพ่ออยู่ ให้บีมกับสามีรีบไปดูคุณพ่อ บอกว่าพ่อไม่หายใจแล้ว!

อาหารมื้อสุดท้ายที่บีมทานกับพ่อ เช้าวันที่พ่อเสีย (พ่อเสียช่วงเที่ยงกว่า ๆ ค่ะ)

แม่เจ้า…ทำอะไรไม่ถูกเลย แต่ก็รีบวิ่งไปดูเลยค่ะ พ่อนอนนิ่งอยู่บนเตียง ไม่หายใจแล้วจริง ๆ ด้วย เรียกก็ไม่ได้ยิน แต่ตัวยังอุ่น ๆ อยู่ สามีก็อยู่ตรงนั้นก่อนแล้ว ตรวจดูคุณพ่อเบื้องต้นแล้ว คือ ท่านไม่หายใจจริง ๆ

แต่เรายังมีความหวังในการช่วยชีวิตคุณพ่อค่ะ คุณแม่รีบวิ่งออกไปหาญาติ ๆ ที่บริเวณบ้านใกล้กัน (บ้านอยู่ใกล้กันหมด) และโชคดีมาก ที่มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำโรงพยาบาลตำบล ที่ชาวบ้านเขาจะเรียกว่าหมอ สามีภรรยา ท่านนั่งทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ร้านของญาติพอดี และท่านก็รัก เคารพ และสนิทกับคุณพ่อมาก ๆ ก็รีบวิ่งมา มาปั๊มหัวใจเบื้องต้นก่อน และโทรเรียกรถ 1669 เป็นรถฉุกเฉินให้มา

บีมก็ถามย้ำว่า โทรแล้วใช่ไหมคะ ท่านว่า โทรแล้วเรียบร้อย เดี๋ยวเขาประสานงานกันเอง

คือ มันช่างช้า เนิ่นนานเหลือเกิน … นาทีนั้น เมื่อไหร่รถจะมาซักที…

บีมอยู่ข้างตัวพ่อ จับแขน ลูบหน้า เรียกพ่อตลอด

พ่อยังอุ่น ๆ อยู่เลย และ บีมเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนั้น ได้ยินทุกอย่าง …

ตอนนั้นสิ่งที่ช่วยชีวิตมีเพียงแค่ สองมือที่ปั๊มหัวใจพ่อ และ เครื่องวัดออกซิเจนและชีพจร …

บีมรอรถมาด้วยความหวัง…ว่าจะทัน

เพราะเขาบอกว่า นั่น ๆ ชีพจรมาแล้ว ปั๊มเร็ว ๆๆๆ

ญาติพี่น้อง ชาวบ้านที่รักพ่อ ที่ได้รู้ข่าวแล้ว มายืนกันเต็มบริเวณบ้าน (บ้านกว้างค่ะ เป็นโรงสี มันจะมีพื้นที่เยอะหน่อย)

คุณหมอเรียก “อาจารย์ ๆ ตื่นเร็ว ๆ” เขาใส่พลังช่วยสุดชีวิต ผลัดกันปั๊มหัวใจ แต่…เขาก็บอกว่า ไม่ขึ้นเลย มานิดเดียว และ ก็มีน้ำเต็มท้องเลย บีมไม่รู้มันหมายถึงอะไร แต่น้ำตาเร่ิมไหลมาแล้ว ส่วนคุณแม่ต้องเดินไปอีกที่เลย บีมได้ยินเสียงร้องไห้ของคุณแม่ดังมาก แต่ญาติ ๆ มาปลอบใจ คุณแม่หยุดร้องแล้วมาจัดการต่อว่าจะต้องยังไง

พอรถ 1669 มา บีมก็ได้ยินว่า เขาไม่มีเครื่องมือบางอย่างที่สำคัญ!

แต่เขามีอะไรสักอย่างที่พอจะช่วยได้ไปก่อน ซึ่งตอนนั้นเจ้าหน้าที่มาเยอะแล้ว

แม่เจ้าาาาา … พอขา ขอให้ปาฏิหาริย์มีจริงเถอะ! อย่าพึ่งไปตอนนี้เลย พ่อยังมีหลานชายรออยู่นะคะ พ่อ…คิดไปก็น้ำตาไหลไป แต่บอกตัวเองว่า เข้มแข็งไว้ก่อน มองบวกไว้ก่อน จะมาร้องตอนนี้ เดี๋ยวแม่ไปกันใหญ่ ลูกจะตกใจ นิ่ง ๆ ไว้ก่อน ตั้งสติไว้ก่อน

แล้วเราก็ต้องรอรถโรงพยาบาลมาค่ะ …

นาน…มาก ในความรู้สึก

ในใจก็เผื่อใจไว้เลยว่า พ่ออาจจะไม่อยู่แล้ว … นานขนาดนี้

เพราะเรารู้ว่า ขาดออกซิเจนนานขนาดนี้ ถ้าไม่มีปาฏิหาริย์จริงๆ มันคงเป็นไปไม่ได้

แต่ก็แอบมีความหวังอยู่ลึก ๆ นะคะ ตอนที่เขานำพ่อใส่ในรถพยาบาลไป … ที่คุณแม่บอกตอนหลังว่า รถโรงพยาบาลเขาจะมีเครื่องมือพร้อมกว่า ซึ่งถ้าเรียกรถโรงพยาบาลตั้งแต่แรก อาจจะมีโอกาสที่พ่อยังรอดได้ (อันนี้บีมไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ไม่ได้เห็นในรถแบบละเอียดว่ามีอะไรบ้าง)

สามีขับรถพาคุณแม่ตามรถโรงพยาบาลไป

บีมอยู่บ้านเฝ้าเด็ก ๆ เขาก็ขวัญเสียและตกใจ เขาถามว่า ตาจะเป็นยังไง บีมก็บอกว่า ไม่รู้เหมือนกันลูก รอละกันนะ … รอไปด้วยกัน เขาก็มานอนตักและอยู่เงียบ ๆ

บีมรออยู่บ้านสักพัก ก็ยังไม่ได้ข่าวเลย รออยู่ โทรศัพท์คุณพ่อที่น่าจะลืมไว้ที่ตู้เย็นในบ้านก็ดัง แต่บีมไม่รู้รหัส เข้าไปแจ้งเพื่อนคุณพ่อไม่ได้เลย ได้แต่รับสาย ซึ่งสายนั้นโทรมาจากพี่น้องของคุณพ่อที่นครสวรรค์ บีมก็บอกว่า ตอนนี้คุณพ่อไปโรงพยาบาล และบีมก็ให้เบอร์บีมไปกับเขา และแจ้งว่าจะอัพเดทไปอีกค่ะ

บีมก็ยังไม่ได้ข่าวเสียที … จนสามีกลับมาบ้าน ก็ยังไม่รู้ ในไลน์ก็ไม่รู้ แม่ไม่ได้แจ้งมา แต่เขาบอกให้บีมไปด้วยกับเขาเลยตอนนี้ ให้เด็ก ๆ อยู่ที่บ้านกับญาติก่อน

ตอนบีมไปถึง เจ้าหน้าที่ของฝ่ายฉุกเฉินก็มาเรียกญาติพอดี บีมก็เลยเรียกแม่ที่ยืนรอตรงนั้นกับญาติสนิท ๆ แล้วบีมก็ไปฟังด้วย นาทีนั้น คือ ชัดเจนว่าคุณพ่อไม่อยู่แล้วจริง ๆ … อึ้งไปสักพัก แต่เพราะเตรียมใจไว้แล้วนิดนึง ก็เลยไม่ได้ช็อค

สักพัก บีมก็ได้เข้าไปที่ห้องฉุกเฉิน … มองไปที่เตียงที่ร่างคุณพ่อนอนอยู่ มีผ้าขาวปิดหน้า …

ภาพนั้นยังติดตา ติดใจ …

เฮ้ย … เร็วขนาดนี้เลยเหรอ!

ตอนเช้าพ่อยังนั่งกินข้าวกับหนูอยู่เลย

ในไลน์พ่อยังพึ่งตอบน้องสาวอยู่เลย

พ่อไม่อยู่แล้วจริง ๆ เหรอคะ???

และนั่นคือช็อตที่สั่นสะเทือนภายในของบีมมาก ๆ ช็อตแรก

ช็อตต่อมา คือ ตอนที่เจ้าหน้าที่เข็นรถนำศพพ่อไปที่โรงอาบน้ำศพ

มันเป็นสถานที่ที่อยู่ด้านหลังเลยค่ะ …

เขานำร่างของพ่อไปนอนบนรางเหล็กที่สามารถให้น้ำผ่านลงไปได้

เปิดพัดผมให้อากาศระบาย

บีมมองดูร่างของพ่อบนนั้นที่เหมือนนอนหลับอย่างสบาย

เจ้าหน้าที่เขาเริ่มถอดเสื้อผ้าของพ่อออกทั้งหมดเพื่อที่จะให้เราเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้พ่อ

จุดนั้น บีมก็มองเห็นความจริงว่า

วันที่เราตาย ก็คงแบบนี้สินะ …

ร่างเปลือยเปล่า ใครเขาก็ได้เห็น

ความจริงของชีวิต สุดท้ายมันก็แค่นี้เอง…

ตรงไปตรงมาและเรียบง่ายเหลือเกิน

ต่อให้ตอนมีชีวิตอยู่ จะแต่งเสริมเติมอะไรเข้าไปมากเท่าไหร่

จะยากดีมีจนอย่างไร จะมีฐานะอย่างไร

สุดท้าย ทุกคนก็ต้องเหลือแค่ร่างกายเปลือยเปล่าแบบนี้แหละ

นาทีนั้น นอกจากจะได้เห็นสัจธรรมที่สั่นสะเทือนภายในมากแล้ว

(เป็นครั้งแรกที่บีมได้อาบน้ำศพคนที่รักที่โรงพยาบาล)

บีมก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ค่อยอยู่

แต่ก็ไม่อยากร้องไห้ให้แม่เห็น

พ่อไม่อยู่แล้วจริง ๆ หนูหวังว่าพ่อจะไปสบายในจิตสุดท้าย …

พ่อไม่บอกใครเลย พ่อไม่ส่งสัญญาณอะไรเลย

ไม่มีใครเห็นพ่อในโมเม้นต์ที่พ่อจะไปเลย

เสียใจ…มาก แต่ทำอะไรไม่ได้

ไม่ทันได้ส่งพ่อ ไม่ทันได้ดูแลในวินาทีสุดท้าย

แต่ก็ต้องยอมรับ…ว่ามันเกิดแบบนั้นไปแล้ว

ทุกอย่างมันเกิดไปแล้ว เปลี่ยนไม่ได้แล้ว ต้องยอมรับเท่านั้น

ซึ่งความเสียใจ ความรู้สึกผิดอีกมากมายที่ประเดประดังเข้ามาในห้วงนั้นและหลังจากนั้น ก็ทำให้บีมพยายามค้นหาคำตอบเกี่ยวกับความตาย และ ชีวิตหลังความตายเพิ่มขึ้น (จากที่ได้เคยศึกษาไปบ้างแล้วตอนลูกแท้งเมื่อปลายเดือน ต.ค. 2563 มันเข้าใจระดับหนึ่ง หายเสียใจเรื่องลูกแล้ว ก็มาเจอเรื่องพ่ออีก)

การเรียนรู้และปฏิบัติบางสิ่งในรอบนี้ เป็นกระบวนการสู่การมองเห็นความเห็นและการปลดปล่อยจิตให้เป็นอิสระมากขึ้น ที่บีมกำลังจะเขียนต่อไปค่ะ

แต่ช็อตมันยังไม่หมดแค่นั้น ที่สั่นสะเทือนบีมถึงรากชีวิต!

ช่วงจัดงานมันยุ่งมาก เยอะมากหลายสิ่ง บีมไม่ทันจะเสียใจอะไรมากนัก ก็ต้องจัดการหลาย ๆ อย่างเยอะมาก จะหายใจยังไม่ทันหายใจเท่าไหร่เลย และร่างของพ่อยังอยู่ เลยรู้สึกเหมือนพ่อยังอยู่…

แต่ตอนที่ไปที่ฌาปนสถาน จุดสะเทือนใจมากของบีม คือ ตอนที่ไฟที่เผานั้นกำลังเริ่มเผาโลงและร่างของคุณพ่อ น้ำตาแตกเลยค่ะ เฮ้ย…พ่อไปแล้วจริง ๆ เหรอนี่ พ่อไม่อยู่แล้วจริง ๆ เหรอ …

เช้ามา ก็มาเก็บกระดูกพ่อ … ซึ่งจริง ๆ บีมเก็บของคุณตา คุณยาย พ่อตา แม่ยาย มาแล้ว แต่ด้วยความที่พวกท่าน จากไปในเวลาที่เรารู้สึกว่า มันถึงเวลาแล้วจริง ๆ ท่านไม่สบายกายใจอย่างมาก การจากไปของท่านมันช่วยให้ท่านไม่ต้องทรมานอีกต่อไป เลยไม่รู้สึกสั่นสะเทือนมาก

แต่นี่…พ่อยังดูแข็งแรงดี พึ่งนั่งกินข้าวด้วยกันตอนเช้าเอง พ่อพึ่งตอบไลน์น้องสาวเอง พ่อ…ไม่มีใครเห็นตอนที่ไป และพ่อก็ไปดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น!!! และตอนนี้ พ่อเหลือแค่กระดูกให้เราเห็น เศร้าก็เศร้า แต่ก็เข้าใจความจริง

อีกช็อตก็ตอนที่นำกระดูกพ่อไปฝากไว้ที่วัด พระท่านก็เมตตา ท่านก็บอกว่า ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวจะให้คุณพ่ออยู่ตรงนั้น ข้างพระประธาน ครบ 100 วันก็นำไปทำบุญและนำไปจัดการตามที่เห็นควรเลย …

พ่อเป็นกระดูกไปแล้วหรือคะนี่…รู้สึกในนาทีที่ได้นำกระดูกพ่อใส่ลงใสหม้อดิน

มันช็อคในความรู้สึกอย่างมหาศาล แต่มันก็คือจุดเริ่มต้นของการเกิดใหม่ การปลดปล่อยจิตจากความเห็นผิดมาแสนนาน ให้ได้เห็นความจริงแท้ของชีวิตที่เบาสบาย เรียบง่าย และเปล่าเปลือย…

เตรียมส่งร่างของพ่อไปฌาปนสถาน

การเกิดใหม่ของบีม

การเกิดใหม่ มันไม่ได้เกิดในทันที มันเป็นกระบวนการคลี่คลายมากกว่าค่ะ จากวันที่พ่อเสียถึงวันนี้ คือ 25 มี.ค. 2564 ก็เกือบจะ 3 เดือนแล้ว บีมถึงจะรู้สึกได้ว่า ตัวเองเหมือนได้เกิดใหม่จริง ๆ จากกระบวนการคลี่คลายนี้ …

ช่วงแรก ๆ มันจะช็อค เสียใจ แต่ก็จะยุ่ง ๆ เพราะเราจัดงานเอง ไม่ได้ใช้ organizer ความยุ่ง ๆ และมีอะไรต้องทำมากมาย และมีญาติๆ อยู่ด้วยตอนกลางคืน และคนมางานศพตลอด มันทำให้เราไม่ดำดิ่งไปกับความรู้สึกลบ ๆ มากนัก

แต่พอหลังจากงานเสร็จแล้ว เดือนแรกนั้น มันจะเป็นช่วงที่ต้องจัดการหลาย ๆ สิ่งที่เกี่ยวกับสิ่งที่พ่อเคยเป็นเจ้าของอยู่ เป็นห่วงสภาพจิตใจและความเป็นอยู่ของคุณแม่ เพราะ เราอยู่คนละบ้านกัน พอมันกะทันหัน มันก็จะต้องปรับทุกอย่างใหม่หมด สภาพจิตใจตัวเองก็ต้องดูแล เพราะ ย่ำแย่มากตอนนั้น แต่ The show must go on งานที่ค้างอยู่ช่วงจัดงานศพ ก็ต้องกลับมาเคลียร์ มาจัดการต่อ คือ มันเป็นช่วงที่ปรับหลายอย่างมาก ๆ ค่ะ กะทันหันแบบตั้งตัวไม่ทันเลย โปรเจ็คหลายอันก็ต้องพับไปก่อน รายได้ก็ขาดไป แต่เราก็ถือว่า ไม่เป็นไร เราอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด

กระบวนการคลี่คลายและการเกิดใหม่ภายใน

ด้วยความที่บีมเข้าใจในเรื่องของพลังงานและกระบวนการฟื้นฟูพลังชีวิต และได้รู้จักวิธีและเทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องนี้ บีมก็เอามาใช้ค่ะ และ แค่สังเกตในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเท่านั้น และตระหนักรู้แค่นั้นเอง มันจะคลี่คลายในตัวเองถ้าเราทำถูกวิธี

สิ่งที่บีมได้ทำเพื่อกระบวนการคลี่คลายเหล่านี้ช่วง ม.ค. – วันนี้ (25 มี.ค. 2564) คือ

  1. อยากร้องไห้ ก็ต้องร้อง การร้องไห้คือการปลดปล่อยพลังงานที่อัดแน่นภายในค่ะ ถ้าอยากร้อง ต้องร้อง ห้ามกลั้นไว้ ถ้าเราไม่ปลดปล่อยมันจะสะสมเป็นความเครียด เป็นพลังอัดอั้นที่ทำลายตัวเอง จะร้องคนเดียวก็ได้ผล หรือจะกอดใครสักคนแล้วร้องก็ดีเช่นกัน แต่คนนั้นจะต้องมีพลังบวกเยอะในตอนนั้นนะคะ ไม่งั้นจะรวนไปด้วยกันทั้งคู่ และคนที่รับพลังนั้นไป ก็ต้องไปเอาออกเองด้วย พลังงานมันถ่ายเทค่ะ ถ้าคนที่เรากอดเขาเป็นคนที่มีวิธีในการเอาออกอยู่แล้ว การใช้ชีวิตของเขามันเอาพลังลบออกได้อยู่แล้ว หรือการที่เขาเข้าใจความจริงของชีวิตและจิตเป็นอิสระ เขาจะรับมันได้และส่งพลังกลับให้เราได้ดีค่ะ

    ซึ่งเดือนแรก บีมร้องไห้บ่อย ทุกครั้งที่ไม่ไหวจริง ๆ จะกอดสามีเฉย ๆ แล้วร้องไห้ บอกว่าคิดถึงพ่อ เขาก็จะอยู่นิ่ง ๆ ให้เราร้องไห้จนเสร็จ เขาเคยอยู่กับเราแบบนี้มาตอนเรื่องลูก เขาเป็นคนที่พลังใจแข็งแรง เขาพลังบวกเยอะ ส่วนเราอ่อนไหวเยอะ พลังของเขาช่วยบีมได้เสมอในยามแบบนี้ จุดนี้ที่บีมมองว่า สำคัญมากค่ะ สำหรับคนที่กำลังเสียใจ เศร้าใจ การได้กอดใครสักคนและร้องไห้จนหมดโดยที่เขาแค่อยู่เฉย ๆ แค่กอดเราไว้แค่นั้น บีมว่ามันเป็นพลังที่ดีมากที่ทำให้เราไปต่อได้
  2. หาคำตอบสำหรับคำถามที่มี ตรงนี้จะได้ปัญญาและความเข้าใจ บีมดูคลิปและอ่านบทความของท่าน Sadhguru และ Thich Nhat Hanh หลายคอนเท้นต์ที่เกี่ยวกับ “ความตาย” และ วิธีดูแลตัวเองหลังคนที่รักตาย ซึ่งท่านจะสอนในแนวเดียวกันเลยค่ะ แก่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าบีมไม่สนใจและไม่ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้านะคะ คือ บีมเป็นคนที่เปิดกว้างต่อการหาคำตอบ บีมเคยอ่านและศึกษาภาษาไทยเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว บีมยังไม่ค่อยเข้าใจ ยังไม่ได้คำตอบจริง ๆ หรือสถานการณ์ชีวิตตอนที่ศึกษา มันอาจจะยังไม่พีคส่งให้เราเข้าใจก็ได้

    ซึ่งปีที่แล้ว บีมกับสามีได้เจอคลิปท่าน Sadhguru บน YouTube หลายคลิปค่ะ และบีมก็รู้สึกชอบ เพราะ ท่านสอนง่าย อธิบายสิ่งที่บีมเคยมีคำถามเกี่ยวกับชีวิตได้ชัดเจนมาก ๆ ซึ่งมันเสริมให้เราเข้าใจจากข้อมูลภาษาไทยที่เคยศึกษา คือ มันทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริงของชีวิตได้มากกว่าสำหรับบีมค่ะ บีมว่าภาษาอังกฤษมันเข้าใจง่ายเวลาเขาพูดเรื่องคำสอนของพุทธ ซึ่งสิ่งที่ทั้งสองท่านสอน มันตรงกันกับของพระพุทธเจ้านี่แหละ โดยแก่นนะคะ และจริง ๆ ก็ตรงกับของคริสต์ด้วย ส่วนอิสลามบีมยังไม่เคยศึกษาเลยค่ะ แต่บีมเข้าใจว่า ทุกศาสนาพูดถึงแก่นเดียวกัน แต่มันอยู่ที่ประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนที่จะเข้าใจไปแบบไหนอย่างไรค่ะ อันนี้ทุกคนก็ต้องไปทำการบ้านกับตัวเองกันเอง

    ซึ่งจุดที่บีมได้คำตอบเกี่ยวกับความตายจากทั้งสองท่าน มันก็ยังไม่ได้ชัดเจนในความรู้สึกตั้งแต่แรกนะคะ แต่บีมเอาตาม 2 ท่านนี้เลย จะได้ไม่งง ไม่ตามหลายคนค่ะ และมันยังต้องกลับมาดูบ่อย ๆ พิจารณาบ่อย ๆ และทุก ๆ เช้าก่อนลืมตา บีมจะมีโมเม้นต์ตกผลึก คือ เหมือนปัญญาแท้เขาบอกเราเองค่ะ ว่ามันคือแบบนี้นะ เป็นความรู้แจ้งที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่ได้คิดอะไรค่ะ แต่มันเกิดจากการที่เราตั้งคำถามที่สำคัญและพยายามหาคำตอบมากกว่า เขาก็จะมาเองค่ะ และบีมก็ค่อย ๆ ตกผลึกมาเรื่อย ๆ ทุกเช้าที่ตื่นนอน จดในสมุดไดอารี่ จนได้คำตอบชัดเจนเกี่ยวกับความตายและการมีชีวิตค่ะ เข้าใจตามที่ท่านทั้งสองและศาสดาต่าง ๆ สอนไว้ค่ะ ตรงกันเลย … ความจริงแท้คืออันเดียวกันเป๊ะ!

    พอเข้าใจจริง ๆ มันจะวางโลกนี้ได้มากขึ้นเลยค่ะ เบาสบายแบบไม่เคยรู้สึกมาก่อน แว่นตาที่มองโลก มองผู้คน มันเปลี่ยนไปจริง ๆ การใช้ชีวิต วิธีคิด วิธีทำ ของเราต่อสิ่งต่าง ๆ ก็เร่ิมเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ตามการมองโลกใหม่ที่เกิดในเราตามธรรมชาติ เราก็ค่อย ๆ ปรับชีวิตเราไปตามแก่นของเราที่เปลี่ยนไป
  3. รู้วิธีจัดการกายใจเพื่อเพิ่มพลังชีวิต บีมมีโอกาสได้เรียนรู้วิชาซ่อมตัวเองจากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง และ ครู Katharina Bless ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาค่ะ ได้รู้จักเครื่องมือต่างๆ ที่นำมาบำบัดพลังงานของเรา ฟื้นฟูพลังชีวิตให้กลับมา และ ผนวกกับที่ได้เรียนรู้จาก Sadhguru ช่วงปลายปีที่แล้ว ได้ลงคอร์สออนไลน์ที่ดีมาก ๆ บีมเอามาใช้ในการปรับพลังของตัวเองได้เยอะมาก ทั้งหมดที่เรียนมา คือ วิธีที่ง่าย ปลอดภัย ทำได้เองเลยค่ะ ทุกคนก็ทำได้เช่นกัน มันมีหลายวิธีเลย บีมก็จะหยิบจับวิธีที่สะดวกที่จะทำทุกวันและเห็นผลจริง ๆ เท่านั้นค่ะ ใช้เวลาไม่มากต่อวัน ดีมากเลย


    และยังมีอีกวิชาของโค้ช Lori Ann คือ ศาสตร์ TRE (Trauma & Tension Releasing Exercise) อันนี้เป็นวิทยาศาสตร์จ๋า ๆ เลย ซึ่งจะจัดการกับระบบประสาทของร่างกายที่จดจำและสะสมความเครียดและความเจ็บปวดแบบฝังลึกโดยตรง ทั้งหมดนั้นบีมเอามาใช้ร่วมกัน ตามที่สะดวก และบวกกับการเต้นกับเพลงสนุก ๆ ที่ใจอยากเต้น เต้นบ้า ๆ บอ ๆ ตามที่เราอยากทำ ปลดปล่อยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวอิสระ จะช่วยปลดปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระและปลดปล่อยพลังลบ ๆ ออกไปแบบง่าย ๆ ได้เลยค่ะ หรือไปวิ่งออกกำลังกาย ก็จะช่วยได้เหมือนกัน แต่อย่าให้เหนื่อยมาก จะเครียดแทน เดินหรือวิ่งในที่อากาศดี ๆ สัก 30 นาทีค่ะ ก็พอใช้ได้แล้ว แต่ใครที่สนุกกับการไปยิมหรือฟิตเนสก็ตามสะดวกเลยค่ะ แบบไหนก็ได้ที่ทำแล้วมีความสุข ทำเลยค่ะ ดีหมด

    และการเขียนก็ช่วยบีมได้มาก ๆ ค่ะ เวลาที่บีมรู้สึกหนักกับบางเรื่อง บีมจะเขียนค่ะ คือ ความรู้สึกจะบอกเองว่า ต้องเขียนได้แล้วเพื่อปลดปล่อยพลังงานที่อัดอั้นออกมา มีพระอินเดียท่านหนึ่ง เคยสอนไว้เหมือนกันค่ะว่า การเขียนคือการถ่ายเทพลังงานรูปแบบหนึ่ง จะช่วยให้จิตใจเบาสบายขึ้นได้ บีมพบว่าสำหรับบีมแล้ว มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ซึ่งการเขียนเกี่ยวกับการตายของลูก การตายของพ่อ มันช่วยปลดปล่อยความรู้สึกลบ ๆ จากภายในได้ดีมาก อย่างของลูกนี้ เขียนจบแล้ว ก็เคลียร์เลยค่ะ พลังสดใส ไปต่อได้เลย แต่ของคุณพ่อ มันสะเทือนมากกว่า ซึ่งเป็นธรรมชาติค่ะ เพราะ ร่างกายเราครึ่งหนึ่งมาจากพ่อ และ ชีวิตของเราก็ผูกพันกันมานาน มากกว่าลูกที่เขาพึ่งจะมาไม่นาน แม้เราจะรักและเสียใจมากเรื่องลูก แต่เราปลดปล่อยพลังลบออกได้เร็วกว่าพลังที่สูญเสียคุณพ่อที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและจิตใจของเรานั่นเอง ถ้าเราไม่เคยฝึกทิ้งตัวตน เราจะเป็นหนึ่งเดียวกับพ่อแม่ของเรา ก็จะเสียใจมากขึ้น สะเทือนมากขึ้นเมื่อพ่อแม่จากไปค่ะ

    ซึ่งทั้งหมดนั้น เป็นการจัดการกับ “ร่างกาย” ทั้งหมดค่ะ ซึ่งท่าน Sadhguru บอกว่า ร่างกายเขาจะเป็นไปตามธรรมชาติของความจริงมากที่สุด จะไม่เหมือนจิตใจที่ชอบปั่นป่วนและหลอกลวงเรา และจากการทดลองของบีม บีมว่าจริงค่ะ แค่ดูแลร่างกายให้ดี อาหาร การนอน การออกกำลัง การเคลื่อนไหว ดูแลแบบที่รางกายของเราต้องการจริงๆ สำคัญที่อาหารเลย เพราะอาหารจะกลายมาเป็นตัวเรา และอาหารจะส่งผลถึงพลังชีวิต ซึ่งอาหารจะแบ่งเป็น 3 หมวด คือ เพิ่มพลังชีวิต ลดพลังชีวิต และ ไม่ส่งผลต่อพลังชีวิต (กลางๆ) ถ้าเราทานอาหารที่เพิ่มพลังชีวิต ปัญญาและความชัดเจนในชีวิตจะปรากฏขึ้นเองค่ะ เพราะ มันมีอยู่แล้วในตัวเรานี่แหละ แค่ต้องหาทางเชื่อมต่อให้เจอ ซึ่งจะเชื่อมต่อได้ก็ต่อเมื่อกายใจของเราอยู่ในสภาวะที่เบาสบายที่สุด ไม่แบกโลกค่ะ

บีมทำแค่ 3 อย่างนี้เลยค่ะ แล้วปล่อยให้กระบวนการปลดปล่อยนี้จัดการให้เราเอง บีมแค่ทำเหตุ ซึ่งผลมาเองจริง ๆ ที่ไม่ใช่การคิด แต่มาจากการรู้แจ้งที่เกิดเองตามธรรมชาติเลยค่ะ

สิ่งที่บีมได้เรียนรู้จากการตายของคุณพ่อสู่การเกิดใหม่ของบีมจากภายใน

ขณะที่บีมนั่งเขียนอยู่ตอนนี้ บีมเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในจากกระบวนการคลี่คลายที่เป็นผลจากสิ่งที่บีมทำ 3 ข้อมาอย่าต่อเนื่องตั้งแต่คุณพ่อเสีย ดังนี้ค่ะ

