อดอาหาร 3 วัน ช่วยชีวิตอย่างไร ไปดูกัน!

คลิปตอนที่ 1
คลิปตอนจบ

วันที่ 26-28 เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา บีมตัดสินใจ อดอาหาร 3 วัน ด้วยเหตุผลเดียว คือ บีมต้องการคำตอบสำหรับคำถามบางอย่างที่สำคัญต่อชีวิตให้ชัดเจน เพราะ เคยอดอาหาร 1 วันก่อนหลายครั้งแล้ว และพบว่า อดอาหารเมื่อไหร่ สมองและหัวใจทำงานได้ดีมาก ๆ คิดงานก็ออกมาดี ลำดับงานก็ดี ทั้ง ๆ ที่ปกติก็ทานอาหารที่มีคุณภาพดีอยู่แล้ว แต่ถ้าอดอาหาร มันจะรู้สึกดีขึ้นอีกสเต็ปหนึ่งค่ะ

ที่ผ่านมา บีมสังเกตแล้วว่า พลังชีวิตและสภาวะของจิตใจจะเป็นไปตามอาหารที่เรากิน และ ช่วงไหนที่บีมกินอาหารปรุงสุกมาก ๆ ยิ่งช่วง lock down นี้ กินเยอะกว่าปกติ ทำให้รู้สึกว่า สมองไม่เฉียบเลย มันเบลอ ๆ มันไม่ชัด มันไม่พุ่ง มันไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่บีมไม่ได้กินอาหารขยะเลยแม้แต่น้อย แต่การกินอาหารปกติที่มีคุณภาพดี หากมากเกินกว่าที่เราต้องการใช้จริง ๆ และไม่ได้ออกกำลังกายร่วมด้วยแบบจริงจัง มันส่งผลมาก ๆ ต่อสุขภาพอย่างชัดเจนค่ะ แต่ถ้าช่วงไหน กินผักผลไม้สดปั่นเป็นสัดส่วนสูง หรืออดอาหาร ช่วงนั้นจะมีพลังสูงขึ้น ความคิดเฉียบคม จิตใจสงบ ดีมาก ๆ

วันนี้วันที่ 29 เม.ย. 2563 พึ่งจบโปรแกรมไป จึงอยากจะมาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้เรียนรู้จากประสบการณ์ส่วนตัวของบีม เพื่อเป็นข้อมูลและความรู้เพิ่มเติมที่อาจช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของร่างกายและจิตใจนี้มากขึ้นค่ะ

อดอาหารในความหมายของบีม

ก่อนอื่น ขอเริ่มต้นที่การให้ความหมายของคำว่า “อดอาหาร” ในความหมายของบีมในรอบนี้ก่อนนะคะ

ปกติแล้ว การอดอาหารมีหลายระดับ มีแบบทานผลไม้หลายชนิดไปตลอดวัน ทานผลไม้ชนิดเดียวไปตลอดวัน ดื่มน้ำปั่นผักผลไม้ไปตลอดวัน ดื่มน้ำสกัดไปตลอดวัน หรือดื่มน้ำเปล่าไปตลอดวัน

ปกติแล้ว การอดอาหาร 1 วันของบีม คือ ไม่กินอะไรเลย ยกเว้นน้ำเปล่าค่ะ เพราะต้องการให้ร่างกายได้ย่อยและจัดการกับอาหารส่วนเกิน หรืออะไรส่วนเกินออกไปได้หมดจริง ๆ ในวันนั้น

ถ้าใครเป็นสิว การอดอาหารจะทำให้สิวที่เป็นอยู่ยุบเร็ว จะเห็นเลยว่า ที่บวมเป่งจะฝ่อไป หรือถ้าสังเกตดี ๆ อาการจะลดลง นั่นหมายถึงว่า ร่างกายสามารถจัดการพิษและสิวเองได้ เมื่อเราหยุดกินอาหารที่ต้องเคี้ยว ต้องย่อย แล้วเขาจะมีพลังเหลือไปจัดการพิษ เชื้อโรค และฟื้นฟูระบบของตัวเองได้จริง ๆ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน บีมตัดสินใจเลือกเป็นการดื่มเฉพาะน้ำเปล่า 3 วัน “เป็นครั้งแรก” ด้วยความอยากรู้ด้วยว่า มันจะเป็นอย่างไรด้วย ซึ่งบีมกำลังจะเล่าให้ฟังว่าแต่ละวันเป็นอย่างไร และรู้สึกอย่างไรบ้างนะคะ ซึ่งใน 3 วันนี้ บีมทำงานตามปกติ และ ยังต้องเดินผ่านห้องครัวที่ทำอาหารน่ากินเยอะแยะบ่อย ๆ ด้วยค่ะ เพราะ เป็นทางไปห้องน้ำส่วนของบีม

3 วันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

วันที่ 1

วันนี้ชิลมาก ๆ เพราะ เป็นระยะเวลาปกติที่เคยทำมาอยู่แล้ว เราจะรู้วงจรของมันอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร

ช่วงเช้าถึงบ่าย 2 จะชิลมาก และจะโล่งขึ้นมาก จะรู้สึกสบายค่ะ เพราะเหมือนร่างกายเขาได้จัดการกับอะไรต่อมิอะไรได้มากมายโดยไม่ต้องทุ่มพลังมาที่การย่อยอาหาร เหมือนเขาได้เคลียร์งานของเขา

แต่พอสักช่วงบ่ายแก่ ๆ ประมาณบ่าย 2 – 5 โมง ช่วงนี้จะเป็นโหมดที่จะรู้สึกเริ่มหิวและทรทานเล็ก ๆ เมื่อก่อนตอนที่บีมเริ่มอดอาหารใหม่ ๆ ทนไม่ได้ในช่วงนี้ ต้องไปกินผลไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ สักนิดนึงช่วงเวลานี้ และก็ผ่อนคลายหลังจากนั้น เน้นเข้านอนให้เร็ว ไม่งั้นจะหิวมากตอนดึก ถ้าเราหลับได้เร็ว มันก็จะผ่านไปได้ค่ะ

แต่รอบนี้ ตั้งใจว่าเป็นน้ำอย่างเดียว และมีข้ออนุโลมว่า กินน้ำผึ้ง (บีมเลือกน้ำผึ้งป่าเพราะมีประโยชน์ต่อร่างกายจริงๆ) ได้ตอนหิว จะไม่กินผลไม้หรืออะไรที่ต้องเคี้ยวสักอย่างเลย ช่วงเช้าถึงบ่ายสอง ก็สบาย ๆ เหมือนเดิม ช่วงหิวโหยนี้ก็น่าจะจัดน้ำผึ้งไป 1 ช้อนโต๊ะ พบว่า ช่วยให้มีกำลังและหายหิวได้จริง ๆ ก็อยู่ได้ไปอีกถึงนอนเลย (น้ำจิบเรื่อย ๆ อยู่แล้วค่ะ ไม่ได้นับว่าเท่าไหร่)

ก่อนนอน บีมได้ทดลองกินเกลือดำ เพราะอยากลองดู ผสมเกลือดำกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ดื่มหมดภายใน 5 นาที แล้วรอเวลา ไม่เกิน 10 นาที สดชื่นมีพลังขึ้นทันที เป็นความรู้สึกที่มีพลังและสดชื่นได้เร็วและมากกว่าน้ำผึ้ง และมีข้อมูลว่า เขาจะให้ประโยชน์กับร่างกายมากกว่าเกลือหิมาลัยสีชมพู และ ช่วยร่างกายให้อดได้ดีในช่วงอดอาหาร เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ด้วยค่ะ บีมรู้สึกดีมากกับเกลือดำ เขาว่ากลิ่นเหมือนไข่เน่า เหม็นมาก แต่ของบีมไม่เป็นเช่นนั้นค่ะ กลิ่นเหมือนไข่ขาวต้มเฉย ๆ สำหรับบีม กินง่ายมาก ๆ

วันแรกผ่านไปด้วยดี…

วันที่ 2

วันนี้ เป็นวันที่หินที่สุด!

บีมตื่นมาเร็วค่ะ และก็ทำงานไปตามปกติ น่าจะตื่นราว ๆ ตี 4 ความรู้สึกหลังตื่น คือ หิวมาก ในใจก็รู้สึกว่า วันนี้จะไหวไหมนี่? ตื่นมายังขนาดนี้ อ่อนระโหยโรยแรงมาก แต่ไม่เป็นไร ตั้งใจก็คือตั้งใจ ต้องทำให้ได้ บีมขอพลังให้บีมสามารถทำวันนี้ได้สำเร็จ

วันนี้ บีมรู้สึกไม่ค่อยไหว นอกจากน้ำผึ้งที่ทาน 1 ช้อนโต๊ะแล้ว บีมเพิ่มน้ำอุ่นผสมเกลือดำด้วยค่ะ กิน 1 แก้วหลังน้ำผึ้งสักพัก แล้วสิ่งที่รู้สึกหลังจากนั้นสักพักก็คือ ไม่หิวและมีพลังดีมาก!

ช่วงกลางวัน ก็ดำเนินไปตามปกติ บีมทำงานตามปกติ หิวก็กินน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ แต่จะไม่กินพร่ำเพรื่อนะคะ ไม่ได้กำหนดเวลา คือ เราดูเอาว่า เราไม่ไหวแล้วจริง ๆ เราค่อยกินค่ะ คือ จะทนให้ถึงที่สุดก่อน โดยการจิบน้ำไปเรื่อย ๆ แต่เพราะเราไม่ได้พักผ่อน เราต้องทำงาน ต้องใช้พลังสมองเยอะ มันจึงต้องมีตัวช่วยค่ะ ไม่งั้นจะทำอะไรไม่ได้เลย

ซึ่งในความเป็นจริง ใครที่จะอด ไม่ควรทำงานเยอะค่ะ อันนี้แจ้งไว้ก่อนนะคะ แต่พอดีของบีม บีมรู้สึกว่าตัวเองน่าจะพอทำได้ พอจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและรับมือได้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร บีมจึงตัดสินใจอดทั้งที่ยังทำงานตามปกติค่ะ

วันที่สองนี้ เจออุปสรรคเยอะมาก ทั้งในจิตใจและสภาพร่างกาย เป็นวันที่…

  • มารมาบอกให้เลิกอยู่เรื่อย ๆ จนพูดไปช่วงเที่ยง ๆ ว่า วันนี้จะน่ากลับมากินปกติละนะกับครอบครัว
  • สามีกับลูกทำอาหารอร่อย ๆ กินกันแบบ happy มาก คือ เขาก็กินปกตินะคะ ไม่ได้จะยั่วอะไรบีมเลย แต่เราเห็นแล้วก็มีความอยากเล็ก ๆ แต่ไม่กินก็คือไม่กินค่ะ ตั้งใจแล้ว
  • ร่างกายวันนี้ สิวขับพิษตรงใต้คางขึ้น (คอด้านบน) มาทีเดียวหลายเม็ด มีตรงแนวขมับและหน้าหูขวาร่วมด้วย แต่ซ้ายไม่ค่อยมีอะไร น่าจะเพราะ บีมกินเกลือชมพูกับเกลือดำไปสักประมาณ 2-3 แก้ว (ดำ 2 แก้ว ชมพู 1 แก้ว) ๅ และรู้สึกเหมือนมีอุจจาระตกค้างอยู่ คาดว่าเป็นสาเหตุของสิวที่ขึ้น (มีของเสียตกค้างและกินตัวที่ช่วยให้ร่างกายขับพิษและปรับสมดุล ถ้ามันมีพิษอยู่ ก็น่าจะถูกขับออกมา)
  • และร่างกายก็รู้สึกอ่อนแรงมาก อยากจะหยุด แต่…ใจบอกว่า ทำมาขนาดนี้แล้ว เดี๋ยวก็ได้เวลานอนแล้ว อดทนอีกนิด ซึ่งก่อนนอน บีมก็กินเกลือดำก่อนนอน ช่วยชีวิตได้เหมือนคืนวันแรก แล้วก็หลับไป

วันที่ 3

วันนี้ เหมือนได้รับรางวัลจากการที่อดทนจนผ่านวันที่ 2 มาได้ ตื่นมาไม่เร็วนัก สักตี 5 เห็นจะได้ แต่ไม่หิว ไม่โหย สดชื่น และที่สำคัญ “ได้รับคำตอบที่ต้องการจริงๆ” เกี่ยวกับทิศทางของชีวิตที่จะเดินต่อแบบชัดเจน ที่ไม่เคยชัดแบบนี้มาก่อน และก็บันทึกทุกสิ่งที่ตกผลึกลงในสมุดบันทึกประจำวันของบีม

วันที่ 3 นี้ บีมตัดสินใจทานน้ำมันละหุ่งสกัดเย็น 1 ช้อนโต๊ะ ช่วงเช้าเพราะต้องการกำจัดของเสียตกค้างที่ทำให้รู้สึกอึดอัดออกให้หมด หลังจากดื่มน้ำมันละหุ่ง บีมก็ดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือดำอีก 1 แก้วตามไป สักไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็รู้สึกต้องการเข้าห้องน้ำ แล้วก็ออกไปเยอะมากจริง ๆ ค่ะ โล่งมาก ๆ หายใจสะดวกเลย ไม่อึดอัดแล้ว

จากตรงนั้น บีมเริ่มรู้สึกนิ่ง สงบ มีพลัง แม้สมองจะเบลอ ๆ ไปนิด ท้องจะโหรง ๆ ไปหน่อย แต่บีมก็ทำงานได้เป็นปกติ พลังใจมันแข็งแรงมาก มันเหมือนกับว่า เราผ่านวันที่ 2 วันที่ยากที่สุดมาได้ถึงเช้าวันที่ 3 เราผ่านแล้ว ที่เหลือของวันนี้ก็ต่อให้จบเท่านั้นเอง

แต่ความรู้สึกอยากถ่าย มีเหลือนิด ๆ ในช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ค่ำ ๆ นะคะ แต่ไม่ค่อยออกแล้วเหมือนตอนเช้าค่ะ ก็อาศัยดื่มน้ำไปเรื่อย ๆ ค่ะ ไม่ได้ไปบังคับเขา

วันทั้งวันคือ สบายมาก ชิลมาก อาจเพราะของเสียตกค้างออกไปแล้ว (จริง ๆ ทำตั้งแต่วันแรกน่าจะดี เอาไว้รอบหน้าลองใหม่ค่ะ แต่คงอีกนานที่จะทำ 3 วันอีก) และก็อยู่ได้โดยไม่ต้องกินเกลือดำหลายแก้วเหมือนวันที่ 2 หิวก็กินน้ำผึ้ง มีอาหารดูอร่อย ก็ไม่ได้อยาก คือ ใจมันแข็งแรงมากกับสิ่งยั่วยุทั้งหลาย และการทำงานของเราก็ชัดเป็นลำดับ ๆ ไป ไม่รวน

สรุปว่าวันที่ 3 สบายมากค่ะ แต่คือ ตัวเบามาก รู้เลย น้ำหนักลดแน่นอน แต่ไม่ได้ชั่ง แต่กางเกงคือหลวมมาก และหน้าท้องหายหมด แต่หน้าตาสดใส ดวงตาเป็นประกาย และสิวที่ขึ้นมาวันที่ 2 ยุบลงไปด้วยเกือบพร้อมกันทั้งหมด โดยที่บีมใช้แค่น้ำผึ้งพอกหน้าเช้าและก่อนนอน แล้วล้างออกเท่านั้น ไม่ได้ทาครีมอะไรเกี่ยวกับสิวค่ะ

สรุปสิ่งที่บีม “ตกผลึก” จากประสบการณ์อดอาหาร 3 วัน ดังนี้ค่ะ

  • การอดอาหารวันแรกนั้น ร่างกายชินอยู่แล้ว เพราะเคยทำมาก่อนแล้ว เขาจึงผ่านไปได้อย่างสบาย ๆ ในวันแรก
  • แต่ความยากอยู่ในวันที่ 2 “ยากที่สุด” ที่ต้องต่อสู้ทั้งสภาพร่างกายที่อ่อนระโหยและกำลังขับพิษสูงสุด และจิตใจที่โดนมารบอกตลอดว่า พอเถอะ ไม่ไหวแน่ ทำไปทำไม กินได้แล้ว!
  • ส่วนวันที่ 3 เหมือนเป็น “รางวัล” ที่ได้รับ ได้รับทั้งคำตอบที่ต้องการสำหรับชีวิต และ ร่างกายก็อยู่ในโหมดสงบ มีพลัง นิ่ง ดีมาก ๆ
  • ถ้าทำงานอยู่ ไม่ได้รีแล็กซ์ บีมคิดว่า การดื่มเฉพาะน้ำเปล่า อาจจะหนักเกินไปสำหรับร่างกาย จึงควรมีตัวช่วย โดยที่เราไม่ต้องเคี้ยว แต่ยังได้สารอาหารที่มีประโยชน์และแร่ธาตุเพื่อไปช่วยให้ร่างกายอดอาหารต่อได้
  • บีมเทียบกับน้องหมูป่าที่ติดถ้ำ ที่เขาดื่มแต่น้ำที่หยดลงมา โดยที่เขาอยู่รอดได้ เพราะ เขาต้องอยู่เฉย ๆ เพื่อ “เซฟพลังงาน” แม้จะมีการใช้พลังงานเพื่อหาทางออกมาบ้าง แต่น่าจะได้พักร่างกายมากกว่าในภายหลังเมื่อรู้สึกว่าหาทางอกไม่ได้แล้วเพื่อรอคนมาช่วย ดังนั้น เฉพาะน้ำก็จะสามารถให้เขารอดได้โดยไม่ต้องมีอะไรเข้าไปช่วยเพิ่ม (แต่พลังใจนั้นยิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งหมดค่ะ เพราะเขาเชื่อด้วยว่าเขาจะรอด เขาจึงอยู่ได้และรอดได้จริง ๆ แม้จะได้เพียงดื่มน้ำเท่านั้น)
  • สำหรับคนที่น้ำหนักตัวอาจจะมากกว่านี้ หรือไม่เคยทำมาก่อน คือ มีอาหารที่เคยกินไว้เยอะและสะสมมากมาก่อน 3 วันน่าจะไม่อ่อนระโหยมากค่ะ เพราะ น่าจะมีอะไรให้เผาผลาญตลอดเวลาที่ดื่มน้ำ แต่ร่างกายของบีมมันไม่ค่อยมีอะไรแล้ว เพราะปกติก็กินไม่มากเกินไป (ยกเว้น lock down ที่กินเยอะกว่าก่อน lock down) ไม่ค่อยมีอะไรสะสม พออด 3 วัน เลยอาจจะรู้สึกมากกว่า ทั้งนี้เป็นเพียงข้อสมมติฐานที่คิดเองนะคะ
  • จิตใจของเรานั้นสำคัญกว่าทุกอย่าง ถ้าใจเราบอกว่าไหว เราก็จะไหว ต่อให้กายมันอ่อนล้าแค่ไหน มันก็จะไปให้ถึงให้ได้ โดยมีใจนำไป
  • อาหารที่กินและสะสมมากเกินไปนั้น จะทำให้จิตใจอ่อนแอลงได้ เพราะ เราปล่อยให้ตัวเองกิน เพราะ อยากกิน และเรารู้สึกว่าถ้าเราไม่ได้กิน เราจะต้องตายแน่ ๆ เป็นความกลัวรูปแบบหนึ่ง ถ้าไม่เคยฝึกอดอาหารก็จะกลัวมาก เวลาได้ยินว่า อาหารเหลือน้อย อาหารไม่มี พอกลัวก็จะเริ่มทำอะไรไม่ปกติ และบางคนก็สามารถเบียดเบียนคนอื่นได้ ทำร้ายคนอื่นได้เพราะอยากได้อาหารเท่านั้น
  • เรารู้สึกว่า เราไม่กลัวที่จะไม่มีอาหารปกติกินไปอย่างน้อย 3 วันแล้ว เพราะ เราขอมีแค่น้ำผึ้ง เกลือดำ น้ำมันละหุ่ง น้ำเปล่า เราอยู่ได้แล้ว มันทำให้เรารู้สึกมั่นคงภายในมากขึ้น และยังรู้สึกว่า มันน่าจะไปต่อได้อีก เพียงแค่กินน้ำผึ้งให้พลังงานให้มากขึ้น กินเกลือดำให้บ่อยหน่อย ก็น่าจะอยู่ได้แล้ว ในสภาวการณ์ที่อาจฉุกเฉิน และถึงแม้จะไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราก็มีหัวใจที่ฝึกมาแล้วให้อดทนต่อความหิวได้ เราจะได้ไม่ไปทำร้ายใครเมื่อเราหิวโหยได้โดยง่าย
  • การอดอาหาร เป็นการฝึกฝนจิตใจอย่างดี เราจะมองเห็นพลังดีและพลังชั่วในใจเราชัดเจนมากกว่าปกติในยามที่อดอาหาร หลังจากครบ 3 วันแล้ว บีมรู้สึกว่าตัวเองมีพลังใจเพิ่มขึ้นมาก เราเอาชนะมารและสภาพร่างกายในวันที่ 2 มาได้ ถือเป็นชัยชนะที่ทำให้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นจริง ๆ

สรุปผลลัพธ์ที่ได้รับที่ชัด ๆ มีดังนี้ค่ะ

  • สำคัญที่สุดที่ได้คือ ความอดทนต่อมารที่เพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งเรื่องอาหาร เป็นเรื่องที่คนอดทนต่อมันได้น้อย เมื่อเราฝึก เราได้ความอดทนนี้มา ก็จะช่วยให้เราเบียดเบียนคนอื่นน้อยลงในเรื่องเกี่ยวกับอาหารได้
  • ความแข็งแรงของจิตใจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีพลังและทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น
  • คำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามสำคัญในช่วงนี้ของชีวิต
  • หน้าท้องแบนราบ (พร้อมกางเกงหลวมมาก)
  • ผิวและดวงตาที่สดใสเป็นประกายมากขึ้น

สรุปส่งท้าย

ใครที่มีปัญหาสิวหรือผิวหนังอยู่ การอดอาหารจะช่วยเคลียร์ของเสีย พิษ ตกค้าง และรีเซ็ตระบบใหม่ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์เร็วขึ้น เพราะ ช่วงที่เราอดอาหาร ร่างกายจะเปิดโหมด “ซ่อมแซมตัวเองเต็มสูบ” ได้ เพราะไม่ได้แบ่งพลังงานไปที่ระบบย่อยอาหารบ่อย ๆ จึงเอามาฟื้นฟูและเคลียร์พิษในอวัยวะและระบบต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเขาเอง

ใครที่ไม่เป็นสิวหรือโรคผิวหนังอยู่ การอดอาหารก็จะช่วยปรับให้สมองโล่ง ให้ร่างกายจิตใจได้รีเซ็ตตัวเอง และคุณอาจจะได้รับคำตอบสำหรับชีวิตเหมือนอย่างที่บีมได้รับก็ได้ค่ะ เรื่องที่กวนจิตใจ อาจจะมีทางออกปิ๊งแว่บขึ้นมาได้มากขึ้น

ถ้าเรารู้ว่า ต้องแปรงฟันทุกวัน ต้องอาบน้ำทุกวัน ต้องสระผมสม่ำเสมอ การอดอาหาร คือ การรีเซ็ต การเคลียร์ตัวเอง ให้สะอาดที่ภายใน คือ การทำความสะอาดทุกอย่างที่เรา “มองไม่เห็น” ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายใน จิตใจ อารมณ์ตกค้าง ฯลฯ ซึ่งระหว่างกระบวนการดำเนินไป พิษตกค้างที่มองไม่เห็น ก็จะลอยขึ้นมาให้เรารู้สึกไม่สบายกายใจได้ เป็นระยะ “คายพิษ” ของบีมเกิดขึ้นในวันที่ 2 นะคะ พอนอนแล้วจบในคืนวันที่ 2 เลย ซึ่งระยะเวลาที่ว่านี้ ของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน อยู่ที่ขยะสะสมของแต่ละคนและระบบภูมิคุ้มกัน พลังชีวิต และระบบหมุนเวียนเลือดและน้ำเหลืองของแต่ละท่านค่ะ แต่วงจรของการล้างพิษมีเท่านี้ ช่วงกลาง ๆ จะดูเหมือนรุนแรงที่สุด แต่…ถ้ามันไม่ออกมา ก็ต้องตกค้างอยู่ภายในตลอดไปค่ะ และสร้างปัญหาให้เราได้ไม่รู้จบ…

ทั้งนี้ การอดอาหารเป็นเพียง “วิธีหนึ่ง” ในการดูแลสุขภาพนะคะ ไม่ใช่ไฟลท์บังคับและไม่สามารถทำได้ทุกคน ผู้ที่จะอดอาหารควรจะมีสุขภาพปกติ หมายถึงว่า มีพิษสะสมให้รู้สึกไม่สบายกายใจ แต่ไม่มีโรคประจำที่ต้องกินยา ไม่ใช่ผู้ที่กำลังไม่สบายอยู่

ผู้ที่ไม่ควรทำ คือ เด็ก หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ผู้สูงอายุที่อ่อนแรง

หากใครไม่สามารถทำได้ ให้เลือกวิถีการกินปริมาณที่พอเหมาะ ไม่กินมากไปตามความอยาก กินอย่างมีสติทุกครั้ง กินอาหารย่อยง่าย ไฟเบอร์สูง ๆ ออกกำลังกายแบบยืดเหยียด โยคะ ฝึกหายใจ ชี่กง เป็นประจำ ก็จะช่วยรักษาสภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงได้เช่นกันค่ะ

แต่ถ้าใครที่สุขภาพปกติดี แนะนำให้ทำค่ะ เพราะ คุณจะได้รับประสบการณ์ในการเคลียร์ชีวิตที่ชัดและเร็วมาก ๆ ของแบบนี้ … ต้องลองเองค่ะ 🙂

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณส้ม กทม.

