การตายของคุณพ่อ = การเกิดใหม่ของบีม (อยากให้ทุกคนที่สูญเสียคนที่รักได้อ่านจนจบดูนะคะ)

ความตาย เป็นสิ่งที่ดูน่ากลัวสำหรับมนุษย์ทุกคน และเป็นสิ่งที่คนส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงที่จะพูดถึง เพราะ คิดว่าเป็นอัปมงคล ไม่ควรพูด แต่จริง ๆ แล้วที่เรากลัว เพราะเรายังไม่รู้จักมันจริง ๆ มากกว่าค่ะ เรากลัวทุกอย่างที่เราไม่รู้ ไม่ใช่แค่ความตายหรอก (ใช่ไหมคะ) เพราะเราไม่รู้ว่า ตายแล้วจะไปไหน จะเป็นอย่างไร เลยเกิดมีความเชื่อมากมายเกี่ยวกับความตาย ที่เคยทำให้บีมสับสนมาก่อนพอสมควร และ การที่เราทำเป็นไม่สนใจ ไม่เห็นความตาย ไม่คิดว่าตัวเองจะถึงวันนั้นเร็ว แต่การตายของคุณพ่อ ทำให้บีมเข้าใจมันได้เร็วขึ้น และ ทำให้บีมเข้าถึงความจริงหลังจากที่ยืนงงในม่านหมอกแห่งภาพมายามาแสนนาน และพอเราเริ่มเห็นความจริงของชีวิตอย่างที่ไม่ปฏิเสธความตาย บีมรู้สึกว่า บีมเบาขึ้นในการมองโลก บีมเห็นทุกอย่างเปลี่ยนไป…ซึ่งกำลังจะอธิบายให้ฟังต่อไปนี้ค่ะ

การตายของคุณพ่อ

คุณพ่อของบีมเสียชีวิตเมื่อวันที่ 2 ม.ค. 2564 ที่ผ่านมานี้เอง วันนั้นน้องสาวกับน้องเขยได้ขับรถกลับไปพะเยาก่อนแล้วเพราะมีธุระสำคัญ ขณะที่บีม สามี และลูก 2 คน กำลังขนของขึ้นรถจะกลับบ้านที่ตัวเมืองเชียงราย (ช่วงปีใหม่ไปอยู่กับคุณพ่อคุณแม่ที่อีกอำเภอ) และเพื่อที่จะไปทานข้าวกลางวันที่ร้านอาหารก่อนกลับ ซึ่งเราจะทำด้วยกันเป็นประจำอยู่แล้วช่วงที่มาเจอกันตอนเทศกาล คุณแม่ก็วิ่งตาตื่นมาจากหลังบ้านที่เป็นห้องที่คุณพ่ออยู่ ให้บีมกับสามีรีบไปดูคุณพ่อ บอกว่าพ่อไม่หายใจแล้ว!

อาหารมื้อสุดท้ายที่บีมทานกับพ่อ เช้าวันที่พ่อเสีย (พ่อเสียช่วงเที่ยงกว่า ๆ ค่ะ)

แม่เจ้า…ทำอะไรไม่ถูกเลย แต่ก็รีบวิ่งไปดูเลยค่ะ พ่อนอนนิ่งอยู่บนเตียง ไม่หายใจแล้วจริง ๆ ด้วย เรียกก็ไม่ได้ยิน แต่ตัวยังอุ่น ๆ อยู่ สามีก็อยู่ตรงนั้นก่อนแล้ว ตรวจดูคุณพ่อเบื้องต้นแล้ว คือ ท่านไม่หายใจจริง ๆ

แต่เรายังมีความหวังในการช่วยชีวิตคุณพ่อค่ะ คุณแม่รีบวิ่งออกไปหาญาติ ๆ ที่บริเวณบ้านใกล้กัน (บ้านอยู่ใกล้กันหมด) และโชคดีมาก ที่มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขประจำโรงพยาบาลตำบล ที่ชาวบ้านเขาจะเรียกว่าหมอ สามีภรรยา ท่านนั่งทานก๋วยเตี๋ยวอยู่ร้านของญาติพอดี และท่านก็รัก เคารพ และสนิทกับคุณพ่อมาก ๆ ก็รีบวิ่งมา มาปั๊มหัวใจเบื้องต้นก่อน และโทรเรียกรถ 1669 เป็นรถฉุกเฉินให้มา

บีมก็ถามย้ำว่า โทรแล้วใช่ไหมคะ ท่านว่า โทรแล้วเรียบร้อย เดี๋ยวเขาประสานงานกันเอง

คือ มันช่างช้า เนิ่นนานเหลือเกิน … นาทีนั้น เมื่อไหร่รถจะมาซักที…

บีมอยู่ข้างตัวพ่อ จับแขน ลูบหน้า เรียกพ่อตลอด

พ่อยังอุ่น ๆ อยู่เลย และ บีมเห็นทุกอย่างที่เกิดขึ้นตอนนั้น ได้ยินทุกอย่าง …

ตอนนั้นสิ่งที่ช่วยชีวิตมีเพียงแค่ สองมือที่ปั๊มหัวใจพ่อ และ เครื่องวัดออกซิเจนและชีพจร …

บีมรอรถมาด้วยความหวัง…ว่าจะทัน

เพราะเขาบอกว่า นั่น ๆ ชีพจรมาแล้ว ปั๊มเร็ว ๆๆๆ

ญาติพี่น้อง ชาวบ้านที่รักพ่อ ที่ได้รู้ข่าวแล้ว มายืนกันเต็มบริเวณบ้าน (บ้านกว้างค่ะ เป็นโรงสี มันจะมีพื้นที่เยอะหน่อย)

คุณหมอเรียก “อาจารย์ ๆ ตื่นเร็ว ๆ” เขาใส่พลังช่วยสุดชีวิต ผลัดกันปั๊มหัวใจ แต่…เขาก็บอกว่า ไม่ขึ้นเลย มานิดเดียว และ ก็มีน้ำเต็มท้องเลย บีมไม่รู้มันหมายถึงอะไร แต่น้ำตาเร่ิมไหลมาแล้ว ส่วนคุณแม่ต้องเดินไปอีกที่เลย บีมได้ยินเสียงร้องไห้ของคุณแม่ดังมาก แต่ญาติ ๆ มาปลอบใจ คุณแม่หยุดร้องแล้วมาจัดการต่อว่าจะต้องยังไง

พอรถ 1669 มา บีมก็ได้ยินว่า เขาไม่มีเครื่องมือบางอย่างที่สำคัญ!

แต่เขามีอะไรสักอย่างที่พอจะช่วยได้ไปก่อน ซึ่งตอนนั้นเจ้าหน้าที่มาเยอะแล้ว

แม่เจ้าาาาา … พอขา ขอให้ปาฏิหาริย์มีจริงเถอะ! อย่าพึ่งไปตอนนี้เลย พ่อยังมีหลานชายรออยู่นะคะ พ่อ…คิดไปก็น้ำตาไหลไป แต่บอกตัวเองว่า เข้มแข็งไว้ก่อน มองบวกไว้ก่อน จะมาร้องตอนนี้ เดี๋ยวแม่ไปกันใหญ่ ลูกจะตกใจ นิ่ง ๆ ไว้ก่อน ตั้งสติไว้ก่อน

แล้วเราก็ต้องรอรถโรงพยาบาลมาค่ะ …

นาน…มาก ในความรู้สึก

ในใจก็เผื่อใจไว้เลยว่า พ่ออาจจะไม่อยู่แล้ว … นานขนาดนี้

เพราะเรารู้ว่า ขาดออกซิเจนนานขนาดนี้ ถ้าไม่มีปาฏิหาริย์จริงๆ มันคงเป็นไปไม่ได้

แต่ก็แอบมีความหวังอยู่ลึก ๆ นะคะ ตอนที่เขานำพ่อใส่ในรถพยาบาลไป … ที่คุณแม่บอกตอนหลังว่า รถโรงพยาบาลเขาจะมีเครื่องมือพร้อมกว่า ซึ่งถ้าเรียกรถโรงพยาบาลตั้งแต่แรก อาจจะมีโอกาสที่พ่อยังรอดได้ (อันนี้บีมไม่ทราบเหมือนกันค่ะ ไม่ได้เห็นในรถแบบละเอียดว่ามีอะไรบ้าง)

สามีขับรถพาคุณแม่ตามรถโรงพยาบาลไป

บีมอยู่บ้านเฝ้าเด็ก ๆ เขาก็ขวัญเสียและตกใจ เขาถามว่า ตาจะเป็นยังไง บีมก็บอกว่า ไม่รู้เหมือนกันลูก รอละกันนะ … รอไปด้วยกัน เขาก็มานอนตักและอยู่เงียบ ๆ