  1. ม่านมายาของชีวิตได้จบลง ความจริงได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าชัดเจน ว่า “ไม่มีบีมที่อยู่ตลอดไป” บีมสามารถตายได้ และบีมก็ไม่เคยมีอยู่มาก่อนจนพ่อกับแม่ให้ชีวิต บีมเป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน วันหนึ่งจะไม่มีบีม ซึ่งก่อนหน้านี้ บีมรู้สึกกลัวกับการตายของตัวเอง ไม่กล้าเผชิญหน้ากับการตายของตัวเองมาโดยตลอด ไม่คิดว่าตัวเองจะตายตอนนี้ ยังมีเวลาน่ะที่จะแก่ชราและเตรียมใจ แต่จากการตายของพ่อ มันทำให้บีมต้องเผชิญกับความกลัวนี้แบบจัง ๆ และต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะต่อไปไม่ได้เลย พอเราเข้าใจและมองเห็นการตายของตัวเองแล้ว มันก็เบาจริง ๆ แม้มารมันจะมาทำให้รู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่ก็รู้ทัน จะกลับไปจุดที่เข้าใจได้เร็วขึ้น
  2. พ่อของเราก็เช่นกัน พ่อสามารถตายได้ พ่อไม่ได้อยู่ตลอดไป การตายของพ่อคือความจริง
  3. ทุกคนที่เรารัก หรือ เราไม่ชอบ คนที่เราโกรธเกลียด หรือมีปัญหากันอยู่ สุดท้ายก็ไม่มีอยู่ ทุกคนตายได้ นี่คือความจริง (ทุกวันนี้ มองใคร ก็จะเห็นเป็นภาพกองกระดูก เหมือนกระดูกของคุณพ่อที่บีมเอาใส่หม้อดิน…มาเองเลยค่ะ ไม่ได้คิดเลย มันจะปล่อยวางแบบอัตโนมัติไปเองเลย)
  4. กายนี้ ธรรมชาติเขาให้ยืมมาใช้ ตายไปก็คืนกลับ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็จะเป็นที่ว่าง ๆ
  5. ตรงตามที่อายุรเวทเขาสอนเรื่องธาตุ ตอนแรกบีมก็ไม่เข้าใจว่า “ที่ว่าง” คืออะไร พอฟัง Sadhguru สอนบ่อย ๆ และจากการตกผลึกเอง ก็เข้าใจแล้วว่า องค์ประกอบของสรรพสิ่งคือ ที่ว่าง ดิน น้ำ ลม ไฟ มองในภาพรวม คือ ที่ว่าง และ พลังงาน (พอเอาธาตุมารวมกันเป็น ปิตตะ วาตะ คัพพะ ก็คือ พลังงานค่ะ)
  6. สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างคือเนื้อเดียวกัน หรือท่าน Thich Nhat Hanh เรียกว่า Oneness แต่ที่เราแบ่งแยกกัน เพราะ เราไม่รู้ความจริงข้อนี้ ทำให้เกิดเป็นตัวเป็นตน เป็นเชื้อกิเลสของการเกิดใหม่ไปเรื่อย ๆ และสภาวะ Oneness คือ เต๋า พระเจ้า และความเป็นนิรันดร์ ไม่มีจุดเริ่ม ไม่มีจุดสิ้นสุด ไม่มีกาลเวลา
  7. เรานี่โง่เหลือเกินที่ผ่านมาที่ไม่รู้และหลงยึดสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นของเรา
  8. แต่มันก็จะมีตัวมารแว่บ ๆ แพรม ๆ มาค่ะ นึกถึงฉากที่มารแปลงตัวมาเป็นพระพุทธเจ้าพูดกับตัวเอง น่าจะฉากสุดท้ายก่อนบรรลุหรือเปล่าไม่แน่ใจ บีมว่าอันนั้นแหละ คือ สิ่งที่บีมกำลังเจอแว่บ ๆ แวม ๆ ตอนนี้ คือ มันจะไม่ให้เราเข้าถึงความจริง มันจะให้เราติดกับดักอยู่ในตัวตนของเรา มันจะทำให้เราโกรธ เกลียด กลัว อยู่เป็นระยะ ๆ แต่บีมพอจะรู้ทัน ก็ปล่อยได้เร็วอยู่ ค่อย ๆ พิจารณาไปค่ะ ความจริงนี้ บีมรู้ว่ามันจะทำให้บีมปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระได้ 100% เหมือนที่พระพุทธเจ้าทำได้แล้วแน่นอน อีกนิดเดียวแค่นั้น
  9. สุดท้ายแล้ว ส่ิงที่มนุษย์ตามหา ไม่ใช่เงินทอง แต่คือ อิสระต่างหากค่ะ อิสระที่อยู่เหนือวัตถุ โลก ร่างกาย และกาลเวลา มันคือเสียงเรียกกลับบ้านที่แท้จริงของเรา ที่ที่สุข สงบ สบาย และไร้ตัวตนตลอดกาล …
  10. เมื่อเรารู้แล้วว่า การตาย คืออะไร เราก็จะรู้เองว่า เราจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างไรจริงๆ

และทั้งหมดนั้น คือ สิ่งที่อยากแบ่งปันกันวันนี้นะคะ บีมตกผลึกแบบนี้เช้านี้ค่ะ ซึ่งจะสรุปประเด็นสำคัญให้เห็นภาพรวมของบทความอีกรอบจะได้เข้าใจชัดเจนค่ะ

  • ความตาย คือ ความจริง ไม่เกี่ยวกับอายุ ไม่ต้องรอแก่ และไม่มีใครรู้วันตาย
  • ทุกคนต้องตาย ทั้งคนที่เรารัก เราไม่ชอบ เราเฉย ๆ แล้วสุดท้ายเราจะโกรธ เกลียด กันไปเพื่อ?
  • คนที่เราได้พบเจอ อาจจะเคยเป็นคนที่เรารักมาก่อน เราไม่มีทางรู้หรอก ดังนั้น ก็รักไปทุกคนนั่นแหละ เหมือนคนเคยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน เพราะ การพบกันได้ ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันมีพลังงานเกาะเกี่ยวกันอยู่ พี่น้องเรายังอภัยได้ คนที่เรากำลังไม่ชอบตอนนี้ อาจจะเคยเกี่ยวกับเรามาก่อนก็ได้ สำคัญคือไม่ต้องไปค้นหาว่าใครเป็นใคร เพราะนั่นยังไม่หลุดจากตัวตน สำคัญคือ รักและอภัยให้หมดทุกคนนั่นแหละ พูดง่ายแต่ทำยาก แต่บีมก็ต้องฝึกฝนใจในจุดนี้เหมือนกันค่ะ ค่อยๆ ทำไป เดี๋ยวก็ถึงเองในวันหนึ่ง
  • เราต้องเตรียมพร้อมชีวิตสำหรับการตายตลอดเวลา (มรณสติ) แต่ต้องเตรียมแบบเข้าใจ ไม่ใช่แบบกลัว
  • หาคำตอบให้รู้แจ้งว่าความตายคืออะไร
  • ให้ความตายเป็นครูสอนเราเกี่ยวกับชีวิต
  • พิจารณาความตายแบบจริงจัง จะได้ประโยชน์มาก เข้าถึงสัจธรรมได้เร็ว
  • การตายของคนที่เรารักและใกล้ชิดจะส่งผลต่อเรามาก เพราะ พลังของเราได้รวมเป็นเนื้อเดียวกันมานาน ความผูกพัน และเรื่องราวมากมายในความทรงจำ จะทำให้เรารู้สึกว่างเปล่าแบบฉับพลัน (กรณีตายกะทันหัน) ซึ่งแบบนี้จะช็อคในความรู้สึกมากกว่าการที่คนคนหนึ่งตายเพราะเจ็บป่วยเรื้อรัง
  • เราต้องรู้จักวิธีที่จะช่วยปลดปล่อยความรู้สึกเหล่านี้หลังการตายของบุคคลที่รัก เพื่อการใช้ชีวิตต่อได้อย่างมีความสุข ซึ่งจะเป็นผลลัพธ์ในชีวิตของเราต่อไป
  • เราจะอนุญาตให้เฉพาะความทรงจำที่ดี ๆ เกี่ยวกับเราและเขาเป็นพลังให้กับเราในใช้ชีวิตต่อไปเท่านั้น เพราะ คนที่ตายแล้ว คือ เขาไม่มีอยู่แล้ว จิตสุดท้ายหรือพลังงานสุดท้ายที่ออกจากร่างกายของเขาไป จะไปจับกับร่างใหม่ตามพลังงานนั้น ๆ และเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ต่อไป แต่ตัวเขาในชื่อนี้ ไม่มีอยู่แล้ว ยกเว้นแต่ว่า จิตสุดท้ายไม่เกาะเกี่ยวอะไรทั้งนั้น หมดความอยาก หมดความไม่อยาก ก็ไม่ต้องเกิดอีก เพราะ ไม่มีเชื้อของการเกิดแล้ว
  • มันไม่ใช่เรื่องง่ายในการจัดการกับความรู้สึกของการสูญเสียบุพการีที่รักยิ่งของเรา แต่มันจบแล้ว…และเราคือคนที่ต้องไปต่อ เราจะเดินไปต่ออย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราต้องเลือกที่จะคิดและทำต่อไป…เพื่อผลลัพธ์ชีวิตที่เราต้องการ
  • หากเรารู้ความจริงแท้ของชีวิตจากความตายแล้ว เราจะรู้ว่า เราจะใช้ชีวิตและดูแลคนที่ยังคงอยู่ด้วยกันอย่างไรต่อไปให้ดีที่สุดเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียใจในวันที่เราหรือเขาจะต้องไปอีก…
  • อยู่กับคนตรงหน้าให้ดีที่สุดทุกครั้ง…เพราะนั่นอาจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบและคุยกัน

บีมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะช่วยผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อยนะคะ ในการทำความเข้าใจต่อความตายและแนวทางในการจัดการตัวเองหลังจากที่สูญเสียบุคคลที่รักทุกคนค่ะ

ขอให้คุณรักษาพลังชีวิตดี ๆ ไว้สร้างชีวิตที่เหลือต่อไปค่ะ

สุดท้ายนี้…บีมขอขอบพระคุณ “ชีวิตของคุณพ่อ” ที่ได้สอนวิชาชีวิตที่สำคัญที่สุดให้บีม ทำให้บีมได้เกิดใหม่และได้สัมผัสกับอิสระที่ภายในอย่างแท้จริง…การตายของคุณพ่อจะไม่สูญเปล่าค่ะ … เพราะบีมเข้าใจแล้วว่า “คนเราต้องทำอะไรตอนมีชีวิตอยู่” และ บีมจะทำให้คนได้ประโยชน์จากการมีชีวิตอยู่ของบีมให้มากที่สุด บีมตั้งใจแบบนั้นค่ะ และขอคุณพ่อโปรดให้อภัยในทุกความผิดพลาดที่ได้ล่วงเกินทั้งทางกาย วาจา ใจ ช่วงระหว่างที่เราได้มีชีวิตอยู่ด้วยกันค่ะ เพื่อเป็นอิสระแก่กันและกัน

และขอให้คุณพ่อในรูปแบบชีวิตใหม่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ขอให้พลังงานที่ดี ๆ ที่เกิดจากการทำงานและการใช้ชีวิตของบีมในทุก ๆ วัน ส่งไปให้พ่อสมมาตร หอมลาในฟอร์มใหม่ มีพลังงานที่ดี มีความสุข และได้เข้าถึงความจริงของชีวิตที่เป็นสุขแท้นิรันดร์นะคะ…

ด้วยรักและเคารพเสมอ…

#บีมวรดาภา #ลูกบีม

25 มี.ค. 2564 เวลา 8.28 น.

ขอบคุณพ่อ … กับทุกช่วงเวลาของชีวิตที่ได้อยู่ด้วยกันนะคะ และขอขอบคุณที่พ่อให้ชีวิตเป็นครูให้ลูกได้พบสัจธรรมแท้จริงของชีวิตที่ตามหามานาน ขอให้พ่อได้พบและมีโอกาสได้เดินบนเส้นทางแห่งความจริงแท้นี้ด้วยเช่นกันนะคะ รักพ่อค่า 🙂

รีวิวคอร์ส Inner Engineering Online Course by Sadhguru

ลักษณะพิเศษ

คอร์สนี้ https://www.innerengineering.com คือ ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดที่บีมได้มอบให้กับตัวเอง (และอยากแนะนำให้ทุกคนที่อ่านและฟังภาษาอังกฤษได้ ได้ลงเรียนคอร์สนี้ค่ะ)

คอร์สนี้ เป็นคอร์สออนไลน์คอร์สแรกในชีวิตที่บีมเรียนจบทุกบท คงเป็นเพราะ เป็นสิ่งที่บีมต้องการจริง ๆ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ก็ตอบโจทย์บีมจริง ๆ ค่ะ โดยทำให้บีม “เข้าถึงความจริง” โดยไม่ได้อิงศาสนาหรือกรอบความเชื่อใด ๆ เลย เป็นความเข้าใจ “ชีวิตมนุษย์” ตามที่มันเป็นจริง ๆ สามารถเข้าใจได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ด้วยค่ะ

คอร์สนี้จะประกอบไปด้วยบทเรียนออนไลน์ทั้งหมด 7 บท มีระยะเวลาที่กำหนดให้เรียนให้จบคือ 1 เดือน เป็นคลิปที่มาจากการสอนสดของโปรแกรมนี้และนำมาตัดต่อเพิ่มเติมเพื่อให้การนำเสนอช่วยให้เราเรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ละบทต้องใช้เวลาที่เราต้องนั่งเรียนโดยไม่มีอะไรรบกวนเลยประมาณ 1.5 ชั่วโมง ซึ่งเขาจะทำให้เราเหมือนเรียนสดได้มากที่สุด คือ คลิปไม่สามารถเลื่อนไปข้างหน้าได้เลย และไม่สามารถถอยหลังได้เกิน 10 วินาที ดังนั้น เราจะต้องมีสมาธิอยู่กับตรงนั้นตลอดเวลา 

ตอนท้ายของทุกบทจะพาเราทำสมาธิในแบบฉบับของ Sadhguru ที่มีความพิเศษเสริมแต่ละบทที่เราเรียน และ คลิปตอนท้ายของแต่ละบทก็ช่วยให้บีมเข้าใจบทเรียนมากขึ้นและมีกำลังใจในการใช้ชีวิตให้เต็มศักยภาพอย่างที่ท่านได้ทำไว้เป็นตัวอย่างและนำเสนอไว้ในคลิปแล้วค่ะ

และจะมีคำถามช่วงท้าย เพื่อให้เราตกผลึกจากบทเรียนจริง ๆ เป็นอันจบบท และไม่สามารถมาดูย้อนและดูซ้ำได้เลย คือ เราต้องตั้งใจมาก ๆ ตอนที่เรียนค่ะ ผ่านแล้วผ่านเลย…

วิธีการเรียนของบีม

1. บีมมีเวลาเรียนแค่ตอนเช้าของทุกวัน เพราะระหว่างวันจะต้องทำงานค่อนข้างเยอะ จะไม่มีสมาธิเรียนแล้ว เกรงจะไม่ได้เต็มที่ ซึ่งถ้ามีจังหวะที่ได้ตื่นมาตี 4-5 ก็จะได้เรียน แต่ต้องดูสภาพร่างกายด้วยว่า พร้อมเรียนไหม เพราะ ต้องมีสมาธิยาวไป 1.5 ชั่วโมง 

2. ช่วง 3 บทแรก บีมน่าจะไม่ได้จดเนื้อหา แต่โชคดีที่เขามี Treasure Troves เป็นคลิปที่จะพูดถึงประเด็นหรือคำถามสำคัญที่เกี่ยวกับแก่นของเนื้อหาในบทเรียนนั้นอยู่ ส่วนนี้เหมือนจะดูย้อนหลังได้เมื่อหมดช่วงเวลาสำหรับการเรียนแล้ว ก็เลยยังทบทวนประเด็นสำคัญ ๆ ได้อยู่

4. หลังจากนั้นมาก็จดถึงบทที่ 7 โดยจดคีย์เวิร์ด และ ประเด็นสำคัญ อ่านซ้ำหลังเรียนจบเพื่อให้เข้าใจและมาอ่านซ้ำในภายหลังอีกถ้าต้องการ ซึ่งก็ต้องมีสมาธิอีก เพราะถ้ามัวแต่จด แล้วฟังไม่ครบ ก็เข้าใจไม่ครบอีก ก็ต้องมีสติตลอดเวลาค่ะ 

5. แต่ก็มีจุดที่บีมง่วงและพลาดไปบางช่วง ในบางบท ก็ไม่เป็นไรค่ะ ภาพรวมยังเข้าใจอยู่ไม่น่าจะผิดเพี้ยนอะไร มีบทหนึ่ง ลูกตื่นมาทั้งสองคน บอกว่าอยากให้แม่ไปนอนด้วย บีมก็ต้องย้ายไปที่ห้องนอนกับเขา แต่ก็เรียนแบบฟังไปด้วย แอบหลับ ๆ ตื่น ๆ นิดนึง รู้สึกไม่น่าจะไหว เลยปิดไปก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ควรนะคะ ควรเรียนต่อเนื่องให้จบ แต่ไม่ไหวจริง ๆ เลยพักไปก่อน แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอีกค่ะ

6. จะเว้นช่วงประมาณ 3 วันก่อนจะเรียนบทถัดไป ซึ่งบีมพบว่า มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เราได้ตกผลึกหรือได้รับประสบการณ์จากการเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว ค่อยเริ่มเรียนบทต่อไปค่ะ และยังช่วยให้เราจบบทเรียนในเวลาที่กำหนดได้ด้วย

ผลที่ได้

เนื่องจากการเรียน จะไม่ใช่ข้อมูล (information) แต่เป็นการสอนที่ทำให้เราตระหนักรู้ความจริง TRUTH ไม่ใช่ข้อเท็จจริง FACT ซึ่งบทเรียนและการทำสมาธิแต่ละบทจะค่อย ๆ เปิดทางให้เราเข้าใจมากขึ้น ๆ และด้วยการที่มันเป็นความจริงและเป็นเหมือนเลนส์มองชีวิตใหม่ให้เรา หลังจากที่ได้เรียนรู้แล้ว ก็จะทำให้เราเห็นโลกในมุมมองใหม่ได้เลยทันที ซึ่งเราเห็นด้วยตัวเองแล้วว่า เป็นเช่นนั้นจริงด้วยตัวเราเอง

จากก่อนเรียน บีมรู้สึกหลงทางและสับสน กำลังชีวิตถดถอยลงไปมาก ด้วยหลายเหตุการณ์ในชีวิตที่เผชิญ พอเรียนจบแล้ว บีมรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นและรู้สึกได้ถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการให้เป็นมากขึ้น รู้ได้ชัดเจนว่า ชีวิตจะต้องเดินต่ออย่างไรที่จะทำให้เรามีชีวิตแบบที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้จริง ๆ ที่เราไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน 

สิ่งที่ได้มากที่สุด คงจะเป็น “คำตอบที่ชัดเจนของชีวิต” ที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบความคิด ความเชื่อ ใด ๆ แต่คือ ความจริงของชีวิต ที่ทำให้รู้สึกได้ถึงอิสระ ความสุข สติปัญญา ความมั่งคั่ง ความเป็นไปได้ การกำหนดชีวิตของเราเอง และศักยภาพสูงสุดที่เรามี ที่เรียบง่ายและยั่งยืน ปราศจากการหลอกหลอนของจิตเราเองและจากกรงขังแห่งความทรงจำในอดีตทั้งปวง เข้าสู่ความเป็น Oneness กับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น รู้ว่าจะควรจะต้องเดินต่อไปอย่างไร ที่เหลืออยู่ที่การปฏิบัติต่อเนื่องและการเลือกใช้ชีวิตอย่างจริงใจต่อสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ เท่านั้นค่ะ

คอร์สนี้เหมาะกับใคร?