สภาวะก่อนรักษาสิวแนวทางนี้

ก่อนที่จะมารักษาสิวแนวนี้ เกริ่นก่อนเลยนะคะ
เป็นคนที่เป็นสิวมาตั้งแต่วัยรุ่นค่ะ เข้าร้านหมอตั้งแต่อยู่ม.ปลายค่ะ
รักษา ทานยา ใช้ยาหมอมาตลอดเลยค่ะ ก็เป็นๆ หายๆ
หน้าใสเป็นพักๆ แล้วบางครั้งก็เห่อกลับมาค่ะ
แต่เราก็คิดว่าเป็นสิวฮอร์โมน หรือเป็นคนแพ้ง่าย
เพราะมีปัจจัยหลายๆอย่าง เรารู้ว่าผิวเราเป็นคนแพ้ง่ายค่ะ
ส่วนเรื่องพฤติกรรมการทานอาหาร
ปกติเป็นคนชอบทานขนมหวานมากกกกก
ทั้งขนมหวานไทยและต่างประเทศ
ทานของหวานแทนข้าวได้เลยค่ะตั้งแต่เด็ก

อยากจะบอกว่า
เราเป็นคนทานขนมไม่เหมือนคนอื่นๆค่ะ
เราทานเยอะกว่าคนปกติทั่วไปมากๆ ยกตัวอย่างนะคะ อย่างขนม
Lockker ถุงกลาง เราสามารถทานได้ในเวลา ไม่เกิน 1 ชม.
คนเดียวก็หมดค่ะ ซึ่งบางคน สามารถแบ่งทานได้ หลายมื้อ
หลายวัน เป็นต้น

และเป็นคนที่ขับถ่ายยากมากอยู่แล้ว
บางที 1 สัปดาห์ถ่ายครั้งนึง และก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องอาหาร
ว่ามีผลต่อการเป็นสิว เพราะเราไปหาหมอ หน้าก็ดีขึ้นตลอด
นี้คือช่วงวัยรุ่นถึงทำงาน

ตอนหลังมาเรื่มไม่อยากหาหมอแล้ว เค้าบอกเลี้ยงไข้
เลยไปหาข้อมูลในเน็ต ที่ว่าตัวไหนใช้แล้วสิวหาย
โดยไม่ต้องไปหาหมอ

แต่เราไม่ได้ดูเกี่ยวกับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์
ก็ใช้ตามในเน็ตที่ว่าดี มันก็ดีจริงๆค่ะ แล้วก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
อาจจะมีอุดตันบ้างก็ไปกด แต่ไม่เห่อค่ะ รอยก็ดี หน้าก็ดีขึ้น

หลังจากนั้นใช้ได้ประมาณ 1 ปี จนช่วงอายุ 31 ปี
สิวเริ่มขึ้นในจุดที่เราไม่เคยขึ้น คือ แนวกรามคาง
และเลยลงมาถึงคอ หาหมอทานยา หมอก็บอกสิวฮอร์โมน
และผิวแพ้ง่าย ก็เป็นๆหายๆ ก็หามาจนมีอยู่ช่วงหนึ่ง
ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก และกินอกไก่ค่ะ

หลังจากนั้น สิวขึ้นแนวกรามคาง และแก้มด้านล่าง ขึ้นอักเสบทายาก็ไม่หาย
ไปหาหมอทานยาที่ปกติทานแล้วจะหายก็ไม่หาย
ขึ้นอักเสบซ้ำๆที่เดิมๆ จนทนไม่ไหว
ลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดูค่ะ จนไปเจอที่คุณบีมเขียนไว้ใน
pantip และมีลิงค์คลิปในยูทูปเกี่ยวกับสิวแนวกรามคางฟังเป็นชั่วโมง
และนี้คือการเริ่มต้นของการเริ่มศึกษา
อ่านและทำแนวทางธรรมชาติรักษาสิวค่ะ

ทำอะไรบ้างตอนรักษาแนวธรรมชาติ

ตอนเริ่มแรกในการรักษา
เราเริ่มการศึกษาจากคลิปในยูทูปของคุณบีมเกือบทุกคลิปที่มี
และขอซื้อหนังสือ e-book online
เพื่ออ่านเกี่ยวกับอาหารเปลี่ยนผิว และดูอาหารก่อสิว 10 อย่าง
และลองลงมือทำ โดยการงดน้ำหวาน และขนมหวานก่อนเลยค่ะ
เพราะเป็นคนชอบขนมหวานมากก แต่ก็ไม่ได้งดเลยทีเดียว
ยังมีหลุดๆบ้าง แต่น้อยกว่าเดิมเยอะ

และเริ่มทานผักนึ่ง กับผลไม้
โดยเฉพาะแก้วมังกรที่ไม่เคยชอบทานเลย ก็ต้องทาน
เพราะเราอยากหาย ปรับเรื่องเวลานอนที่พยายามนอนก่อน 4 ทุ่มและตื่นตี 5

ช่วงแรกๆก็ต้องตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อให้ตื่นตามเวลาที่เหมาะสม
เพื่อจะได้มีเวลาให้ตัวเองในการขับถ่ายก่อน 7 โมง
โดยการทานเกลือหิมาลัยผสมกับน้ำอุ่น ดื่มทีเดียวเกือบ 1 ลิตร
และก็นวดท้อง เดินเพื่อให้รู้สึกต้องเข้าห้องน้ำ

เรื่องน้ำเปล่าปกติเป็นคนดื่มน้ำไม่เย็นอยู่แล้ว และดื่มน้ำเยอะ
แต่ต้องเปลี่ยนมาซื้อน้ำขวด
เพื่อที่จะไม่ดื่มน้ำที่นำออกมาจากตู้เย็นให้หายเย็นละดื่ม
อดอาหารล้างพิษสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ปกติไม่ค่อยทานอาหารเย็นอยู่แล้วเลยชิวตรงข้อนี้
ออกกำลังกายเป็นปกติค่ะ แต่ออกแบบเวทเทรนนิ่ง cadio วิ่ง
และปรับผลิตภัณฑ์มาเป็นออร์แกนิคใช้น้อยที่สุดตามในเพจที่ได้ศึกษาแนะนำ

ผ่านไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ สิวอักเสบก็ลดลง
แต่ก็ยังมีขึ้นที่เดิมซ้ำๆ เพราะเราก็ยังไม่ได้เคลียร์ตัวเอง 100%
น่ะค่ะ

ปัจจุบันก็ปรับตัวเองมาเป็นปีกว่าแล้ว เรื่องการนอน
จะพยายามนอนไม่เกิน 22.30 น. และจะตื่นตอน ตี 4.30-5.00 น.
ทุกวันแบบไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุก เรื่องระบบขับถ่ายดีขึ้น
และเรื่องอาหารการกิน เราก็เลือกมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ 100%
เหมือนเดิม แต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อน

หลักการคือ มี 7 วัน ถ้าเราทานไม่ดี 1-2 วันแล้ว
หลังจากนั้นเราก็จะทานแต่ของดี
หรือไม่ก็งดข้าวไปเลย ทานแต่น้ำผักปั่น โยเกิร์ตนมถั่วเหลือง
และผักผลไม้เท่านั้น ทานแบบนี้จะดีมากๆ เราจะรู้สึกตัวเบา
สบายตัวมากๆ

พบอุปสรรคอะไรบ้าง แก้ยังไง?

อุปสรรคที่เจอคือเรื่องของจิตใจล้วนๆค่ะ
เราต้องมีจิตที่เข้มแข็งมากๆในการปรับเรื่องอาหาร
โดยเฉพาเรื่องขนม เพราะชอบทานมากจริงๆ แต่ก็พยายามลดลง
และไม่ทานเลยตลอด 1 เดือนแรก

และเรื่องที่มีทักว่าเกิดอะไรขึ้น
ทำไมสิวเยอะขนาดนี้ เราก็บอกว่ากำลังรักษาอยู่
และที่หนักหน่วงมากจริงๆ คือเนื่องจากอาชีพของเราเป็น sale
ต้องแต่งหน้าตลอดเวลา ก็ยิ่งช้า ก็แก้ไขตามที่เป็น แต่มันก็มีท้อ
เพราะมันยังขึ้นที่เดิมซ้ำๆ กว่าจะดีขึ้นก็ 5 เดือนเลยค่ะ

พอดีขึ้นก็ยังกลับมาเป็น คาวนี้กลับมาเป็นทั้งหน้าเลยค่ะ
โซนที่แย่สุดก็คือโซนแก้ม และแนวกราคาง
แต่แนวกรามคางไม่ได้เยอะมากเท่าครั้งแรกที่เป็น
ทำแนวทางนี้มาแล้ว 1 ปีกว่าค่ะ ดีๆหายๆ

แต่รู้ค่ะว่าเรายังปรับพฤกติกรรมไม่ได้ 100%
ทำให้มันยังไม่หายดีมากพอ แต่ก็จะพยายามต่อไป

เริ่มเห็นผลเมื่อไหร่?

จริงๆเริ่มดีขึ้น ก็ประมาณ 3 สัปดาห์ที่ลองเปลี่ยนอาหาร
และสิวอักเสบลดลงค่ะ ก็เริ่มว่าแนวทางนี้
น่าจะเข้าทางในสิ่งที่เราต้องการ และเป็นอยู่แต่มันก็ยังปรับไม่ได้ 100%

ใช้ระยะเวลาดีขึ้นจริงๆ 5 เดือนค่ะ แล้วก็รักษารอย
แต่สุดท้ายกลับมาเห่อใหม่ ก็ปรับตามที่เคยเรียนรู้

มีการปลดเรื่องความเครียดด้วย
เพราะเรารู้ว่าเรามีเรื่องเครียดอะไร แต่เรายังแก้ไม่ได้
แต่ตอนนี้ดีขึ้นค่ะ ไม่เห่อเหมือนตอนแรก แต่ขึ้นเป็นจุดๆ
เราก็ปรับไปตามที่เราเคยเรียนรู้มา และก็คิดว่าเดี่ยวมันก็หาย
ตอนนี้หนักช่วงรักษารอยสิวค่ะ

สภาวะปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?

ปัจจุบันรักษาแนวทางนี้มา 1 ปีกว่าแล้วค่ะ
ตอนนี้ปรับเรื่องอาหาร และการใช้ผลิตภัณฑ์
ตอนนี้เน้นรักษารอยแผลเป็น
และยังมีสิวอักเสบขึ้นบ้างนิดหน่อยค่ะ ก็ต้องพยายามรักษาต่อไป

แต่ที่ยังคงขึ้นเรื่อยๆก็แนวกรามคางและคอ แต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อน
ตอนนี้จะลองปรับเรื่องความเครียด และทำโยคะหัวเราะ
เพื่อให้หายอย่างถาวรค่ะ

ส่วนชีวิตประจำวันบอกเลยว่า
ปรับเรื่องอาหารมาไกลมากจริงๆ
เลือกทานมากขึ้น ทานผักผลไม้เยอะมาก
ส่วนอาหารและขนมอื่นๆ
ถ้าไม่ได้ออกไปสังสรรกับเพื่อน หรือไม่ได้ออกไปงานเลี้ยงลูกค้า
คือทำอาหารทานเองค่ะ ดื่มน้ำปั่นผัก ผลไม้ ทานผักผัก ผักนึ่ง

ผักต้ม แต่มีจิ้มน้ำพริกบ้าง
เพราะเป็นคนไม่ชอบทานอาหารจืด
แต่จิ้มนิดหน่อยให้มีรสชาติ

และโชคดีไม่ได้เป็นคนทานเนื้อสัตว์อยู่แล้ว
ก็ถ้าไม่ได้ไปไหนกับเพื่อนๆ หรือทานข้าวนอกบ้าน
ก็ไม่ทานเนื้อสัตว์เลย

เวลาไม่สบายก็พักผ่อน
ให้ร่างกายรักษาตัวเอง โดยไม่ทานยา
จนเพื่อนแซวว่า เป็นสาว Vegan Girl

จุดหลักที่ทำให้สิวหายคืออะไร?

น่าจะเรื่องของอาหาร พฤกติกรรม และแนวความคิดค่ะ
เราต้องไม่เครียด เรืองที่กังวลอะไรต้องตัดออกให้หมด
ไม่โฟกัสกับหน้าที่เป็นสิว
และต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับเรา และสภาพผิวเราคะ

อยากให้กำลังใจอะไรกับรุ่นน้อง?

ก็อยากให้ลองทดลองเองก่อนค่ะ ถ้ายังไม่เชื่อ
แต่ในเมื่อมีคนทำมาแล้ว แล้วหายจริง เราไม่ต้องทดลองทำแล้วค่ะ
ให้ทำตามที่รุ่นพี่แนะนำ ทำตาม สังเกตตัวเอง
และต้องเชื่อมั่นในแนวทางนี้ค่ะ ทุกอย่างจะดีขึ้น

ถ้าเราเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำค่ะ มันอาจจะช้ามากๆ
แต่ถ้าเรามีความอดทนและความเชื่อ ทุกอย่างจะผ่านไปค่ะ

การทำธรรมชาติบำบัด มันทำให้เรามีสุขภาพที่ดี ชีวิตที่ดีขึ้น
โดยไม่ต้องพึ่งยาค่ะ ยังไงลองทำดูนะค่ะ
เพื่อให้เรามีสุขภาพที่ดีอย่างถาวรค่ะ

หมายเหตุ ปัจจุบัน ทำแนวทางนี้แบบอีกครั้งในรอบที่ 2
หลังจากที่ได้พิสูจน์ สิวแนวกรามคางที่เห่อครั้งแรกให้ดีขึ้น
และกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ทำให้มีสิวกลับมาขึ้นมาอีกครั้ง
ตอนนี้ปรับร่างกายและเรื่มใหม่อีกครั้ง ช่วงนี้ก็รอยสิวล้วนๆเลยค่ะ
อายุเยอะก็หายช้านิดนึง 🙂

คุยกับส้มได้ที่ https://www.facebook.com/mutchima.moro
เฟสนี้นะคะ 🙂

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณอ้อม กทม.

สภาวะก่อนรักษาสิวแนวทางนี้

ผู้หญิงตัวขาวๆซีดๆค่อนไปทางเหลือง จะมีสิ่งเดียวที่โดดเด่น คือ สิวแดงๆราวเป็นดอกไม้แซมอยู่บนใบหน้า มีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ช่วงเวลา ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจ เฝ้าถามตัวเอง “ทำไมฉันเป็นสิว คนอื่นล้างหน้ากับอะไร ทายาอะไร ไปหาหมอที่ไหน”

พยายามสรรหาอย่างสุดกำลังตามที่เงิน(มีอยู่ไม่มาก)จะเอื้ออำนวย ไปทำเลเซอร์ฆ่าเชื้อสิวแล้ว กินยาก็แล้ว ทายาก็แล้ว แต่…สิวก็ไม่หาย สารพัดคำถามที่วนเวียนและความพยายามในการรักษาเป็นมาตลอดเวลา 15 ปี พร้อมกับความรู้สึกอาย ไม่มั่นใจ มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง “เพราะหน้าเป็นสิว ใครๆคงมองว่าฉันน่าเกลียด” และเอาตัวออกห่างจากสังคมอยู่เรื่อยๆ

ชีวิตพีคสุดคือตอน ธ.ค.2560-ต้นปี 2561 สิวอัดแน่นบนใบหน้ายิ่งกว่าดาวในท้องฟ้าจำลอง ยิ่งเครียดยิ่งอายยิ่งหงุดหงิดเพราะมีคนมาทักมาถามเยอะมาก “ไปทำอะไรมา ทำไมสิวเยอะจัง อยู่ได้ยังไงเนี่ยสิวขนาดนี้ ดูแลรักษาบ้างนะ” เวลานั้นการมองกระจก คือ ฝันร้าย… (สาเหตุที่เป็นหนักมาจากความเครียด ความกดดันและภาวะซึมเศร้า จากการเรียนป.โท)

สภาพผิวและสิวตอนก่อนรักษา

ผิวมันมาก รูขุมขนกว้าง ผิวขาดน้ำ มีสิวอุดตันหัวปิด สิวอักเสบ บริเวณกราม2ข้าง, หลังหู 2 ข้าง, แก้ม 2 ข้าง, จมูก, หน้าผาก และคางในเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมายาหมอ เลเซอร์ก็ไม่ช่วยอะไร เลยลองไปหาแพทย์แผนจีน หาอยู่ได้ 2 เดือน ยังไม่ทันเห็นผลเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว…จนวันหนึ่ง คิดขึ้นมาได้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่รักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติ ลองเสิร์ชหาในgoogleดู เขาเป็นยังไงบ้าง “บีม รักษาสิวเอง” พิมพ์ไปประมาณนี้ค่ะ

ทำอะไรบ้างตอนรักษาแนวธรรมชาติ

การกลับมาพบพี่บีมในครั้งนี้ (เคยติดตามมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ลืมหายไป) เป็นการเปิดประตูบานใหม่

ปรับmindset ที่มีต่อสิว

  1. การรับรู้และยอมรับ: ศึกษา ทำความเข้าใจสาเหตุที่มาของสิว (จากที่พี่บีมสอน) สำรวจตัวเองพิจารณาวิเคราะห์ว่าตัวเราเป็นสิวเพราะอะไรบ้าง ยอมรับในความจริงที่เกิดขึ้น เช่น ใช่!อาหารการกินของเราไม่สมดุล พฤติกรรมการใช้ชีวิตพัง และที่สำคัญ คือ ความเครียดและความรู้สึกลึกๆเกลียดตัวเอง
  2. เปิดใจทำตามคำแนะนำของพี่บีม: ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะรักษาด้วยแนวทางนี้ ตั้งใจทำตามคำแนะนำของพี่บีม ได้ผลอย่างไรเราค่อยพิจารณาสำรวจตัวเอง ค่อยๆปรับไปตามที่เรารู้สึกok ปรับไปตามที่สภาพร่างกายและจิตใจเราตอบสนอง
  3. ไม่คาดหวัง: อ้อมเชื่อว่าการรักษาด้วยธรรมชาติบำบัดสามารถช่วยให้สิวหายได้จริง อ้อมจึงตั้งใจในแนวทางนี้ แต่อ้อมไม่ได้กำหนดว่าจะต้องหายภายในเวลาเมื่อไหร่ จึงไม่ได้เฝ้ารอและกังวล รู้เพียงแค่ทำในสิ่งที่ควรทำและทำได้ให้ดีที่สุด ผลจะเป็นอย่างไรก็ค่อยๆว่ากันไป
  4. ขอบคุณร่างกายและจิตใจ ที่ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดให้เรามีชีวิตรอด ขอบคุณสิวที่เกิดขึ้นมาให้เราได้เรียนรู้จักตัวเอง ได้รักษาสุขภาพ ขอโทษร่างกายที่เราละเลยการดูแลสุขภาพ ขอการให้อภัยจากร่างกายและจิตใจ ขอโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ฟื้นฟูดูแลร่างกายและจิตใจให้ดีที่สุด ทำแบบนี้บ่อยๆ แทนการโทษตัวเอง แทนการตั้งคำถามว่าทำไมฉันเป็นสิว แทนการเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ฉันจะหาย อาหารที่กินเข้าสู่ร่างกายทุกอย่างในตอนนั้น อ้อมเลือกอย่างดี เชื่อและรับรู้เสมอว่าสิ่งที่กินเข้าไปมีประโยชน์ รู้สึกถึงการฟื้นฟูและได้รับพลัง