บีมรออยู่บ้านสักพัก ก็ยังไม่ได้ข่าวเลย รออยู่ โทรศัพท์คุณพ่อที่น่าจะลืมไว้ที่ตู้เย็นในบ้านก็ดัง แต่บีมไม่รู้รหัส เข้าไปแจ้งเพื่อนคุณพ่อไม่ได้เลย ได้แต่รับสาย ซึ่งสายนั้นโทรมาจากพี่น้องของคุณพ่อที่นครสวรรค์ บีมก็บอกว่า ตอนนี้คุณพ่อไปโรงพยาบาล และบีมก็ให้เบอร์บีมไปกับเขา และแจ้งว่าจะอัพเดทไปอีกค่ะ

บีมก็ยังไม่ได้ข่าวเสียที … จนสามีกลับมาบ้าน ก็ยังไม่รู้ ในไลน์ก็ไม่รู้ แม่ไม่ได้แจ้งมา แต่เขาบอกให้บีมไปด้วยกับเขาเลยตอนนี้ ให้เด็ก ๆ อยู่ที่บ้านกับญาติก่อน

ตอนบีมไปถึง เจ้าหน้าที่ของฝ่ายฉุกเฉินก็มาเรียกญาติพอดี บีมก็เลยเรียกแม่ที่ยืนรอตรงนั้นกับญาติสนิท ๆ แล้วบีมก็ไปฟังด้วย นาทีนั้น คือ ชัดเจนว่าคุณพ่อไม่อยู่แล้วจริง ๆ … อึ้งไปสักพัก แต่เพราะเตรียมใจไว้แล้วนิดนึง ก็เลยไม่ได้ช็อค

สักพัก บีมก็ได้เข้าไปที่ห้องฉุกเฉิน … มองไปที่เตียงที่ร่างคุณพ่อนอนอยู่ มีผ้าขาวปิดหน้า …

ภาพนั้นยังติดตา ติดใจ …

เฮ้ย … เร็วขนาดนี้เลยเหรอ!

ตอนเช้าพ่อยังนั่งกินข้าวกับหนูอยู่เลย

ในไลน์พ่อยังพึ่งตอบน้องสาวอยู่เลย

พ่อไม่อยู่แล้วจริง ๆ เหรอคะ???

และนั่นคือช็อตที่สั่นสะเทือนภายในของบีมมาก ๆ ช็อตแรก

ช็อตต่อมา คือ ตอนที่เจ้าหน้าที่เข็นรถนำศพพ่อไปที่โรงอาบน้ำศพ

มันเป็นสถานที่ที่อยู่ด้านหลังเลยค่ะ …

เขานำร่างของพ่อไปนอนบนรางเหล็กที่สามารถให้น้ำผ่านลงไปได้

เปิดพัดผมให้อากาศระบาย

บีมมองดูร่างของพ่อบนนั้นที่เหมือนนอนหลับอย่างสบาย

เจ้าหน้าที่เขาเริ่มถอดเสื้อผ้าของพ่อออกทั้งหมดเพื่อที่จะให้เราเปลี่ยนเสื้อผ้าใหม่ให้พ่อ

จุดนั้น บีมก็มองเห็นความจริงว่า

วันที่เราตาย ก็คงแบบนี้สินะ …

ร่างเปลือยเปล่า ใครเขาก็ได้เห็น

ความจริงของชีวิต สุดท้ายมันก็แค่นี้เอง…

ตรงไปตรงมาและเรียบง่ายเหลือเกิน

ต่อให้ตอนมีชีวิตอยู่ จะแต่งเสริมเติมอะไรเข้าไปมากเท่าไหร่

จะยากดีมีจนอย่างไร จะมีฐานะอย่างไร

สุดท้าย ทุกคนก็ต้องเหลือแค่ร่างกายเปลือยเปล่าแบบนี้แหละ

นาทีนั้น นอกจากจะได้เห็นสัจธรรมที่สั่นสะเทือนภายในมากแล้ว

(เป็นครั้งแรกที่บีมได้อาบน้ำศพคนที่รักที่โรงพยาบาล)

บีมก็กลั้นน้ำตาไว้ไม่ค่อยอยู่

แต่ก็ไม่อยากร้องไห้ให้แม่เห็น

พ่อไม่อยู่แล้วจริง ๆ หนูหวังว่าพ่อจะไปสบายในจิตสุดท้าย …

พ่อไม่บอกใครเลย พ่อไม่ส่งสัญญาณอะไรเลย

ไม่มีใครเห็นพ่อในโมเม้นต์ที่พ่อจะไปเลย

เสียใจ…มาก แต่ทำอะไรไม่ได้

ไม่ทันได้ส่งพ่อ ไม่ทันได้ดูแลในวินาทีสุดท้าย

แต่ก็ต้องยอมรับ…ว่ามันเกิดแบบนั้นไปแล้ว

ทุกอย่างมันเกิดไปแล้ว เปลี่ยนไม่ได้แล้ว ต้องยอมรับเท่านั้น

ซึ่งความเสียใจ ความรู้สึกผิดอีกมากมายที่ประเดประดังเข้ามาในห้วงนั้นและหลังจากนั้น ก็ทำให้บีมพยายามค้นหาคำตอบเกี่ยวกับความตาย และ ชีวิตหลังความตายเพิ่มขึ้น (จากที่ได้เคยศึกษาไปบ้างแล้วตอนลูกแท้งเมื่อปลายเดือน ต.ค. 2563 มันเข้าใจระดับหนึ่ง หายเสียใจเรื่องลูกแล้ว ก็มาเจอเรื่องพ่ออีก)

การเรียนรู้และปฏิบัติบางสิ่งในรอบนี้ เป็นกระบวนการสู่การมองเห็นความเห็นและการปลดปล่อยจิตให้เป็นอิสระมากขึ้น ที่บีมกำลังจะเขียนต่อไปค่ะ

แต่ช็อตมันยังไม่หมดแค่นั้น ที่สั่นสะเทือนบีมถึงรากชีวิต!

ช่วงจัดงานมันยุ่งมาก เยอะมากหลายสิ่ง บีมไม่ทันจะเสียใจอะไรมากนัก ก็ต้องจัดการหลาย ๆ อย่างเยอะมาก จะหายใจยังไม่ทันหายใจเท่าไหร่เลย และร่างของพ่อยังอยู่ เลยรู้สึกเหมือนพ่อยังอยู่…

แต่ตอนที่ไปที่ฌาปนสถาน จุดสะเทือนใจมากของบีม คือ ตอนที่ไฟที่เผานั้นกำลังเริ่มเผาโลงและร่างของคุณพ่อ น้ำตาแตกเลยค่ะ เฮ้ย…พ่อไปแล้วจริง ๆ เหรอนี่ พ่อไม่อยู่แล้วจริง ๆ เหรอ …

เช้ามา ก็มาเก็บกระดูกพ่อ … ซึ่งจริง ๆ บีมเก็บของคุณตา คุณยาย พ่อตา แม่ยาย มาแล้ว แต่ด้วยความที่พวกท่าน จากไปในเวลาที่เรารู้สึกว่า มันถึงเวลาแล้วจริง ๆ ท่านไม่สบายกายใจอย่างมาก การจากไปของท่านมันช่วยให้ท่านไม่ต้องทรมานอีกต่อไป เลยไม่รู้สึกสั่นสะเทือนมาก

แต่นี่…พ่อยังดูแข็งแรงดี พึ่งนั่งกินข้าวด้วยกันตอนเช้าเอง พ่อพึ่งตอบไลน์น้องสาวเอง พ่อ…ไม่มีใครเห็นตอนที่ไป และพ่อก็ไปดื้อ ๆ ซะอย่างนั้น!!! และตอนนี้ พ่อเหลือแค่กระดูกให้เราเห็น เศร้าก็เศร้า แต่ก็เข้าใจความจริง

อีกช็อตก็ตอนที่นำกระดูกพ่อไปฝากไว้ที่วัด พระท่านก็เมตตา ท่านก็บอกว่า ไม่ต้องห่วงนะ เดี๋ยวจะให้คุณพ่ออยู่ตรงนั้น ข้างพระประธาน ครบ 100 วันก็นำไปทำบุญและนำไปจัดการตามที่เห็นควรเลย …

พ่อเป็นกระดูกไปแล้วหรือคะนี่…รู้สึกในนาทีที่ได้นำกระดูกพ่อใส่ลงใสหม้อดิน

มันช็อคในความรู้สึกอย่างมหาศาล แต่มันก็คือจุดเริ่มต้นของการเกิดใหม่ การปลดปล่อยจิตจากความเห็นผิดมาแสนนาน ให้ได้เห็นความจริงแท้ของชีวิตที่เบาสบาย เรียบง่าย และเปล่าเปลือย…