บีมมองว่าเหมาะกับคนกลุ่มนี้ค่ะ

1. มีทักษะการฟังและอ่านภาษาอังกฤษระดับที่เข้าใจได้ดีถึงดีมาก

2. คนที่กำลังเครียด ชีวิตวุ่นวาย เหนื่อย เบื่อ และยังมีข้อสงสัยในชีวิตว่า จริง ๆ แล้วชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม จะไปไหน จะทำอะไรต่อดีกับชีวิต จะทำงานอะไร ฯลฯ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้กับตัวเองสำหรับคำถามสำคัญเหล่านี้

3. เปิดใจต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่อาจแตกต่างจากที่ตัวเองเคยรับรู้มาทั้งชีวิต

4. ต้องการความจริงที่อยู่นอกกรอบความเชื่อ ศาสนา สังคม วัฒนธรรม 

5. ต้องการอิสระและความสุขแท้ที่ยั่งยืนจากภายใน ไม่ว่าสถานการณ์ภายนอก คนรอบตัวจะเป็นอย่างไร ก็ตาม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์โควิดและผลกระทบต่าง ๆ ที่ท้าทายเช่นนี้ รวมไปถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งปวงที่พวกเรากำลังเผชิญร่วมกัน)

ค่าเรียน

1. ปกติ 2,200 บาท ราคาพิเศษลด 50% 1,100 มีระยะเวลากำหนด (บีมลงเรียนในเรท 1,100 ค่ะ เกินคุ้มไปมากกับสิ่งที่ได้รับกลับมา คือ ตีเป็นมูลค่าไม่ได้เลย)

2. บุคลากรทางการแพทย์ ท่านให้ลงทะเบียนเรียนฟรีค่ะ แนะนำเลยสำหรับคนที่ทำงานในวงการนี้นะคะ 

หาที่ไหนได้อีก … คอร์สเปลี่ยนชีวิตในราคาหลักพันอย่างนี้ค่ะ…แนะนำอย่างสูงเลย 

แต่…สิ่งที่บีมชอบหรือได้ผล ก็คือ ได้ผลกับบีม ไม่ได้การันตีว่าทุกคนจะต้องชอบหรือได้รับในสิ่งเดียวกันนะคะ รีวิวนี้และการแนะนำเป็นความเห็นส่วนตัว คุณจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อลงเรียนเองค่ะ และบีมไม่มีส่วนในการรับผิดชอบใด ๆ ค่ะ และไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ จากการแนะนำคอร์สนี้ค่ะ ดีแล้วบอกต่อเท่านั้นเอง เป็นทางเลือกให้คนที่กำลังแสวงหาสิ่งเดียวกันนี้ค่ะ

ถ้าสนใจ สามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดด้วยตัวเองได้เลยนะคะ 

https://www.innerengineering.com

บีม.

5 เคล็ดลับสำคัญในการดูแลสุขภาพช่วงโควิด โดย Sadhguru

ตอนนี้ บีมได้เรียนรู้หลาย ๆ สิ่งจาก Sadhguru ค่อนข้างมากและนำมาปรับใช้เพิ่มเติมในการดูแลสุขภาพและชีวิต บีมได้ดูคลิปนี้ เห็นว่าเข้าใจง่าย ทำได้ง่าย มีเหตุมีผล ได้ทดลองและสังเกตประสบการณ์ของตัวเองและในครอบครัวก็ได้ตามนั้นจริง จึงได้แปลและสรุปมาเพื่อให้ทุกคนลองเอาไปทำดูนะคะ ใครได้ภาษาอังกฤษ ก็ดูคลิปได้เลยค่ะ แต่บีมแปลออกมาเกือบทั้งหมดนั้นแล้วในบทความนี้เลยค่ะ

หากคุณทำตามนี้แล้ว คุณจะพบว่าปัญหาสุขภาพประมาณ 50% จะลดลงภายใน 6 สัปดาห์

เพิ่มภูมิคุ้มกันชีวิต

คนส่วนใหญ่จะมีสร้างความสัมพันธ์กับดินเมื่อพวกเขาตายแล้ว แต่มันสำคัญมากที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์กับ “ดิน” ในช่วงที่ีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ที่มีไวรัสเต็มไปหมด การมีความสัมพันธ์กับดินด้วยท่าทีที่อบอุ่นเป็นมิตร จะช่วยทำให้ความสามารถในการมีชีวิตอยู่และคงอยู่ในสภาวะที่ถูกบุกรุกในช่วงเวลานี้จะเพิ่มขึ้นสูงมาก มันไม่เพียงพอที่จะ “แค่มีชีวิต” แต่ต้อง “มีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง” ซึ่งหมายถึง การมีชีวิตอยู่อย่างเต็มที่ (ไม่ใช่การไปตีคนอื่น) แต่คุณต้องการ “ร่างกาย” ในการมีชีวิตอยู่ ซึ่งในศูนย์แห่งนี้ เราได้สร้างกระบวนการบางอย่างที่จะให้มือและเท้าของคุณได้สัมผัสดินทุก ๆ 3 วัน และไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ให้คุณทำสวนหรือทำให้คนอื่นก็ได้ คุณจะได้อะไรเยอะมาก เพราะคุณได้เชื่อมต่อกับดิน ซึ่งจะทำให้กระบวนการทำงานของร่างกายของคุณเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การใช้มือสัมผัสดินนั้นสำคัญมาก สำหรับบางคน ที่ไม่อยากทำสวนเพราะกลัวภาพไม่ดี ก็สามารถพอกดินทั้งตัวได้

กินอาหารสดมากขึ้น

กินอาหารสด 40-50% ของปริมาณที่กินต่อวัน จะเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชที่งอก อะไรก็ได้ อยากมีชีวิตก็ต้องกินอาหารที่มีชีวิต ไม่ใช่กินอาหารที่ตายแล้ว ร่างกายมีระบบย่อยอาหารก็จริง แต่ส่วนผสมในอาหารก็มีส่วนสำคัญในระบบย่อยอาหาร อาหารสดมีเอ็นไซม์ที่ช่วยย่อยอาหาร แต่ถ้ากินอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เอ็นไซม์นี้จะถูกทำลายไปมาก เมื่อกินแล้วร่างกายก็ต้องใช้เอ็นไซม์ในการย่อย ร่างกายจะต้องพยายามสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาใหม่จำนวนมาก ดังนั้น ในช่วง 1-1.5 ชั่วโมงหลังจากกินอาหาร ร่างกายจะมีพลังลดลง แล้วค่อยฟื้นตัวขึ้นมาใหม่หลังจากนี้อย่างช้า ๆ จริง ๆ อาหารคือสิ่งที่เพิ่มพลัง แต่วิธีที่เรากินอาหารทำให้พลังของเราลดลงในช่วง 1.5 ชั่วโมงหลังกิน การกินอาหารสดจะช่วยตรงนี้

อาบน้ำก่อนนอน

สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ คือ แค่อาบน้ำก่อนนอน ที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรเยอะมาก อาบน้ำอุ่น ๆ ก่อนนอน อาจจะทำให้รู้สึกตื่นขึ้นและนอนหลับได้ช้ากว่าปกตินิดหน่อย แต่มันจะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น เพราะ มันไม่ใช่แค่การทำความสะอาดผิวหนังเท่านั้น แต่ความเครียด ความเหนื่อย ความล้า จะหายไปด้วย เพราะ ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำกว่า 70% เมื่อน้ำได้ผ่านร่างกาย จะช่วยชำระล้างทำความสะอาดได้มากไปกว่าแค่ผิวหนังแน่นอน

ดีท็อกซ์ร่างกาย เอาใจใส่เรื่องการดื่มน้ำ

ร่างกายมีน้ำกว่า 72% และน้ำสามารถจดจำทุกอย่างได้ดี น้ำที่เราใช้หรือดื่ม สมมติว่ามาจากแหล่งน้ำ ผ่าน 50 โค้ง และ ถูกปั๊มขึ้นมาที่ชั้น 12 จะทำให้น้ำ 50% มีสารพิษอยู่ในนั้น ซึ่งไม่ใช่สารพิษที่เป็นตัวสาร แต่หมายถึงโมเลกุลของน้ำที่เป็นพิษ ที่เมื่อเราเปิดจากก๊อกแล้วดื่มทันที น้ำนั้นจะเป็นพิษต่อกายและใจของเรา ดังนั้น เป็นเหตุผลที่แม่ของเราบอกให้เราตวงน้ำด้วยภาชนะสะอาด ๆ ไว้ก่อนแล้ววางเอาไว้ที่ดี ๆ พูดคำดี ๆ วางดอกไม้ ใส่ดอกไม้เอาไว้ 1 คืน ดื่มได้อีกทีตอนเช้า อย่าดื่มทันที เพราะน้ำเขาจดจำทุกอย่าง ทั้งนี้เพื่อให้น้ำปรับสภาพและพลังงานของตัวเองก่อนที่เราจะดื่ม ก็จะเป็นน้ำที่เหมาะสมกับเราที่จะดื่ม จำเป็นต้องดูแลให้ดี เพราะน้ำคือ 72% ของร่างกาย

พักท้องของเราบ้าง

การหิว และ ท้องว่าง เป็นภาวะที่แตกต่างกัน

การหิว คือ พลังชีวิตเราจะลดลง

ท้องว่าง เป็น สิ่งที่ดี

ร่างกายและสมอง ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อท้องว่างเท่านั้น ให้เข้านอนด้วยท้องว่าง 2-2.5 ชั่วโมง และกิน 2 มื้อให้ห่างกัน 8 ชั่วโมง

“รักแท้” แก้ได้ทุก “สิว”

การเป็นสิวเรื้อรังของบีมที่ผ่านมา ทำให้บีมได้ “หยุด” การค้นหาสิ่งภายนอก และเริ่มกลับเข้ามาที่ “ตัวเอง” วิธีการที่บีมใช้ ช่วยให้บีมเข้าใจกาย ใจ จิตวิญญาณ ของตัวเองเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะบีมตั้งเป้าไว้ว่า บีมต้องหายขาด บีมต้องแก้ที่ราก 

… และเมื่อได้เจอรากแท้จริงแล้ว บีมก็ได้เข้าใจ และอดีตที่ตกตะกอนเอาไว้ ก็ถูกคลายมลายหายไปหมดสิ้น จนเหลือแต่ความรัก ความเข้าใจ การให้อภัย ทั้งตัวเองและผู้อื่น รวมไปถึงคนที่เรารักมากที่สุดด้วยคือพ่อแม่ของเรา…

วันนี้มีโอกาสดี บีมได้ไปทานอาหารกับครอบครัว ก็รู้สึกว่าอยากถ่ายรูป 4 คนตรงมุมนี้ มันสวยดี และ ก็นึกถึงรูปที่เคยถ่ายด้วยกันตอนคุณพ่อคุณแม่พาเที่ยวสมัยเด็ก ๆ (วัยรุ่น) เลยลองเอามาเทียบกันดู

สิ่งที่บีมมองเห็น คือ ความรักของท่านนั้นมีอยู่เสมอมาตั้งแต่แรก…

แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือ ตัวบีมเองต่างหาก ..​.​ (สังเกตหน้าของบีม 555) 

มันไม่ใช่หน้าของคนที่อารมณ์ไม่ดีชั่วคราวนะคะ แต่มีหลายสิ่งเหลือเกินที่บีมเองก็ไม่เคยเข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไร และมันก็เป็นของมันอย่างนั้น 55 

รู้แต่ว่า หน้าแบบนี้เกือบตลอดเวลา ไม่ค่อยมีคนอยากเข้าใกล้ ว่าเราหยิ่ง อะไรแบบนี้ 

แต่พอในวันที่เราได้ทะลุเข้าไปถึงจุดในสุดของจิตวิญญาณ ผ่านม่านหมอกมายาที่เคลือบเราไว้หลายชั้น การกะเทาะชีวิตหลายชั้น ทั้งกาย อารมณ์ จิตวิญญาณ ตลอดเวลา 11 ปีที่ผ่านมา และบีมได้เห็นรูปเก่า ๆ ตอนเป็นเด็กน้อยมากมาย ทำให้บีมค้นพบว่า … จริง ๆ แล้ว พ่อแม่รักเรามากแค่ไหน และเราก็เป็นเด็กที่มีความสุขมาก ๆ นะ ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่ท่านจะทำให้ได้ในตอนนั้น 

มันอาจจะมีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วมันกระทบหัวใจเราโดยที่ใครก็ไม่รู้ตัว เราก็ไม่รู้ พ่อแม่เราก็ไม่รู้ ครูก็ไม่รู้ คือ สมัยนั้นมันไม่ได้เหมือนสมัยนี้ ที่มีองค์ความรู้ด้านการดูแลเด็กมากมายที่พัฒนาขึ้นมามาก ดูแลกันจนถึงจิตวิญญาณตั้งแต่อยู่ในท้อง ไม่พอ…ก่อน 3 ขวบ ก็มีวิธีดูแลอีก ก่อน 7 ขวบก็มีอีก คือ มันครบ มันไม่เหมือนสมัยนั้น

และในความเป็นแม่ลูก 2 ที่เราพยายามเลี้ยงเองให้ได้มากที่สุดกับสามี เรารู้เลยว่า ในความเป็นแม่มันมีอะไรมากมายจริง ๆ หน้าที่ที่ผูกพัน แม้ช่วงเวลาที่เราไม่พร้อม แต่หัวใจของเราก็มีลูกมาก่อนเสมอ บางทีลูกก็ไม่ได้เข้าใจหรอกว่าแม่แบกอะไรอยู่บ้าง มันทำให้บีมทะลุไปถึงหัวใจของแม่และพ่อบีมในตอนนั้น เขาทำดีที่สุดแล้วจริง ๆ ไม่มีวินาทีไหน ที่เขาจะไม่รักเราเลย แต่ความเครียดที่พวกท่านต้องแบกรับนั้น อาจทำให้เราไม่เข้าใจสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น และเราก็เก็บเหตุการณ์นั้น ๆ มาแทงตัวเองซ้ำ ๆ 