ปรับเรื่องอาหาร และพฤติกรรมต่างๆ

  1. ไม่กินนม ไม่กินของทอด ไม่กินของหวาน ไม่กินรสจัด กินคลีน90% ทำอาหารกินเอง เน้นผัก ผลไม้ โปรตีนจากถั่ว ไข่(เล็กน้อย) งดprocess food กินอาหารตามธาตุและโดชา ดื่มน้ำ2-3ลิตรต่อวัน ดื่มสมูทตี้ผักผลไม้ทุกวันตอนเช้า
  2. สังเกตตัวเองตลอดวันในการรักษาสมดุลร้อน-เย็นในร่างกาย
  3. ฝึกการขับถ่ายในตอนเช้าทุกๆวัน โดยการดื่มน้ำมะนาว+น้ำเปล่า+เกลือหิมาลัยเล็กน้อย 500ml. ทันทีเมื่อตื่นนอน นวดลำไส้ ทำโยคะ
  4. ออกกำลังกาย
  5. ใช้ชีวิตตามนาฬิกาชีวิต พยายามนอนให้ได้ไม่เกิน 4 ทุ่ม ตื่นเช้า ตี4-5

พบอุปสรรคอะไรบ้าง แก้ยังไง

สำหรับอ้อม ไม่รู้สึกว่ามีอุปสรรค์อะไรมากนัก เพราะ ที่เราพบเจอมามันก็สุดๆเพียงพอที่เราจะรับไหวแล้ว ประกอบกับเป็นคนทำอาหารค่อนข้างสุขภาพทานเองเป็นประจำและการทำงานในตอนนั้น (เรียนต่อป.โท) ไม่ได้ยุ่งมาก(แต่เครียดและกดดันมากๆ) อ้อมมุ่งแค่ว่าให้ไปในทิศทางของการรักษาแบบธรรมชาติแล้วจะดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าเมื่อไหร่จะดีขึ้น ทำไมยังไม่ดีขึ้น รู้แค่เพียงว่าทำเหตุให้ถูกต้องแล้วผลที่ถูกต้องจะเกิดขึ้นเอง

สิ่งที่ปรับตัวยากหน่อยในช่วงนั้น น่าจะเรื่องการนอน เพราะเรามักจะมีสมาธิเขียนวิทยานิพนธ์ตอนดึกๆและติดดื่มกาแฟ เลยต้องปรับตัวรีบนอน4 ทุ่ม แล้วตื่นตี4 (โชคดีที่เป็นคนหลับง่าย) ส่วนการติดกาแฟเย็นก็ยังดื่มปกติ 1 แก้วตอนบ่ายๆ แต่ปรับเป็นดื่มแบบอเมริกาโน no sugar จากเมื่อก่อนลาเต้เท่านั้น และดื่มน้ำให้เยอะขึ้นตลอดวัน เพื่อลดความร้อนในร่างกายและการขาดน้ำ

เริ่มเห็นผลเมื่อไหร่ประมาณ

2 เดือน สิวยุบลง ผิวหน้าดีขึ้น ขับถ่ายได้ทุกวัน อารมณ์เย็นขึ้น สงบได้ง่ายขึ้น

สภาวะปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

สิวไม่ได้ทำให้เราทุกข์อีกต่อไป เข้าใจเหตุปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิว ก็ยังมีสิวบ้างตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น เช่น ช่วงที่เครียด นอนน้อย ผิวขาดน้ำ ซึ่งเราก็แก้ไขไปเพราะเราเข้าใจและมีความรู้ “อ่อ สิวขึ้นตรงนี้หรือ อืม ช่วงนี้เครียด ร่างกายร้อนไป ดื่มน้ำเก็กฮวยน้ำย่านาง หัวเราะๆทุกวัน” ไม่กี่วันก็ยุบ สิว ทำให้เรามีสติ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและพฤติกรรมของเรา สิว นำพาให้เรากลับมาเห็นคุณค่าในตัวเอง รักตัวเอง ดูแลสุขภาพกายสุขภาพใจ

จุดหลักที่ทำให้สิวหายคืออะไร

“ความเข้าใจ การยอมรับ การปล่อยวาง และการเรียนรู้พัฒนา”ความเข้าใจในความจริง เหตุ ผล และองค์ความรู้ต่างๆที่มีการยอมรับ ความจริงที่เกิดขึ้นการปล่อยวาง เมื่อทำดีที่สุดแล้ว หรือแม้แต่ในสิ่งที่เราไม่สามารถจัดการอะไรได้ก็ปล่อยวาง อะไรที่เราควบคุมไม่ได้ไม่ต้องเครียด ปล่อยวางความเครียด เพราะความเครียดทำให้เป็นสิว เครียดปุ๊ป 1-2วัน สิวหน้าผากมาเลยการเรียนรู้พัฒนา

สำหรับแง่มุมของการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราให้ดีขึ้นในทุกๆวัน (ทำได้ดีบ้าง ทำได้ไม่ดีบ้าง ทำไม่ได้บ้างในบางวัน ก็ไม่เป็นไร แต่ให้พยายามตั้งใจทำไปเรื่อยๆ) พัฒนาความคิดจิตใจในแบบที่เราอยากจะเป็น เชื่อว่าทุกคนก็อยากจะใจเย็นขึ้น สงบ มีสติ ปล่อยวาง มีความสุข หัวเราะทุกๆวัน และเมตตาตัวเอง

อยากให้กำลังใจรุ่นน้องอย่างไร?

สิ่งสำคัญคือการโฟกัสที่ “เหตุ” ทำเหตุ (input) ให้ถูกต้องแล้วผลลัพธ์ (outcome) ที่เหมาะสมก็จะตามมา ไม่ต้องกังวลว่าผลจะต้องเป็นอย่างไร ทำต่อไปด้วยใจที่เบิกบานค่ะ มีความสุขกับแนวทางนี้ หัวเราะให้เยอะๆ (แบบโยคะหัวเราะ) รับรองค่ะ สดใสขึ้นทันตา จะทำเหตุอย่างไรในการรักษาสิวแนวทางนี้ให้ถูกต้อง ก็ตามที่พี่บีมบอกค่ะ เปิดใจและลองทำตามเพราะอ้อมเชื่อในตัวพี่บีมที่ทุ่มเทกับแนวทางนี้ พี่บีมเป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดของการทำเหตุที่ถูกต้อง

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณปิ๊ก เพชรบุรี

สภาวะก่อนรักษาแนวทางนี้เป็นอย่างไร?

ภาพจำที่จำได้ชัดคือ ทุกๆเช้าวันอาทิตย์ ต้องรีบไปให้ถึงคลินิกรักษาโรคผิวหนัง ให้เช้าที่สุด (ระยะทางห่างจากที่พักประมาณ 15 กม.) เพื่อจะได้เป็นคนแรกๆ จะได้ไม่ต้องรอนาน แต่ไปทุกทีคนล้นคลินิกทุกที เป็นแบบนี้ราวๆ 4-5 ปี

วงจรชีวิตตอนนั้นทำงานจันทร์ –เสาร์ มีโอทีบางวัน วันอาทิตย์ตื่นแต่เช้า(เช้ากว่าทำงานอีก) หรือถ้าวันปกติเลิกงาน  5 โมงไปหาหมอกลับ 3-4 ทุ่ม ตอนนั้นไม่รู้สึกเหนื่อยนะคะ เพราะสิ่งที่เรากังวลที่สุดคือ  “สิวที่อยู่บนหน้า” คิดตลอดว่าทำยังไงให้สิวหาย รอยดำหาย โฟกัสแค่ตรงนั้น เราไม่เคยสนใจเรื่องความแข็งแรงของผิวหรือผิวอิ่มน้ำ  ไม่มีความรู้เรื่องผิวอะไรมากมาย คิดแค่ว่าผิวสวยคือไม่มีสิว ไม่มีรอย ตอนนั้นที่รักษาสิว รอยหายหน้าเกลี้ยงนะคะ แต่ตลอดเวลาที่รักษา กรดวิตามิน A ตัวหลักเลยค่ะ

รักษาจนวันนึงผิวแห้งกร้าน ดำ หมอง คล้ำ แบบไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็น ก็รักษาหมอเดิม หมอรักษาไปตามอาการ จนกระทั่งหมอบอกว่า “ถ้าเป็นหมอ หมอคงไปรักษาหมออื่นแล้ว” 

จนย้ายมาดูงานอีกที่ก็ยังวนเวียนเดิม ๆมันก้าวข้ามสภาวะนั้นไม่ได้ สิวยังเป็นๆหายๆ จนตอนนั้นเริ่มรู้สึกเหนื่อยหาหมอบ้าง ซื้อครีมเองบ้าง กลับสู่เบสิคไปที่พอกไข่ขาวบ้าง พอกโน่นนี่นั่นไม่ดีขึ้น  เพื่อนร่วมงานทักบ้าง ทำไมหน้าเป็นสิวอีกแล้ว หน้าปิ๊กอารมณ์ประมาณ 3 เดือนดี 4 สิวค่ะ วนไปแบบนี้ราวๆ เกือบ 4 ปี กว่าจะมาเจอครูบีม

ส่วนสภาพจิตใจ โชคดีที่มีความโดดเด่นในด้านสีผิวมาตั้งแต่เล็ก  โดนเพื่อนล้อตั้งแต่เด็กเลยค่ะ มันเลยพอมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง จะมีนิดนึงก็ตอนเค้าทัก ณ ตอนนั้น นอกนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร ปิ๊กว่าหลักๆเลยสิ่งหนึ่งคือ เราต้องมั่นใจในศักยภาพของตัวเองก่อน เอาจริงตอนนั้นคำทักคนรอบตัว มันไม่เท่ากะเราทำร้ายตัวเองด้วยการยืนเป็นพักๆหน้ากระจกแล้วมองหาสิวกะรอยดำหรอกค่ะ    

แต่เราไม่รู้สึกเบา สบายนะคะ ตอนนั้น เหมือนมันตึงๆหนักๆค่ะ คือลึกๆเราอยากหน้าใสอ่ะ เราะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ได้แค่นี้อ่ะ จะปลอบใจตัวเองแบบนี้ตลอด

“ปัญหาของปิ๊กตอนนั้นคิดว่าน่าจะเพราะเราโฟกัสสิว จนเราไม่มองอย่างอื่น เหมือนปิดทางอื่นๆอ่ะคะ ไม่ได้มองรอบๆ เราโฟกัสผิดจุด”

ทำอย่างไรบ้างตอนรักษาแนวทางธรรมชาติ?

เริ่มแรกคือปรับตามแนวทางครูบีมทุกอย่างเลยค่ะ กินผัก ผลไม้ปั่น ไม่ทานหวาน มัน เค็ม เบเกอรี่ ของทอด ผงชูรส  เนื้อสัตว์ นมวัว  เอาความร้อนออกจากร่างกาย ด้วยการดื่มน้ำวันละ 1.5 -2 ลิตร  ไล่ตามขั้นตอนมาเลยค่ะ

ตื่นเช้ามาดื่มน้ำทีอุณหภูมิห้อง ทานผัก ผลไม้ปั่น เลี่ยงอาหารต้องห้ามทั้งหมด ออกกำลังกาย กินระดมผลล้างลำไส้ ขับพิษ  นอนก่อนสี่ทุ่ม ทานโยเกิร์ตถั่วเหลือง ทานผักสดทุกมื้อ ทานสมุนไพรล้างลำไส้ ระบบเลือดและหนอง นั่งสมาธิ เปลี่ยนวิธีคิด ฝึกหัวเราะ คือเคร่งมากๆๆตอนนั้น น้ำหนักแตะ 49 กก.ผอมมาก แต่ก็ปรับจนเข้าที่เข้าทาง จนตอนนี้ปกติ

สำคัญคือการสังเกตตัวเอง อย่างปิ๊กตอนนั้นก่อนจะรักษาแนวธรรมชาติรู้สึกว่าลมหายใจเราร้อน ตัวร้อน แต่เราไม่รู้ว่าเราต้องทำยังไง แต่พอมาเจอแนวนี้ พอเราเริ่มรู้สึกว่าลมหายใจร้อนเราเอาของฤทธิ์เย็นเติม วันไหนรู้สึกขับถ่ายไม่คล่องเติมไฟเบอร์ เติมผัก ล้างสำไส้ คือต้องทำจนจับแนวทางโดยประมาณของตัวเองได้

ในส่วนของผิว ใช้ของครูบีมทั้งหมดค่ะ ชุดเบสิค ไม่ใช้อย่างอื่น ใช้แค่ไม่กี่อย่าง แต่ผิวแข็งแรงขึ้นมาก บางครั้งร่างกายจะมีขับพิษก็พอกด้วยโคลน ทำมาเรื่อยๆค่ะ

พบอุปสรรคอะไรบ้าง?

อุปสรรคหลักๆ ของแนวนี้คือ ใจเรา นี่แหละคะ

ด้วยความที่เห็นผลช้า ระยะเวลาในการรอนาน จนทำให้เราไขว้เขว้ว่า เฮ้ย!มันใช่เหรอ มันมาถูกทางเหรอ ไปเจออันนู้น บอกว่าหายใน 3 สัปดาห์  ชั้นทำแนวนี้มาจะปีแระสิวยังไม่หาย เอาไงดีว่ะ คิดแบบนี้วนเลยค่ะ  คนรอบตัวก็บอกว่านานไปนะ ยังไม่ได้ผลอีกเหรอ ลองตัวนี้มั้ย

อุปสรรคต่อมาคือ ความยุ่งยาก ความดูแปลกแยกจากกลุ่ม ที่เมื่อก่อนจะกินอะไรก็ได้ แต่ตอนนี้ อันนี้ก็ไม่กิน อันนั้นก็กินไม่ได้  ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพค่อนข้างสูง

แก้ไขอย่างไร?

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ก่อนที่เราจะมาเจอแนวนี้ เราใช้ชีวิตมาแบบไหน ทำร้ายร่างกายมายังไง   สิวมันคือผลที่แสดงให้เราเห็น เราต้องไปแก้ที่ราก รากตาย ผล ใบมันก็หล่น  พอเข้าใจแล้ว  แน่วแน่ค่ะ และมองภาพรวม เลิกโฟกัสสิว เราทำแล้วมีอะไรดีขึ้นบ้าง ร่างกายดีขึ้นมั้ย สุขภาพแข็งแรงขึ้นมั้ย ระบบขับถ่ายดีกว่าเมื่อก่อนมั้ย ลมหายใจ การนอนหลับ  คือมองบริบทก่อนเลยค่ะ  แล้วมันจะค่อยส่งออกมาข้างนอก  สิ่งที่ชัดมากสำหรับปิ๊กคือ ตั้งแต่ใช้แนวนี้ ไม่เคยเป็นหวัด ทั้งที่ในออฟฟิสเป็นกันทึกคน  ผิวหน้า เมื่อก่อนออกแดดแป๊บๆกลับเข้ามาหน้าหมองคล้ำกว่าจะกลับมาปกติต้องใช้เวลา  แต่ตอนนี้แทบจะไม่เป็นไร นอกจากเราตากนานจริงๆแต่ก็ฟื้นเร็ว

ส่วนอุปสรรคเรื่องความยุ่งยากและแปลกแยก เราแค่ไม่ตึงเกินเวลาเข้าสังคม เลือกกินในส่วนที่กินได้ ถ้าเลี่ยงไม่ได้เราพกไปเอง แถมเผื่อเค้าด้วย เค้าไม่กินไม่เป็นไร เราเอากลับบ้านได้ ปิ๊กพกผักสดไปทานร้านข้าวเอง  พกผลไม้ พกของที่เราต้องใช้ แต่เราร่วมแจมกับเค้าได้ เค้านั่งปิ้ง ย่างหมูกระทะ เราพกผักไปกินกับหมูย่างแต่เลือกแค่ชิ้นเล็กๆให้หายอยาก น้ำจิ้มไม่ใส่ ไม่ปรุงรสเพิ่ม ทำแบบนี้เรื่อยๆ จนตอนนี้ รอบตัวเลือกกินตามปิ๊กบ้างแล้วค่ะ คือเค้าเห็นว่ามันดี แต่อันไหนที่เค้าไม่ชอบเค้าไม่ตาม แต่เค้าไม่ได้รู้สึกแปลกแยก  ส่วนค่าใช้จ่าย แนะนำให้ปรับเลือกผักผลไม้ตามฤดูกาลค่ะ อันนี้ช่วยได้ ผักพื้นบ้านต่างๆ

สำคัญคือวิธีคิดของเราค่ะ มองความสุขของตัวเอง อันไหนไม่ดีข้ามไปบ้าง สิ่งที่ทำให้เราสุขจริงๆคือใจเรา  ยังไงก็ผ่านอุปสรรคไปได้ค่ะ

เริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่?

เริ่มเห็นผลทางด้านสุขภาพก่อน อันนี้ชัดสุด จากนั้นเรื่องสิวราวๆ1 ปี หลังทำแนวนี้ อย่างที่บอกค่ะ ปิ๊กกินกรดวิตามิน A เรื่อยมาตลอดระยะเวลาการเป็นสิวกว่ามันจะหมดนานมากๆๆๆๆ มีสิวลดลงแต่จุดหลักคือแก้ม มาเรื่อยๆตั้งแต่มีหัว จนอักเสบไม่มีหัว จนตอนนี้แค่อุดตันเล็กๆ

แต่ชัดสุดตอนทานสมุนไพรล้างลำไส้และระบบเลือดหนอง ทาน้ำมันดอกทานตะวัน อันนี้สิวอักเสบลดลงชัดเจนมาก ผิวดูแข็งแรงขึ้นมาก

สภาวะปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างไร?

ผิวแข็งแรงขึ้น สิวน้อยลง สุขภาพกายและจิตของเราดีขึ้น ตัวเบา รับมือกับปัญหาได้ดี  มีสติ และมีความสุขกับสิ่งใกล้ๆตัว  สำคัญคือเรารู้สึกว่าเราอยากให้ความรู้สึกดีๆกับคนอื่น อยากให้สิ่งดีๆกะคนอื่น เราไม่โมโหง่ายๆเวลาเจอคนงี่เง่า เราจะมองมุมกลับ มองอีกมุม

จุดหลักที่ทำให้สิวหาย คืออะไร?

การล้างลำไส้ ระบบเลือดและหนอง อันนี้ชัดและเราตั้งแต่ช่วงแรกของการทาน ประกอบกับตัวชุดเบสิค ที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ตอนนี้สิวน้อยลงมากๆ แต่จะมีรอยดำอยู่ แต่ที่ชัดคือผิวดีขึ้นชัดเจนและดูแข็งแรงขึ้น

กับอีกเรื่องคือการเลิกโฟกัสสิว ปรับวิถีชีวิต เน้นกินผักสด ลดเนื้อสัตว์ และของต้องเลี่ยง ปรับจนเป็นนิสัยแล้วค่ะตอนนี้ ไม่นึกอยากกินของหวาน เบเกอรรี่นี่ไม่กินนานมากแล้ว เมื่อก่อนเดินตลาดสดจะได้ ไก่ทอด หมูทอด ลูกชิ้นทอด แหนม ได้พวกอาหารสำเร็จรูปพร้อมกินกลับมาเยอะแยะ แต่ตอนนี้เดินตลาดได้แค่ผักสดกะผลไม้บางอย่าง มันไม่มีอะไรที่เราอยากกินเลย ไม่นึกอยากกิน ตอนนี้ทำอาหารเองปรุงเอง

อยากให้กำลังใจรุ่นน้องอย่างไรบ้าง?

อยากบอกว่า พี่เป็นสิวมา 10 กว่าปี กินกรดวิตามิน A มาเกือบ 10 ปี ข้างในนี่หายใจออกมาร้อน  พี่รักษาแนวนี้มาแค่ 1 ปีกว่าๆชีวิตพี่เปลี่ยน ผิวดีขึ้น สุขภาพกายดีขึ้น  สุขภาพจิตดีขึ้น  มันคุ้มที่เราจะเปลี่ยน และมันดีกับเราไปตลอด มันยั่งยืน

เพิ่มอีกอย่างคือความตั้งใจ ถ้าตั้งใจมาแนวนี้อย่าเขวค่ะ มันจะมีอุปสรรคให้เราพิสูจน์ค่ะว่าเราผ่านได้มั้ย ถ้าผ่านได้นอกจากสิวหายเราได้เรียนรู้อีกหลายอย่าง ลองดูค่ะ อย่าเชื่อพี่

 “ด้วยรัก”                        

คุยกับปิ๊กได้ที่นี่นะคะ https://www.facebook.com/sujikac

                                                   

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณนัน กทม.

สภาวะก่อนรักษาสิวแนวทางนี้
ก่อนจะมาแนวนี้นี่คือสิวเยอะมาก!!! คือจริงๆก็มีมาตลอดนะตั้งแต่เด็กเลย คือประถมนี่ก็จะมีแบบผดๆมาเรื่อยๆ พอมัธยมก็จะเริ่มเยอะขึ้นหน่อย ก็ไปหาหมอคลีนิค ไปก็ไม่หาย ไม่กินยานะคะ เน้นใช้แต่ยาทา พอไม่หายก็เลิกไป พอเข้ามหาลัยก็มี

จนพอเรียนจบถึงจริงจังกับการรักษามาก! ไปคลีนิคแบบจริงๆจังๆเลย แต่ไม่ทานยานะคะ เน้นยาทากับทำทรีทเม้นท์ หน้าคือดีค่ะ จนพอมาทำงานที่ต้องทำสลับ 2 อาทิตย์เช้า อีก 2 อาทิตย์ทำกลางคืน สักพักคุณสิวมากันแน่นเลยค่ะทีนี้!!! ที่หน้า แผ่นหลัง หน้าอก คือตรงไหนขึ้นได้คุณสิวขอจองพื้นที่เลยค่ะ หาหมอคลีนิคก็เอาไม่อยู่แล้วค่ะ ตอนนั้นคืองงมากว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับฉันนี่???

ที่นี้เลยลองเปลี่ยนแนวไปหาหมอแนว Homeopathy มั่ง ระหว่างนั่งรอหมอนี่แหละค่ะไปเจอหนังสือเล่มนึงเกี่ยวกับสิว ก็จะมีนักเขียนหลายๆคนมาเขียนเรื่องสิว เราก็ไปอ่านเจอของคุณบีมเข้าตอนนั้นก็จดชื่อบล็อคไว้ก่อน ก็พบคุณหมอไป คุณหมอบอกว่าสาเหตุที่คุณสิวมาบุกเยอะขนาดนี้เพราะเรานอนไม่เป็นเวลาร่างกายปรับตัวไม่ทัน แล้วยังไม่ได้ออกกำลังกายอีก แต่เราก็บอกหมอไปว่ามันก็คงเปลี่ยนไม่ได้อะค่ะ หมอก็บอกมันก็คงทรงๆไปแหละเราก็ตามนั้นอะค่ะ

จนพอเลิกทำแบบสลับกลางวันกลางคืนแล้ว แล้วทำตามที่หมอบอกคือออกกำลังกายให้เหงื่อออกอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน ตอนนั้นเลือกไปเรียนโยคะค่ะ แล้วก็ทานยาของหมอเป็นยาน้ำใสๆนะค่ะแนว Homeopathy เค้านะค่ะ แล้วก็ทำทรีทเม้นท์ด้วยทีนี้สักพักคือหน้าคือดีค่ะ ระหว่างนี้เราก็ตามอ่านแนวทางของคุณบีมมาเรื่อยๆนะค่ะ พอหน้าเราดีละเราก็หยุดไปหาหมอละค่ะ สักพักมันก็ยังมีมาเรื่อยๆอะค่ะ ทีนี้เราก็ลองไม่หาละหมอ ตามดูคุณบีมมาสักพักละเค้ายังหายได้เราก็ต้องหายได้แบบไม่พึ่งหมอบ้างสิ!!!