เตรียมส่งร่างของพ่อไปฌาปนสถาน

การเกิดใหม่ของบีม

การเกิดใหม่ มันไม่ได้เกิดในทันที มันเป็นกระบวนการคลี่คลายมากกว่าค่ะ จากวันที่พ่อเสียถึงวันนี้ คือ 25 มี.ค. 2564 ก็เกือบจะ 3 เดือนแล้ว บีมถึงจะรู้สึกได้ว่า ตัวเองเหมือนได้เกิดใหม่จริง ๆ จากกระบวนการคลี่คลายนี้ …

ช่วงแรก ๆ มันจะช็อค เสียใจ แต่ก็จะยุ่ง ๆ เพราะเราจัดงานเอง ไม่ได้ใช้ organizer ความยุ่ง ๆ และมีอะไรต้องทำมากมาย และมีญาติๆ อยู่ด้วยตอนกลางคืน และคนมางานศพตลอด มันทำให้เราไม่ดำดิ่งไปกับความรู้สึกลบ ๆ มากนัก

แต่พอหลังจากงานเสร็จแล้ว เดือนแรกนั้น มันจะเป็นช่วงที่ต้องจัดการหลาย ๆ สิ่งที่เกี่ยวกับสิ่งที่พ่อเคยเป็นเจ้าของอยู่ เป็นห่วงสภาพจิตใจและความเป็นอยู่ของคุณแม่ เพราะ เราอยู่คนละบ้านกัน พอมันกะทันหัน มันก็จะต้องปรับทุกอย่างใหม่หมด สภาพจิตใจตัวเองก็ต้องดูแล เพราะ ย่ำแย่มากตอนนั้น แต่ The show must go on งานที่ค้างอยู่ช่วงจัดงานศพ ก็ต้องกลับมาเคลียร์ มาจัดการต่อ คือ มันเป็นช่วงที่ปรับหลายอย่างมาก ๆ ค่ะ กะทันหันแบบตั้งตัวไม่ทันเลย โปรเจ็คหลายอันก็ต้องพับไปก่อน รายได้ก็ขาดไป แต่เราก็ถือว่า ไม่เป็นไร เราอยู่กับปัจจุบันให้ดีที่สุด

กระบวนการคลี่คลายและการเกิดใหม่ภายใน

ด้วยความที่บีมเข้าใจในเรื่องของพลังงานและกระบวนการฟื้นฟูพลังชีวิต และได้รู้จักวิธีและเทคโนโลยีที่ช่วยเรื่องนี้ บีมก็เอามาใช้ค่ะ และ แค่สังเกตในการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นเท่านั้น และตระหนักรู้แค่นั้นเอง มันจะคลี่คลายในตัวเองถ้าเราทำถูกวิธี

สิ่งที่บีมได้ทำเพื่อกระบวนการคลี่คลายเหล่านี้ช่วง ม.ค. – วันนี้ (25 มี.ค. 2564) คือ

  1. อยากร้องไห้ ก็ต้องร้อง การร้องไห้คือการปลดปล่อยพลังงานที่อัดแน่นภายในค่ะ ถ้าอยากร้อง ต้องร้อง ห้ามกลั้นไว้ ถ้าเราไม่ปลดปล่อยมันจะสะสมเป็นความเครียด เป็นพลังอัดอั้นที่ทำลายตัวเอง จะร้องคนเดียวก็ได้ผล หรือจะกอดใครสักคนแล้วร้องก็ดีเช่นกัน แต่คนนั้นจะต้องมีพลังบวกเยอะในตอนนั้นนะคะ ไม่งั้นจะรวนไปด้วยกันทั้งคู่ และคนที่รับพลังนั้นไป ก็ต้องไปเอาออกเองด้วย พลังงานมันถ่ายเทค่ะ ถ้าคนที่เรากอดเขาเป็นคนที่มีวิธีในการเอาออกอยู่แล้ว การใช้ชีวิตของเขามันเอาพลังลบออกได้อยู่แล้ว หรือการที่เขาเข้าใจความจริงของชีวิตและจิตเป็นอิสระ เขาจะรับมันได้และส่งพลังกลับให้เราได้ดีค่ะ

    ซึ่งเดือนแรก บีมร้องไห้บ่อย ทุกครั้งที่ไม่ไหวจริง ๆ จะกอดสามีเฉย ๆ แล้วร้องไห้ บอกว่าคิดถึงพ่อ เขาก็จะอยู่นิ่ง ๆ ให้เราร้องไห้จนเสร็จ เขาเคยอยู่กับเราแบบนี้มาตอนเรื่องลูก เขาเป็นคนที่พลังใจแข็งแรง เขาพลังบวกเยอะ ส่วนเราอ่อนไหวเยอะ พลังของเขาช่วยบีมได้เสมอในยามแบบนี้ จุดนี้ที่บีมมองว่า สำคัญมากค่ะ สำหรับคนที่กำลังเสียใจ เศร้าใจ การได้กอดใครสักคนและร้องไห้จนหมดโดยที่เขาแค่อยู่เฉย ๆ แค่กอดเราไว้แค่นั้น บีมว่ามันเป็นพลังที่ดีมากที่ทำให้เราไปต่อได้
  2. หาคำตอบสำหรับคำถามที่มี ตรงนี้จะได้ปัญญาและความเข้าใจ บีมดูคลิปและอ่านบทความของท่าน Sadhguru และ Thich Nhat Hanh หลายคอนเท้นต์ที่เกี่ยวกับ “ความตาย” และ วิธีดูแลตัวเองหลังคนที่รักตาย ซึ่งท่านจะสอนในแนวเดียวกันเลยค่ะ แก่นเดียวกัน ไม่ใช่ว่าบีมไม่สนใจและไม่ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้านะคะ คือ บีมเป็นคนที่เปิดกว้างต่อการหาคำตอบ บีมเคยอ่านและศึกษาภาษาไทยเกี่ยวกับเรื่องเหล่านี้มานานแล้ว บีมยังไม่ค่อยเข้าใจ ยังไม่ได้คำตอบจริง ๆ หรือสถานการณ์ชีวิตตอนที่ศึกษา มันอาจจะยังไม่พีคส่งให้เราเข้าใจก็ได้

    ซึ่งปีที่แล้ว บีมกับสามีได้เจอคลิปท่าน Sadhguru บน YouTube หลายคลิปค่ะ และบีมก็รู้สึกชอบ เพราะ ท่านสอนง่าย อธิบายสิ่งที่บีมเคยมีคำถามเกี่ยวกับชีวิตได้ชัดเจนมาก ๆ ซึ่งมันเสริมให้เราเข้าใจจากข้อมูลภาษาไทยที่เคยศึกษา คือ มันทำให้เห็นภาพที่ชัดเจนเกี่ยวกับความจริงของชีวิตได้มากกว่าสำหรับบีมค่ะ บีมว่าภาษาอังกฤษมันเข้าใจง่ายเวลาเขาพูดเรื่องคำสอนของพุทธ ซึ่งสิ่งที่ทั้งสองท่านสอน มันตรงกันกับของพระพุทธเจ้านี่แหละ โดยแก่นนะคะ และจริง ๆ ก็ตรงกับของคริสต์ด้วย ส่วนอิสลามบีมยังไม่เคยศึกษาเลยค่ะ แต่บีมเข้าใจว่า ทุกศาสนาพูดถึงแก่นเดียวกัน แต่มันอยู่ที่ประสบการณ์ชีวิตของแต่ละคนที่จะเข้าใจไปแบบไหนอย่างไรค่ะ อันนี้ทุกคนก็ต้องไปทำการบ้านกับตัวเองกันเอง

    ซึ่งจุดที่บีมได้คำตอบเกี่ยวกับความตายจากทั้งสองท่าน มันก็ยังไม่ได้ชัดเจนในความรู้สึกตั้งแต่แรกนะคะ แต่บีมเอาตาม 2 ท่านนี้เลย จะได้ไม่งง ไม่ตามหลายคนค่ะ และมันยังต้องกลับมาดูบ่อย ๆ พิจารณาบ่อย ๆ และทุก ๆ เช้าก่อนลืมตา บีมจะมีโมเม้นต์ตกผลึก คือ เหมือนปัญญาแท้เขาบอกเราเองค่ะ ว่ามันคือแบบนี้นะ เป็นความรู้แจ้งที่เกิดขึ้นเอง โดยไม่ได้คิดอะไรค่ะ แต่มันเกิดจากการที่เราตั้งคำถามที่สำคัญและพยายามหาคำตอบมากกว่า เขาก็จะมาเองค่ะ และบีมก็ค่อย ๆ ตกผลึกมาเรื่อย ๆ ทุกเช้าที่ตื่นนอน จดในสมุดไดอารี่ จนได้คำตอบชัดเจนเกี่ยวกับความตายและการมีชีวิตค่ะ เข้าใจตามที่ท่านทั้งสองและศาสดาต่าง ๆ สอนไว้ค่ะ ตรงกันเลย … ความจริงแท้คืออันเดียวกันเป๊ะ!