สุดท้ายแล้ว บีมพบว่า การได้เข้าถึง “หัวใจ” ของพ่อแม่เราในตอนนั้นต่างหาก ที่ทำให้เรา “สิวหายได้จริงๆ” มันคือ การปลดปล่อยพลังลบขั้นสุด ของการไม่ให้อภัยที่ขังเราไว้ในมุมสกปรก ๆ มานาน…

และบีมได้แต่หวังว่า ทุกคนที่เป็นสิวเรื้อรัง เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว อาจจะได้มีโอกาสย้อนระลึกดูว่า เราได้มีสิ่งเหล่านี้ตกตะกอนนอนก้นอยู่หรือไม่ มันอาจจะไม่ได้ค้นพบกันในไม่กี่วันหรือกี่เดือนหรอกค่ะ กว่าบีมจะค้นพบ บีมใช้เวลาหลายปี จากวันแรกที่เริ่มรักษาสิวถึงวันที่เราเข้าใจทะลุแบบนี้ คือ 11 ปี

มันจึงทำให้บีมพยายามบอกกับทุกคนที่อยากจะให้สิวหายถาวรเสมอว่า จงมองดูให้ลึกกว่าร่างกายและผิวพรรณเถอะ … กายเป็นแค่สิ่งสะท้อนจิต จิตอย่างไร กายอย่างนั้น มันไม่ได้อยู่ลึกหรอกจริง ๆ แล้ว มันเท่ากันเป๊ะเลย

คุณภาพจิตวิญญาณ = คุณภาพผิวกาย 

ไม่ขาดไม่เกินเลยล่ะค่ะ…

เพียงแต่ “พลังลบสะสมหนาแน่น” จนเราไม่เห็น มันบังเรา มันบังให้เราไม่ให้สัมผัสกับหัวใจแห่งรักแท้ หรือพลังบริสุทธิ์ที่มันมีอยู่แล้วในตัวเราเสมอมา แล้วก็มโนไปเรื่อย ๆ คนเดียวทุกวันเวลาว่า “ฉันนี่มันไม่มีใครรักและมันก็ไม่ดีพอจริง ๆ” ซึ่งพลังอย่างนี้ … มันคือระเบิดเวลาทำลายตัวเองให้อายุสั้นนี่ล่ะค่ะ และถ้าเป็นสิวก็หายช้าหรือโอกาสหายก็น้อยมาก ๆ ถ้าไม่แก้ตรงนี้

ดังนั้น เลิกมองภายนอก หยุด แล้วโฟกัสมาแต่ที่ตัวเองเท่านั้น … 

พักดูฟีด social media สักพัก 

พักเสพย์คอนเท้นต์

พักอ่านหนังสือ (ใช่ค่ะ พักไปก่อน)

ได้เวลาอยู่กับตัวเองจริง ๆ เสียที…

ถ้าอยากหายเสียทีนะคะ…

วันนี้มีเท่านี้ที่อยากจะบอก…

ด้วยรัก

#ShininigBeam

https://shiningbeam.org

ครูสอนวิชา “อาหารคลีน” ที่ทำให้สิวบีมหายจริงๆ

#อยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักใครบางคน…ที่ทำให้บีม #รักษาสิวเรื้อรัง สำเร็จจริง ๆ

พี่แม็ค สามีของบีม คือ คนแรกที่ทำให้บีมรู้จักว่า “อาหารที่ดี” น้ันเป็นอย่างไร…

จริง ๆ แล้ว เมื่อแรก ๆ คบกัน บีมยังไม่ได้เห็นคุณสมบัติที่สำคัญอันนี้หรอกค่ะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีพรสวรรค์ด้านอาหารเป็นพิเศษ และมีลักษณะออกไปทาง playboy ด้วยซ้ำไปเมื่อก่อนจะมาอยู่เป็นครอบครัวกันนะคะ แต่ตอนนี้ family man มากมาย

และบีมเองก็เป็นคนที่กินอาหารทั่วไปที่เขากินกันมาก่อน เพราะเป็นคนธรรมดา ๆ ใช้ชีวิตทั่ว ๆ ไป ยังไม่เคยดูแลสุขภาพหรืออะไรทั้งนั้นก่อนมาเริ่มรักษาสิวตัวเอง 11 ปีที่แล้ว 

แต่พอได้มาใช้ชีวิตอยู่กับเขา ได้ดูแลลูกด้วยกัน เขาเริ่มเป็นคนดูแลเรื่องอาหาร เวลาไปกินอาหารหรือเขาทำอาหาร เราก็เหมือนได้เรียนรู้จากเขาไปเรื่อย ๆ ค่ะ โดยไม่รู้ตัวหรอก ซึ่งแรก ๆ ก็รู้สึกว่า “ทำไมต้องซื้อของราคาขนาดนั้นด้วย” กินธรรมดา ๆ ไม่ได้เหรอ ทำไมต้องคัดร้าน คัดวัตถุดิบปานนั้นด้วยนะ ก็ขัดใจอยู่ค่ะ เพราะเราเป็นคนกินง่าย ๆ 

แต่พอเราได้เรียนรู้จากเขาว่า ที่ต้องเลือกแบบนี้ เพราะ ถ้าวัตถุดิบดี เราไม่ต้องใช้ผงชูรสหรืออะไรเลย แทบไม่ใช้อะไรเลย วัตถุดิบมันจะให้รสชาติที่ดีออกมาเอง 

หรือเวลาเราไปกินอะไรที่ร้านอาหาร เขาก็จะให้ข้อมูลว่าทำไมต้องอันนั้น อันนี้ แต่คือเขาไม่ใช่สายสุขภาพนะคะ เพียงแต่ว่า เขาคัดเรื่องมาตรฐานความสะอาดร้านและวัตถุดิบมาก ๆ ทำให้เรารู้จักว่า อันไหนคือ สะอาด อันไหนคือไม่สะอาดค่ะ

มันทำให้บีมได้เรียนรู้เรื่องอาหารมาเรื่อย ๆ ซึ่งแรก ๆ ที่กินซุปที่เขาทำ ก็ไม่ค่อยชินเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามันคลีนและก็อร่อยประมาณนึง และมันน่าจะช่วยเราให้สิวหายได้ด้วย เพราะกินของดี ๆ 

แต่พอเรากินไปเรื่อย ๆ ลิ้นเราเริ่มปรับสู่ความเป็นธรรมชาติ เพราะ เรากินคลีนจริง ๆ ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่มีกระแสคลีนอะไรทั้งนั้น พึ่งมารู้จักทีหลังนี่แหละว่าที่ทำมาตลอดคือกินคลีน

ทั้งลิ้น ระบบประสาทรับรส ร่างกาย ปรับสู่ธรรมชาติ ซึ่งผสานกับการล้างพิษและแนวทางดูแลสุขภาพที่เราทำ ทำให้เราเข้าสู่ภาวะสะอาดและสมดุลมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เรารู้เลยว่า อาหารสะอาด VS อาหารไม่สะอาด มันเป็นอย่างไร กินครั้งแรกก็รู้เลยค่ะ 

สิ่งที่เขาทำให้เรากิน คือ คลีนมาก ๆ เป็นมาตรฐานกลางของลิ้นเลย ซึ่งพอเราไปกินข้างนอก ถ้ามันไม่ใช่อย่างนี้ คือ ไม่ผ่านทั้งหมด ทำให้เรามีร้านอาหารที่จะไปกินไม่ค่อยเยอะเหมือนคนอื่นเขา แต่เรามั่นใจว่าสิ่งที่เรากินนั้นมันไม่ทำร้ายร่างกายแน่นอน

แล้วบีมก็มาค้นพบช่วงปีหลัง ๆ ว่า ไม่ใช่การล้างพิษหรอกที่สำคัญอย่างเดียว อาหารต้องดีด้วย เพราะได้ข้อมูลจากแฟนๆและลูกค้า คนที่ดูแลเรื่องอาหารได้ จะได้ผลลัพธ์ดี คนที่ดูแลเรื่องอาหารไม่ได้ ต่อให้พยายามแค่ไหน มันก็ไม่ได้ผลดีเท่าไหร่

บีมเลยค่อย ๆ งดอาหารเสริมไป แล้วมาสนใจเรื่องอาหาร ประกอบกับเราได้ความรู้แนวอายุรเวทมาเพิ่มด้วย สนุกไปกันใหญ่เลยค่ะ 

สามีคนนี้ จึงมีบุญคุณกับบีมมากในมุมที่ช่วยให้สุขภาพของบีมมาถึงจุดนี้ได้

ใครสนใจแนวทางของเขา ก็ติดตามได้ที่ MacKitch : Creative Home Cook นะคะ 

ตอนนี้ลิ้นที่ว่านี้ก็ส่งผลมาถึงลูกเราด้วย เขาจะรู้ตั้งแต่เล็กเลยว่า อาหารสะอาดและไม่สะอาดต่างกันยังไงค่ะ มันเป็นไปเอง

ทำให้บีมเรียนรู้ว่า เรื่องสุขภาพนี้ พ่อแม่ต้องทำให้เห็นก่อน เป็นก่อน ลูกก็จะตามมาได้ค่ะ ถ้าเราไม่ดูแล ลูกเราก็คงไม่ใช่แบบนี้ เขาก็ไม่ถึงกับขนาดสุขภาพจ๋า แต่ถือว่ากินขนมหวานและขนมที่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่กินน้อยมาก ๆ ก็ดีต่อสุขภาพของเขาค่ะ เวลามีโรคอะไรระบาดที่โรงเรียน เขาไม่ค่อยเป็นอะไร โดยรวมก็แข็งแรงดีค่ะ

เล่าสู่กันฟังเพียงเท่านี้ค่า 🙂

#บีมวรดาภา

https://shiningbeam.org

ภาพนี้ถ่ายโดย ลูกสาวคนโต Candy & Peary So ค่า

เข้าใจ “ธรรมชาติชีวิต” ด้วยการเขียน “กราฟชีวิต”

สรุปแผนผังการเดินทางภายในกับเหตุการณ์และชีวิตภายนอกในเวลา 11 ปี (2552 – 2563) ณ วันที่ 23 ส.ค. 2563

อยู่ดี ๆ เช้าวันนี้ บีมก็ได้รับการดลใจให้เขียนกราฟสรุปชีวิตนี้ขึ้นมา ตอนแรกคิดว่า จะทำสรุปไว้ดูเอง แต่พอแบ่งปันออกไปแล้วในไลน์ พบว่ามีประโยชน์ต่อผู้ที่ได้เห็น เพราะมันน่าจะเข้าใจง่าย เลยตัดสินใจนำมาแบ่งปันที่บล็อกนี้ด้วยค่ะ

ซึ่งพอเรามาเขียนทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา มันเข้าใจทุกอย่างได้ชัดเจนมากเลย ว่าชีวิตเป็นไปตามพลังงานจริง ๆ ด้วย!

พลังงานชีวิต เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เพราะเป็น “รากฐาน” ของการดำรงอยู่ของเรา

ในมุมหนึ่ง สามารถเข้าใจได้ว่า หมายถึง ชี่ หรือ ปราณ ที่เราได้หายใจเอาอากาศเข้าไป ได้รับอาหารและน้ำ แล้วทำให้เรามีชีวิตดำรงอยู่ได้

แต่ในอีกมุมหนึ่ง พลังงานของชีวิต คือ คลื่นความถี่ของเรา ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปมากกว่าอะตอม มนุษย์ก็คืออนุภาคพลังงานที่มารวมกันตามการพลังของจิต (หรือพระปัญญาของพระเจ้า สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้า)

แนะนำให้ไปอ่านบทความ เข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วยแมนดาล่าและแผนภูมิระดับของ “การตระหนักรู้” โดย Dr.David R. Hawkins ก็จะเข้าใจมากขึ้นค่ะ

ช่วงที่เรามีพลังงานที่สะอาด สงบ สมดุล ปราศจากความกลัว ความกังวล ความโกรธ ความรู้สึกผิด ความรู้สึกอยากเอาชนะ เราจะมองเห็นอะไรตามจริง ชัดเจน ทางมันจะสว่าง โล่ง โปร่ง สบาย ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี มันจะเริ่มที่ตรงนั้น

ซึ่งเมื่อชีวิตต้องเจอปัญหา แล้วเราเริ่มให้ความรู้สึก “กลัว” เข้ามาสิงอยู่ ซึ่งหลายคนไม่รู้ตัวว่ามีความรู้สึกเหล่านี้อยู่ในตัวเอง มันจะทำให้คลื่นความถี่ของเราต่ำลงทันที คือ รู้สึกปุ๊บ ต่ำปั๊บ ไม่มีดีเลย์!

หลังจากนั้น ความซวยต่าง ๆ ก็จะมาเยือนข้างหน้า ไปทางไหนก็เจอแต่คนไม่ดี สิ่งไม่ดี แล้วก็โทษฟ้าดินกันไป…

จริง ๆ แล้วมันเริ่มที่ “พลังงานของเรา” นี่ล่ะค่ะ ที่บีมตกผลึก…

บีมเองเป็นคนหนึ่งที่เคยอ่านหนังสือมาเยอะ ก็ได้เห็น ได้รู้ ประโยคที่เขาพูดกัน สอนกันว่า “เริ่มเปลี่ยนที่ตัวเอง” แต่ก่อนหน้านั้นมันก็ไม่ได้เก็ต เพราะประสบการณ์ชีวิตมันยังไม่มากพอที่จะทำให้เราเข้าใจทะลุปรุโปร่งด้วยตัวเอง

แต่พอเรามาถึงจุดที่พลังงานเราเป็นบวกโดยธรรมชาติแล้ว จากการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติ ในด้านพลังงานบำบัด โยคะหัวเราะ การอธิษฐานที่ถูกวิธีอย่างต่อเนื่อง และการลงมือทำสิ่งที่ต้องทำ มองย้อนไปก็เลยเข้าใจแล้วว่า

“เออ…มันอยู่ที่เรานี้แหละ เราเลือกได้ตลอดแหละว่า เราจะเอายังไงกับชีวิต จะเลือกดีเลือกชั่ว ก็อยู่ที่เรานั้นแหละ ไม่ต้องไปโทษอะไรเลย”

และก็เข้าใจแล้วว่า ไสยศาสตร์ ดูดวง เป็นสิ่งที่ใช้พลังงานความกลัวของคนหล่อเลี้ยงให้มันดำรงอยู่ได้ … ถ้าเราไม่กลัวเสียแล้ว ระบบประสาทเราสมดุลแล้ว สงบแล้ว มันก็จะไม่มีผลอะไรกับชีวิตเลย

เรื่องเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนเบอร์ อิทธิพลของตัวเลข บีมเชื่อว่า ตัวเลขมีพลังนะคะ ทุกอย่างมีพลังในตัวเอง แม้แต่หิน ดิน กรวด ทราย หญ้าเขียว ๆ มันมีพลังหมดล่ะค่ะ ทุกสิ่งบนโลกนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือตัวหนังสือหรอก

ส่วนตัวแล้ว บีมเปลี่ยนชื่อมาเยอะ บีมเลยเข้าใจว่า ต่อให้เปลี่ยนมากี่ชื่อ แสวงหาอาจารย์ดีแค่ไหน จ่ายแพงแค่ไหน ถ้าพลังงานยังเน่าเหมือนเดิม มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปมากนักหรอก เพราะเราก็จะคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ชีวิตก็อีหร็อปเดิม เสียเงิน เสียเวลาเปล่า

ชื่อแรกสุด​ แม่ตั้ง​ ริตา​ หอมลา (ซึ่งจริง ๆ แล้วน่ารักและดีอยู่แล้ว)
มหาลัย > สันต์ฤทัย​ หอมลา (หาเอง คำนวณเลขเอง เปลี่ยนเอง)
ทำงาน > ริญญาภัทร​์​ หอมลา, พีรญา​ สุขพิมลกุล​ > วรดาภา​ สุขพิมลกุล (หาอาจารย์)