ทำอะไรบ้างตอนรักษาแนวธรรมชาติ?
ตอนรักษาแนวทางนี้ก็จะเน้นเรื่องการกินอาหารมากขึ้นค่ะ จากคนที่ไม่ค่อยจะกินผักก็หันมาลองทำน้ำผักผลไม้ปั่นทานทุกเช้า ถ้าเลือกวัตถุดิบมาผสมในการปั่นดีๆนี่ก็อร่อยนะค่ะ อยากให้ทุกคนลองดูค่ะ ออกกำลังกายนี่ไปเจอโยคะแนวที่ชอบก็สนุกค่ะรักการออกกำลังกายไปเลย จากที่เป็นคนไม่ชอบออกกำลังกายเลย กีฬานี่คือห่วยมาตั้งแต่เด็กเลยค่ะไม่เคยเกินเกรด 2 เลยค่ะ ไม่ชอบกีฬาเอามากๆค่ะ! ยกเว้นว่ายน้ำคลองแถวบ้านปู่บ้านย่านี่ชอบมากค่ะ 555

พบอุปสรรคอะไรบ้าง แก้ยังไง?
อุปสรรคด่านแรกเลยคือเวลาค่ะ เพราะสมัยที่ยังทำงานนี่ก็ต้องมีทำโอที กลับบ้านดึก ก็ทำให้ต้องนอนดึกไปด้วย ตรงนี้คือแก้ไม่ได้ค่ะ ต้องทำใจค่ะ

อุปสรรคที่สำคัญอีกอย่างคือนิสัยการกินค่ะ เป็นพวกสายแป้งค่ะ ชอบมากค่ะ ขนมปัง เบเกอรี่ ขนมหวานต่างๆนี่ คือแบบเห็นแล้วอดใจไม่ไหวตลอดๆ แก้ไม่ได้เหมือนกันค่ะ แต่ก็กินน้อยลงจากเมื่อก่อนมากนะค่ะ พอเริ่มรู้ว่ากินไปแล้วผลมันเป็นยังไงก็จะเริ่มๆเฟสตัวเองออกมา แบบไหนที่เคยกินแล้วรู้รสชาติแล้วก็จะเฉยๆค่ะ ไม่ได้อยากกินแล้ว แต่ถ้าอะไรแปลกใหม่มาถึงจะยั่วเราได้บ้างค่ะ 555

เริ่มเห็นผลเมื่อไหร่?
ต้องบอกก่อนนะค่ะว่าเป็นแนวปฏิบัติสายชิว คือเราปฏิบัติแนวนี้มาเรื่อยๆ ไม่ได้จริงจังเวอร์ ก็ยังมีนอนดึก นอนไม่เป็นเวลา ขับถ่ายไม่ได้ทุกวัน ยังกินจั๊งฟู๊ดบ้าง ขนมหวานก็มา ก็เรื่อยเปื่อยอะค่ะ แต่น้ำปั่นกับโยคะนี่คือสม่ำเสมอมากค่ะเกือบทุกวัน เพราะชอบค่ะ คือทำอย่างนี้มา 4 ปี หน้าก็จะไม่ได้ดีเวอร์ ยังมีสิวบ้างนิดหน่อย แต่คือถ้าเทียบกับสมัยทำงานเป็นกะนี่คือมาไกลมากค่ะ!!!เราก็เลยพอใจแล้วละ

จุดเปลี่ยนจริงๆคือตอนท้องค่ะ เป็นคนที่แปลกนิดนึง ปกติคนท้องมักจะสิวขึ้นใช่ไหมค่ะ แต่เราพอท้องแล้วคุณสิวหายเกลี้ยงเลยค่ะ ทุกคนจะทักเกี่ยวกับผิวหน้าหมด คือหน้าเกลี้ยงผิวดีขึ้นแบบชัดเจนจนสังเกตได้ไงค่ะ แต่ช่วงท้องนี่บอกเลยว่าเน้นเรื่องการกินมาก!!! นอกจากน้ำผักผลไม้ปั่นแล้ว ยังกินสลัดผักอีก อาหารก็จะเน้นสิ่งดีๆมีประโยชน์ น้ำปั่นนี่ทานเช้าเย็นเลยนะค่ะ คาดว่าน่าจะจากตรงนี้ที่ทำให้หน้าเราดีชัดเจน ระบบขับถ่ายก็ดีไปด้วย ช่วงท้องนี่ถ่ายทุกวันจริงๆค่ะ เป็นเวลาด้วย ที่สำคัญไม่เครียดด้วยค่ะ เพราะตอนท้องนี่ทุกคนจะปฏิบัติกับคุณแบบสเปเชี่ยลนิดนึง 555

สภาวะปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?
ปัจจุบันคุณสิวเริ่มมาเยี่ยมเยียนบ้างแล้วค่ะ แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรกับเค้าหรอกนะค่ะ เพราะเราเข้าใจว่าทำไมเค้าถึงกลับมาหาเราอีกครั้งค่ะ 555 เหตุเกิดจาก 3-4 ปีที่ผ่านมานี่เราไม่เคยได้นอนเป็นเวลาเลย กินข้าวก็ไม่เป็นเวลา คนที่มีลูกอ่อนจะเข้าใจดีค่ะ ออกกำลังกายนี่คือยากมากค่ะ พอจะเริ่มโยค่ะคุณลูกก็มาแย่งเสื่อแม่อีก! จบค่ะ!!! คุณสิวถึงได้เริ่มมาเยือนประมาณช่วงปลายปีที่แล้วอะค่ะ ถือว่าใช้เวลานานอยู่นะค่ะกว่าคุณสิวจะมาเยือนอีกครั้งนี่!!! 555 อาจเป็นเพราะเรื่องอาหารที่เราก็ยังทานเหมือนเดิมไงค่ะ ยังทานน้ำผักผลไม้ปั่นเกือบทุกเช้า ขนมถุงๆ น้ำอัดลม นี่คือเลิกกินไปตั้งแต่ตอนท้องแล้วค่ะ ทุกวันนี้ก็ไม่ได้กินกันเลยทั้ง พ่อ แม่ ลูก เลยเป็นอานิสงส์ให้คุณสิวมาเยือนช้าหน่อย 😊

จุดหลักที่ทำให้สิวหายคืออะไร?
ต้องบอกเลยว่าสิวหายเพราะท้องจริงๆค่ะ อาจจะแปลกกว่าคนอื่นตรงนี้ แต่กว่าจะท้องเราก็ปฏิบัติสายนี้มาก่อนจนหน้าเราเริ่มดีขึ้นมากแล้วแค่ไม่ได้หายเกลี้ยงไงค่ะ เพราะเราเดินทางสายชิวอันไหนทำได้เราก็ทำ เอาที่สบายใจที่จะทำอะค่ะ ผลที่ได้ก็ตามสิ่งที่ทำแหละค่ะ 😊

อยากให้กำลังใจอะไรกับรุ่นน้อง
ถ้าเลือกจะมาทางนี้แล้วก็ขอให้ทำไปเถอค่ะ อันไหนทำได้ก็ทำค่ะ ค่อยๆเริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด แต่ถ้าใครเป็นสายฮาร์ดคอร์ก็ยินดีด้วยค่ะ คุณจะเห็นผลเร็วกว่าคนอื่นค่ะ แต่ถ้าไม่ไหวมาเดินทางสายชิวแบบเราได้นะค่ะ ค่อยๆเริ่มค่อยๆปรับไปค่ะ หาทางที่มันใช่สำหรับเรา ทางที่เราไม่ต้องฝืน ทำแบบสบายๆ ผลลัพธ์มันมาแน่นอนค่ะ แต่แค่อาจจะไม่ทันใจไงค่ะ แต่อย่าลืมนะค่ะว่ากว่าคุณสิวจะมาหาคุณนี่คุณผ่านอะไรมาบ้าง? คุณทำอะไรกับตัวคุณเองมาบ้าง? สะสมมาเท่าไหร่แล้ว? ลองนึกกันดูดีๆนะ มันต้องมีเหตุค่ะไม่งั้นคุณสิวเค้าไม่มาเยี่ยมเยียนกันหรอกค่ะ 555 กว่าเค้าจะมายังใช้เวลาจะให้เค้าไปก็ต้องใช้เวลาเหมือนกันค่ะ เรานี่ไม่ได้เจอคุณสิวมา 3 ปี แต่สร้างเหตุที่จะทำให้พบกับคุณสิวไว้เยอะในที่สุดคุณเค้าก็กลับมาหาได้อีกเห็นไหมค่ะ! แต่อย่าไปซีเรียสค่ะ คุณเค้ามาได้เค้าก็กลับไปได้ค่ะ!!!
ช่วงที่มีสิวขับพิษก็อย่าไปโฟกัสกับคุณสิวเค้ามากค่ะ ใครมาทักก็ปล่อยผ่าน ทำเบลอ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปค่ะ เดี๋ยวพอเราหน้าดีขึ้นเค้าก็มาทักอีกแหละค่ะ 555

อยากให้ทุกคนลองดูคุณแม่เกด(คุณแม่ของคุณบีม)เป็นตัวอย่างนะค่ะ (ที่เพจ Long Do Ter – บีม) เมื่อก่อนคุณแม่ก็ผิวแย่มากนะค่ะแต่ทุกวันนี้ท่านผิวดีขึ้นเยอะมาก แล้วท่านวัยเกษียณแล้วนะค่ะผิวท่านยังฟื้นฟูได้ขนาดนี้ ทุกคนที่ได้มาอ่านบทความนี้คาดว่าคงไม่มีใครอายุมากกว่าท่านแน่นอน ยังไงผิวและระบบต่างๆในร่างกายย่อมฟื้นฟูได้เร็วกว่าท่านแน่นอนค่ะ ขอแค่เริ่มค่ะ อย่าท้อนะค่ะ ค่อยๆเปลี่ยนให้มันเป็นสิ่งที่คุณทำมันได้ทุกวันแบบไม่ต้องมาฝืน ไม่ต้องมาใช้คำว่าอดทนทำไป เพราะถ้าแบบนั้นมันมีวันที่ตะบะแตกแน่นอนค่ะ แต่ถ้าเราค่อยๆเปลี่ยนพฤติกรรมของเราไปแบบนี้มันยั่งยืนกว่าค่ะ แล้วก็รู้สึกดีกว่าด้วยค่ะ

อยากจะบอกว่าผลพวงของการเดินสายนี้คือตั้งแต่คลอดลูกมานี่ 3-4 ปีแล้ว อดหลับอดนอนแค่ไหนเราก็ไม่เคยป่วยเลยนะค่ะ ยกเว้นครั้งเดียวที่ลูกป่วยแล้วเราติดลูกมาค่ะ หลังจากนั้นก็ไม่ติดอีกแล้วนะค่ะ สุขภาพแข็งแรงมากค่ะถึงแม้จะไม่ค่อยได้ออกกำลังกายก็เถอะ! เห็นไหมค่ะเดินทางสายนี้นอกจากจะบอกลาคุณสิวได้แล้ว ยังได้สุขภาพที่แข็งแรงเป็นของแถมด้วยนะค่ะ

อย่าลืมนะค่ะคุณสิวมาได้คุณสิวเค้าก็ไปได้นะค่ะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นสัจธรรมจริงๆค่ะ 😊

ถ้าพร้อมแล้วก็ลงมือทำกันเลยค๊าาาาาาา 😊

33 ข้อ ไขข้อข้องใจ “สิวเรื้อรัง” และทางออกจากสิวทุกประเภท (ตกผลึกจากประสบการณ์เรื่องสิว 20+ ปี)

ก่อนอื่น ลองมาเช็คกันดูนะคะว่า คุณกำลังมีปัญหา “สิวเรื้อรัง” หรือไม่ค่ะ?

  1. เป็นสิวที่เป็นมานานกว่า 6 เดือน เป็นได้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผิวระคายเคือง แดง อักเสบ สิวอักเสบ สิวหนอง หรือซีสต์ใหญ่ ๆ
  2. มาพร้อมกับปัญหาผิวที่ไม่สมดุล ส่วนใหญ่จะมันเกินไป และรูขุมขนกว้างขึ้น
  3. เป็นสิวที่อาจเรียกได้ว่า เป็นรูปแบบของ “สิวฮอร์โมน” ที่เข้าใจกันในปัจจุบัน
  4. ใช้ครีม ยารักษาสิว และการทำทรีทเมนต์จากคลินิกหรือสถานบริการความงามทุกรูปแบบแล้ว ได้ผลชั่วคราว เมื่อหยุดทำหรือเว้นช่วงไป สิวก็กลับมาอีกและอาจเป็นมากขึ้น
  5. เป็นโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่สามารถอธิบายได้ เหมือนอยู่ดี ๆ ก็เป็น
  6. มักเป็นหลังจากมีปัญหาสุขภาพ ปัญหาความเครียด มาสักระยะใหญ่ ๆ ก่อน ส่งผลให้คนที่ไม่เคยเป็นสิวเป็นสิวชนิดนี้ได้เช่นกัน
  7. อาจเกิดจากการรับยาสเตียรอยด์รักษาบางโรค หรือใช้สเตียรอยด์ปริมาณมากเพื่อให้ส่งผลบางอย่าง ส่งผลให้คนไม่เคยเป็นสิว เป็นสิวสเตียรอยด์ได้
  8. หากทบทวนย้อนกลับไปแล้ว ก็จะมีพฤติกรรมการกินที่ผิดหลักสุขภาพ กินอาหารมีไขมันทรานส์ น้ำตาลขัดขาว น้ำตาลสูง อาหาร GI สูง อาหารสำเร็จรูป อาหารสังเคราะห์ อาหารแปรรูป ต่อเนื่องหลายปี ไม่ออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์จัด สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืนเป็นประจำ หรืออยู่ในโซนที่มลภาวะเป็นพิษ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ควบคุมเรื่องสารพิษและความปลอดภัยในโรงงานและสิ่งแวดล้อม อยู่เมืองที่มีมลพิษสูง ทำงานเป็นกะ เดินทางบ่อย นอนเช้าตื่นเที่ยง มีปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ หรือปัญหาอื่น ๆ แบบเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้จบเสียที เหล่านี้เป็นต้น

หากคำตอบของคุณ คือ “ใช่” แม้เพียงข้อเดียว
ก็ถือว่าเข้าข่าย “กำลังมีปัญหาสิวเรื้อรังแล้วค่ะ”

และหนทางหลุดออกจากปัญหานี้ อยู่ด้านล่างนี้แล้วค่ะ ยาวหน่อย แต่คุ้มที่จะใช้เวลากับมันและลองเปิดใจรับไปเป็นแนวทางทำแบบจริงจังดูสัก 3 เดือน จะพบความแตกต่างที่ชัดเจนแน่นอน

33 ข้อ ไขข้อข้องใจ “ปัญหาสิวเรื้อรัง” และ ทางออกจากเขาวงกตนี้ สรุปจากประสบการณ์เรื่องสิว 25 ปี

ตั้งแต่ที่บีมมีปัญหาสิว กลิ่นตัว ขี้หงุดหงิดโมโหง่ายตั้งแต่เด็ก (ประถม) และอยู่ในวังวนการเข้าออกคลินิก สถานเสริมความงามอยู่ตลอดช่วงเวลาวัยเรียนถึงวัยทำงานตอนต้น ก็ได้ตัดสินใจเด็ดขาด มาเริ่มศึกษาและทดลอง การรักษาสิว โดยเน้นที่การแก้ที่ระบบภายใน แก้ที่รากของสิว โดยมุ่งเป้าไปที่การ “หายขาด” ใช้หลักธรรมชาติ ไม่ใช้ยา ไม่ใช้ฮอร์โมน เมื่อปี พ.ศ. 2552 จนในวันนี้ (20 ม.ค. 2563) บีม “ตกผลึก” ได้แบบนี้ค่ะ ขอให้อ่านและทำความเข้าใจให้ดี นี่คือ หนทางที่จะพาคุณออกจากวังวนจากปัญหาสิว “แบบถึงราก” ได้จริง ๆ 