    พอเข้าใจจริง ๆ มันจะวางโลกนี้ได้มากขึ้นเลยค่ะ เบาสบายแบบไม่เคยรู้สึกมาก่อน แว่นตาที่มองโลก มองผู้คน มันเปลี่ยนไปจริง ๆ การใช้ชีวิต วิธีคิด วิธีทำ ของเราต่อสิ่งต่าง ๆ ก็เร่ิมเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ตามการมองโลกใหม่ที่เกิดในเราตามธรรมชาติ เราก็ค่อย ๆ ปรับชีวิตเราไปตามแก่นของเราที่เปลี่ยนไป
  3. รู้วิธีจัดการกายใจเพื่อเพิ่มพลังชีวิต บีมมีโอกาสได้เรียนรู้วิชาซ่อมตัวเองจากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง และ ครู Katharina Bless ช่วง 2 ปีที่ผ่านมาค่ะ ได้รู้จักเครื่องมือต่างๆ ที่นำมาบำบัดพลังงานของเรา ฟื้นฟูพลังชีวิตให้กลับมา และ ผนวกกับที่ได้เรียนรู้จาก Sadhguru ช่วงปลายปีที่แล้ว ได้ลงคอร์สออนไลน์ที่ดีมาก ๆ บีมเอามาใช้ในการปรับพลังของตัวเองได้เยอะมาก ทั้งหมดที่เรียนมา คือ วิธีที่ง่าย ปลอดภัย ทำได้เองเลยค่ะ ทุกคนก็ทำได้เช่นกัน มันมีหลายวิธีเลย บีมก็จะหยิบจับวิธีที่สะดวกที่จะทำทุกวันและเห็นผลจริง ๆ เท่านั้นค่ะ ใช้เวลาไม่มากต่อวัน ดีมากเลย


    และยังมีอีกวิชาของโค้ช Lori Ann คือ ศาสตร์ TRE (Trauma & Tension Releasing Exercise) อันนี้เป็นวิทยาศาสตร์จ๋า ๆ เลย ซึ่งจะจัดการกับระบบประสาทของร่างกายที่จดจำและสะสมความเครียดและความเจ็บปวดแบบฝังลึกโดยตรง ทั้งหมดนั้นบีมเอามาใช้ร่วมกัน ตามที่สะดวก และบวกกับการเต้นกับเพลงสนุก ๆ ที่ใจอยากเต้น เต้นบ้า ๆ บอ ๆ ตามที่เราอยากทำ ปลดปล่อยให้ร่างกายได้เคลื่อนไหวอิสระ จะช่วยปลดปล่อยจิตใจให้เป็นอิสระและปลดปล่อยพลังลบ ๆ ออกไปแบบง่าย ๆ ได้เลยค่ะ หรือไปวิ่งออกกำลังกาย ก็จะช่วยได้เหมือนกัน แต่อย่าให้เหนื่อยมาก จะเครียดแทน เดินหรือวิ่งในที่อากาศดี ๆ สัก 30 นาทีค่ะ ก็พอใช้ได้แล้ว แต่ใครที่สนุกกับการไปยิมหรือฟิตเนสก็ตามสะดวกเลยค่ะ แบบไหนก็ได้ที่ทำแล้วมีความสุข ทำเลยค่ะ ดีหมด

    และการเขียนก็ช่วยบีมได้มาก ๆ ค่ะ เวลาที่บีมรู้สึกหนักกับบางเรื่อง บีมจะเขียนค่ะ คือ ความรู้สึกจะบอกเองว่า ต้องเขียนได้แล้วเพื่อปลดปล่อยพลังงานที่อัดอั้นออกมา มีพระอินเดียท่านหนึ่ง เคยสอนไว้เหมือนกันค่ะว่า การเขียนคือการถ่ายเทพลังงานรูปแบบหนึ่ง จะช่วยให้จิตใจเบาสบายขึ้นได้ บีมพบว่าสำหรับบีมแล้ว มันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ซึ่งการเขียนเกี่ยวกับการตายของลูก การตายของพ่อ มันช่วยปลดปล่อยความรู้สึกลบ ๆ จากภายในได้ดีมาก อย่างของลูกนี้ เขียนจบแล้ว ก็เคลียร์เลยค่ะ พลังสดใส ไปต่อได้เลย แต่ของคุณพ่อ มันสะเทือนมากกว่า ซึ่งเป็นธรรมชาติค่ะ เพราะ ร่างกายเราครึ่งหนึ่งมาจากพ่อ และ ชีวิตของเราก็ผูกพันกันมานาน มากกว่าลูกที่เขาพึ่งจะมาไม่นาน แม้เราจะรักและเสียใจมากเรื่องลูก แต่เราปลดปล่อยพลังลบออกได้เร็วกว่าพลังที่สูญเสียคุณพ่อที่เป็นส่วนหนึ่งของร่างกายและจิตใจของเรานั่นเอง ถ้าเราไม่เคยฝึกทิ้งตัวตน เราจะเป็นหนึ่งเดียวกับพ่อแม่ของเรา ก็จะเสียใจมากขึ้น สะเทือนมากขึ้นเมื่อพ่อแม่จากไปค่ะ

    ซึ่งทั้งหมดนั้น เป็นการจัดการกับ “ร่างกาย” ทั้งหมดค่ะ ซึ่งท่าน Sadhguru บอกว่า ร่างกายเขาจะเป็นไปตามธรรมชาติของความจริงมากที่สุด จะไม่เหมือนจิตใจที่ชอบปั่นป่วนและหลอกลวงเรา และจากการทดลองของบีม บีมว่าจริงค่ะ แค่ดูแลร่างกายให้ดี อาหาร การนอน การออกกำลัง การเคลื่อนไหว ดูแลแบบที่รางกายของเราต้องการจริงๆ สำคัญที่อาหารเลย เพราะอาหารจะกลายมาเป็นตัวเรา และอาหารจะส่งผลถึงพลังชีวิต ซึ่งอาหารจะแบ่งเป็น 3 หมวด คือ เพิ่มพลังชีวิต ลดพลังชีวิต และ ไม่ส่งผลต่อพลังชีวิต (กลางๆ) ถ้าเราทานอาหารที่เพิ่มพลังชีวิต ปัญญาและความชัดเจนในชีวิตจะปรากฏขึ้นเองค่ะ เพราะ มันมีอยู่แล้วในตัวเรานี่แหละ แค่ต้องหาทางเชื่อมต่อให้เจอ ซึ่งจะเชื่อมต่อได้ก็ต่อเมื่อกายใจของเราอยู่ในสภาวะที่เบาสบายที่สุด ไม่แบกโลกค่ะ

บีมทำแค่ 3 อย่างนี้เลยค่ะ แล้วปล่อยให้กระบวนการปลดปล่อยนี้จัดการให้เราเอง บีมแค่ทำเหตุ ซึ่งผลมาเองจริง ๆ ที่ไม่ใช่การคิด แต่มาจากการรู้แจ้งที่เกิดเองตามธรรมชาติเลยค่ะ

สิ่งที่บีมได้เรียนรู้จากการตายของคุณพ่อสู่การเกิดใหม่ของบีมจากภายใน

ขณะที่บีมนั่งเขียนอยู่ตอนนี้ บีมเกิดการเปลี่ยนแปลงภายในจากกระบวนการคลี่คลายที่เป็นผลจากสิ่งที่บีมทำ 3 ข้อมาอย่าต่อเนื่องตั้งแต่คุณพ่อเสีย ดังนี้ค่ะ