เบอร์โทรก็เหมือนกันค่ะ หมอแต่ละคนก็จะบอกว่า เลขของหมอคนก่อนไม่ดีเลย ต้องเปลี่ยน ๆ จนเรามีคำถามว่า แล้วของใครดีสุดคะ? ทุกคนก็ต้องว่าของตัวเองดีหมด ใช่ไหมคะ เราไม่ได้ลบหลู่อะไร แต่บีมพูดจากประสบการณ์ตรงของตัวเองเท่านั้นค่ะ

สุดท้าย มาสังเกตตัวเองว่า เปลี่ยนแล้ว … เรายังอยากโทรหาคนเดิม ยังเกลียดคนเดิม แล้วมันเปลี่ยนยังไง ชีวิตก็เหมือนเดิม

พลังตัวเลข มันอาจจะดี แต่ถ้าพลังเราแย่กว่าพลังเบอร์ … มันก็คงหักล้างกันไปพอดีค่ะ เปลืองเงินเปล่า ๆ …

สำหรับบีม คลื่นความถี่เหมือนเลนถนนให้รถวิ่ง เรานี้เป็นรถ คลื่นความถี่เป็นเลน ซึ่งคลื่นนี้จะไปตาม “ความรู้สึกของเรา” ดังนั้น ชีวิตของเราก็จะไปตามคลื่นพลังงานต่ำหรือสูงซึ่งคือความรู้สึกต่างๆ นี้ล่ะค่ะ

ซึ่งถ้าจับต้องได้ชัดเจนคือ อยู่ที่ระบบประสาทของเรานั่นเองค่ะ ศาสตร์ TRE จะมีหลักวิทยาศาสตร์อธิบายชัดเจนเรื่องนี้ สามารถหาอ่านได้ในบล็อกนี้ (พิมพ์คำว่า TRE ในช่องค้นหา เดี๋ยวมันจะขึ้นบทความมาให้ค่ะ)

การสังเกตภายในของบีม ที่เห็นตัวเองในช่วงคลื่นความถี่สูงและความถี่ต่ำแบบชัดเจนมากขึ้น เพราะอยู่มาทั้ง 2 สถานะแล้ว พบว่า ปัจจัยสำคัญในการเลื่อนขึ้นลงของระดับพลังงานคือ ระดับของความเครียด

ซึ่งมีงานวิจัยรองรับมากมายว่า ความเครียด คือ เพชรฆาตอันดับ 1 ของคนทั่วโลก ที่ทำให้ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ซึมเศร้า และตายเร็วค่ะ

เครียดเพราะโลกวัตถุนิยมมันกัดกินจิตวิญญาณ ต้องทำงานแลกเงิน ทำงานเพื่อเงิน บูชาเงิน จนไม่มีเวลาได้ดูแลสุขภาพและใช้ชีวิตที่แท้จริง ซึ่งเป็นชีวิตที่มันสุขง่าย สงบง่าย ตั้งแต่ตอนนี้เลย ซึ่งโยคะหัวเราะช่วยทำลายความเครียดได้โดยตรง เร็ว แรง จริง ๆ และได้ผลกับทุกคนที่ทำมันจริงจัง!

ช่วงที่ชีวิตบีมดาวน์มาก ๆ พลังอยู่ในช่วงคลื่นความถี่ต่ำตลอดเวลา ชีวิตจะเป็นอย่างนี้ค่ะ

ช่วงชีวิตตกต่ำสุด ๆ ซึมเศร้าเรื้อรังแบบไม่รู้ตัว หัวเราะไม่ได้ เป็นเวลาประมาณ 3 ปี

ช่วงนั้น แสวงหา “วิธีการหลุดพ้นจากทุกข์” ที่เจออยู่เยอะมาก หนี้สินก้อนโต และ ลูก 2 คนที่ต้องเลี้ยงดู งาน เงิน ที่ร่อยหรอ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ หรือ สำเร็จแป๊บเดียวก็ตกลงมาอีก จนดาวน์หนักมาก ร้องไห้ ทะเลาะกับสามีเกือบทุกวัน เริ่มเหมือนหมาบ้า อยากขังตัวเองไว้ ไม่ให้กัดลูก กัดคนรอบข้าง รู้สึกผิดตลอดเวลา มันแย่มาก ๆ เลยค่ะ

ไปหาเรียนวิชาอะไรที่เขาสอนกันกับครูโค้ชดัง ๆ ช่วงนั้น มันจะได้ผลแค่ช่วงสั้น ๆ ที่เราลองเอากลับมาทำ แต่พอเราทำไปสักพัก คือ มันไม่ใช่ตัวเรา เราเป็นคนเรียบ ๆ จะให้เราโผงผางตึงตังมีพลังแรงแบบเขา มันก็ไม่ใช่!?

พอมีคนทำได้ แต่เราทำไม่ได้ เราก็รู้สึกแย่ … เรานี่มันแย่จริง ๆ รึเปล่า? ทำไมไม่ได้ผลเสียที

พอพ้นจากจุดนั้นมาแล้ว เรามาวิเคราะห์ย้อนหลัง เราเข้าใจแล้วว่า ที่เราทำไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิดของเราหรือของใคร แต่มันเป็นเพราะ มันไม่ใช่สิ่งที่ออกมาจากพลังงานและแรงปรารถนาของเราจริง ๆ ต่างหาก

เราพยายามหาสูตรสำเร็จเพื่อให้รวยเร็ว จะได้หมดหนี้เร็ว โจทย์มีแค่นั้น ทำอะไรก็ได้ที่ได้เงินเยอะ ๆ ลูกและครอบครัวจะได้สบาย …

แต่ชีวิตแท้มันไม่ใช่อย่างนั้น

พอใจเราพ้นจากจุดนั้นแล้ว เราเข้าใจแล้วว่า

  • ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย และมีเพียงหนึ่งเดียว
  • เราเท่านั้นที่จะต้องเข้าใจและรู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อทำอะไร
  • ไม่มีสูตรสำเร็จของใครใช้ได้กับของใคร
  • อย่าไปคิดว่า หมดหนี้ก่อน แล้วถึงจะสุข เพราะ ชีวิตมันสุขได้ตั้งแต่ตอนยังมีหนี้นี่แหละ และความรู้สึกสุขและอิสระจากหนี้ คือเหตุของการหลุดจากหนี้ต่างหาก
  • อย่าไปเที่ยวแสวงหาคอร์สหรือสูตรสำเร็จจากภายนอกเลย มาจัดการภายในให้สะอาด สงบ สมดุล แทน เข้ามาในตัวเอง เดี๋ยวสติปัญญาจะนำทางเอง และมันออกจากภายในด้วย ไม่ได้มาจากชีวิตคนอื่น ซึ่งมันเวิร์คกับเขา ไม่ใช่กับเรา
  • ความรวย ความมั่งคั่ง คนเอาไปผูกความหมายกับ มีเงินมาก มีวัตถุมาก ชีวิตสบายมาก ซึ่งบีมเลี่ยงการใช้ 2 คำนี้ เพราะ ฟังแล้วหนักชอบกล และมาเข้าใจตัวเองจริง ๆ ว่า เราต้องการอิสระ ไม่ได้ต้องการรวย แต่ถ้าเรามีหนี้ ต้องรับผิดชอบใช้เขาให้หมดด้วย แล้วก็จะได้มีอิสระจริง ๆ หนี้คือกรงขังที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง ดังนั้น รีบตัดวงจรจากการก่อหนี้ รู้ทันกิเลส ไม่กลัวเสียหน้า อย่าไปสร้างหนี้เพิ่ม ถ้าไม่มีความรู้ในการบริหารจัดการเงินที่ดีเพียงพอ
  • บีมชอบใช้คำว่า “อุดมสมบูรณ์” มากกว่าค่ะ หรือ ภาษาอังกฤษคือ abundance คือ เหลือเฟือ มากมาย ซึ่งเราจะไม่มีทางรู้สึกได้เลยด้วยความคิด ตอนที่เขาให้ดึงดูด ให้คิด ให้จินตนาการ ก็ไม่เห็นจะได้ผลเลย ก็พึ่งมาเข้าใจตอนหลัง ตอนใจสงบสมดุลว่า อ้อ … เราต้องรู้สึกก่อนสิว่า ทุกวันนี้ แค่มีลมหายใจ มันก็เหลือเฟือแล้วมั้ย ขอบคุณได้มั้ยจากใจที่ยังหายใจอยู่ ถ้ารู้สึกซาบซึ้งตรงนี้ได้ มันถึงจะเข้าถึงความอุดมสมบูรณ์ได้ จุดนี้ต่างหากที่จะทำให้เราหลุดพ้นเป็นอิสระจากหนี้และวัตถุนิยมได้จริง ๆ
  • ความคิดที่ใช้สมองซีกซ้าย บีมใช้เยอะมาก แต่พบว่าช่วยแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลยถ้าความรู้สึกหรือพลังยังขาดแคลน หนี้กับความจนสะท้อนความรู้สึกขาดแคลน
  • ฮวงจุ้ยเนี่ย มันจะดีไปตามพลังงานตัวเราค่ะ และ ถ้าเราลุกมาจัดบ้านให้สะอาด พลังงานเราก็จะดีตามไปด้วย ลุกมาดูแลตัวเอง มาออกกำลังกาย มาทำอะไรดี ๆ ให้ตัวเอง ให้คนอื่น พลังงานเราก็จะดีขึ้นไปด้วยเช่นกัน ไม่ต้องไปจ้างซินแสที่ไหน แค่ออกกำลังกายและทำอะไรดี ๆ ให้ตัวเอง จัดบ้านตามความรู้สึกบวกของเรา ฮวงจุ้ยมันก็ดีละ หรือแค่หัวเราะ พลังมันก็ดีละ จบ…
  • การทำบุญให้ความสบายใจ แต่ควรจบในตัว เช่น ปล่อยปลาไหล ก็ไม่ใช่ให้ชีวิตไหลลื่น แต่เพื่อให้ปลาไหลมันมีชีวิตต่อไป อะไรแบบนี้ อย่าไปทำบุญแล้วหวังจะรวย หวังจะปลดหนี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ มันไม่ได้แก้ที่การถวายของ มันแก้ที่พลังงานของเราเองล้วน ๆ พลังงานดี พลังสงบ สติปัญญานำทางเองค่ะ ไม่ต้องไปหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย มายาทั้งนั้น ยิ่งทำยิ่งติดกับดัก เพราะบางทีมันก็ให้ผลอย่างที่เราต้องการในด้านวัตถุและความร่ำรวย แต่เราไม่มีความสุขจริง ๆ หรอกค่ะเมื่อเวลาผ่านไป … ลองสังเกตดูค่ะ

อ่านแล้วดูเหมือนโจมตีสารพัดสิ่งเลยนะคะ แต่…นี่คือเรื่องจริงที่อิงจากชีวิตจริง ๆ ของคนคนหนึ่งที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสมาก่อน จึงอยากแบ่งปันเท่านั้นค่ะ ลองเปิดใจ และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการพิจารณาชีวิตดูค่ะ ว่าเป็นอย่างนี้จริงไหม?

และไม่ได้เขียนเพื่ออวยครูตัวเองแต่อย่างใด ทั้งหมดนี้คือความจริงที่เกิดขึ้น ว่า … เราเข้าใจและตกผลึกเมื่อเราได้ผลลัพธ์จากการปรับที่พลังงานจริง ๆ เราไม่ได้รวยในทันที หรือหมดหนี้แบบปาฏิหาริย์ แต่เรามีกำลังใจ เรามีความหวัง เรามีสติปัญญากลับมานำทาง เรามีความอดทน เรามีความเพียร เรามีความรัก เรามีหัวใจ เราได้ชีวิตกลับคืนมา … สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญกว่าเงิน

เงินเป็นเพียงวัตถุแลกเปลี่ยนของ ที่ในยุคนี้ มันจำเป็นต้องมี เพราะระบบมันเป็นเอาเงินแลกของ ไม่ใช่ของแลกของกันเกือบหมด แต่ต้องเข้าใจว่า มันจำเป็นเฉพาะกับสิ่งที่ต้องใช้เงิน ซึ่งก็อยู่ที่เราดีไซน์ชีวิต ว่าเราจะเอาชีวิตแบบต้องใช้เงิน 100% เลย ไม่มีไม่ได้เลย หรือเราจะสร้างชีวิตในแบบฉบับที่ ไม่มีก็อยู่ได้ เช่น กลุ่มที่ทำเกษตรพอเพียง เขาก็จะรู้สึกมั่นคงระดับหนึ่งเพราะมีอาหารกินเอง หรือเราจะผสมผสาน มีเงินแบบพออยู่พอกิน พอเลี้ยงครอบครัว และได้ใช้ชีวิตที่เงินก็ให้ไม่ได้ มันดีไซน์ได้หมดค่ะ อยู่ที่เราเลือก

ถ้าในมาตรฐานสังคมทุนนิยม ชีวิตบีมไม่ได้สำเร็จอะไรเลยค่ะ และยังล้มเหลวด้วยซ้ำ เพราะ มันไม่ได้รวย มันไม่ได้มีเงินมาก มันไม่ได้หรูหรา มันก็ยังมีหนี้ที่ต้องจัดการ

แต่ในใจของบีม บีมกลับรู้สึกว่า บีมชนะโลกได้แล้วระดับหนึ่ง ใจของบีมเป็นอิสระเหนือวัตถุและเงินได้แล้วระดับหนึ่ง ที่เหลือ เหลือแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำเพื่อชำระหนี้ให้หมด เพื่อให้เราได้อิสระแท้จริงของชีวิตกลับมา

อิสระนี้สำคัญที่สุดค่ะ และบีมก็รู้สึกได้ถึงสิ่งนี้แล้วด้วย ที่อยากจะทำอะไรที่อยากทำจริง ๆ โดยเงินไม่ต้องมาบงการอีกต่อไป มันมีความสุขมากขึ้นในแต่ละวันที่ได้มีชีวิต รู้สึกอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

สำหรับบีม การเงิน ก็เหมือนกำลังเล่นเกมเศรษฐีหรือเกม Cash Flow ของ Rich Dad มันแค่เกมที่ต้องเล่นให้ผ่าน แต่บีมจะไม่ยอมให้มันมีอิทธิพลเหนือความคิด ความรู้สึก และคุณค่าแท้ในตัวบีมอีกต่อไป ต่อให้เจ้าหนี้หรือใครจะมาทำให้เรารู้สึกแย่ บีมจะปรับพลังงานกลับมาเพื่อเล่นเกมนี้ด้วยความซื่อสัตย์ ความจริงและสติปัญญาของพระเจ้านำทางต่อไป นั่นคือสิ่งที่ตั้งใจไว้กับตัวเอง

แน่นอนว่า ชีวิตคนก็ต้องมีขึ้น ๆ ลง ๆ ชีวิตบีมก็มีสิ่งกระทบทุกวันเช่นกัน แต่การที่เรามีพลังงานเป็นบวกโดยธรรมชาติแล้วจากที่ได้ฟื้นฟูพลังงานกลับมา ผ่านพลังงานบำบัด โยคะหัวเราะ การอธิษฐาน มันทำให้เรารับมือและเดินต่อไปได้อย่างไม่แคร์โลก (ทุนและวัถตุนิยม) อีกต่อไป เดินไปด้วยความเบาสบายใจมากขึ้น มีพื้นที่อิสรภาพของเรามากขึ้นทุกวัน … เท่านี้ก็รู้สึกดีแล้วค่า 🙂

ขอความจริงเป็นแสงสว่างนำทางผู้อ่านทุก ๆ คนนะคะ

และจงสำรวจอยู่เสมอว่า เราทำสิ่งใด ๆ ก็ตาม ด้วยพลัง “รัก” หรือ “กลัว”

จงเลือก “รัก” ค่ะ

ด้วยรัก
บีม 🙂

สนใจศึกษาศาสตร์ด้านพลังงานบำบัดและโยคะหัวเราะเพิ่มเติม ดูได้ที่เว็บของครูของบีมนะคะ https://www.kaymiracles.com/ และ ที่เพจ https://www.facebook.com/KayMiracles/