  1. สิวของคนในยุคนี้ มีสาเหตุหลักมาจาก “การเสียสมดุลแบบร้อนเกินไป” และ “การมีขยะสะสมในกายและจิตมากเกินไป” ส่งผลให้มีออกซิเจนในตัวน้อย และ ภูมิต้านทานทางกายและใจต่ำลง
  2. การเสียสมดุลแบบร้อนเกินไป ถ้าเป็นในเด็กถึงวัยรุ่น จะเป็นสาเหตุเกี่ยวกับ “อาหารที่กินมาตั้งแต่เล็กจนถึงวัยรุ่น” ถ้าเป็นวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ จะเกิดจาก “ความเครียด” เป็นตัวหลัก
  3. ความเครียดเป็นการเพิ่มความร้อน เพิ่มพิษ ให้กับร่างกายโดยตรง และกดภูมิคุ้มกันให้ต่ำลง เกิดมาจากวิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่ผิดเพี้ยนจากการใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
  4. เมื่อถูกส่งเสริมด้วย การกินอาหารแนวตะวันตกในกลุ่ม fast food เน้นกลุ่มให้พลังงาน เช่น แป้งขัดขาว นมวัว น้ำตาล กรดไขมันโอเมก้า 6 และกลุ่มเนื้อสัตว์ โดยไม่กินอาหารฤทธิ์เย็น เช่น กลุ่มผักผลไม้ปลอดสาร สมุนไพรฤทธิ์เย็น เลยหรือกินน้อยมาก ย่อมทำให้ความร้อนสะสมในเซลล์ร่างกายมากเกินไป 
  5. นอกจากภาวะร้อนเกินที่เกิดขึ้นแล้ว ในทาง “ชีวเคมี” อาหารกลุ่มนี้ ก็ทำให้เกิด “ภาวะอักเสบเรื้อรัง น้ำตาลในเลือดแกว่ง ภาวะดื้ออินซูลิน ไขมันพอกตับ ลงพุง โรคอ้วน น้ำหนักเกิน เซลลูไลท์ ท้องผูก เลือดหนืดข้น ลำไส้รั่ว” อีกด้วย
  6. อาหารจะส่งผลต่อภาวะอารมณ์และบุคลิกภาพโดยตรง คนที่มีความร้อนสะสมในตัวมากเกินไป จะขี้หงุดหงิด โมโหง่าย ไม่ให้อภัย มองโลกในแง่ร้าย โกรธตัวเองและผู้อื่นตลอดเวลา เป็นภาวะอารมณ์ที่เพิ่มเติมความร้อนให้กายนี้เข้าไปอีก
  7. เมื่อ น้ำ ลม ไฟ ในตัว ส่งเสริมให้มี “ไฟ” มากไป คือ น้ำน้อย (ไม่ค่อยดื่มน้ำ) ลมเยอะ (เพราะเครียดและนอนไม่หลับเป็นเรื่องหลัก) และไฟเยอะมาก ก็จะสะท้อนให้เห็นทาง ดิน คือ กายเนื้อที่สัมผัสได้ และผิวหนังคืออวัยวะหนึ่งในธาตุดินนั้น
  8. คนที่ไม่ออกทางผิวหนัง ก็จะเป็นตุ่ม เป็นหนอง เป็นก้อนอยู่ภายใน คนที่ออกมาทางผิวหนัง ก็จะเป็นผดผื่น เป็นสิว เป็นซีสต์ แต่ละคนจะแสดงออกไม่เหมือนกัน แต่เหตุเป็นอย่างไร ผลเป็นเช่นนั้น ทุกคนมี “ไฟมากไป” ในตัวทั้งหมด จึงป่วยเป็นโรคต่างๆ ที่เกิดจาก “ไฟเผา”
  9. ส่วนขยะที่รับมามากเกินไปนั้น มาจากหลายทาง นับทั้งขยะที่ตามองเห็นได้ กับ ขยะที่ตามองไม่เห็น เพราะเรามีกายเนื้อ และ กายละเอียด ซึ่งกายละเอียดนี่เอง หรือ วิญญาณของเรา หรือ พลังชีวิต ที่ทำให้เรายังคง “มีชีวิตอยู่” ถ้าสุขภาพเขาไม่ดี มีพลังดำมืดปนเปื้อน ปกคลุม และไม่เอาออก ก็จะแสดงออกมาทางกายเนื้อนี่เอง 
  10. เราไปเน้นการแก้ที่กายเนื้อกัน ซึ่งถ้าไม่เกี่ยวกับการแพ้ครีมหรือใช้ของที่ระคายเคืองผิวรุนแรงจริง ๆ ปัญหาโรคผิวหนังทุกโรคมาจาก “คุณภาพและความสะอาดของกายละเอียด” ไปแก้กันผิดที่ผิดทาง จึงไม่หายกันเสียที
  11. ขยะที่มองเห็นได้ สัมผัสได้ คือ อาหารที่ผ่านกระบวนการ น้ำตาล อาหารปนเปื้อนสารเคมี มีของปรุงแต่งสูง อาหารปนเปื้อนพยาธิ แอลกอฮอล์ ไม่เป็นรสธรรมชาติ และเรากินหลายมื้อต่อวัน กินกันหลายอย่างต่อวัน และอาหารก็คือ ธาตุดิน ที่จะเข้าไปเป็นธาตุดิน คือ ผิวหนัง และอวัยวะน้อยใหญ่ของเรานี่เอง อาหาร = อวัยวะและผิวหนัง เป๊ะ ๆ ใส่อะไรเข้าไป ก็ได้ออกมาแบบนั้นเป๊ะ ๆ ไม่ผิดเพี้ยน 
  12. หลายคนมีคำถามว่า เพื่อนที่หน้าใส ก็กินแบบเรา ไม่เห็นจะเป็นเลย มันมีปัจจัยที่คุณยังมองไม่เห็นว่า เขาป่วยอะไรบ้าง ถ้าละเอียด ลองสังเกตดูว่า เขามีความป่วยในด้านอื่นไหม ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้รับฟังเรื่องราวเพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาสิวของบีมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่า คนที่หน้าใสและไม่ดูแลอาหารจะมี 2 อย่าง คือ แสดงออกทางอื่น เช่น ขอบตาคล้ำ ผิวขาดน้ำแต่ยังไม่เป็นสิว ปวดท้องประจำเดือนรุนแรง มีลูกยาก มีพุงแม้ยังไม่เคยมีลูก หรือมีอาการป่วยอื่น ๆ ที่ไม่แสดงมาเป็นสิว และอีกกลุ่มคือ มาเป็นสิวช่วงที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว คือ อายุ 25 ปีขึ้นไป กลุ่มนี้มีเพิ่มขึ้น คือ ไม่ดูแลตัวเองเลย ชะล่าใจว่าผิวดี แล้วมาเป็นเอาตอนโต กลุ่มนี้จะมีโอกาสเป็นซึมเศร้าหนักกว่า เพราะ ไม่เคยเป็น และมาเป็นตอนที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งร่างกายเสียหายไปมากแล้ว ต้องใช้เวลานานกว่า และต้องมีวินัยสูงมาก ถ้าไม่เชื่อมั่นในหนทางธรรมชาติ และไม่เชื่อในตัวเองว่าจะหายได้ ก็จะอยู่ในวังวนสิวตลอดไปเพราะมีภาวะซึมเศร้ามาเพิ่มเติม ซึ่งภาวะนี้ คือ การบั่นทอนระบบภายใน เหมือนระเบิดเวลาที่รอระเบิดให้ตัวตาย 
  13. ดังนั้น ขอแนะนำว่า อย่าไปเปรียบเทียบกับใคร อย่าไปนึกน้อยใจ ให้สนใจตัวเราและลู่ของเรา เดินให้ดี มีพัฒนาการไปเรื่อย ๆ ทำให้ถูก ผลจะได้เอง เพราะการเปรียบเทียบและการไม่รักตัวเอง ไม่ให้กำลังใจตัวเอง คือ อารมณ์ทางลบที่บั่นทอนกายละเอียดและจิตวิญญาณ จะทำให้หายช้าไปอีก
  14. ส่วนขยะอื่น ๆ ก็คือ สารเคมีอันตราย สารเคมีระคายเคือง จากสิ่งที่เราใช้ทุกวัน คือ เครื่องสำอาง ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับแล้วว่า มันสามารถถูกดูดซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง หรือของใช้ที่เราต้องได้รับเข้าไป เช่น น้ำยาล้างจานที่อาจตกค้างบนจาน เครื่องครัวที่หลุดร่อนปนเปื้อนมากับอาหาร หรือ เครื่องครัวที่ไม่มีคุณภาพ มีตะกั่ว (หม้อก๋วยเตี๋ยวคุณภาพต่ำ) น้ำปนเปื้อนสารเคมี น้ำปนเปื้อนเชื้อโรค ฝุ่น PM 2.5 สารเคมีที่่ฟุ้งในบริเวณโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าที่มีควันเสียลอยออกมา ควันท่อไอเสีย ฯลฯ ที่รับเข้าไปทุกวัน 
  15. ขยะที่มองเห็นได้ จะเข้าสู่กระแสเลือด และต้องไปที่ตับ เพื่อตับจะได้ทำหน้าที่คัดกรอง กำจัดพิษออก เหลือแต่สิ่งที่ดีและมีประโยชน์ไหลเวียนในกระแสเลือด แต่เมื่อตับป่วยจากพิษที่มีมากเกินไป เซลล์ตับเองก็ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งตับคืออวัยวะที่สำคัญที่สุดในการ กำจัดพิษ และ สังเคราะห์สิ่งที่ร่างกายต้องนำไปใช้ประโยชน์ ถ้าตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติแล้ว พิษจะแพร่กระจายไปในกระแสเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย และเลือดไปที่ไหน น้ำเหลืองอยู่ที่นั่น
  16. น้ำเหลือง คือ ของเหลวทั้งหมดที่ไม่ใช่เลือด และมีบทบาทสำคัญต่อ คุณภาพของผิวหนัง โดยตรง ถ้าเลือดมีพิษเยอะ น้ำเหลืองก็จะมีพิษเยอะ และถ้าเม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันในน้ำเหลือง ไม่สามารถกำจัดพิษออกได้ ก็จะทำให้เกิดอาการทางผิวหนังในลักษณะต่าง ๆ 
  17. ดังนั้น สุดท้ายแล้ว ความร้อนและขยะจากเซลล์น้อยใหญ่ทั่วร่างกายที่มองเห็นได้ จะลอยละล่องในกระแสเลือด และ ถ่ายเทไปสู่น้ำเหลือง และ ทุกพื้นที่ของเซลล์ร่างกาย ก็จะได้รับพิษอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าภาวะ “อักเสบเรื้อรัง” ที่เหมือนทหารของร่างกายต้องต่อสู้และระแวดระวังตลอดเวลา ไม่ได้หยุดพัก ทำให้เหนื่อยเพลีย และในที่สุด สู้ไม่ไหว ก็จะสู้หมดทุกอย่าง แม้กระทั่งเซลล์ดี ๆ ก็จะโจมตี เพราะ ตาลายไม่รู้อะไรเป็นอะไรแล้ว อาจเป็นสาเหตุของการแพ้ง่ายหรือแพ้ตัวเองด้วย
  18. ยังไม่รวมขยะที่มาจากลำไส้โดยตรง จากการกินอาหารที่ร่างกายไม่เอา ไม่ขับถ่ายให้หมดได้ทุกวัน ท้องผูกต่อเนื่อง สุขภาพผนังลำไส้ไม่ดี จนเกิดรูรั่ว และความเครียดก็ทำให้ลำไส้แย่ได้เร็ว และรั่วได้เร็วขึ้นด้วย ภูมิคุ้มกันในลำไส้มีถึง 80% ของทั้งระบบร่างกาย ถ้าตรงนี้แย่ ผิวหนังก็จะได้รับผลโดยตรง 
  19. พอลำไส้รั่ว (leaky gut syndrome) ก็จะทำให้สิ่งที่อยู่ในลำไส้ออกไปสู่น้ำเลือด และ น้ำเหลือง อย่างมากมาย และยิ่งทำให้ภูมิคุ้มกันตก และ มีภาวะอักเสบเรื้อรังสูงขึ้น
  20. อักเสบตรงไหน ตรงนั้นก็จะมีความร้อน มีการสู้กันของร่างกายกับสิ่งแปลกปลอม เหมือนมีสมรภูมิรบภายในกายนี้ตลอดเวลา เป็นสงครามที่ยืดเยื้อ เพราะเซลล์ร่างกายไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยอาหารที่ดีเลย มีแต่อาหารเสริมเชื้อโรค ในที่สุด ก็ป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดัน อัลไซเมอร์ อัมพฤกษ์ อัมพาตย์ ภูมิแพ้ตัวเอง และแน่นอนว่า “สิววัยรุ่นสมัยนี้และวัยผู้ใหญ่” ก็จัดเป็นผลของเหตุที่ว่านั้นด้วย
  21. ถ้าอักเสบในหลอดเลือด หลอดเลือดจะแข็ง ตีบ เล็กลง ทำให้ส่งสารอาหาร ออกซิเจน น้ำ ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะไกล ๆ อย่างผิวหนังได้ยาก ทำให้พิษสะสมคั่งค้างอยู่ตามผิวหนัง ทำให้เป็นสิวเรื้อรังไม่หาย หรือ มีแผลสิวก็หายช้า หายยาก ยังไม่ทันหาย ขึ้นมาใหม่อีกแล้ว ถ้าอักเสบตรงไหน ตรงนั้นก็ป่วยและมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ 
  22. และการกินน้ำตาล และ คาร์โบไฮเดรตที่มีค่า GI สูง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเบเกอรี่ จะทำให้มีน้ำตาลในเลือดมากเกินไป และ น้ำตาลกระโดดสูงทันทีหลังกิน ไปกระตุ้นให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินจำนวนมาก ๆ เพื่อมาเอาน้ำตาลจากเลือดเข้าไปใช้งานในเซลล์ เมื่ออินซูลินเพิ่มขึ้นมาก จะไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนอีกหลายตัวเสียสมดุล ตัวที่เกี่ยวกับสิวและมีข้อมูลที่มีแพทย์และงานวิจัยในต่างประเทศอ้างถึง คือ IGF และ แอนโดรเจน ตัว IGF จะไปเพิ่มอัตราการสร้างเซลล์เพิ่ม ทำให้ผนังท่อรูขุมขนมีเซลล์ผลิตออกมามากไป ทำให้อุดตันรูขุมขนได้ง่าย แม้ไม่ใช้ครีมหรือเครื่องสำอางอะไร ก็อุดตันแล้ว และแอนโดรเจนก็ทำให้ร่างกายผลิตน้ำมันมากเกินไป ผลคือ การอุดตันของเซลล์ผิวบวกกับน้ำมันที่มากเกินไปในรูขุมขน และน้ำมันเป็นอาหารของเชื้อสิว P.Acne อยู่ตรงนั้น เป็นเหมือนคอขวด ที่ถ้ามันออกไปไม่ได้ ก็จะขยายออกไปทางข้าง ทำให้น้ำมัน เชื้อโรค ออกไปเซลล์ด้านข้างรูขุมขน พอเม็ดเลือดขาวรู้ว่ามีเชื้อโรคตรงนั้น จะเรียกเพื่อนมาจัดการ เป็นสมรภูมิเล็ก ๆ หรือใหญ่ ๆ ตรงนั้น อยู่ที่ปริมาณเชื้อโรคที่นั่น ขยะในเลือดและน้ำเหลือง ถ้าเลือดและน้ำเหลืองสกปรก ก็หายช้าและเป็นนาน ถ้าเลือดและน้ำเหลืองสะอาด ก็จะหายเร็ว
  23. จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถ้าต้องการหายเร็ว ต้องโฟกัสการจัดการที่ “น้ำเลือด และ น้ำเหลือง” ให้เขาหมุนเวียนได้ดี ให้เขาสะอาด ให้เขาสมดุล เป็นเรื่องหลัก แล้วผิวก็จะดีตามคุณภาพของของเหลว คือ เลือดและน้ำเหลืองนั่นเอง
  24. สิ่งที่จะทำให้น้ำเหลืองและน้ำเลือดสะอาด ในระดับของคนที่เป็นมานาน เรื้อรัง และรุนแรง จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอาหารและวิธีกินอาหารให้ถูกต้อง และต้องมีการออกกำลังกายและนวดตัวไปพร้อม ๆ กัน เพื่อกระตุ้นให้น้ำเหลืองเดินได้ดี ยิ่งตัดสินใจเด็ดขาด จะเอาชนะกิเลสเรื่องอาหารได้เร็ว ก็จะยิ่งหายเร็วขึ้น
  25. อาหารที่ก่อสิวโดยสรุปจากเว็บไซท์ต่างประเทศที่เป็นแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ พูดไปทางเดียวกัน คือ อาหารที่มี GI สูง(คาร์โบไฮเดรตที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเบเกอรี่ ข้าวขาว แป้งขัดขาว ขนมปังขัดขาว เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องส่วนใหญ่) อาหารที่มีโอเมก้า 6 สูง (เช่นอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันคาโนล่า น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง) นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว เวย์โปรตีน อาหารผ่านกระบวนการและปรุงแต่งมาก ๆ อาหารที่มีความเป็นกรดสูง ถ้าตามหลักแพทย์แผนตะวันออก คือ อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนสูง คือทานตามแนวตะวันตกสายอัดพลังงาน เช่น fast food ต่าง ๆ ไก่ทอด พิซซ่า โดนัท ฯลฯ รวมไปถึงการทานอาหารเสริม ที่จัดว่าเป็นอาหารฤทธิ์ร้อนมากเกินจำเป็น และการทานยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวินะ ยาโรแอคคิวเทน ยาต่าง ๆ ทั้งหมดด้วย
  26. อาหารที่จะช่วยให้สิวหาย หน้าใสได้เร็ว คือ คาร์โบไฮเดรตที่มีค่า GI ต่ำ อาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง (ถ้าบ้านเราจะมีน้ำมันงาม้อน) มีใยอาหารสูง ผักผลไม้ 5 สี เน้นสีเหลืองส้มและสีเขียว ในรูปแบบสลัดราดน้ำมันสกัดเย็นที่สกัดจากพืช เช่น น้ำมันงาม้อน น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันถั่วดาวอินคา เป็นต้น) หรือนำมาปั่นหรือทำน้ำ infused water ก็จะช่วยได้เร็วมาก ๆ การทานน้ำมันดังกล่าวแบบสกัดเย็นแบบสด ๆ อาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย อาหารที่มีคอลลาเจน เช่น น้ำซุปกระดูก ปลา เห็ด สาหร่าย ถั่วที่มีฤทธิ์เย็น เช่น ถั่วเขียว และแนะนำให้งดไข่ไปก่อน เพราะ กินกันมาค่อนข้างเยอะตลอดชีวิต มีโอกาสแพ้ค่ะ แนะนำให้ทานแนววีแกน หรือ เมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอาหารกลุ่มนี้ มักจะมีฤทธิ์เย็นและมีค่า pH เป็นด่างอยู่แล้ว และไม่ผ่านกระบวนการ ซึ่งจะปรับเลือดให้เป็นด่างอ่อน ๆ ในภาวะนี้ ร่างกายจะแข็งแรงที่สุด ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีที่สุด และไม่เป็นสภาวะของการก่อมะเร็งเหมือนเลือดเป็นกรด ในมุมของสิว ก็จะหายเร็วมาก ๆ 
  27. นอกจากนี้ ก็ต้องล้างพิษลำไส้ใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็น บ่อเก็บของเสีย ให้เร็วที่สุด ซึ่งจากข้อมูลของคุณหมอเขียว ดร.ใจเพชร มีทรัพย์ ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อทำให้ลำไส้ใหญ่สะอาด อุณหภูมิของร่างกายจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่สมดุลได้เร็ว (สมดุลร้อนเย็น) พิษในลำไส้ใหญ่ คือ ของเสียที่ตกค้างทั้งหมด ส่วนนี้คือบ่อของความร้อนและเชื้อโรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงและแพร่กระจายได้ เหมือนถังขยะนี่เอง ถ้าไม่ดูแลให้สะอาด ก็เน่าเหม็นใช่ไหมคะ
  28. ส่วนการล้างพิษตับนั้น จริง ๆ แล้ว ถ้าเราได้ล้างพิษลำไส้แล้ว และ ปรับอาหารแล้ว พิษจะลดลงระดับหนึ่งอยู่แล้ว ทำให้ตับแบกภาระในการกำจัดพิษน้อยลง เมื่อได้ทานผักผลไม้สดที่มีเอ็นไซม์และสารอาหารมาก ๆ ตับจะสามารถฟื้นฟูได้เอง และควรทานชาหรืออาหารที่มีสรรพคุณล้างไขมันในร่างกายและหลอดเลือด ก็จะช่วยให้ไขมันโดยรวมลดลง ตับก็จะรู้สึกโล่งขึ้น มีเวลาได้พักมากขึ้น ถ้าได้นอนเร็วก่อน 4 ทุ่ม และหลับสนิทถึงเช้า ตับก็จะฟื้นฟูตัวเองได้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ ดังนั้น ถามว่าจำเป็นต้องล้างพิษตับไหม ให้เป็นไปตามความเข้าใจส่วนบุคคล เพราะ ในส่วนของการแพทย์สายทางเลือก ก็จะมีวิธีการล้างไขมันและนิ่วจากตับ ซึ่งที่บีมเคยทดลอง ก็รู้สึกดีกับวิธีนั้นเช่นกัน เพียงแต่ว่า ค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูง และถ้ายังใช้ชีวิตเครียดเหมือนเดิม ทานอาหารเหมือนเดิม ปรับชีวิตไม่ได้ มันก็จะกลับมาได้อีก (ไขมันและนิ่วในตับและถุงน้ำดี) ดังนั้น ถ้าจะล้างจริง ๆ ก็ให้คิดก่อนว่า จะเปลี่ยนตัวเองแล้วจริง ๆ นะ เงินที่ลงไปจะได้ไม่สูญเปล่า
  29. ส่วนที่สำคัญมากอีกส่วน คือ การออกกำลังกาย หลายคนมีประสบการณ์ คือ ออกกำลังแบบสร้างกล้ามเนื้อหนัก ๆ ฝึกหนัก ฝึกเครียด วิ่งเยอะ ดื่มน้ำน้อย หรือการออกกำลังกายที่มีการเผาผลาญสูง และเครียด กลุ่มนี้อาจยิ่งมีสิวขึ้น เพราะ ร่างกายร้อนเกินไป ควรต้องหันมาเล่นโยคะหรือว่ายน้ำ (สระน้ำเกลือ) แทน ที่จะช่วยปรับสมดุลตรงนี้ได้ดีกว่าค่ะ ร่างกายจะเย็น ไม่ร้อน (ไม่แนะนำโยคะร้อนก่อนนะคะ แม้คุณจะอยากลดน้ำหนักก็ตาม) การเล่นฮูล่าฮูปก็ทำให้ลำไส้บีบรัดตัวได้ง่ายและเร็วตอนเช้า คือ พยายามทำให้ง่าย ให้สุข จะเต้นก็ได้ อย่าไปเล่นกีฬาตามกระแสที่ไม่เป็นตัวเอง เล่นแบบเครียด เอาที่ตัวเองสบายใจและมีความสุข สำคัญที่สุด และจะได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายมากที่สุดค่ะ
  30. และตามที่บีมบอกก็คือ ส่วนที่มองไม่เห็น คือ วิญญาณ พลังชีวิต กายละเอียด นี้ คือ รากของโรคที่แท้จริง ต้องแก้ในส่วนนี้ด้วย โดยต้องมองชีวิตอย่างเป็นองค์รวมว่า ขณะนี้เรากำลังมีปัญหาอะไรที่ค้างคาที่ยังทำให้ชีวิตไม่มีความสุขได้จริง ๆ ไหม เรากำลังรู้สึกหมดพลังและอ่อนเพลียกับชีวิตที่ต้องต่อสู้ทุกวันไหม? หัวเราะได้อยู่ไหม มีความสุขได้อยู่ไหม ถ้าไม่ได้ มันต้องไปแก้ ไปดูว่า อะไรที่เรายังไม่ได้แก้ เรายังโกรธ ยังเกลียดใครไหม เรายังติดค้างอะไรใครไหม เราต้องกล้าเผชิญหน้า และค่อย ๆ แก้ปัญหาด้วยความรัก ด้วยความอดทน เข้าใจ ให้อภัย พอมันหลุดไปทีละเปลาะ ๆ ใจจะสบายขึ้นเอง ความเครียดจะลดลงเองตามระดับที่เราแก้ปัญหาได้ 
  31. สำหรับบีมเอง ได้เรียนรู้เครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาในส่วน “จิต” คือ การใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้น ใช้ชีวิตให้ช้าลง ถอยห่างจากเทคโนโลยีและโลกออนไลน์เพิ่มขึ้น การใช้ชีวิตตามแนวทาง Minimalism (ให้ชีวิตเหลือแต่สิ่งจำเป็น) การหัวเราะอย่างไร้เงื่อนไข โดยศาสตร์โยคะหัวเราะ (ทางลัดในการเพิ่มออกซิเจน กำจัดสารพิษจากความเครียด การดีท็อกซ์จิตใต้สำนึก การนวดอวัยวะภายใน และ การเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดลม) TRE (การขจัดความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก) การทบทวนและศึกษาคำสอนด้านจิตวิญญาณที่ตรงกับจริตของเรา ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นการแก้ในส่วนที่เป็น “รากสิว” จริง ๆ เป็นส่วนที่มองไม่เห็นแต่เป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของเรา ส่งผลต่อสิ่งที่มองเห็นคือ กายและชีวิตของเรานั่นเอง
  32. ในส่วนของผิวหนัง เพียงแค่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมน้ำ กักเก็บความชุ่มชื้นในผิวให้ยาวนาน ช่วยให้ผิวเย็นลง ไม่อุดตัน ล้างพิษผิวและกำจัดเซลล์ตายออกสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติในการกำจัดเชื้อสิว ซึ่งจะอ่อนโยนต่อผิวมากกว่าการใช้ยาและเคมี อาจจะช้าแต่ปลอดภัยกว่า ทั้งนี้จะช้าหรือเร็ว ก็อยู่ที่เลือดและน้ำเหลืองเป็นหลักค่ะ ถ้าเราทำข้างในได้ดี ข้างนอกรักษาตามอาการไป เดี๋ยวก็หายเอง ซึ่งเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่บีมคัดมาให้แล้วที่ร้านสิวซีเคร็ตก็เพียงพอแล้วสำหรับการแก้ปัญหาผิวและสิวเรื้อรัง
  33. เลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผิวและสุขภาพ ต้องมีความรู้ในการอ่านส่วนผสมประมาณหนึ่ง จึงจะเลือกได้ถูกต้อง ซึ่งฉลากเครื่องสำอางในเมืองไทย สามารถทำให้เข้าใจผิดได้สูง กลุ่มที่เคลมว่าเหมาะกับผิวแพ้ง่าย ระคายเคืองง่าย ออร์แกนิคและธรรมชาติ ถ้าผลิตในไทยส่วนใหญ่ จะมีส่วนผสมที่อาจระคายเคืองได้บางส่วน แม้จะน้อย แต่ถ้าไม่มีเลยจะดีกว่า เช่น SLS, SLES และบางแบรนด์ก็ยังมี paraben อยู่ แต่ถ้าผลิตจากเมืองนอกแล้วนำเข้ามา ส่วนใหญ่แล้ว จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานความเป็นธรรมชาติและออร์แกนิค แต่ก็ไม่ได้แปลว่า จะเหมาะกับเราเสมอไป สุดท้ายเราก็ต้องดูที่ผลลัพธ์ค่ะ ถ้าเราโอเคกับผลลัพธ์ก็คือผ่าน ใช้ระยะยาวแล้วมีความสุขดี ก็ถือว่าผ่าน ประมาณนี้ 

สุดท้ายนี้ ขอสรุปว่า การแก้ปัญหาสิวนั้นต้องทำไปพร้อม ๆ กันทั้งภาคที่มองเห็นและมองไม่เห็นแบบองค์รวม และการใช้ครีมหรือกินอาหาร เพียงไม่กี่อย่าง และจะหวังผลให้สิวหายไปทั้งหมด เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในหลายคน โดยทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแนบแน่น เมื่อคุณปลดปล่อยความเครียดออกจากร่างกาย คือ การหัวเราะ การใช้ TRE กำจัดออก รวมไปถึงการออกกำลังกายที่รู้สึกสนุก เบาสบาย ไม่เครียด การได้นวดร่างกาย นวดตัว การได้อยู่กับธรรมชาติ การได้แสดงออก ปลดปล่อยด้วยวิธีต่าง ๆ จะทำให้จิตเบาขึ้น สบายขึ้น เมื่อจิตหรือวิญญาณเบาขึ้น ระบบฮอร์โมนจะปรับตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังชีวิตจะเริ่มไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ระบบต่าง ๆ จะแข็งแรง และ กำจัดสิ่งแปลกปลอมและของเสียตกค้างได้รวดเร็วขึ้น และเมื่อเติมแต่สิ่งที่ดีเข้าไปทดแทน ไม่ว่าจะเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข การให้อภัยตัวเองและผู้อื่น อาหารที่สดสะอาด ไม่ผ่านกระบวนการและการปรุงแต่งที่หลากหลาย น้ำดื่มที่สะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ใช้สมุนไพรและอาหารที่ช่วยล้างพิษ ล้างไขมัน นอนหลับให้เร็ว เล่นโยคะ เดินบนหญ้า อยู่กับธรรมชาติ ฝึกหายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ ทำทุกวันให้มีความหมาย อยู่กับตรงนี้ ชื่นชมกับความงามของสิ่งต่าง ๆ เห็นแต่สิ่งดี ๆ และขอบคุณชีวิตและสิ่งที่ได้รับทุกวัน พอเราทำจนเป็นนิสัย ผิวก็จะดีขึ้นเองตามเหตุปัจจัยที่ใส่ลงไปค่ะ เมื่อวิญญาณสะอาด กายสะอาด สิ่งแวดล้อมสะอาด ผิวที่สดใสสะอาดจะไปไหนเสีย ใช่ไหมคะ?