  1. ม่านมายาของชีวิตได้จบลง ความจริงได้ปรากฏขึ้นตรงหน้าชัดเจน ว่า “ไม่มีบีมที่อยู่ตลอดไป” บีมสามารถตายได้ และบีมก็ไม่เคยมีอยู่มาก่อนจนพ่อกับแม่ให้ชีวิต บีมเป็นสิ่งไม่จีรังยั่งยืน วันหนึ่งจะไม่มีบีม ซึ่งก่อนหน้านี้ บีมรู้สึกกลัวกับการตายของตัวเอง ไม่กล้าเผชิญหน้ากับการตายของตัวเองมาโดยตลอด ไม่คิดว่าตัวเองจะตายตอนนี้ ยังมีเวลาน่ะที่จะแก่ชราและเตรียมใจ แต่จากการตายของพ่อ มันทำให้บีมต้องเผชิญกับความกลัวนี้แบบจัง ๆ และต้องก้าวผ่านมันไปให้ได้ ไม่อย่างนั้นจะต่อไปไม่ได้เลย พอเราเข้าใจและมองเห็นการตายของตัวเองแล้ว มันก็เบาจริง ๆ แม้มารมันจะมาทำให้รู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่ก็รู้ทัน จะกลับไปจุดที่เข้าใจได้เร็วขึ้น
  2. พ่อของเราก็เช่นกัน พ่อสามารถตายได้ พ่อไม่ได้อยู่ตลอดไป การตายของพ่อคือความจริง
  3. ทุกคนที่เรารัก หรือ เราไม่ชอบ คนที่เราโกรธเกลียด หรือมีปัญหากันอยู่ สุดท้ายก็ไม่มีอยู่ ทุกคนตายได้ นี่คือความจริง (ทุกวันนี้ มองใคร ก็จะเห็นเป็นภาพกองกระดูก เหมือนกระดูกของคุณพ่อที่บีมเอาใส่หม้อดิน…มาเองเลยค่ะ ไม่ได้คิดเลย มันจะปล่อยวางแบบอัตโนมัติไปเองเลย)
  4. กายนี้ ธรรมชาติเขาให้ยืมมาใช้ ตายไปก็คืนกลับ ดิน น้ำ ลม ไฟ ก็จะเป็นที่ว่าง ๆ
  5. ตรงตามที่อายุรเวทเขาสอนเรื่องธาตุ ตอนแรกบีมก็ไม่เข้าใจว่า “ที่ว่าง” คืออะไร พอฟัง Sadhguru สอนบ่อย ๆ และจากการตกผลึกเอง ก็เข้าใจแล้วว่า องค์ประกอบของสรรพสิ่งคือ ที่ว่าง ดิน น้ำ ลม ไฟ มองในภาพรวม คือ ที่ว่าง และ พลังงาน (พอเอาธาตุมารวมกันเป็น ปิตตะ วาตะ คัพพะ ก็คือ พลังงานค่ะ)
  6. สุดท้ายแล้ว ทุกอย่างคือเนื้อเดียวกัน หรือท่าน Thich Nhat Hanh เรียกว่า Oneness แต่ที่เราแบ่งแยกกัน เพราะ เราไม่รู้ความจริงข้อนี้ ทำให้เกิดเป็นตัวเป็นตน เป็นเชื้อกิเลสของการเกิดใหม่ไปเรื่อย ๆ และสภาวะ Oneness คือ เต๋า พระเจ้า และความเป็นนิรันดร์ ไม่มีจุดเริ่ม ไม่มีจุดสิ้นสุด ไม่มีกาลเวลา
  7. เรานี่โง่เหลือเกินที่ผ่านมาที่ไม่รู้และหลงยึดสิ่งต่าง ๆ ว่าเป็นของเรา
  8. แต่มันก็จะมีตัวมารแว่บ ๆ แพรม ๆ มาค่ะ นึกถึงฉากที่มารแปลงตัวมาเป็นพระพุทธเจ้าพูดกับตัวเอง น่าจะฉากสุดท้ายก่อนบรรลุหรือเปล่าไม่แน่ใจ บีมว่าอันนั้นแหละ คือ สิ่งที่บีมกำลังเจอแว่บ ๆ แวม ๆ ตอนนี้ คือ มันจะไม่ให้เราเข้าถึงความจริง มันจะให้เราติดกับดักอยู่ในตัวตนของเรา มันจะทำให้เราโกรธ เกลียด กลัว อยู่เป็นระยะ ๆ แต่บีมพอจะรู้ทัน ก็ปล่อยได้เร็วอยู่ ค่อย ๆ พิจารณาไปค่ะ ความจริงนี้ บีมรู้ว่ามันจะทำให้บีมปลดปล่อยตัวเองเป็นอิสระได้ 100% เหมือนที่พระพุทธเจ้าทำได้แล้วแน่นอน อีกนิดเดียวแค่นั้น
  9. สุดท้ายแล้ว ส่ิงที่มนุษย์ตามหา ไม่ใช่เงินทอง แต่คือ อิสระต่างหากค่ะ อิสระที่อยู่เหนือวัตถุ โลก ร่างกาย และกาลเวลา มันคือเสียงเรียกกลับบ้านที่แท้จริงของเรา ที่ที่สุข สงบ สบาย และไร้ตัวตนตลอดกาล …
  10. เมื่อเรารู้แล้วว่า การตาย คืออะไร เราก็จะรู้เองว่า เราจะต้องมีชีวิตอยู่อย่างไรจริงๆ

และทั้งหมดนั้น คือ สิ่งที่อยากแบ่งปันกันวันนี้นะคะ บีมตกผลึกแบบนี้เช้านี้ค่ะ ซึ่งจะสรุปประเด็นสำคัญให้เห็นภาพรวมของบทความอีกรอบจะได้เข้าใจชัดเจนค่ะ

  • ความตาย คือ ความจริง ไม่เกี่ยวกับอายุ ไม่ต้องรอแก่ และไม่มีใครรู้วันตาย
  • ทุกคนต้องตาย ทั้งคนที่เรารัก เราไม่ชอบ เราเฉย ๆ แล้วสุดท้ายเราจะโกรธ เกลียด กันไปเพื่อ?
  • คนที่เราได้พบเจอ อาจจะเคยเป็นคนที่เรารักมาก่อน เราไม่มีทางรู้หรอก ดังนั้น ก็รักไปทุกคนนั่นแหละ เหมือนคนเคยอยู่ในครอบครัวเดียวกัน เพราะ การพบกันได้ ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ มันมีพลังงานเกาะเกี่ยวกันอยู่ พี่น้องเรายังอภัยได้ คนที่เรากำลังไม่ชอบตอนนี้ อาจจะเคยเกี่ยวกับเรามาก่อนก็ได้ สำคัญคือไม่ต้องไปค้นหาว่าใครเป็นใคร เพราะนั่นยังไม่หลุดจากตัวตน สำคัญคือ รักและอภัยให้หมดทุกคนนั่นแหละ พูดง่ายแต่ทำยาก แต่บีมก็ต้องฝึกฝนใจในจุดนี้เหมือนกันค่ะ ค่อยๆ ทำไป เดี๋ยวก็ถึงเองในวันหนึ่ง
  • เราต้องเตรียมพร้อมชีวิตสำหรับการตายตลอดเวลา (มรณสติ) แต่ต้องเตรียมแบบเข้าใจ ไม่ใช่แบบกลัว
  • หาคำตอบให้รู้แจ้งว่าความตายคืออะไร
  • ให้ความตายเป็นครูสอนเราเกี่ยวกับชีวิต
  • พิจารณาความตายแบบจริงจัง จะได้ประโยชน์มาก เข้าถึงสัจธรรมได้เร็ว
  • การตายของคนที่เรารักและใกล้ชิดจะส่งผลต่อเรามาก เพราะ พลังของเราได้รวมเป็นเนื้อเดียวกันมานาน ความผูกพัน และเรื่องราวมากมายในความทรงจำ จะทำให้เรารู้สึกว่างเปล่าแบบฉับพลัน (กรณีตายกะทันหัน) ซึ่งแบบนี้จะช็อคในความรู้สึกมากกว่าการที่คนคนหนึ่งตายเพราะเจ็บป่วยเรื้อรัง
  • เราต้องรู้จักวิธีที่จะช่วยปลดปล่อยความรู้สึกเหล่านี้หลังการตายของบุคคลที่รัก เพื่อการใช้ชีวิตต่อได้อย่างมีความสุข ซึ่งจะเป็นผลลัพธ์ในชีวิตของเราต่อไป
  • เราจะอนุญาตให้เฉพาะความทรงจำที่ดี ๆ เกี่ยวกับเราและเขาเป็นพลังให้กับเราในใช้ชีวิตต่อไปเท่านั้น เพราะ คนที่ตายแล้ว คือ เขาไม่มีอยู่แล้ว จิตสุดท้ายหรือพลังงานสุดท้ายที่ออกจากร่างกายของเขาไป จะไปจับกับร่างใหม่ตามพลังงานนั้น ๆ และเกิดเป็นสิ่งมีชีวิตใหม่ต่อไป แต่ตัวเขาในชื่อนี้ ไม่มีอยู่แล้ว ยกเว้นแต่ว่า จิตสุดท้ายไม่เกาะเกี่ยวอะไรทั้งนั้น หมดความอยาก หมดความไม่อยาก ก็ไม่ต้องเกิดอีก เพราะ ไม่มีเชื้อของการเกิดแล้ว
  • มันไม่ใช่เรื่องง่ายในการจัดการกับความรู้สึกของการสูญเสียบุพการีที่รักยิ่งของเรา แต่มันจบแล้ว…และเราคือคนที่ต้องไปต่อ เราจะเดินไปต่ออย่างไร นั่นคือสิ่งที่เราต้องเลือกที่จะคิดและทำต่อไป…เพื่อผลลัพธ์ชีวิตที่เราต้องการ
  • หากเรารู้ความจริงแท้ของชีวิตจากความตายแล้ว เราจะรู้ว่า เราจะใช้ชีวิตและดูแลคนที่ยังคงอยู่ด้วยกันอย่างไรต่อไปให้ดีที่สุดเพื่อจะได้ไม่ต้องเสียใจในวันที่เราหรือเขาจะต้องไปอีก…
  • อยู่กับคนตรงหน้าให้ดีที่สุดทุกครั้ง…เพราะนั่นอาจะเป็นครั้งสุดท้ายที่เราได้พบและคุยกัน