สิ่งที่ได้เรียนรู้และตกผลึก “หลังดื่มน้ำเซเลอรี่นาโน” 27 วัน

ที่มาที่ไปของการมาดูคลิปนี้ คือ ช่วงสัปดาห์ก่อน บีม พี่แม็ค (สามี) น้องแคนดี้ มีความรู้สึกเหมือนกัน คือ ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำเกือบตลอดเวลา ไม่ใช่อาการท้องเสีย แต่รู้สึกไม่สบายท้องและเหมือนต้องไปเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายออกทุกครั้งที่ปวด

บีมกับพี่แม็คสันนิษฐานว่า มันเกิดจากที่เรากินเซเลอรี่นาโนผสมน้ำทุกเช้าหรือเปล่า? โดยบีมจะกินทุกวัน ผสมผงเซเลอรี่ 2 ช้อนตวงกับน้ำ 500 มล. กินตอนท้องว่างทุกเช้า ตามสูตรของคุณ Anthony William ผู้นำในการใช้น้ำสกัดเซเลอรี่ในการบำบัดรักษาโรคเรื้อรังต่าง ๆ

ส่วนน้องแคนดี้ ได้กินไม่กี่แก้วเท่านั้น แต่ก็รู้สึกเหมือนกัน

This image has an empty alt attribute; its file name is start_celery_22_06_2020.jpg
วันแรกที่เซเลอรี่มาถึง และ เปิดกินเลย คือ 22 มิ.ย. 2563

แม้จะเกิดอาการ 3 คนเลย แต่บีมขออนุญาตเล่าเฉพาะของตัวเองคนเดียว เพราะ บีมจะรู้ดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำอะไรไปบ้างกับร่างกายของเราเองนะคะ

สำหรับการเริ่มต้นและผลการกินในช่วงแรก ๆ บีมจะเขียนไว้หมดแล้วในหน้านี้ค่ะ เป็นหน้าสินค้าในร้านในไลน์ สามารถเข้าไปดูได้เลย https://shop.line.me/@siwsecret/product/319139158

จำได้ว่า กระปุกแรกที่กิน ไม่มีอาการปวดท้องเกือบตลอดเวลาอย่างที่บอกเลยนะคะ สบายตัวมาก และสิวก็หายไปทั้งหมดจริง ๆ (กระทุ้งออกมาก่อนนะคะ แต่กินต่อเนื่อง มันหายจริง แต่ต้องดูแลสุขภาพตามสิ่งที่สอนไว้ในนี้ไปด้วยนะคะ https://shiningbeam.org/siwsecretonlinecourse/ อย่าไปรับพิษใหม่เข้าไป มันจะช้า)

แต่มันมาเริ่มหลังจากที่พี่แม็คทำคลิปนี้ออกไป เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2563 https://www.facebook.com/mackitch9/videos/741449739939529/ เป็นคลิปการสาธิตว่า เซเลอรี่นาโน กับ น้ำสกัดเซเลอรี่สด ๆ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างค่ะ

ซึ่งวันนั้นเรา 4 คน พ่อ แม่ ลูก ได้กินน้ำเซเลอรี่กันแบบเยอะมาก ส่วนที่สกัดออกมาผสมแอปเปิ้ลเขียว ก็อร่อยมาก ลูก ๆ กินเยอะเลย และส่วนที่เป็นน้ำผงเซเลอรี่นาโน บีมก็กินเข้าไปอีก หลังจากที่กินไปแล้ว 500 มล. ตอนเช้า!!!

บีมสังเกตว่า ทั้งพี่แม็คและน้องแคนดี้ มีอาการกระทุ้งพิษ น้องแคนดี้มีสิวขึ้นกลางหน้าผาก 1 เม็ดใหญ่ ๆ และมีอาการปวดท้องอยากถ่าย ตามภาพด้านล่างนี้เลยค่ะ ซึ่งเป็นวันเวลาจริงของการถ่ายรูป (พอดีมีสินค้ามาใหม่ เป็นเจลสิว เลยให้น้องใช้เลยและเก็บรีวิวค่า ดีจริง :))

This image has an empty alt attribute; its file name is 107665565_307908027012949_2145773597181628376_o.jpg

ช่วงวันที่ 6 – 12 ก.ค. 63 น้องแคนดี้น่าจะไม่ได้กินเซเลอรี่แล้ว หรืออาจจะกินอยู่บ้าง แต่ไม่มาก อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ เพราะ เขาจะเดินไปชงกินเอง ซึ่งเขาชอบผักอีกสูตรมากกว่า

ส่วนพี่แม็ค น่าจะยังกินอยู่ค่ะ แต่ไม่รู้ว่ากินเพียวหรือผสมอย่างอื่นไหม เพราะถ้าตามสูตรเขาเลย ต้องกินเพียว ๆ เลยค่ะ เว้นระยะ 20-30 นาที ถึงจะกินอย่างอื่นได้

ส่วนบีม กินเพียว กินเป็นอย่างแรกของวัน (ยกเว้นน้ำเปล่าอุ่นๆ ที่จะดื่มหลังตื่นนอนเป็นปกติ แต่บางวันก็ทดลองกินน้ำเซเลอรี่นาโนไปเลย ไม่ได้ดื่มน้ำเปล่าค่ะ รู้สึกว่า ได้ดื่มน้ำเปล่าอุ่น ๆ จะช่วยขับถ่ายได้มากกว่า) และกินในสัดส่วน 2 ช้อนตวง (เท่ากับเซเลอรี่ 160 กรัม) กับน้ำ 500 มล. (กระบอกน้ำมีตัวเลขค่ะ)

ช่วงประมาณวันที่ 6-12 ก.ค. บีมรู้สึกว่า เหมือนจะปวดท้องตลอดเวลา อาการคล้าย ๆ เหมือนมีกรดในกระเพาะ ไม่สบายท้องเลยค่ะ บีมพยายามกินอะไรที่น่าจะช่วยแก้อาการในกลุ่มแผลในกระเพาะ เช่น กระเจี๊ยบเขียว ฟักทอง … แต่มันกลับยิ่งทำให้รู้สึกอยากถ่ายมากขึ้น ความรู้สึกเหมือนกับว่า ท้องไส้เราพยายามจะกำจัดอะไรออกอยู่ตลอดเวลา

แล้วบีมก็เลยเข้าไปดูข้อมูลใน YouTube ก็ไปเจอคลิปผู้หญิงคนหนึ่ง เล่าว่าทำไมเธอเลิกกินน้ำเซเลอรี่

เธอบอกว่า … หลังจากสิวหายแล้ว เธอก็ไม่ได้กินต่ออีก เพราะ ไม่สะดวกเรื่องงบประมาณ เวลา ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาดของเซเลอรี่ และ รู้สึกว่าท้อง sensitive กับอาหารที่กินมากขึ้น

บีมก็ไม่ได้ค้นข้อมูลอะไรเพิ่ม แต่ก็สังเกตว่า เออ…นั่นสิ กินอะไรก็อยากถ่ายออก หรือมันจะไม่โอเคจริง ๆ นะ…

ก็เลยลองหยุดกินค่ะ พี่แม็คหยุดก่อน แล้วอาการเขาดีขึ้น บีมเลยลองหยุดบ้าง มันก็ดีขึ้น แต่ไม่หาย…

บีมก็เลยมาอ่านของคุณ Anthony William อีกรอบที่เว็บของเขาเลย https://www.medicalmedium.com/medical-medium-celery-juice-movement.htm บีมก็ได้คำอธิบายที่รู้สึกว่า ต้องลองกลับไปกินใหม่อีกรอบดู เพราะ มันอาจจะเป็น healing crisis (ภาวะกระทุ้งพิษ) ก็ได้

บีมก็กลับมาเริ่มกินได้สัก 2 วัน (16-17 ก.ค.) โดยเริ่มต้นที่ 1 ช้อนตวง กับ น้ำ 500 มล. คือ ความเข้มข้นมันเบาลงเท่านึง หลังจากนั้นก็เว้นช่วงแล้วกิน FB5 ปรากฏว่า เฮ้ย อาการมันหายไป! ก็บอกพี่แม็คว่า ต้องกลับมากินนะ จะได้ขับอะไรที่ค้างในกระบวนการอยู่ออกให้หมด คือ ต้องยอมให้พิษมันออก แล้วกินต่อจนกว่าอาการทั้งหมดจะหายไป

บีมก็เลยกลับมากิน โดยกินแค่เวลาเดียวในสัดส่วนที่ 1 ช้อนตวงก่อนค่ะ (ตอนแรกที่เริ่มคือ 2 ช้อนตวง) แล้วเดี๋ยวถ้ามันโอเค ก็ค่อยเพิ่มโดสเข้าไป วันนี้คือ เช้าวันที่ 3 ของการกลับมากิน (เสาร์ที่ 8 ก.ค. 2563) โดยจะดื่มน้ำอุ่นเป็นแก้วแรกก่อน จากนั้นพอขับถ่ายออกแล้ว ก็ค่อยมาดื่มเซเลอรี่ค่ะ

และพอดีว่า ได้ดูคลิปที่แปะลิงค์ไว้ให้ตั้งแต่ต้นจบแล้ว ความมั่นใจก็กลับมาแล้วเพราะได้ข้อมูลเพิ่ม ประกอบกับอาการที่เป็นค้างอยู่เป็นสัปดาห์ก็หายไป (ช่วงที่หยุดกินแล้วพยายามกินผักอื่น ๆ เพื่อรักษาอาการที่เหมือนแผลในกระเพาะ มันไม่เวิร์คค่ะ มันต้องกินเซเลอรี่ต่อ ถึงหาย)

ในช่วงท้ายนี้ เลยขอสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ทดลองของตัวเอง จากการกินน้ำเซเลอรี่นาโนมาได้เกือบ 1 เดือน และ จากคลิปสัมภาษณ์คุณ Anthony นะคะ ซึ่งบีมจับมาเฉพาะในส่วนที่ตกผลึกส่วนตัวและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาสิวเพิ่มเติมค่ะ

สรุปจากประสบการณ์ของตัวเอง

  • ใครที่พึ่งเริ่มต้นในการใช้เซเลอรี่นาโน แนะนำให้ลองที่สัดส่วน 1 ช้อนตวงกับน้ำ 500 มล. ดูก่อนค่ะ ร่างกายจะได้ค่อย ๆ ปรับตัวก่อน (บีมเริ่มที่ 2 ช้อนตวงต่อน้ำ 500 มล.) เพราะ ร่างกายบีมและพี่แม็ค เคยผ่านการล้างพิษมาก่อน แต่บีมจะกินอะไรที่คลีนกว่าเขา เขาจะมีอาการกระทุ้งพิษที่มากกว่าบีมค่ะ
  • บีมเริ่มที่ 4 เวลาต่อวัน (เช้า ก่อนเที่ยง บ่ายแก่ ๆ และก่อนนอน) เลยได้ผลเร็ว … แต่สำหรับคนที่เริ่มต้น บีมแนะนำให้กินแค่ตอนเช้า ท้องว่าง ซึ่งปกติบีมจะกินหลังตื่นนอน บีมเป็นคนตื่นเร็ว บางทีก็ตี 4 บางทีก็ตี 5 บีมเลยจะได้ดื่มเซเลอรี่ก่อน 6 โมงเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าใครที่ไม่ได้ตื่นเวลานี้ ก็ให้กินช่วงประมาณ 6.00 – 8.00 น. ได้อยู่ค่ะ
  • ไม่ว่าจะเกิดอาการอะไรขึ้น ขอให้ทานต่อไป เพื่อให้เขาล้างเชื้อโรคจากตับออกให้หมด เพราะ ถ้าตับสุขภาพดี อาการต่าง ๆ จะหายไปเองค่ะ
  • สำคัญมากกกกก ที่ผู้สนใจ ควรทำความเข้าใจเรื่องภาวะกระทุ้งพิษ Healing Crisis ให้ดี บีมได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ในคลิปนี้ค่ะ แนะนำให้ดูก่อนคิดจะเริ่มกินเซเลอรี่เพื่อรักษาสิว ติวพิเศษ 3 เรื่อง : ข้อสรุปเรื่องล้างตับด้วยน้ำผงผักเซเลอรี่ / ปรับ mindset สิวขับพิษ / วิธีรับมือ https://youtu.be/LNEbpE_3SAo
  • สำหรับบีม … สิวหายจริง รู้สึกตับสะอาดจริง และบีมจะกินต่อไปเรื่อย ๆ เพราะมันง่ายและได้ผลจริงๆ
  • แต่…ขอเน้นย้ำตัวโต ๆ เลยว่า ใครที่คิดจะทานสูตรนี้เพื่อรักษาสิว ต้องเข้าใจกระบวนการธรรมชาติบำบัด พลังงานบำบัด ภาวะกระทุ้งพิษ ให้ดีก่อนนะคะ เพราะ ถ้าคิดจะทำแล้ว ต้องไปให้สุด จึงจะหายขาดจากสิวได้จริง ๆ และในกระบวนการบำบัด หลายคนจะไม่คุ้นเคย รู้สึกแย่เหมือนป่วย แต่จริง ๆแล้ว ร่างกายกำลังซ่อมตัวเอง ถ้าดูแลไม่ถูกวิธี กินน้ำเซเลอรี่แล้วยังมีพฤติกรรมทำลายสุขภาพ อันนี้ไม่เป็นผลดีแน่นอนค่ะ มันต้องปรับทั้งหมดเลย ถ้าคิดจะกินจริง ๆ
  • ถ้าไม่ศึกษาข้อมูล อย่าทำก่อนค่ะ … เพราะถ้าทำอย่างไม่เข้าใจ จะเป็นผลเสียต่อผู้ทำมากกว่า เนื่องจากเขาล้างพิษให้เราค่อนข้างลึก ดังนั้น ต้องรู้วิธีเตรียมกาย เตรียมใจ ซึ่งบีมสรุปและเรียบเรียงไว้หมดแล้วในหนังสือและคอร์สสิวซีเคร็ตค่ะ เป็นพื้นฐานที่ครบสมบูรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสิวแนวทางธรรมชาติให้หลุดจากวงจรสิวด้วยแนวธรรมชาติได้ตลอดไปที่ต้องเรียนรู้และทำไปตามขั้นตอน เมื่อใช้ผักผงและผลิตภัณฑ์ในร้านสิวซีเคร็ตร่วมด้วยจึงจะได้ผลดีค่ะ

สรุปสิ่งที่ได้จากคลิปคุณ William Anthony (เขาให้ความรู้ดี ๆ เยอะมาก แต่บีมขอสรุปที่บีมรู้สึกว่าผู้ติดตามสิวซีเคร็ตน่าจะสนใจเป็นพิเศษนะคะ)