ถ้าทำเหตุได้ครบถ้วน ก็จะได้ผลคือ ผิวใส หน้าใส สุขภาพดี ตามที่ปรารถนาแน่นอน

สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำเป็นพิเศษ คือ เรื่องการดื่มน้ำ ทานอาหาร และการกำจัดความเครียด ที่จะต้องพยายามจัดการให้ได้ เพราะ 3 ปัจจัยนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้มากและเร็วที่สุด คือ การดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด ทั้งน้ำอุ่นและน้ำอุณหภูมิห้อง (หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นและเครื่องดื่มอื่นนอกจากน้ำเปล่าในระหว่างรักษาสิวจะช่วยได้มากกว่า) เปลี่ยนอาหารที่กินทุกวันให้ได้ ให้เป็นอาหารที่สด สะอาด ไม่ปรุงแต่ง หรือปรุงแต่งน้อยที่สุด ไม่ผ่านกระบวนการ และดื่มน้ำปั่นผักผลไม้ทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว ถ้าได้ดื่มถั่วปั่นด้วยก็จะดี เพราะ มันจะไปเป็นอวัยวะและผิวโดยตรง เป็นสิ่งที่ล้างพิษและฟื้นฟูเซลล์ได้โดยตรง และการหัวเราะแบบไร้เงื่อนไข คือ เครื่องมือที่ดีที่สุด ง่ายที่สุด ประหยัดที่สุด ที่จะช่วยให้กายและจิตวิญญาณสะอาดสดใสสมดุลได้เร็วมาก

มาถึงตรงนี้…หากคุณรู้สึกสนใจและพร้อมที่จะ “ปฏิวัติชีวิต พิชิตสิว” แล้ว บีมแนะนำดังนี้นะคะ

  1. หากคุณต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอีกหน่อยเพื่อความมั่นใจเพิ่มขึ้น สามารถเข้ากลุ่ม OpenChat คลังข้อมูลและอัพเดทสิวซีเคร็ต ในไลน์และคลิกดูในโน้ตของกลุ่มได้เลยค่ะ จะมีคลังข้อมูลอัพเดทล่าสุดจัดไว้ให้ ข้อมูลปัจจุบันทุกอย่างจะถูกอัพเดทในนั้นเป็นที่แรกก่อนจะโพสต์ที่อื่นๆ และสามารถสอบถามในกลุ่มได้เลย หากมีคำถามใด ๆ ค่ะ บีมตอบคำถามด้วยตัวเอง
  2. หากคุณต้องการรู้วิธีที่จะทำให้สิวหายแบบถอนรากสิวกันตอนนี้เลย ไม่ต้องการเสียเวลาอีกแล้ว ให้เข้าหน้านี้ https://shiningbeam.org/siwsecretacademy/ ซึ่งจะอธิบายให้คุณเข้าใจว่า หนังสือและคอร์สสิวซีเคร็ตที่บีมได้จัดทำไว้ เป็นอย่างไร และจะช่วยคุณได้อย่างไรบ้าง การอ่านหนังสือและลงเรียนคอร์ส เหมือนคุณได้เดินทางลัด ได้ผลลัพธ์เร็ว ไม่ต้องเสียเวลาเพิ่มอีก
  3. หากคุณสนใจดูผลิตภัณฑ์ที่บีมแนะนำด้วย ก็จะมีข้อมูลผลิตภัณฑ์และรีวิวอยู่ในโน้ตของ OpenChat คลังข้อมูลและอัพเดทสิวซีเคร็ต เลยนะคะ แต่หากไม่ต้องการเข้ากลุ่มไลน์ แนะนำให้ไปที่เพจนี้ค่ะ https://www.facebook.com/siwsecretshop (หากจัดทำเว็บสินค้าในอนาคต จะอัพเดทอีกครั้งค่ะ)

ขอให้ทุกคนที่ตั้งใจและลงมือทำ รักษาพลังอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการนะคะ

วรดาภา สุขพิมลกุล (บีม)
เขียนวันที่ 20 ม.ค. 2563 (เสร็จเวลา 14.51 น.)
ที่ บ้านสุวรรณรายาไมน์ จังหวัดเชียงราย

อัพเดทเนื้อหาวันที่ 3 ธ.ค. 2563


ข้อมูลอ้างอิง

สรุป 9 วิชาที่ต้องเรียน เพื่อ อยู่รอด อยู่ดี มีสุข ในโลกยุค 2020 เป็นต้นไป

โลกยุค 2020 เป็นต้นไป จะยกระดับพลังงานขึ้นมาอีก ความเทา ๆ จะไม่มีแล้ว ขาวกับดำ จะแยกกันอย่างชัดเจน และ มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก เพราะ ทุกสิ่งจะไหลไปมาได้เร็วขึ้น เนื่องด้วยความเป็น “ออนไลน์” และ การเชื่อมต่อกันด้วยอินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงขึ้นเรื่อย ๆ และเทคโนโลยีที่พัฒนาให้เร็วขึ้นเร็ว ๆ และ มีปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ พนักงานประจำมีโอกาสถูกปลดจากงานมากขึ้นครั้งละมาก ๆ จากการใช้ระบบ BOT และ AI และข่าวสารที่ท่วมท้น โค้ชสอนที่หลากหลายแนว การค้าข้ามพรมแดนที่ต้นทุนและเทคโนโลยีดีกว่าของคนไทยทำเอง การบริหารประเทศระดับนโยบายที่ล้มเหลว ตามไม่ทันยุคสมัย ความสิ้นหวัง ท้อแท้ และจิตใจที่วิปริตจึงเพิ่มขึ้นมากมาย แต่…บีมมองเห็นทางออก ทางรอด ที่เป็นทางที่ตัวเองเดินมาและกำลังจะเดินไป โดยเรียนรู้จากประสบการณ์หนี้ 20 ล้านของตัวเอง การก้าวผ่านภาวะโรคซึมเศร้า และการเป็นคนหนึ่งที่ทำงานอิสระ ทำงานบนออนไลน์ การเลี้ยงลูกเอง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา บีมอยากแบ่งปันว่า บีมมองเห็นว่าการได้เรียนรู้อะไรที่โรงเรียนไม่ได้สอนในหลักสูตร แต่เป็นทางรอดของพวกเรา คนตัวเล็ก ๆ ทุกคนในยุคนี้ และ จะตั้งหลักได้ใหม่ อยู่ด้วยใจเป็นสุข ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายมากมายค่ะ

คำหลักของ “ความรอด อยู่ดี มีสุข ในยุคใหม่” คือ จิตวิญญาณอิสระ อาชีพอิสระ (ฟรีแลนซ์) ภาษา การสื่อสาร การเป็นหนึ่งเดียวในโลก การรู้จักตัวเอง การตัดออก โดยวิชาที่จะส่งเสริม 3 สิ่งนี้ให้เกิดขึ้นมีดังนี้

  1. ภาษาอังกฤษ เป็นขั้นต่ำ นี่คือ จำเป็นและสำคัญมาก และทักษะขั้นต่ำที่ต้องได้ คือ อ่านและฟัง นั่นคือ ทักษะที่ TOEIC วัดผลค่ะ และเป็น 2 ทักษะที่ใช้ในการรับข้อมูลภาษาอังกฤษ ซึ่งมีข้อมูลที่มากกว่า กว้างกว่า ลึกกว่า ล้ำกว่า ฐานข้อมูลภาษาไทยไปมาก ๆ ชีวิตบีมที่ทำงานอิสระแล้วพัฒนามาได้เรื่อย ๆ เพราะ ได้ภาษาอังกฤษ การอ่านอยู่ในระดับดีเยี่ยม การฟังอยู่ในระดับดี ค่ะ เท่านี้ก็รอดแล้วระดับหนึ่งแน่นอน เพราะโลกยุคใหม่ ต้องการองค์ความรู้ใหม่ ๆ ซึ่งคนไทยไม่ค่อยทำไว้ ไม่เหมือนต่างชาติ มีเยอะมาก และถ้าเรามีความรู้ดี ๆ จากต่างประเทศ เราสามารถนำไปมาเป็นไอเดีย มาประยุกต์ กับความเป็นรากเหง้าของเรา งานของเราก็จะมีความแตกต่างจากคนไทยที่ไม่ได้รับข้อมูลของต่างประเทศมาเพิ่มค่ะ นี่คือข้อดีมาก ๆ คือ ได้สร้างสรรค์อะไรที่แตกต่างจากการที่ไม่ได้ภาษาอังกฤษ เพราะ มีองค์ความรู้มาใช้มากกว่า และเราจะรู้เทรนโลก เราจะไปไกลกว่าคนที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษค่ะ ซึ่งหาคนแปลภาษาได้เท่ากับเจ้าของภาษาเลย มีไม่มาก อ่านแล้วงงก็เยอะ เพราะ การแปลต้องมีความรอบรู้ในองค์ความรู้นั้น ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ว่ารู้ภาษาอังกฤษแล้วจะแปลได้ดีค่ะ สู้เรารู้เอง อ่านเองดีกว่า เชื่อเถอะค่ะว่า การอ่านต้นฉบับ ฟังต้นฉบับ ดูหนัง soundtrack ได้อารมณ์สนุกกว่ากันเยอะ และถ้าได้ภาษา ก็มีโอกาสที่จะเติบโตในงานอิสระที่ทำจากที่บ้านได้ด้วย เพราะเราจะมีความรู้ใหม่ ๆ มาใช้หรืออัพเดทแฟน ๆ ของเรา (ถ้าทำช่อง YouTube เว็บไซท์ ฯลฯ ของตัวเองนะคะ) ดังนั้น ภาษา จะนำพาสู่ความ “อิสระของชีวิต” ได้ค่ะ
  2. บริหารจัดการเงิน พอเราทำงานอิสระ ต้องบริหารเงินให้เป็น ต้องรู้เงินเข้า เงินออก ชัดเจน ต้องรู้วิธียื่นเสียภาษี รู้ว่าจะทำอย่างไรให้มันงอกเงย โดยไม่ตกเป็นทาสของเงิน เราต้องนำเงิน มันก็คือสิ่งหนึ่งที่เหมือนอาหาร เหมือนน้ำ ที่เรามีตามเหตุปัจจัยที่เราสร้าง เราให้ เราก็ได้มา ได้มาก็ใช้ให้พอในงบที่เรามี อย่าไปใช้เกิน แล้วเอามาลงทุนในการเรียนรู้ทักษะวิชาที่จะเหลาเราให้แหลมคมขึ้น เอามาทำประโยชน์ให้สังคม คือ เอามาทำให้เราเติบโตจากภายใน แทนที่จะซื้อวัตถุภายนอก ตรงนี้ ใช้หลักของ Minimalize คือ การตัดสิ่งไม่จำเป็นออกให้มากที่สุด ให้เหลือแค่ ใช้ในวันนี้ได้ก็พอ ที่ไม่ใช้ ก็ให้คนอื่น เพราะ จริง ๆ แล้วชีวิตมันก็เป็นอยู่ขณะต่อขณะ อย่าไปสะสมเยอะค่ะ ทำแบบนี้ จะลดหนี้ กำจัดหนี้ได้เร็ว เป็นอิสระได้เร็วขึ้นด้วย ไม่ก่อหนี้ใหม่ให้ช้ำใจและติดกับดักด้วย
  3. รู้จักจุดแข็งของตัวเอง อันนี้สำคัญมากกกก สำหรับยุคใหม่ค่ะ เพราะ รูปแบบการทำงานของพวกเราชาวมนุษย์ในอนาคต จะเป็นแบบนี้ค่ะ สิ่งที่เป็นงานซ้ำ ๆ เป็น routine บริษัทเขาจะเอาเทคโนโลยีมาใช้แทน เพราะเขาอยากจะลดต้นทุน เหมือนที่เราเห็นว่าเดี๋ยวนี้คนไปธนาคารจริง ๆ น้อยลง แต่ใช้แอพมากขึ้น ใช้ Bot ตอบมากขึ้น หรือในภาคผลิตในโรงงาน เขาก็จะลงทุนในเทคโนโลยีมาทำงานแทนคนมากขึ้น ดังนั้น มนุษย์ที่ทำงานที่ AI ทำแทนได้ ต้องฉุกคิดแล้วค่ะว่า แล้วงานอะไรที่มนุษย์จะยังทำได้ และรูปแบบที่ผู้ประกอบการ (บีมอยู่ในแวดวงผู้ประกอบการ จะพอทราบปัญหาและความเปลี่ยนแปลงค่ะ) ใช้เพิ่มขึ้นคือ ไม่จ้างพนักงานประจำ แต่จะหา outsource และ ฟรีแลนซ์เก่ง ๆ ที่ทำงานให้เขาได้เลย ไม่ต้องมานั่งสอน นั่งเทรนกันใหม่ เพราะเดี๋ยวนี้ มันต้องเร็ว ไม่มีใครอยากเทรนเด็กใหม่แล้ว และไม่มีใครอยากมีต้นทุน fixed คือ ต้นทุนที่ต้องจ่ายทุกเดือนเป็นเงินเดือนค่ะ การจ้างฟรีแลนซ์หรือ outsource ที่เก่งและเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ คือ เทรนที่เขาเลือกใช้ การจ้างงานมีน้อยลงแน่นอนสำหรับรูปแบบบริษัท แต่งานที่ต้องใช้คน คือ งานบริการ งานศิลปะ การเขียน คือ เป็นอะไรที่ต้องผลิตจาก “ความเป็นมนุษย์โดยเฉพาะ” จะยังต้องใช้คนต่อไป ดังนั้น จึงจำเป็นและสำคัญมาก ที่คุณจะต้องรู้ว่า “จุดแข็งคุณคืออะไรบ้าง” และเหลาให้แหลมคม แล้วประกาศมันออกไป ทำงานให้ดี และคุณจะมีคนตามหาค่ะ นั่นคือปณิธานของบีมเมื่อ 10 ปีที่แล้วคือ ฉันจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิวแนวธรรมชาติ และ ก็จะมีคนมาตามหาฉันเอง เพื่อมาหาวิธีแก้เรื่องนี้ และสิ่งนี้ ก็ทำให้บีมมีอาชีพต่อยอดมาอีก และเป็นแบรนด์ที่มั่นคงติดตัวมาถึงทุกวันนี้ และทรัพย์สินนี้ก็เป็นของเราเพียงผู้เดียว ที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดโปรเจ็คอื่น ๆ ได้เพิ่มเติม นี่คือ ความมั่นคงที่แท้จริงในยุคนี้ คือ แบรนด์ตัวเราเองที่แท้จริง
  4. ป้องกันความซึมเศร้าและขจัดความเครียด เป็นวิชาที่จำเป็นและสำคัญมากไม่แพ้วิชาอื่น เพราะ ตามที่บีมบอกไว้ คือ มันไม่มีเทา ๆ แล้ว มันจะเป็นขาวและดำที่ชัดขึ้น ดังนั้นการขาดสติ ความตระหนักรู้ ขาดหัวใจแห่งรัก ซึ่งเป็นปัญหาของคนยุคนี้ ที่พ่อแม่ประมาณ 80% ทำงานเป็นหลัก ด้วยการอยู่ในวังวนแห่งปัญหาการเงิน ลูก ๆ ขาดความรัก ความอบอุ่น เป็นปัญหาในทุกระดับฐานะ และเด็ก ๆ ก็ได้เชื่อมกับอินเตอร์เน็ตตั้งแต่ยังเล็ก มันไม่เหมือนยุคทีวี ยุคทีวีก็ว่าแย่แล้วที่เด็ก ๆ ดูละครมากมายที่เนื้อหาสอนอะไรผิด ๆ (บีมเป็นหนึ่งในการเชื่อคำสอนในละครไทยมากมาย โดยไม่รู้ตัว ชีวิตแย่ตอนโต) พวกนี้จะนำพาไปสู่ปัญหาโรคซึมเศร้า การทำร้ายตัวเอง การทำร้ายผู้อื่น การฆ่าตัวตาย เด็กวัยรุ่นท้อง แม่เลี้ยงเดี่ยว การหย่าร้าง การทำแท้ง จิตใจผู้คนที่อ่อนแอ จะถูกชักจูงให้ไปสู่ทางมืดได้ง่ายและเร็วจากอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกัน และ ระบบอัลกอริทึ่มของระบบกูเกิ้ลและเฟสบุ๊ค จะส่งสิ่งที่คนคนนั้นมองหา คลิก สนใจ มาให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไปทางขาว ก็จะเจอแต่ขาว ถ้าไปทางดำ ก็จะเจอแต่ดำ มันจะไปลึกขึ้นเรื่อย ๆ ๆ ๆ และแวดล้อมด้วยสิ่งเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว คนจะรู้สึกหมดพลัง อ่อนแอ ทำอะไรไม่ได้ อดทนไม่ได้ ยั้งใจไม่อยู่ ทำผิดไม่รู้สึกอะไร ดังนั้น การเรียนรู้วิชาที่จะปกป้องตัวเองและกำจัดความเครียด ความซึมเศร้า โดยไม่พึ่งยา เช่น โยคะหัวเราะ TRE (Tension & Trauma Releasing Exercise) การออกกำลังกาย และ การดูแลสุขภาพ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นอนหลับให้ลึก คือวิธีดูแลกายใจนี้ให้ปราศจากพลังเครียด และ การเสริมความแข็งแรงทางจิตใจด้วยการยึดเหนี่ยวในคุณธรรมอย่างเหนียวแน่น การเดินบนหนทางที่ถูกต้อง ที่แต่ละศาสนาได้สอนเอาไว้ จะช่วยให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของภาวะซึมเศร้า ทำผิดศีลธรรม และการฆ่าตัวตายได้ และยังอยู่แบบมีความสุขได้ เพราะ การทำเช่นนี้ จะได้พบแต่คนพลังงานดี ๆ แวดล้อม เรามีพลังงานแบบไหน เราก็จะอยู่กับวงพลังงานแบบนั้น ดังนั้น หันมาโฟกัสที่ตัวเองก่อน ให้ตัวเองมีความสุขก่อน แล้วเราก็จะเจอชีวิตและคนที่ดี ๆ เอง (ประสบการณ์ตรงของบีมด้วยค่ะอันนี้)
  5. ธรรมชาติบำบัด เป็นวิชาที่ต้องรู้ จำเป็นและสำคัญ เพราะ ปัญหาทุกวันนี้ มันเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจและแก้ไขได้ด้วยกำลังของมนุษย์ เราจำเป็นต้องอยู่กับธรรมชาติ ศึกษาธรรมชาติให้มากขึ้น ใกล้ชิดธรรมชาติให้มากขึ้น ใช้ชีวิตอยู่แบบวันต่อวัน ลมหายใจต่อลมหายใจ ต้องเป็นคนไม่มีอนาคตให้ได้ คือมีแค่ตอนนี้เท่านั้นให้ได้ เราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลในทันที เป็นอิสระจากความคิดทั้งปวงทันที เราต้องรู้ว่า อาหารจะรักษาเราอย่างไร เราต้องรู้ว่า เมื่อฤดูกาลเปลี่ยน จะต้องปฏิบัติอย่างไร ปรับสมดุลอย่างไรตามแนวธรรมชาติ ถ้าเราอยู่ในพลังงานธรรมชาติ เราจะรอด แต่ถ้าเราฝืนธรรมชาติ เราจะป่วย เป็นโรคที่ไม่รู้สาเหตุ เป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ และตายไปในที่สุด หรือไม่ก็อยู่แบบทรมานใจทรมานกาย เพราะ จักรวาลนั้นยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ และเป็นผู้สร้างมนุษย์ เขามีกฎของเขา มีวิถีของเขา ที่มนุษย์ต้องสังเกตและเดินตาม ก็จะรอดและปลอดภัยค่ะ
  6. วิชาออนไลน์ ออนไลน์เป็นดาบสองคม ถ้าใช้ดี ๆ และอยู่ในวงพลังงานที่ดี เชื่อมต่อกับคนดี ๆ ใช้ทำแต่สิ่งดี ๆ ชีวิตจะไปได้ดี แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าใช้ในทางที่ไม่ดี มันก็ให้ผลกลับกัน ดังเราจะเห็นตัวอย่างว่า มีคนใช้หาคู่ หาแฟน แล้วโดนล่อลวงไปกระทำไม่ดี หรือ ไปเสียชีวิต นั่นเป็นภัยที่น่ากลัวมากที่ต้องระวัง ที่บีมพูดถึงคือ ใช้ในด้านดี ซึ่งบีมได้ใช้ช่องทางนี้สร้างชีวิตแบบจริงจัง เริ่มเมื่อปี 2552 (ก่อนหน้านั้น ก็คุ้นเคยมาตลอดอยู่แล้วตั้งแต่มัธยมค่ะ เพราะชอบเรียนวิชาเกี่ยวกับ IT โปรแกรม และอินเตอร์เน็ต) เพราะเป็นช่วงที่กลับมาาอยู่ที่ อ.พาน จ.เชียงราย เพื่อมาดูแลคุณยายที่กำลังป่วยติดเตียงในตอนนั้น และ ช่วยแบ่งเบาภาระคุณแม่ด้วย ไม่มีคอนเน็คชั่นหรืออะไรเลย แต่มีทักษะการเขียน ภาษาอังกฤษ และอินเตอร์เน็ต ก็เริ่มจากตรงนั้น สร้างบล็อก เขียนหนังสือ เผยแพร่ในออนไลน์ จนมีธุรกิจของตัวเอง ก็ยังใช้ออนไลน์เป็นหลักอยู่ในการทำการตลาด ใช้เผยแพร่ความรู้ สร้าง community ความรู้ในวิชาการตลาดออนไลน์ คือ สิ่งจำเป็นมาก ๆ ในยุคนี้ค่ะ แต่เราต้องทำออฟไลน์ไปคู่กันด้วย คือ บีมก็ไม่ได้ทำ E-Book หรือ โพสต์แค่ในออนไลน์อย่างเดียว ก็ต้องทำหนังสือแบบเล่ม จัด workshop เพื่อพบปะกับแฟน ๆ ตัวจริงไปด้วย แต่สำหรับการเริ่มต้น คนที่มีต้นทุนไม่มาก หรือ กำลังมีหนี้ที่ต้องจัดการ การให้อะไรที่เรามี โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์และมีผู้สนใจมาก ก็จะช่วยให้ตั้งหลักได้ เพราะมันไม่ต้องใช้เงินทุนสูงเหมือนการเปิดร้าน และเป็นจุดเริ่มของการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนให้ตัวเราเองค่ะ ก็จะเห็นว่ามีหลายคนที่โตมาจาก YouTube เขาทำอะไรที่เขารักอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ก็สำเร็จไปหลายคนเลย ที่มาแต่ละคนก็คือคนธรรมดา แต่เขารักในสิ่งที่เขาทำ มีคนสนใจดูเนื้อหานั้น ๆ และเขามีวินัยทำต่อเนื่องค่ะ
  7. พระคัมภีร์และคำสอนของศาสนาต่าง ๆ อันนี้จำเป็นและสำคัญมาก เพราะ ยุคนี้มีคนตั้งตัวเป็นผู้สอนเยอะไปหมด หลักคิดหลายอย่างก็บิดเบี้ยวไปมาก ทำให้คนเหลือแต่ซากชีวิตก็เยอะ ถ้าเราพบกับผู้ที่ปฏิบัตตรงกับคำสอนในพระคัมภีร์ได้ก็โชคดีไป แต่เราจะหาความจริงได้จากการอ่านพระคัมภีร์ อ่านต้นฉบับให้ได้ และใช้จิตวิญญาณของเราในการสัมผัส เข้าใจ สิ่งที่พระคัมภีร์สอน ก็จะทำให้เราเข้าใจสิ่งแท้จริงได้มากขึ้นด้วยตัวเราเอง
  8. การเลี้ยงดูเด็กและวัยรุ่น จำเป็นและสำคัญมาก ๆ เช่นกัน เพราะ เด็กและวัยรุ่นยุคนี้ พบความท้าทายสูงที่จะทำให้จิตใจอ่อนแอและต่ำลงได้เร็วมาก การขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแลเด็กและวัยรุ่นที่ถูกต้อง ยังยึดเอาหลักที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายทำกับเรา ใช้ไม่ได้อีกต่อไปนะคะ โลกยุคสมัยมันต่างกันมาก เหตุปัจจัยมันต่างกันมาก เราจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งที่จะใช้ได้กับเด็ก ๆ ยุคนี้ เพื่อช่วยให้เขาเติบโตอย่างมีความสุขและเบ่งบานเต็มศักยภาพ รู้ผิดชอบชั่วดี จิตใจเข้มแข็ง ไม่โยนภาระให้โรงเรียน ต้องยอมเสียสละเวลาทำมาหากินมาดูแลลูก ๆ เด็ก ๆ ของเราให้ได้ค่ะ ไม่อย่างนั้น เขาจะทรมานเมื่อโตไป และคนเป็นพ่อแม่ก็จะทุกข์ใจหนักตอนเขาโตไปเช่นกัน และเมื่อโตแล้ว จะแก้ยากกว่า สู้เราเรียนวิชาสร้างรากฐานความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา สติปัญญาทางธรรมที่เต็มเปี่ยมตั้งแต่เขาเล็ก ๆ เขาจะได้มีภูมิคุ้มกันชีวิตให้รอดและอยู่อย่างมีความสุขท่ามกลางสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ที่เขาอาจพบเจอในอนาคตได้ เราต้องยอมลงทุนเวลาและการพัฒนาตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับเขาให้ได้ค่ะ จำเป็นและสำคัญมาก ๆ ๆ ๆ เป็นหน้าที่ของเราด้วย เราสร้างเขามา เรามีเขา เราต้องให้เวลาและความรักให้เขา นั่นคือ หน้าที่หลักของพ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก ๆ ทุกคนที่พึงมีเป็นพื้นฐาน ถ้ารู้ตัวว่าไม่สามารถมีเวลาและทุ่มพลังงานให้เขาได้เต็มที่ เลื่อนการมีออกไปก่อนนะคะ … เพราะจะไม่ดีต่อทั้งชีวิตใหม่ที่เกิดมาและตัวคุณเอง และเพิ่มภาระให้โลกใบนี้ด้วย …
  9. เศรษฐกิจพอเพียง และ การปลูกพืชผักไว้กินเอง ทุกวันนี้ ที่เรากลัวจะไม่มีกิน เพราะ เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชผักไว้กินเอง เกษตรผสมผสานที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานให้ไว้กับคนไทย คือ หนทางสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ของเศรษฐกิจยุคนี้และการตกเป็นทาสของเงินค่ะ มะละกอ เถาย่านาง และต้นไม้ที่บีมปลูกไว้ที่บ้าน สอนบีมอย่างหนึ่งว่า พื้นดินของเรานั้น อุดมสมบูรณ์สำหรับเราเสมอ เราเพียงแค่หว่านเมล็ดพืชลงไปในดินที่ดี หรือเอาพันธุ์ไม้ที่เราจะกินมาหยอดไว้ มาปักไว้ ขนาดไม่ได้ดูแลดี ๆ ยังออกดอก ออกผล ให้เรามีกินขนาดนี้ ในบางวันที่บีมไม่กินข้าว เพียงแค่มีมะละกอ 1 ลูกก็อิ่มท้องแล้ว เลยมีแรงบันดาลใจและการตกผลึกว่า จะต้องมีสวนของตัวเองให้ได้ จะเรียนรู้วิชาเกษตร ปลูกพืชผักปลอดสารกินเอง เราไม่ต้องหาเงินมาเพื่อซื้อ แต่เราทำเองเลย คุมคุณภาพตามที่เราต้องการทุกขั้นตอน การทำแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกอิสระค่ะ แค่นึกก็รู้สึกแล้วจริง ๆ ไม่ต้องกลัวไม่มีกิน ยกเว้นช่วงที่มันแล้งน้ำ อันนั้นค่อยว่ากัน แต่เท่าที่ผ่านมา มะละกอมันก็ให้ผลตลอด ซึ่งถ้าเรามีสวน ปลูกอะไรที่เราอยากกิน ดูแลอย่างถูกวิธี ไม่กลัวเลยว่าจะไม่มีกินค่ะ … และไม่ต้องเอามาเป็นปัจจัยว่า จะต้องหาเงิน หาเงิน เท่านั้น แค่ปลูกพืช ก็มั่นใจได้แล้วว่า ต้องมีกินแน่ ๆ ในวันที่ไม่มีเงิน ใช่ไหมคะ ลองคิดตามดู ดังนั้น วิชาการเกษตรพอเพียงจึงสำคัญมาก ๆ ค่ะ และ ทำยังไงให้ได้ผลผลิตแบบปลอดสารเคมี วิถีอินทรีย์ วิถีออร์แกนิค คือคำตอบที่แท้ทรู คิดแล้วมีความสุข 🙂