บีมหวังเป็นอย่างยิ่งว่า บทความนี้จะช่วยผู้อ่านได้ไม่มากก็น้อยนะคะ ในการทำความเข้าใจต่อความตายและแนวทางในการจัดการตัวเองหลังจากที่สูญเสียบุคคลที่รักทุกคนค่ะ

ขอให้คุณรักษาพลังชีวิตดี ๆ ไว้สร้างชีวิตที่เหลือต่อไปค่ะ

สุดท้ายนี้…บีมขอขอบพระคุณ “ชีวิตของคุณพ่อ” ที่ได้สอนวิชาชีวิตที่สำคัญที่สุดให้บีม ทำให้บีมได้เกิดใหม่และได้สัมผัสกับอิสระที่ภายในอย่างแท้จริง…การตายของคุณพ่อจะไม่สูญเปล่าค่ะ … เพราะบีมเข้าใจแล้วว่า “คนเราต้องทำอะไรตอนมีชีวิตอยู่” และ บีมจะทำให้คนได้ประโยชน์จากการมีชีวิตอยู่ของบีมให้มากที่สุด บีมตั้งใจแบบนั้นค่ะ และขอคุณพ่อโปรดให้อภัยในทุกความผิดพลาดที่ได้ล่วงเกินทั้งทางกาย วาจา ใจ ช่วงระหว่างที่เราได้มีชีวิตอยู่ด้วยกันค่ะ เพื่อเป็นอิสระแก่กันและกัน

และขอให้คุณพ่อในรูปแบบชีวิตใหม่ ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ขอให้พลังงานที่ดี ๆ ที่เกิดจากการทำงานและการใช้ชีวิตของบีมในทุก ๆ วัน ส่งไปให้พ่อสมมาตร หอมลาในฟอร์มใหม่ มีพลังงานที่ดี มีความสุข และได้เข้าถึงความจริงของชีวิตที่เป็นสุขแท้นิรันดร์นะคะ…

ด้วยรักและเคารพเสมอ…

#บีมวรดาภา #ลูกบีม

25 มี.ค. 2564 เวลา 8.28 น.

ขอบคุณพ่อ … กับทุกช่วงเวลาของชีวิตที่ได้อยู่ด้วยกันนะคะ และขอขอบคุณที่พ่อให้ชีวิตเป็นครูให้ลูกได้พบสัจธรรมแท้จริงของชีวิตที่ตามหามานาน ขอให้พ่อได้พบและมีโอกาสได้เดินบนเส้นทางแห่งความจริงแท้นี้ด้วยเช่นกันนะคะ รักพ่อค่า 🙂

รีวิวคอร์ส Inner Engineering Online Course by Sadhguru

ลักษณะพิเศษ

คอร์สนี้ https://www.innerengineering.com คือ ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดที่บีมได้มอบให้กับตัวเอง (และอยากแนะนำให้ทุกคนที่อ่านและฟังภาษาอังกฤษได้ ได้ลงเรียนคอร์สนี้ค่ะ)

คอร์สนี้ เป็นคอร์สออนไลน์คอร์สแรกในชีวิตที่บีมเรียนจบทุกบท คงเป็นเพราะ เป็นสิ่งที่บีมต้องการจริง ๆ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ก็ตอบโจทย์บีมจริง ๆ ค่ะ โดยทำให้บีม “เข้าถึงความจริง” โดยไม่ได้อิงศาสนาหรือกรอบความเชื่อใด ๆ เลย เป็นความเข้าใจ “ชีวิตมนุษย์” ตามที่มันเป็นจริง ๆ สามารถเข้าใจได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ด้วยค่ะ

คอร์สนี้จะประกอบไปด้วยบทเรียนออนไลน์ทั้งหมด 7 บท มีระยะเวลาที่กำหนดให้เรียนให้จบคือ 1 เดือน เป็นคลิปที่มาจากการสอนสดของโปรแกรมนี้และนำมาตัดต่อเพิ่มเติมเพื่อให้การนำเสนอช่วยให้เราเรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ละบทต้องใช้เวลาที่เราต้องนั่งเรียนโดยไม่มีอะไรรบกวนเลยประมาณ 1.5 ชั่วโมง ซึ่งเขาจะทำให้เราเหมือนเรียนสดได้มากที่สุด คือ คลิปไม่สามารถเลื่อนไปข้างหน้าได้เลย และไม่สามารถถอยหลังได้เกิน 10 วินาที ดังนั้น เราจะต้องมีสมาธิอยู่กับตรงนั้นตลอดเวลา 

ตอนท้ายของทุกบทจะพาเราทำสมาธิในแบบฉบับของ Sadhguru ที่มีความพิเศษเสริมแต่ละบทที่เราเรียน และ คลิปตอนท้ายของแต่ละบทก็ช่วยให้บีมเข้าใจบทเรียนมากขึ้นและมีกำลังใจในการใช้ชีวิตให้เต็มศักยภาพอย่างที่ท่านได้ทำไว้เป็นตัวอย่างและนำเสนอไว้ในคลิปแล้วค่ะ

และจะมีคำถามช่วงท้าย เพื่อให้เราตกผลึกจากบทเรียนจริง ๆ เป็นอันจบบท และไม่สามารถมาดูย้อนและดูซ้ำได้เลย คือ เราต้องตั้งใจมาก ๆ ตอนที่เรียนค่ะ ผ่านแล้วผ่านเลย…

วิธีการเรียนของบีม

1. บีมมีเวลาเรียนแค่ตอนเช้าของทุกวัน เพราะระหว่างวันจะต้องทำงานค่อนข้างเยอะ จะไม่มีสมาธิเรียนแล้ว เกรงจะไม่ได้เต็มที่ ซึ่งถ้ามีจังหวะที่ได้ตื่นมาตี 4-5 ก็จะได้เรียน แต่ต้องดูสภาพร่างกายด้วยว่า พร้อมเรียนไหม เพราะ ต้องมีสมาธิยาวไป 1.5 ชั่วโมง 

2. ช่วง 3 บทแรก บีมน่าจะไม่ได้จดเนื้อหา แต่โชคดีที่เขามี Treasure Troves เป็นคลิปที่จะพูดถึงประเด็นหรือคำถามสำคัญที่เกี่ยวกับแก่นของเนื้อหาในบทเรียนนั้นอยู่ ส่วนนี้เหมือนจะดูย้อนหลังได้เมื่อหมดช่วงเวลาสำหรับการเรียนแล้ว ก็เลยยังทบทวนประเด็นสำคัญ ๆ ได้อยู่

4. หลังจากนั้นมาก็จดถึงบทที่ 7 โดยจดคีย์เวิร์ด และ ประเด็นสำคัญ อ่านซ้ำหลังเรียนจบเพื่อให้เข้าใจและมาอ่านซ้ำในภายหลังอีกถ้าต้องการ ซึ่งก็ต้องมีสมาธิอีก เพราะถ้ามัวแต่จด แล้วฟังไม่ครบ ก็เข้าใจไม่ครบอีก ก็ต้องมีสติตลอดเวลาค่ะ 

5. แต่ก็มีจุดที่บีมง่วงและพลาดไปบางช่วง ในบางบท ก็ไม่เป็นไรค่ะ ภาพรวมยังเข้าใจอยู่ไม่น่าจะผิดเพี้ยนอะไร มีบทหนึ่ง ลูกตื่นมาทั้งสองคน บอกว่าอยากให้แม่ไปนอนด้วย บีมก็ต้องย้ายไปที่ห้องนอนกับเขา แต่ก็เรียนแบบฟังไปด้วย แอบหลับ ๆ ตื่น ๆ นิดนึง รู้สึกไม่น่าจะไหว เลยปิดไปก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ควรนะคะ ควรเรียนต่อเนื่องให้จบ แต่ไม่ไหวจริง ๆ เลยพักไปก่อน แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอีกค่ะ