  • เซเลอรี่เป็นสมุนไพร ไม่ใช่แค่ผัก ดังนั้นเขาจึงมีสรรพคุณในการบำบัดเยียวยารักษาโรคดังเช่นสมุนไพรอื่น ๆ
  • ที่ต้องเป็นเซเลอรี่ เพราะ เขาได้ยินเสียงที่บอกเขามาตั้งแต่ 4 ขวบ ซึ่งทุกคนที่ป่วย เขาจะแนะนำให้กินน้ำสกัดเซเลอรี่ ซึ่งทุกคนหายจากโรคอย่างสิ้นเชิง ประจักษ์ชัดแก่สายตาของเขา
  • การที่เซเลอรี่ได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์บางส่วน อาจด้วยเหตุผลที่ เซเลอรี่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและได้ผลจริง ซึ่งได้ผลกับคนมากมายมาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะดัง ไม่ใช่การสร้างกระแส แต่เป็นการหายจากโรคจริง ๆ ที่คนได้รับผลลัพธ์จริง ๆ เป็นพายุแห่งผลลัพธ์จริงก้อนใหญ่ก่อนที่เขาจะนำเรื่องนี้เผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งแน่นอนว่า อาจไปขัดผลประโยชน์ของผู้คนในวงการสุขภาพมากมายหลายกลุ่ม
  • ในเซเลอรี่มีกลุ่มของเกลือชนิดพิเศษที่นักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ค้นพบ และคาดเดาว่า น่าจะเป็นสารอาหารอื่นๆ ที่ถูกค้นพบแล้วมากกว่าที่มันช่วยบำบัดอาการต่าง ๆ ให้หายไปได้
  • แต่คำถามคือ ว่า ผักอื่น ๆ ก็มีสารอาหารที่พวกเขาพูดถึง แต่ทำไมไม่มีอะไรที่ให้ผลลัพธ์ได้เท่าเซเลอรี่เลย?
  • และไม่ว่าคุณจะมีความเชื่อในการกินรูปแบบไหนก็ตาม วีแกน มังสวัรัติ พาลีโอ คีโต ฯลฯ การที่เพิ่มน้ำสกัดเซเลอรี่และกินอย่างถูกวิธีตามที่เขาแนะนำเข้าไป จะช่วยทำให้ “ได้ผลลัพธ์” ที่ต้องการแน่นอน
  • เพราะน้ำสกัดเซเลอรี่ ช่วย “ทำลายกำแพงสุดท้าย” ที่ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์นั่นเอง
  • กินสกัดสดเท่านั้น ห้ามกินแบบผ่านความร้อนมาแล้ว หรือห้ามกินผสมอะไรอื่นใด
  • สำคัญที่สุด คือ กลุ่มเกลือนี้ เข้าไปทำงานหลายอย่างในระบบร่างกาย ที่สำคัญ คือ ไปฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ในตับ ถุงน้ำดี ซึ่งตับเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ซึ่งคนที่ป่วย ก็คือ ตับป่วย ตับป่วยก็คือมีเชื้อโรคเยอะ เมื่อเกลือในเซเลอรี่เข้าไปฆ่าเชื้อต่าง ๆ และทำลายพิษในตับแล้ว อาการไม่สบายก็หายไป ง่าย ๆ เท่านี้เอง
  • และเมื่อตับมีสุขภาพดี เขาจะสามารถฟื้นฟูระบบการเก็บและใช้พลังงานในรูปแบบไกลโคเจนและกลูโคสในกระแสเลือดให้เป็นปกติ ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติ ไม่เกิดความอยากกินของหวาน เค้ก เบเกอรี่ น้ำตาล อีกต่อไป ความรู้สึกอยากเสพย์ของพวกนี้จะหายไปเอง
  • นอกจากนี้ เกลือกลุ่มนี้ ยังเข้าไปปรับสมดุลปริมาณกรดเกลือในกระเพาะอาหาร ให้สามารถย่อยโปรตีนที่ตกค้างได้ หรือโปรตีนที่ทานเข้าไปใหม่ได้ ทำให้ไม่มีของบูดเน่าจากอาหารกลุ่มโปรตีนเหลือตกค้าง
  • กลุ่มเกลือนี้ ยังไปเพิ่มอิิเลคโตรไลท์ในปริมาณที่เพียงพอ ที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทกลับมาทำงานเป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยให้สมอง ระบบประสาท ทำงานมีประสิทธิภาพ ระบบร่างกายจึงกลับมาเป็นปกติ
  • นอกจากนี้ เขายังช่วยให้ สมองโล่ง เคลียร์ จะทำให้มีโฟกัสชัดเจนขึ้น จะรู้ว่าชีวิตจะต้องไปอย่างไร คือ มันได้มากกว่าสุขภาพ แต่คือเปลี่ยนชีวิตของคุณแน่นอน
  • ไม่ว่าคุณจะกินสายไหน เชื่ออย่างไร สิ่งที่คุณต้องทำเหมือนกัน คือ ผมแนะนำให้ “เลิกกินไข่” เพราะ มันเป็นอาหารของเชื้อโรค (อันนี้ตรงกับข้อมูลหมอจันทร์ แห่งเมืองพาน จ.เชียงรายค่ะ บีมเคยไปพบท่านมาเมื่อหลายปีก่อน เพราะสนใจสมุนไพรของท่าน หมอจันทร์ท่านเป็น อจ.แพทย์แผนไทยที่รักษามะเร็งให้ชาวบ้านหาย อจ.บอกว่า ห้ามกินไข่เลย คนเป็นมะเร็งนี่นะ ไข่เป็นอาหารของมะเร็ง)
  • น้ำสกัดแตงกวา (cucumber juice) สามารถนำมาดื่มช่วงที่หาเซเลอรี่ไม่ได้ แต่มันทำงานเหมือนเซเลอรี่ไม่ได้ แต่อย่างน้อย การดื่มน้ำสกัดแตงกวา จะช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้น เต็มไปด้วยน้ำ ซึ่งการที่ร่างกายชุ่มน้ำ ก็จะช่วยให้เขาสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ ขับล้างสารพิษออกได้ดีขึ้น แต่จำไว้ว่า มันทำงานเหมือนเซเลอรี่ไม่ได้ (สำหรับลูกค้าสิวซีเคร็ต ตัวที่ช่วยในส่วนนี้ได้คือ หน่อไม้ฝรั่งค่ะ ชุ่มชื้นเต็มๆ)
  • และสุดท้ายที่บีมชอบมาก คือ ร่างกายเขาไม่เคยต่อต้านคุณนะ ร่างกายเขาไม่เคยทำร้ายคุณ ไม่เคยต่อสู้กับคุณเอง เขารักคุณเท่านั้น … ดังนั้น การที่เราคิดหรือรู้สึกกับร่างกายนั้นสำคัญมาก ๆ มันจะส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ขอให้ปรับวิธีคิด วิธีรู้สึกตรงนี้เสียใหม่ เพราะมันสำคัญมากจริง ๆ สำหรับวิธีที่คุณสื่อสารกับร่างกาย

ถึงตรงนี้… บีมตกผลึกเลยค่ะว่า ผู้คนในสมัยนี้ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาสิว จะมีความรู้สึก “ต่อต้านร่างกายตัวเอง” คือ ขอโทษนะคะ ภาษาดิบ ๆ คือ “มึงจะเป็นทำไมวะสิวเนี่ย กูทรมานจะตายอยู่แล้ว ยังจะขึ้นมาอยู่ได้” อันนี้ภาษาจิตใต้สำนึกเลยค่ะ ที่ทุกคนที่มีปัญหาสิวหรือสุขภาพ คงจะไม่ปฏิเสธ ถ้าได้ลองอยู่เงียบ ๆ แล้วฟังเสียงข้างในเมื่อระลึกถึงเรื่องสิวหรือสุขภาพตัวเอง

เราพยายามเหลือเกินที่จะ “กำจัด” “ต่อต้าน” และ “กล่าวหาร่างกาย” ตลอดเวลา…

พอเกิดภาวะกระทุ้งพิษ ร่างกายพยายามขับออกให้ ก็ไปรู้สึกไม่พอใจ รู้สึกไม่ดี อยากจะกดมันเอาไว้

ร่างกายรักเรามากนะคะ … ขอให้ปรับวิธีคิด วิธีรู้สึกเสียใหม่ ไปเป็น “ขอบคุณ” แทนค่ะ มันจะเปลี่ยนคลื่นพลังงาน จากเกลียดเป็นรัก … แล้วความรักนี้แหละ ที่จะเยียวยารักษาทุกอย่างได้ ซึ่งชัดเจนมากในวิธีคิดและวิธีทำของแม่ชีศันสนีย์ที่รับมือกับมะเร็งจนหายดีค่ะ อยากให้ดูจนจบเช่นกัน แล้วนำมาใช้กันค่ะ

สุดท้ายนี้ … บีมได้ถอยหนังสือ Celery Juice ของคุณ Anthony William มาอ่านแล้วค่ะ ซื้อจาก Kinokuniya เพราะบีมเชื่อว่า ตัวนี้แหละ คือ คำตอบสุดท้ายของสิวเรื้อรังจริง ๆ เพราะ คุณแอนโธนี่ ได้พูดถึง “สิว” เสมอในทุก ๆ ครั้งที่คนถามว่า น้ำสกัดเซเลอรี่มันช่วยรักษาอะไรได้บ้างจากประสบการณ์ของคุณ

บีมรู้ว่า การอ่านหนังสือเล่มนี้ จะทำให้บีมเข้าใจมันอย่างถูกต้อง และดูแลทุกคนที่กินน้ำสกัดเซเลอรี่หรือน้ำผักผงเซเลอรี่จนถึงฝั่งได้อย่างถูกต้อง

และบีมเองก็ยังไม่แน่ใจว่า น้ำเซเลอรี่นาโน จะให้ผลได้เหมือนกับ น้ำเซเลอรี่สกัดสด หรือไม่ เพราะ ยังไม่เคยทานแบบสกัดสดต่อเนื่องกันค่ะ แต่ผลลัพธ์ที่บีมได้รับจากการดื่มน้ำเซเลอรี่นาโนตามสูตรเดียวกับที่คุณแอนโธนี่อธิบายนั้น ชัดเจนเรื่อง สิวหาย ตาใส เล็บมีสีชมพู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะของตับที่แข็งแรงและสะอาดขึ้นค่ะ

ขอฝากทิ้งท้ายไว้นะคะว่า หากต้องการจะรักษาสิวให้หายขาดในแนวธรรมชาติจริง ๆ ต้องจัดเวลาศึกษาข้อมูลตามที่บีมได้เตรียมไว้ให้ให้ครบถ้วน และเตรียมกาย เตรียมใจ ที่จะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ อย่าแค่อยาก … เพราะ ปัญหาที่มันเรื้อรัง ต้องการความตั้งใจ ต้องการความรู้ที่ลึกซึ้ง ในการพาตัวเองเดินไป เพราะไม่มีใครจะทำให้คุณได้ นอกจากตัวคุณเองค่ะ …

วิธีการที่ถูกต้อง ได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว ขอเพียงแค่ จุ่มตัวเองลงมาให้มิด … แล้วไปให้สุดทาง

คุณก็จะได้มากกว่า “ผิวใสไร้สิว” แต่คือ “ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล” แน่นอน …

ขอส่งพลังให้ทุกคน มีพลังปฏิบัติ รักษาความหวัง รักษาวินัยได้จนถึงฝั่งนะคะ

ด้วยรัก

บีม…

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณต่าย ปทุมธานี (แฝดพี่คุณแตง)

แฝดพี่น้องคู่นี้น่ารักมากค่ะ หลังจากที่เราได้อ่านเรื่องราวของคุณแตงแฝดน้องไปแล้วในโพสต์ก่อน โพสต์นี้มาอ่านของคุณต่ายบ้างนะคะ

คุณแตงแฝดน้อง มาพบแนวทางก่อน รู้สึกว่าทำแล้วดี ก็ได้นำไปแนะนำคุณต่ายแฝดพี่ และทั้งสองคนก็ได้เดินทางไปพร้อม ๆ กันบนถนนสายธรรมชาตินี้ และได้ผลลัพธ์ที่ดีเหมือนกันค่ะ

คุณต่ายเคยชอบทานอาหารมัน มีภาวะไขมันชนิดไม่ดีสะสม ทำให้ในเลือดเป็นกรด ระบบย่อยและระบบขับถ่ายไม่ดี ทำให้ร่างกายร้อน แพ้ยาคุม เลเซอร์ผิวมาอย่างหนักหน่วงทำให้ผิวอ่อนแอมาก ๆ รวม ๆ แล้วเป็นสภาพร่างกายก่อนที่จะดูแลตัวเองแนวทางนี้ค่ะ

ปัจจุบันนี้ ผิวสุขภาพดีขึ้น แข็งแรงขึ้น มีความเข้าใจผิวและร่างกายตัวเองทั้งระบบ จัดเวลาสำหรับการพักผ่อนและออกกำลังกายมากขึ้น ทำให้พลังสมดุลขึ้น

1. สภาวะก่อนรักษาสิวแนวทางนี้เป็นอย่างไร?
ปกติก็ไม่ได้เป็นสิวคะแต่ผิวเคยทำเลเซอร์มาคะ ผิวภายในเสียหาย และบอบบางเนื่องจากทำสิ่งเหล่านี้ และมาจากคุมฮอร์โมนด้วย แผ่นแปะยาคุมมาเป็นเวลาหลายปี แต่ไม่เคยรู้มาก่อนว่าการเป็นสิวมีสะสมด้วย และจะต้องมาเคลียใต้ผิว เคลียภายในภายนอก 2 ปีก่อน ได้เปลี่ยนการคุมกำเนิด เป็นฝั่งแท่ง ทำให้ภายใน รึระบบเลือดเสียสมดุล รึเลือดสกปรกนั้นเอง สิวผุด เต็มหน้า ผลักออก จน น้องคู่แฝด ได้มาศึกษาแนวทางนี้ ในช่วงนั้น ทำให้ค่อยๆใจเย็นและเริ่มรักษา ตามกระบวนการ แรกๆรักษาใจร้อนมาก อยากหายไปไหนใครก็ทัก เพราะปกติไม่มีสิว และระบบขับถ่ายไม่ปกติ


2. ทำอะไรบ้างตอนรักษาแนวธรรมชาติ?
เริ่มฟังเพลงบำบัด เริ่มทำสิ่งที่เป็นพลังบวกเริ่มงดอาหาร ของมัน ของทอด ฟาสฟุส นมวัว อาหารแปรรุป เริ่มทานผัก มากกว่าแป้ง เริ่มปรับให้ลำไส้ขับถ่ายปกติเริ่มใช้ตัวสินค้าที่เติมน้ำให้ผิว เริ่มใช้ตัวสินค้าที่เป็นน้ำมันเพราะลดอักเสบเพิ่มความชุ่มชื้นเริ่มปรับเวลาการนอนเท่าที่จะทำได้เริ่มหาสิ่งแก้ความเครียดกับหน้าตัวเอง


3. พบอุปสรรคอะไรบ้าง แก้ยังไง?
คนทักบ่อยมาก เป็นสิวทำไมไม่หาย แต่ก่อนหน้าใสมาก ทำไมไม่รักษา แก้โดย อดทนคะ และบอกว่า กำลังรักษาอยู่ ตามขั้นตอน ใช้เวลา บอกกับอื่นแบบนั้น และบอกว่าหน้าฉัน อย่าใส่มันเลย เด่วมันก็หาย อย่ามองมันเลยอาหารที่ต้องงด คะ บ้างทีสังสรรคมีบ้างคะ แต่พยายามงดและเลี่ยง ก็จะมีคนถามบ่อยๆว่า ทำไมไม่กินปกติกิน เช่นช็อคโกแลต งี้ จะบอกว่าลดอยู่ เพราะใบหน้าที่สดใส ถามมากๆก็บอกไปเลย ปากเราจะกินไรไม่กินไรก็เรื่องของเรา เพราะเขาไม่ได้คบที่เรากินไม่กินรึหน้าเราพัง เขาคยที่นิสัย และการปฏิบัติต่อเขาเครียดง่าย ปกติไม่ค่อยเครียด


 4. เริ่มเห็นผลเมื่อไหร่?
รักษา 1 ปีคะ ประมาณ


5. สภาวะปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?
ระบบขับถ่ายดีอารมณ์ดีขึ้นไม่แปรปวนระบบภายในใต้ผิวหน้าแข็งแรงระบบเลือดดีระบบพลังงานก็ไปทิศทางที่ดีไม่ทำให้เครียดระบบการทานอาหารก็ชินกับการเลือกทาน รึทานอาหารขยะ รึรับสิ่งไม่ดีก็มีวิธีจะเคลียร์ออก

6. จุดหลักที่ทำให้สิวหายคืออะไร?
เริ่มจากความคิดเลยคะอย่าไปเครียดเลยเริ่มจากอดทนและวินัยเริ่มจากความเชื่อในสิ่งที่ลงมือทำและปฏิบัติกับตัวเอง


7. อยากให้กำลังใจอะไรกับรุ่นน้อง?
อดทนนะคะทุกอย่างจะผ่านไป มีวินัยกับตัวเอง ใส่ใจกับแนวที่ตัวเองเลือกทำค่ะ เชื่อมั่นว่าตัวเองต้องหาย เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เป็นสิว อย่าโฟกัสสิว จะทำให้เครียดง่าย สู้ๆค่ะ