นี่คือ สิ่งที่บีมตกผลึกจากประสบการณ์ชีวิต 36 ปี และที่ได้มีประสบการณ์ในยุคเปลี่ยนผ่าน ที่ออนไลน์และ AI เข้าไปสู่ทุกส่วนของชีวิตมนุษย์อย่างเข้มข้น ตลอดจนประสบการณ์ที่ผันตัวจากการเป็นพนักงานประจำที่รับเงินเดือนประจำ มาเป็นผู้ประกอบการ นักเขียนอิสระ บล็อกเกอร์ ซึ่งจัดว่าเป็นการทำงานอิสระที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญส่วนตัวในการสร้างรายได้ และใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก การที่เป็นสิวเรื้อรัง เป็นซึมเศร้า เป็นแม่ที่ต้องทำงานด้วย เลี้ยงลูกด้วย และผลลัพธ์ชีวิตที่เราเลือกเส้นทางนี้ตลอด 10 ปีที่ผ่าน ก็มั่นใจว่า สิ่งที่ตกผลึกมานี้ จะเป็นแนวทาง เป็นข้อคิด ที่อาจก่อให้เกิดคำถามในใจผู้อ่านได้ว่า แล้วเราจะเริ่มต้นอย่างไรดี ต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง ซึ่งนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ๆ เลยค่ะ ขอให้ตั้งคำถามให้ถูกต้องไว้ในใจ แล้วถามต่อเนื่อง คุยกับตัวเองต่อเนื่อง แล้วคุณจะค่อย ๆ พบคำตอบที่ผุดมาจากภายในเอง … ให้ฟังและกล้าทำตาม และทำตามเฉพาะคำตอบ คำแนะนำ จากภายในที่มาในช่วงที่อยู่ในสภาวะพลังงานบวกที่สุด เต็มด้วยความรัก เต็มด้วยความเบิกบาน ที่สุด เท่านั้นค่ะ จึงจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับตัวเรา อย่าไปฟังตอนที่จิตเศร้าและขุ่นมัวเด็ดขาด ลองอ่านซ้ำอีกหลาย ๆ รอบนะคะ และขอให้ทุกท่านโชคดี พบทางที่มีความสุข เป็นอิสระจากบ่วงทุกข์ของโลกใบนี้ อยู่กับโลกแบบยิ้มได้ รักได้ แม้จะมีภัยอยู่รอบตัวค่ะ

มือถือ ตัวการของโรคซึมเศร้า

จากการสังเกตและทดลองส่วนตัวของบีมเอง บีมพบว่า “มือถือและอุปกรณ์จอสี่เหลี่ยมทั้งหลาย” คือ “ตัวการหลักของโรคซึมเศร้า” เป็นเพราะอะไรนั้น บีมแบ่งปันมุมมองดังนี้ค่ะ

1. มันตัดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
คุณคงเคยได้ยินว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และ สังคมที่พูดถึง คือ การมาอยู่รวมกัน เห็นหน้ากัน มีปฏิสัมพันธ์กันจริง ๆ ซึ่งมีงานวิจัยมากมายรองรับว่า บุคคลผู้เกษียณแล้วหรือคนชรา หากได้มีการรวมกลุ่มพบปะพูดคุยกัน จะมีอายุยืนกว่าผู้เก็บตัว มีสุขภาพจิตที่ดีกว่ามากมาย

เมื่อเราหยิบมือถือมาดูบนโต๊ะระหว่างรออาหารหรือรอเก็บเงิน เมื่อนั้น เราจะตัดขาดจากคนที่อยู่บนโต๊ะเดียวกับเราทันที พ่อ แม่ ลูก จะไม่คุยกัน ไม่สบตากัน เสมือนไม่มีเขาอยู่ตรงนั้น ไม่มีตัวตนสำหรับกันและกัน ลูกที่ไม่มีมือถือ เมื่อพ่อแม่ดูมือถือ เขาจะรู้สึกไม่มีตัวตนทันที

ความรู้สึกนี้ เป็นความรู้สึกที่ค่อย ๆ สะสมมาเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว และเป็นสาเหตุของการทะเลาะและไม่เข้าใจกันมากขึ้น เพราะมนุษย์ที่รู้สึก “ฉันไม่มีตัวตนสำหรับเธอ” จะรู้สึกไร้ค่า หมดพลัง เด็กเล็ก ๆ ก็จะรู้สึกไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่ แต่ไม่มีใครรู้ตัว แต่มันเหมือนน้ำหยดบนหิน มันจะกัดกร่อนหัวใจและจิตวิญญาณภายในไปเรื่อย ๆ และโดยไม่รู้ตัว ทำให้เรากลายเป็นโรคซึมเศร้ากันทั้งโลกแบบไม่รู้ตัว

2. มนุษย์ขาดการรับส่งพลังงานผ่านสายตา
เมื่อทุกคนเลือกที่จะดูมือถือมากกว่าสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เวลามนุษย์คุยกันปัจจุบันนี้ จะไม่ค่อยมองตากัน ไม่ตระหนักรู้ถึงบุคคลอีกคนที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งบีมไม่เคยรู้เลยว่า เราขาดตรงนี้ไปจนกระทั่งได้เรียนศาสตร์โยคะหัวเราะ ที่มีข้อสำคัญที่สุด คือ การสบตา เวลาทำกิจกรรม ต้องสบตาเสมอ ๆ และจากตรงนั้น ทำให้บีมรู้สึกว่า ได้เชื่อมต่อกับหัวใจของเพื่อนมนุษย์อีกคนที่อยู่ตรงหน้าได้จริง ๆ

พอนำตรงนี้ มาสังเกตมนุษย์ในปัจจุบันนี้ น้อยคนนักที่จะสบตาคนอื่นด้วยความรักและเอาใจใส่ต่อหัวใจของอีกคนตรงหน้าได้จริง ๆ แม้แต่คนในครอบครัว ก็ไม่สบตากันมากนัก และคนทำงานบริการที่จะต้องใส่หัวใจให้ผู้รับบริการ ก็ไม่ค่อยสบตา

มือถือ ทำให้มนุษย์ที่ยืนอยู่ใกล้กัน สื่อสารกันแบบไม่มองตา และตาคือหน้าต่างของจิตวิญญาณ เมื่อมนุษย์ขาดการเชื่อมต่อพลังในระดับจิตวิญญาณนาน ๆ เข้า ก็จะรู้สึกป่วยและไร้ค่า ในที่สุด ก็จะมีภาวะซึมเศร้าได้ในที่สุด

3. ไม่สามารถอยู่กับปัจจุบันได้
การอยู่กับปัจจุบันจะต้องอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงนั้น ไม่ใช่เนื้อหาหรืออะไรบนหน้าจอที่เป็น “ตัวการหลัก” ที่ทำให้จิตกระโดดไปมาวุ่นวาย กระวนกระวาย ไม่ตระหนักรู้ถึงปัจจุบันขณะ

และการที่จิตต้องบริโภคเนื้อหาจำนวนมากเกินไปในแต่ละวัน และส่วนใหญ่ก็เป็นพลังครอบงำด้านวัตถุนิยมและข้อมูลที่ล้นเกินความจำเป็นต่อชีวิต ทำให้มนุษย์รู้สึก อ่อนแรง ไร้แรงต้านทาน รู้สึก “มากเกินจัดการ” แบบไม่รู้ตัว ไม่รู้จักตัวเอง หลงวนอยู่ในวังวนแห่งความรู้ที่มากไปจนไม่สามารถเอามาบริหารจัดการชีวิต ไม่สามารถแบ่งพลังงานเสพย์สื่อมาโฟกัสการลงมือทำจริง ๆ ให้เกิดผลได้

เมื่อรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จไปนาน ๆ และเห็นคนนั้นคนนี้สำเร็จและมีความสุข โดยที่ไม่ตระหนักว่า เบื้องหลังชีวิตของคนย่อมมีปัญหาแตกต่างกันไป แต่เขาไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นแค่นั้นเอง

ซึ่งส่วนตัวบีมเอง ได้เรียนรู้ชีวิตผู้คนจากการติดตามครูเก๋ วรารักษ์ คืนเสียงหัวเราะที่หายไป by ครูเก๋ วรารักษ์ ประมาณ 1 ปี บีมได้เห็นสัจธรรมว่า ทุกชีวิต มีปัญหาหมดจริง ๆ ไม่เว้นใครเลย จึงทำให้เข้าใจโลกอย่างที่มันเป็นมากขึ้น และเห็นภาพความสำเร็จของผู้คน เป็นอีกมุมนึงในชีวิตของเขา ซึ่งมุมที่เราไม่เห็น เราไม่อาจทราบได้ จึงไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าเหมือนแต่ก่อน ทำให้หลุดจากปัญหาซึมเศร้าได้เช่นกัน

ดังนั้น ก่อนที่จะพุ่งตัวเองไปจับมือถือทุกครั้ง ลองคิดถึงผลกระทบทางลบดูก่อน หายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ ถามตัวเองว่า “จำเป็นไหมที่ต้องใช้ตอนนี้”? ใครคือคนที่เราต้องใส่ใจในตอนนี้ ใครคือคนที่เราต้องตระหนักในการปรากฏอยู่ของเขาตอนนี้?

อย่าให้คนที่เรารักต้องรู้สึกไร้ค่า ด้วยการหยิบมือถือมาเล่นตรงหน้าเลยนะคะ …

ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันปัญหาโรคซึมเศร้า ด้วยการใช้มือถือและเล่น social media แค่เพียงจำเป็น อย่าเป็นทาสของมันอีกเลยค่ะ

ถ้าเห็นว่าบทความนี้ จะช่วยสังคมและเพื่อนมนุษย์ให้รอดจากภาวะซึมเศร้าได้ โปรดช่วยกันแชร์มุมมองนี้ออกไปนะคะ ขอบคุณค่ะ 🙂

ด้วยรัก
#ShiningBeam
#ป้องกันโรคซึมเศร้า #ป้องกันการฆ่าตัวตาย
#สิวซีเคร็ตมิติใหม่2020

https://siwsecret.com

หนังสือแนะนำ “The Celestine Prophecy” สู่การเปลี่ยนผิวและชีวิตทุกมิติอย่างสิ้นเชิงในปี 2020

The Celestine Prophecy by James Redfield

#หนังสือแนะนำสำหรับการเปลี่ยนชีวิตทุกมิติอย่างสิ้นเชิงในปี2020
The Celestine Prophecy คัมภีร์ฟ้าทำนาย
อีกหนึ่งเล่มที่จะทลายรากสิวให้สิ้นซากได้อีกด้วย

บีมได้รับคำแนะนำจากครูเก๋ วรารักษ์ มาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วว่า ให้ลองอ่านเล่มนี้ดู บีมจะเข้าใจเส้นทางของครูเก๋และสิ่งที่ครูเก๋ทำชัดเจนขึ้น

ด้วยช่วงนั้น มีมายาคติที่บดบังชีวิตที่มีความสุข มีชีวิตอยู่ในความกลัว ความวิตก ความกังวล กับปัญหาชีวิตที่วิ่งเหมือนหนูปั่นจักรตลอดเวลา ทำให้ไม่ยอมไปซื้อมาอ่านเสียที เพราะรู้สึกลึก ๆ ว่า ไม่มีเวลาอ่านแน่เลย เพราะ งานก็เยอะ มีอะไรที่จะต้องทำเยอะอยู่แล้ว เล่มนึงก็หลายร้อย (ช่วงนั้นมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะคะ คิดลบ ทำลบ ไปซะหมด ปิดโอกาสตัวเองแบบเห็นๆ 555)

แต่เมื่อเดือนที่แล้ว เป็นเดือนที่เราสลัดและทิ้งความกลัวไปแล้วพอประมาณ ทำให้มีอิสระภายในมากขึ้น มองเห็นสิ่งที่ใจเราอยากทำจริง ๆ มากขึ้น และใจก็อยากอ่านภาษาอังกฤษให้มากขึ้น ก็ตัดสินใจซื้อเล่มนี้มาจาก Kinokuniya CentralWorld Bangkok โดยการสั่งซื้อบนร้านออนไลน์

ตั้งใจว่าจะอ่านวันละ 10 หน้า ให้พอซึมซับและให้เส้นประสาทสมองส่วนภาษาอังกฤษไม่หายไปไหน แต่อ่านแล้ว ก็เลย 10 หน้าทุกที เพราะมันสนุกมาก ๆ ค่ะ

เล่มนี้ เป็นเรื่องราวที่ผู้ชายคนหนึ่ง มีคำถามเกี่ยวกับ “วิวัฒนาการของมนุษย์” ว่าจะไปอย่างไรต่อ? ในเล่มนี้จะผูกเรื่องราวสไตล์ผจญภัย ให้เขาได้มีโอกาสพบ “ผู้คน เหตุการณ์” ที่นำไปสู่การไขคำตอบของเขา

สนุกมากกกกกก บอกเลย

มันมีหนังใน YouTube ด้วยนะคะ แต่มันแลดูเก่ามาก 555 และส่วนตัวชอบอ่านหนังสือมากกว่า เลยดูไม่จบ และรู้สึกว่าเราเชื่อมกับหนังสือได้ดีกว่าการดู

อ่านไป ก็เจอคำตอบของ “คำถามของชีวิตตัวเอง” ไปด้วยเรื่อย ๆ เสมือนเราเป็นตัวเอกนั่นล่ะค่ะ พระเอก คือ มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ กับคำถามสำคัญของชีวิตว่า “เราเกิดมาทำไม”? แต่อธิบายในมุมที่เป็นเรื่องราวให้เข้าใจได้ง่าย ผ่านรูปแบบนิยาย และ เป็นการอธิบายที่เชื่อมต่อกันให้เข้าใจง่ายมาก ๆ เป็นลำดับขั้นตอนในการแสวงหาคำตอบให้กับชีวิต โดยไม่มีมุมของศาสนาใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของ “พลังงาน” ล้วน ๆ อ้างอิงกับวิทยาศาสตร์ค่ะ

แม้ตัวละครจะมีหลวงพ่อ โบสถ์ และการพูดถึงพระเจ้า แต่บีมเห็นว่า ไม่มีการแฝงเรื่องศาสนาอะไรเลย เป็นการพูดถึง “ความจริงสูงสุดในอีกมุมมองหนึ่ง” ของผู้เขียน James Redfield ที่บีมว่าเขาตกผลึกได้ดีมาก ๆ และเรียบเรียงได้ดีสุด ๆ แถมเรื่องราวก็สนุกมาก ๆ ด้วย

ล่าสุด … 2 วันที่ผ่านมา บีมได้มีคำถามที่ต้องการคำตอบจากความจริงสูงสุดว่า จะทำอย่างไรให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้น และ จะเลี้ยงลูกอย่างไรในแนวทางที่เหมาะและดีที่สุดสำหรับพวกเขา

บีมก็มาเจอคำตอบในเล่มนี้พอดี … ตรงเป๊ะกับที่ต้องการ คือ เรื่องของ Control Drama และ การ Clearing the Past ซึ่งหมายถึง ความพยายามในการควบคุมคนอื่น และ การเคลียร์อดีตให้หมด เพื่อให้เรามีการเติบโตภายในได้จริง ๆ

สิ่งที่บีม hilight เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบนะคะ แต่เอามาให้ดูว่า ได้คำตอบจากที่ในเล่มนี้จริง ๆ ที่แสวงหามาทั้งชีวิตเกี่ยวกับเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวและการดูแลลูกว่าจะต้องทำอย่างไร ให้รู้สึกมีความสุขมากขึ้นกว่าที่เป็น