6. จะเว้นช่วงประมาณ 3 วันก่อนจะเรียนบทถัดไป ซึ่งบีมพบว่า มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เราได้ตกผลึกหรือได้รับประสบการณ์จากการเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว ค่อยเริ่มเรียนบทต่อไปค่ะ และยังช่วยให้เราจบบทเรียนในเวลาที่กำหนดได้ด้วย

ผลที่ได้

เนื่องจากการเรียน จะไม่ใช่ข้อมูล (information) แต่เป็นการสอนที่ทำให้เราตระหนักรู้ความจริง TRUTH ไม่ใช่ข้อเท็จจริง FACT ซึ่งบทเรียนและการทำสมาธิแต่ละบทจะค่อย ๆ เปิดทางให้เราเข้าใจมากขึ้น ๆ และด้วยการที่มันเป็นความจริงและเป็นเหมือนเลนส์มองชีวิตใหม่ให้เรา หลังจากที่ได้เรียนรู้แล้ว ก็จะทำให้เราเห็นโลกในมุมมองใหม่ได้เลยทันที ซึ่งเราเห็นด้วยตัวเองแล้วว่า เป็นเช่นนั้นจริงด้วยตัวเราเอง

จากก่อนเรียน บีมรู้สึกหลงทางและสับสน กำลังชีวิตถดถอยลงไปมาก ด้วยหลายเหตุการณ์ในชีวิตที่เผชิญ พอเรียนจบแล้ว บีมรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นและรู้สึกได้ถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการให้เป็นมากขึ้น รู้ได้ชัดเจนว่า ชีวิตจะต้องเดินต่ออย่างไรที่จะทำให้เรามีชีวิตแบบที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้จริง ๆ ที่เราไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน 

สิ่งที่ได้มากที่สุด คงจะเป็น “คำตอบที่ชัดเจนของชีวิต” ที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบความคิด ความเชื่อ ใด ๆ แต่คือ ความจริงของชีวิต ที่ทำให้รู้สึกได้ถึงอิสระ ความสุข สติปัญญา ความมั่งคั่ง ความเป็นไปได้ การกำหนดชีวิตของเราเอง และศักยภาพสูงสุดที่เรามี ที่เรียบง่ายและยั่งยืน ปราศจากการหลอกหลอนของจิตเราเองและจากกรงขังแห่งความทรงจำในอดีตทั้งปวง เข้าสู่ความเป็น Oneness กับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น รู้ว่าจะควรจะต้องเดินต่อไปอย่างไร ที่เหลืออยู่ที่การปฏิบัติต่อเนื่องและการเลือกใช้ชีวิตอย่างจริงใจต่อสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ เท่านั้นค่ะ

คอร์สนี้เหมาะกับใคร?

บีมมองว่าเหมาะกับคนกลุ่มนี้ค่ะ

1. มีทักษะการฟังและอ่านภาษาอังกฤษระดับที่เข้าใจได้ดีถึงดีมาก

2. คนที่กำลังเครียด ชีวิตวุ่นวาย เหนื่อย เบื่อ และยังมีข้อสงสัยในชีวิตว่า จริง ๆ แล้วชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม จะไปไหน จะทำอะไรต่อดีกับชีวิต จะทำงานอะไร ฯลฯ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้กับตัวเองสำหรับคำถามสำคัญเหล่านี้

3. เปิดใจต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่อาจแตกต่างจากที่ตัวเองเคยรับรู้มาทั้งชีวิต

4. ต้องการความจริงที่อยู่นอกกรอบความเชื่อ ศาสนา สังคม วัฒนธรรม 

5. ต้องการอิสระและความสุขแท้ที่ยั่งยืนจากภายใน ไม่ว่าสถานการณ์ภายนอก คนรอบตัวจะเป็นอย่างไร ก็ตาม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์โควิดและผลกระทบต่าง ๆ ที่ท้าทายเช่นนี้ รวมไปถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งปวงที่พวกเรากำลังเผชิญร่วมกัน)

ค่าเรียน

1. ปกติ 2,200 บาท ราคาพิเศษลด 50% 1,100 มีระยะเวลากำหนด (บีมลงเรียนในเรท 1,100 ค่ะ เกินคุ้มไปมากกับสิ่งที่ได้รับกลับมา คือ ตีเป็นมูลค่าไม่ได้เลย)

2. บุคลากรทางการแพทย์ ท่านให้ลงทะเบียนเรียนฟรีค่ะ แนะนำเลยสำหรับคนที่ทำงานในวงการนี้นะคะ 

หาที่ไหนได้อีก … คอร์สเปลี่ยนชีวิตในราคาหลักพันอย่างนี้ค่ะ…แนะนำอย่างสูงเลย 

แต่…สิ่งที่บีมชอบหรือได้ผล ก็คือ ได้ผลกับบีม ไม่ได้การันตีว่าทุกคนจะต้องชอบหรือได้รับในสิ่งเดียวกันนะคะ รีวิวนี้และการแนะนำเป็นความเห็นส่วนตัว คุณจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อลงเรียนเองค่ะ และบีมไม่มีส่วนในการรับผิดชอบใด ๆ ค่ะ และไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ จากการแนะนำคอร์สนี้ค่ะ ดีแล้วบอกต่อเท่านั้นเอง เป็นทางเลือกให้คนที่กำลังแสวงหาสิ่งเดียวกันนี้ค่ะ

ถ้าสนใจ สามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดด้วยตัวเองได้เลยนะคะ 

https://www.innerengineering.com

บีม.

5 เคล็ดลับสำคัญในการดูแลสุขภาพช่วงโควิด โดย Sadhguru

ตอนนี้ บีมได้เรียนรู้หลาย ๆ สิ่งจาก Sadhguru ค่อนข้างมากและนำมาปรับใช้เพิ่มเติมในการดูแลสุขภาพและชีวิต บีมได้ดูคลิปนี้ เห็นว่าเข้าใจง่าย ทำได้ง่าย มีเหตุมีผล ได้ทดลองและสังเกตประสบการณ์ของตัวเองและในครอบครัวก็ได้ตามนั้นจริง จึงได้แปลและสรุปมาเพื่อให้ทุกคนลองเอาไปทำดูนะคะ ใครได้ภาษาอังกฤษ ก็ดูคลิปได้เลยค่ะ แต่บีมแปลออกมาเกือบทั้งหมดนั้นแล้วในบทความนี้เลยค่ะ

หากคุณทำตามนี้แล้ว คุณจะพบว่าปัญหาสุขภาพประมาณ 50% จะลดลงภายใน 6 สัปดาห์

เพิ่มภูมิคุ้มกันชีวิต

คนส่วนใหญ่จะมีสร้างความสัมพันธ์กับดินเมื่อพวกเขาตายแล้ว แต่มันสำคัญมากที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์กับ “ดิน” ในช่วงที่ีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ที่มีไวรัสเต็มไปหมด การมีความสัมพันธ์กับดินด้วยท่าทีที่อบอุ่นเป็นมิตร จะช่วยทำให้ความสามารถในการมีชีวิตอยู่และคงอยู่ในสภาวะที่ถูกบุกรุกในช่วงเวลานี้จะเพิ่มขึ้นสูงมาก มันไม่เพียงพอที่จะ “แค่มีชีวิต” แต่ต้อง “มีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง” ซึ่งหมายถึง การมีชีวิตอยู่อย่างเต็มที่ (ไม่ใช่การไปตีคนอื่น) แต่คุณต้องการ “ร่างกาย” ในการมีชีวิตอยู่ ซึ่งในศูนย์แห่งนี้ เราได้สร้างกระบวนการบางอย่างที่จะให้มือและเท้าของคุณได้สัมผัสดินทุก ๆ 3 วัน และไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ให้คุณทำสวนหรือทำให้คนอื่นก็ได้ คุณจะได้อะไรเยอะมาก เพราะคุณได้เชื่อมต่อกับดิน ซึ่งจะทำให้กระบวนการทำงานของร่างกายของคุณเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การใช้มือสัมผัสดินนั้นสำคัญมาก สำหรับบางคน ที่ไม่อยากทำสวนเพราะกลัวภาพไม่ดี ก็สามารถพอกดินทั้งตัวได้