คำตอบที่บีมได้รับ ก็คือ เราจะต้องเอาตัวเองออกจากวงจร Control Drama หรือ การพยายามควบคุมคนอื่น ที่เป็นไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งในช่วงแรกของเรื่องราวนี้ จะกล่าวถึง มนุษย์ในปัจจุบันนี้ จะดูดพลังงานของผู้อื่นมาโดยไม่รู้ตัว เพราะ ขาดพลังและความรักในระดับพลังงาน และเพราะไม่รู้จักวิธีเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานที่มีอยู่แล้วอย่างเหลือเฟือในธรรมชาติ และก็เป็นแบบนี้ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น

คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ที่เลี้ยงดูเรา มีความรักความเมตตาอยู่แล้วแน่นอนค่ะ แต่ในอีกส่วนหนึ่ง คาดว่ามากกว่า 90% ของประชากรโลกที่มีปัญหาชีวิต จะได้รับการถ่ายทอด “ความพยายามในการควบคุมคนอื่น” และ โปรแกรมชีวิตโดยไม่รู้ตัวตลอดมา ซึ่งเราต้องหารูปแบบของมันให้เจอ ต้องตระหนักรู้ ว่าเราพยายามจะควบคุมคนอื่นแบบไหนอยู่ ซึ่งจะมาจากรูปแบบที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ใช้กับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนเป็นเด็ก

มันจะมีทั้งหมด 4 รูปแบบ คือ เย็นชา / ซักไซ้ สอบสวน / ข่มขู่ให้กลัว / สงสารฉันเถอะ

ทั้งหมดนี้ เป็นความพยายามที่จะควบคุมคนอื่น ที่ผลักดันอยู่ในระดับ “จิตใต้สำนึก” เพราะ เกิดจากการไม่ตระหนักถึงรูปแบบเหล่านี้ที่มีอยู่ และการขาดการเชื่อมต่อกับพลังงานธรรมชาติ

พ่อแม่ที่มักจะสอบสวน ซักไซ้ มองเห็นแต่สิ่งผิดในตัวลูก จะทำให้ลูกกลายเป็นคนที่ เงียบ ๆ ไม่พูด เหินห่าง เย็นชา

พ่อแม่ที่มักจะทำให้ลูกกลัว ขู่ จะทำให้ลูกกลายเป็นคนที่ชอบเรียกร้องให้คนสงสาร และ รู้สึกผิด หรือกลายเป็นคนที่ไปข่มขู่คนอื่นให้กลัวต่อไป

นั่นคือ ที่มาของปัญหามนุษย์บนโลกในปัจจุบัน

เมื่อบีมได้ทราบแบบนี้แล้ว ก็สำรวจตัวเองทันที ก็พบรูปแบบของมันในตัวเองที่เล่นอยู่ และ กลับไปย้อนมองอดีตว่า มันมาจากไหน และอย่างไร

เมื่อเห็นแล้ว ก็สามารถแยกตัวเองออกจากรูปแบบนี้ได้เลย มันไม่ใช่ของเรา มันเป็นของคุณพ่อคุณแม่ ของผู้ใหญ่ที่เลี้ยงเรา เราเป็นอิสระและบริสุทธิ์ มันไม่ใช่ของเราเลย แต่เรารับมาแบบไม่รู้ตัว

และบีมก็ไม่มีความโกรธหรือไม่พอใจที่เห็นอดีตแบบนั้น แต่กลับเข้าใจคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น และ รู้สึกว่าถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้แล้ว เราเชื่อมต่อกับพลังธรรมชาติได้แล้ว เราจะสามารถช่วยท่านปลดล็อคจุดนี้ที่อาจติดค้างในใจท่านก็ได้ กลายเป็นความรู้สึกอีกแบบหนึ่งที่ดีมาก ๆ ค่ะ

และเราก็จะรู้ตัว และ จะไม่ทำกับลูกของเราอีก ถ้ามันมา เราก็จะห้ามไม่ให้มันมาเล่นในชีวิตเราได้อีก อยู่ที่การฝึกฝนการรู้ตัวเท่านั้นค่ะ ก็จะผ่านไปได้

เมื่อเราสละทิ้งความพยายามควบคุมคนอื่นแล้ว เราก็จะเติบโตภายในต่อไปได้ และสามารถเชื่อมต่อกับพลังงานธรรมชาติได้มากขึ้นอีก และเข้าใจโลกในแบบที่มันเป็นจริง ๆ ไม่ใช่ในมุมแคบ ๆ ที่เราเคยเข้าใจ ผ่านสายตาของการไม่ตัดสิน และมองเห็นความจริงที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งมันเกิดกับบีมแล้วจริง ๆ

มันไม่ใช่อะไรที่ทำให้เราเป็นผู้วิเศษ แต่กลับรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตัวมากกว่า รู้สึกชีวิตก็เรียบง่าย ธรรมดา สงบ มีความสุขอยู่แล้วในตัวเอง แค่กลับมาอยู่จุดนี้แค่นั้นเอง เมื่อเราเข้าใจความจริงสูงสุด เราจะกลับสู่สามัญเองค่ะ ไม่ใช่วิชาวิเศษเหนือใคร ๆ

การเดินทางภายใน เป็นเรื่องภายในของแต่ละคน บีมคงจะการันตีไม่ได้ว่า อ่านเล่มนี้แล้ว ทุกคนจะตกผลึกหรือได้รับอะไรเหมือนบีม แต่บีมเชื่อว่า มันจะเปลี่ยนมุมมองหรืออย่างน้อยก็ทำให้เกิดคำถามกับชีวิตที่จะนำไปสู่คำตอบสำคัญ ๆ สำหรับตัวคุณได้ค่ะ

และ…นี่คืออีกหนึ่งเนื้อหาที่บีมจะยกมาพูดถึงบ่อย ๆ ในปีหน้านะคะ เพราะมันส่งเสริมแนวทางการกำจัดสิวแบบถึงรากถึงโคนค่ะ ซึ่งบีมได้รับผลลัพธ์นั้นเรียบร้อยแล้วเมื่อได้อ่านและเข้าใจเล่มนี้เพิ่มเติมจากทุกอย่างที่ได้ทำมาในปีนี้

มีภาคภาษาไทยด้วยนะคะ จัดทำและจำหน่ายโดย OMG BOOKS ค่ะ ชื่อวา คัมภีร์ฟ้าทำนาย ที่ทุกคนที่สนใจแนวทางการพัฒนาตัวเองแบบ spiritual และอยากหายขาดจากสิวควรมีและอ่านให้เข้าใจจนตกผลึกจริง ๆ

ด้วยรัก
#ShiningBeam
#สิวซีเคร็ตมิติใหม่2020
#มากกว่าสิวหายคือได้ชีวิตกลับคืนม

* วิธีทำให้สิวหาย หาที่ไหนก็ได้ แต่สิวหายและชีวิตดีขึ้นทุกมิติด้วย มีให้ที่นี่ค่ะ *

วิธีสร้างพลังและความเชื่อในแนวทางรักษาสิวด้วยธรรมชาติสไตล์บีม

#บีมสร้างพลังและความเชื่อบนเส้นทางนี้แบบนี้
มันเริ่มจากช่วง 2 เดือนแรกของการรักษาสิวตัวเอง
ในอำเภอเล็ก ๆ ของจังหวัดเชียงราย บ้านเกิดของบีม

พอดีเช้านี้ บีมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้อันลึกซึ้งที่ผุดขึ้นมาเกี่ยวกับความเข้าใจในสรรพสิ่งที่มากขึ้นกว่าเดิม

ประกอบกับบีมได้รับคำถามและได้ตอบคำถามในไลน์กลุ่มไปเมื่อวาน ที่บีมเล่าย้อนไปถึงวันวานที่เริ่มรักษาสิวตัวเองในช่วงปีแรก

บีมอยากจะแบ่งปันเรื่องนี้ เล่าย้อนไปว่า ในช่วงแรก ๆ นั้น บีมเองตัดสินใจคนเดียว และ เดินคนเดียวในการรักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติที่ตั้งปณิธานไว้ว่า จะต้องหายขาดให้ได้ จะต้องไปแก้ที่ราก แก้ข้างใน มันอยู่ไหน จะไปทลายให้สิ้นซาก (วันนั้นคิดแบบนั้นจริง ๆ ล่ะค่ะ)

ในเมืองไทย ไม่มีข้อมูลเลย มีแต่พอกหน้าด้วยดินสอพอง มะนาว ขมิ้น ใช้ยา ฯลฯ ทุกอย่างที่เขาเขียนกันบนอินเตอร์เน็ต คือ ลองมาหมดแล้ว ไม่เวิร์คสักอย่าง รวมทั้งสวนลำไส้ด้วยกาแฟด้วย (เพราะตอนที่ทำนั้นทำไม่เป็น รู้สึกไม่เวิร์ค เลยเลิกไป)

คือ จริง ๆ แล้วพยายามมาตั้งแต่ตอนเรียนชั้นมหาวิทยาลัย ซึ่งชีวจิตกำลังดังมาก และไปเจอหนังสือในห้องสมุดว่าด้วยการรักษาสิวด้วยแนวชีวจิตด้วย เจอบทความในนิตยสารด้วย ก็ลองทำแล้ว ไม่เห็นผลเลย มองจากตรงนี้ที่เราเข้าใจแล้ว เราก็เข้าใจตัวเองในวันนั้นว่า เราเข้าใจไม่ครบไง มันเลยไม่ได้ผล ไม่มีคนให้ปรึกษา ไม่มีคนนำทางด้วย ไม่มีเพื่อนสนใจรักษาแนวทางนี้เลย มีแต่คนไปหาหมอ ก็เลยหมดหวัง เลิกทำดีกว่า ก็ต้องใช้ยาต่อไป แต่ก็พยายามจะหลุดจากวงจรให้ได้ โดยไม่ต้องใช้ยามาตลอด

ต่อนะคะ … ข้อมูลในภาษาไทย ไม่มีเลย โชคดีที่มีทักษะการอ่านเขียนภาษาอังกฤษและการทักษะการค้นหาข้อมูลความรู้อยู่ในระดับใช้งานได้ดีมาก เลยไปค้นหาข้อมูลภาษาอังกฤษ ก็ไปเจอของต่างชาติ มี E-Book ให้เราฟรี ๆ ทุกวันนี้เหมือนยังมีอยู่ บีมเจออันนี้เล่มแรกค่ะ http://www.freeacnebook.com เข้าไปอ่านและทำเลย อ่านเฉพาะส่วนของเรื่องสิว (เพราะมันมีเรื่องเซลลูไลท์ด้วย) ซึ่งว่าด้วยการกินอาหารดิบ ๆ (แม่เจ้า … แปลกใหม่มาก แต่ก็ลองทำนะคะ)

บีมทดลองอยู่ 3 วัน เห็นผลชัดเจนมาก เพราะ สิวที่หน้าผากหายไป (สิวผดและอุดตัน) หน้าหายมันตอนเช้า คือ ผิวดีขึ้นมาก ๆ แค่ 3 วันเอง ตอนนั้นไม่ใช้ครีมอะไรเลย ใช้สบู่ก้อนเดียว แถมเลือกสกินแคร์ไม่เป็นอีก สมัยเมื่อก่อน 10 ปีที่แล้ว ผลิตภัณฑ์ไม่ได้มีเยอะขนาดทุกวันนี้นะคะ ก็แบรนด์เดิม ๆ ที่เคยใช้มาหมดแล้ว เลยไม่ใช้ เพราะไม่ได้ผล และบีมตั้งใจว่าถ้าจะทดลองให้รู้ว่า การซ่อมนั้น มาจากภายในจริง ๆ จะต้องไม่ใช้ครีมรักษาสิวเลย ไม่งั้นจะไม่รู้ว่ามันมีกระบวนการอย่างไร ซ่อมจากภายในได้จริงไหม?

บีมตื่นเต้นกับแนวทางและผลลัพธ์มาก ก็เขียนแปลไว้ในบล็อก เป็นบทความแรกของบล็อกแรกที่บีมเขียนค่ะ https://bye-bye2acne.blogspot.com/2009/08/12.html ชื่อว่า “กฎเหล็ก 12 ข้อสำหรับการบอกลาสิวอย่างถาวร” (ให้อ่านเป็นสิ่งอ้างอิง ไม่ได้ให้ทำตามนะคะ เพราะที่บีมตกผลึกแล้วสำหรับคนไทย ที่ใช้แล้วเวิร์ค ให้ศึกษาตามที่แนะนำไว้ในกลุ่มไลน์ห้องสมุดก็พอค่ะ)

ใครที่อยากรู้ว่า ช่วง 3 เดือนแรก บีมทำยังไงบ้าง หรือ ปีแรกบีมทำอะไรบ้าง ไปอ่านในบล็อกนี้ได้เลย คลิกไปดูที่คลังบทความเดือน สิงหาคมถึงตุลาคม 2552 นะคะ ก็จะรู้สึกเหมือนมีเพื่อนเดินทางไปด้วย เพราะบีมในวันนั้น ก็พึ่งเริ่มต้น และเดินคนเดียวด้วย ไม่มีใครเห็นด้วยกับวิธีของบีม เพราะ ห่วงบีม เนื่องจากบีมผอมลงและกินแต่ผักผลไม้ ไม่กินอาหารปกติเหมือนคนอื่นเขา

บีมพลิกวิกฤติการไม่มีงานประจำทำ เป็นโอกาสในการฟื้นฟูสุขภาพกายและจิต ตามแนวทางที่บีมค้นพบ ซึ่งในภายหลัง ได้พบกับเคสของคุณ Seppo Puusa ผู้เขียนหนังสือ Clear for Life ซึ่งปัจจุบันเขาเปลี่ยนเป็น https://www.acneeinstein.com แทนค่ะ แต่บีมก็ได้ข้อมูลพื้นฐานที่ดีมาก ๆ ที่ทำให้เข้าใจเรื่องระบบภายในกับการเกิดสิว และเป็นแนวทางเบื้องต้นหลัก ๆ ที่บีมปฏิบัติและเผยแพร่ในช่วงแรก ๆ เลย และมีผู้อ่านหนังสือ ผู้ปฏิบัติตามแล้วหายจริง ๆ

ของคุณ Seppo จะเดินทางสายกลางมากกว่าของฉบับแรกที่อ่าน อันแรกนั้นสุดโต่งมาก ไปต่อไม่ไหว แต่รู้แล้วว่า เปลี่ยนอาหารจริงจัง หายได้จริง ๆ

ของคุณ Seppo จะเน้นการดูแลสุขภาพองค์รวมเพื่อแก้ปัญหาภาวะอักเสบเรื้อรัง น้ำตาลในเลือดแกว่ง เบาหวานชนิดที่ 2 ในคนที่มีปัญหาสิว ซึ่งอ่านแล้วเก็ตค่ะ เอามาทำแล้วเวิร์ค

สิ่งที่บีมทำตอนนั้น คือ ต้องดูแลให้ครบ อาหาร จิตใจ บีมตื่นเช้าทุกวัน ถ้าคุณยายยังไม่ตื่น บีมก็จะมาเล่นโยคะสไตล์ของบีมนั่นแหละ ไม่ได้ไปเรียนที่ไหน ทำง่ายๆ ท่าสุริยนมัสการ ก็รู้สึกดีมากกก สาย ๆ ก็ไปปั่นจักรยานเล่นที่ทุ่งนา ไปนั่งเล่นสักพัก อยู่กับธรรมชาติ สูดหายใจลึก ๆ ช้า ๆ รู้สึกสบายแล้วค่อยกลับบ้าน บางวันก็ออกไปวิ่งค่ะ

อาหาร ก็ปั่นน้ำผักผลไม้กิน กินเป็นอาหารหลัก เคยทดลองกินอาหารเจแล้ว แต่สิวขึ้น เพราะมันเป็นแป้งที่แปรรูป ไม่ใช่อาหารสดที่มีโครงสร้างที่ร่างกายย่อยได้ง่ายกว่า และก็ไปซื้อที่มัน ๆ มากิน พอกลับมากินผักผลไม้ปั่น สิวก็หายไปเอง เราก็เห็นแล้วว่า ผักผลไม้ปริมาณมาก ๆ ช่วยได้จริง

บีมก็อินมาก ยิ่งทำยิ่งดี ยิ่งหาย ไปค้นหาข้อมูลมาเพิ่มอีก ก็ไปเจอเรื่องการกินโอเมก้า 3 แก้การอักเสบ กินพร้อมนมหมักบัวหิมะ (kefir) จะช่วยเรื่องสิวฮอร์โมน ก็ทดลองค่ะ ก็หายจริงๆ นะ สิวแนวกรามคางนี่แหละ

แล้วก็เริ่มมาอ่านหนังสือของผู้เขียนชาวไทย ซึ่งโชคดีที่อำเภอนั้น มีร้านหนังสือซีเอ็ดอยู่ บีมก็ไปบ่อยมาก ไปดูว่ามีอะไรที่น่าสนใจ ก็เจอของคุณหมอบุญชัย อิศราพิสิษฐ์ “พิชิตโรคร้ายโดยไม่ใช้ยา เล่ม 1 ปฏิวัติชีวิต ปฏิวัติสุขภาพ” ท่านรักษา 4 โรคร้ายของตัวเองจนหายใน 4 เดือน และชื่อหนังสือยังตรงกับชื่อบล็อกบีมเลย เลยถูกใจเป็นพิเศษ (ของบีมตั้งเองคือ ปฏิวัติความคิด พิชิตสิว) อ่านบทนำแล้ว ต้องซื้อกลับมาเลย เพราะมันคือเรื่องเดียวกันกับสิวเลย บีมก็เลยเกิดความเชื่อและทดลองทำตามที่ท่านแนะนำในหนังสือค่ะ แล้วสังเกต มันเป็นเรื่องเดียวกันจริง ๆ แต่คุณหมอมีเครื่องมือและข้อมูลครบองค์กว่า แม้จะไม่ได้พูดเรื่องสิว แต่ก็เป็นสิ่งพิสูจน์แล้วว่า ธรรมชาติที่เราทำอยู่นี่แหละ ใช่คำตอบที่ดีที่สุดแล้ว

ต่อมาก็พบหนังสือหมอเขียว ดร.ใจเพชร มีทรัพย์ “ความลับฟ้า ถอดรหัสสุขภาพ เล่ม 2” ว่าด้วยสมดุลร้อนเย็นและการรักษาดูแลที่จิตใจภายใน บีมก็ทดลองดู สรุปว่า เวิร์คอีก ก็ยิ่งเชื่อมั่นค่ะ

สรุปว่า ที่บีม “เชื่อมั่นและศรัทธา” ในธรรมชาติและแนวทางมาก ๆ เป็นเพราะ

  1. บีมตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า ทางที่เคยใช้รักษาสิวมาทั้งหมดนั้น ไม่เวิร์ค ไม่เอาแล้ว คือ #ตัดสินใจว่าไม่เอาแล้ว และมุ่งมั่นกับแนวทางธรรมชาติ บอกตัวเองเลยว่า “ถ้าภายใน 1 ปีที่ตั้งใจจริงกับแนวทางนี้ ไม่เวิร์ค จะยอมกลับไปกินยาทายาตลอดชีวิต” ขอให้ได้ทำก่อน ทำสุด ๆ ก่อน นั่นทำให้บีมไม่สั่นคลอนเวลามีคนทัก
  2. ข้อมูลที่หามาได้ทั้งหมด ได้ศึกษาให้เข้าใจ แล้วปฏิบัติจริงจัง แล้วสังเกตผลลัพธ์ มันก็ได้ผลจริง ๆ “เห็นประจักษ์กับตัวเอง” ไม่ได้มีใครมาบอกให้เชื่อ เชื่อเองจากผลการปฏิบัตินั้นเอง
  3. ไม่เคยหยุดศึกษา ไม่ปล่อยให้ตัวเองสงสัย เมื่อสงสัย ก็ค้นหาความรู้เพิ่มเติมเสมอ ๆ เพราะความสงสัยเป็นบ่อเกิดของการชะลอความสำเร็จ ความไม่ใส่พลังเต็มร้อย บีมต้องเคลียร์ตัวเองทุกคำถามถ้าไม่ชัวร์
  4. บีมบอกต่อเพื่อน ๆ ในเว็บบอร์ด และในบล็อก สมัยนั้นบีมยังไม่เล่นเฟสบุ๊คมากนัก แทบไม่ใช้เลย ใช้แต่อีเมล ก็มีคนเขียนมาเล่าบอกว่า เอาสิ่งที่เขียนไว้ไปใช้แล้ว เวิร์คจริง ๆ ทำให้บีมเชื่อมั่นมากขึ้น

    สรุปมีเพียงเท่านี้ค่ะ
    เป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแรงมาก
    เป็นพลังความเชื่อที่เกิดขึ้นในตัวเอง
    ที่ใครก็มาสั่นคลอนไม่ได้เลย

มีท้อบ้าง แต่ไม่เคยหยุดฝัน
ฝันที่จะมีผิวดี ๆ กลับคืนมา
ผิวก่อนเป็นสิว ผิวตอนเด็ก ๆ

บีมไม่เคยหยุด
ทำมาเรื่อย ๆ
ค้นหาวิธีและแนวทาง
ทลายรากสิวจากภายในมาเรื่อย ๆ

สุดท้าย ก็ค้นพบ …
และช่วยให้อีกหลายคน
ได้หลุดพ้นจากปัญหาสิวเช่นกัน

พลังที่ได้ช่วยให้คนหลุดพ้น
ก็เป็นอีกหนึ่งแรงที่เสริม
ให้บีมได้ค้นพบทางหลุดพ้นของตัวเอง
เพราะเราแบ่งปันค่ะ…
เราจึงได้กลับ โดยที่ไม่ต้องคาดหวังเลย
มันจะเจอเส้นทางที่ใช่ของมันเอง

ให้ = ได้เอง
ช่วยเท่าที่ช่วยได้ ด้วยใจบริสุทธิ์ ก็จะได้รับกลับมาโดยธรรมชาติเอง

แบ่งปัน…
เพื่อเป็นกำลังใจ
ให้กับทุก ๆ คนที่กำลังท้อในช่วงแรก ๆ
ให้เดินต่อไปนะคะ
บนเส้นทางและวิธีคิดที่ถูกต้อง

ถ้าจะรักษาสิวเฉย ๆ
มีข้อมูลให้เยอะค่ะปัจจุบันนี้

แต่ถ้าจะทลายรากสิว
และเปลี่ยนชีวิตไปด้วย
ที่นี่มีให้เต็มสตีม

ด้วยรัก
#ShiningBeam
#สิวซีเคร็ตมิติใหม่
#มากกว่าสิวหายคือได้ชีวิตคืนมา

กลุ่มไลน์ห้องสมุด สำหรับศึกษาข้อมูลที่บีมแนะนำล่าสุด และสอบถามถึงวิธีปฏิบัติเข้าร่วมที่ https://line.me/R/ti/g/UTDl6mgZqH