กินอาหารสดมากขึ้น

กินอาหารสด 40-50% ของปริมาณที่กินต่อวัน จะเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชที่งอก อะไรก็ได้ อยากมีชีวิตก็ต้องกินอาหารที่มีชีวิต ไม่ใช่กินอาหารที่ตายแล้ว ร่างกายมีระบบย่อยอาหารก็จริง แต่ส่วนผสมในอาหารก็มีส่วนสำคัญในระบบย่อยอาหาร อาหารสดมีเอ็นไซม์ที่ช่วยย่อยอาหาร แต่ถ้ากินอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เอ็นไซม์นี้จะถูกทำลายไปมาก เมื่อกินแล้วร่างกายก็ต้องใช้เอ็นไซม์ในการย่อย ร่างกายจะต้องพยายามสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาใหม่จำนวนมาก ดังนั้น ในช่วง 1-1.5 ชั่วโมงหลังจากกินอาหาร ร่างกายจะมีพลังลดลง แล้วค่อยฟื้นตัวขึ้นมาใหม่หลังจากนี้อย่างช้า ๆ จริง ๆ อาหารคือสิ่งที่เพิ่มพลัง แต่วิธีที่เรากินอาหารทำให้พลังของเราลดลงในช่วง 1.5 ชั่วโมงหลังกิน การกินอาหารสดจะช่วยตรงนี้

อาบน้ำก่อนนอน

สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ คือ แค่อาบน้ำก่อนนอน ที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรเยอะมาก อาบน้ำอุ่น ๆ ก่อนนอน อาจจะทำให้รู้สึกตื่นขึ้นและนอนหลับได้ช้ากว่าปกตินิดหน่อย แต่มันจะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น เพราะ มันไม่ใช่แค่การทำความสะอาดผิวหนังเท่านั้น แต่ความเครียด ความเหนื่อย ความล้า จะหายไปด้วย เพราะ ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำกว่า 70% เมื่อน้ำได้ผ่านร่างกาย จะช่วยชำระล้างทำความสะอาดได้มากไปกว่าแค่ผิวหนังแน่นอน

ดีท็อกซ์ร่างกาย เอาใจใส่เรื่องการดื่มน้ำ

ร่างกายมีน้ำกว่า 72% และน้ำสามารถจดจำทุกอย่างได้ดี น้ำที่เราใช้หรือดื่ม สมมติว่ามาจากแหล่งน้ำ ผ่าน 50 โค้ง และ ถูกปั๊มขึ้นมาที่ชั้น 12 จะทำให้น้ำ 50% มีสารพิษอยู่ในนั้น ซึ่งไม่ใช่สารพิษที่เป็นตัวสาร แต่หมายถึงโมเลกุลของน้ำที่เป็นพิษ ที่เมื่อเราเปิดจากก๊อกแล้วดื่มทันที น้ำนั้นจะเป็นพิษต่อกายและใจของเรา ดังนั้น เป็นเหตุผลที่แม่ของเราบอกให้เราตวงน้ำด้วยภาชนะสะอาด ๆ ไว้ก่อนแล้ววางเอาไว้ที่ดี ๆ พูดคำดี ๆ วางดอกไม้ ใส่ดอกไม้เอาไว้ 1 คืน ดื่มได้อีกทีตอนเช้า อย่าดื่มทันที เพราะน้ำเขาจดจำทุกอย่าง ทั้งนี้เพื่อให้น้ำปรับสภาพและพลังงานของตัวเองก่อนที่เราจะดื่ม ก็จะเป็นน้ำที่เหมาะสมกับเราที่จะดื่ม จำเป็นต้องดูแลให้ดี เพราะน้ำคือ 72% ของร่างกาย

พักท้องของเราบ้าง

การหิว และ ท้องว่าง เป็นภาวะที่แตกต่างกัน

การหิว คือ พลังชีวิตเราจะลดลง

ท้องว่าง เป็น สิ่งที่ดี

ร่างกายและสมอง ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อท้องว่างเท่านั้น ให้เข้านอนด้วยท้องว่าง 2-2.5 ชั่วโมง และกิน 2 มื้อให้ห่างกัน 8 ชั่วโมง

“รักแท้” แก้ได้ทุก “สิว”

การเป็นสิวเรื้อรังของบีมที่ผ่านมา ทำให้บีมได้ “หยุด” การค้นหาสิ่งภายนอก และเริ่มกลับเข้ามาที่ “ตัวเอง” วิธีการที่บีมใช้ ช่วยให้บีมเข้าใจกาย ใจ จิตวิญญาณ ของตัวเองเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะบีมตั้งเป้าไว้ว่า บีมต้องหายขาด บีมต้องแก้ที่ราก 

… และเมื่อได้เจอรากแท้จริงแล้ว บีมก็ได้เข้าใจ และอดีตที่ตกตะกอนเอาไว้ ก็ถูกคลายมลายหายไปหมดสิ้น จนเหลือแต่ความรัก ความเข้าใจ การให้อภัย ทั้งตัวเองและผู้อื่น รวมไปถึงคนที่เรารักมากที่สุดด้วยคือพ่อแม่ของเรา…

วันนี้มีโอกาสดี บีมได้ไปทานอาหารกับครอบครัว ก็รู้สึกว่าอยากถ่ายรูป 4 คนตรงมุมนี้ มันสวยดี และ ก็นึกถึงรูปที่เคยถ่ายด้วยกันตอนคุณพ่อคุณแม่พาเที่ยวสมัยเด็ก ๆ (วัยรุ่น) เลยลองเอามาเทียบกันดู

สิ่งที่บีมมองเห็น คือ ความรักของท่านนั้นมีอยู่เสมอมาตั้งแต่แรก…

แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือ ตัวบีมเองต่างหาก ..​.​ (สังเกตหน้าของบีม 555) 

มันไม่ใช่หน้าของคนที่อารมณ์ไม่ดีชั่วคราวนะคะ แต่มีหลายสิ่งเหลือเกินที่บีมเองก็ไม่เคยเข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไร และมันก็เป็นของมันอย่างนั้น 55 

รู้แต่ว่า หน้าแบบนี้เกือบตลอดเวลา ไม่ค่อยมีคนอยากเข้าใกล้ ว่าเราหยิ่ง อะไรแบบนี้ 

แต่พอในวันที่เราได้ทะลุเข้าไปถึงจุดในสุดของจิตวิญญาณ ผ่านม่านหมอกมายาที่เคลือบเราไว้หลายชั้น การกะเทาะชีวิตหลายชั้น ทั้งกาย อารมณ์ จิตวิญญาณ ตลอดเวลา 11 ปีที่ผ่านมา และบีมได้เห็นรูปเก่า ๆ ตอนเป็นเด็กน้อยมากมาย ทำให้บีมค้นพบว่า … จริง ๆ แล้ว พ่อแม่รักเรามากแค่ไหน และเราก็เป็นเด็กที่มีความสุขมาก ๆ นะ ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่ท่านจะทำให้ได้ในตอนนั้น 

มันอาจจะมีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วมันกระทบหัวใจเราโดยที่ใครก็ไม่รู้ตัว เราก็ไม่รู้ พ่อแม่เราก็ไม่รู้ ครูก็ไม่รู้ คือ สมัยนั้นมันไม่ได้เหมือนสมัยนี้ ที่มีองค์ความรู้ด้านการดูแลเด็กมากมายที่พัฒนาขึ้นมามาก ดูแลกันจนถึงจิตวิญญาณตั้งแต่อยู่ในท้อง ไม่พอ…ก่อน 3 ขวบ ก็มีวิธีดูแลอีก ก่อน 7 ขวบก็มีอีก คือ มันครบ มันไม่เหมือนสมัยนั้น

และในความเป็นแม่ลูก 2 ที่เราพยายามเลี้ยงเองให้ได้มากที่สุดกับสามี เรารู้เลยว่า ในความเป็นแม่มันมีอะไรมากมายจริง ๆ หน้าที่ที่ผูกพัน แม้ช่วงเวลาที่เราไม่พร้อม แต่หัวใจของเราก็มีลูกมาก่อนเสมอ บางทีลูกก็ไม่ได้เข้าใจหรอกว่าแม่แบกอะไรอยู่บ้าง มันทำให้บีมทะลุไปถึงหัวใจของแม่และพ่อบีมในตอนนั้น เขาทำดีที่สุดแล้วจริง ๆ ไม่มีวินาทีไหน ที่เขาจะไม่รักเราเลย แต่ความเครียดที่พวกท่านต้องแบกรับนั้น อาจทำให้เราไม่เข้าใจสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น และเราก็เก็บเหตุการณ์นั้น ๆ มาแทงตัวเองซ้ำ ๆ 

สุดท้ายแล้ว บีมพบว่า การได้เข้าถึง “หัวใจ” ของพ่อแม่เราในตอนนั้นต่างหาก ที่ทำให้เรา “สิวหายได้จริงๆ” มันคือ การปลดปล่อยพลังลบขั้นสุด ของการไม่ให้อภัยที่ขังเราไว้ในมุมสกปรก ๆ มานาน…

และบีมได้แต่หวังว่า ทุกคนที่เป็นสิวเรื้อรัง เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว อาจจะได้มีโอกาสย้อนระลึกดูว่า เราได้มีสิ่งเหล่านี้ตกตะกอนนอนก้นอยู่หรือไม่ มันอาจจะไม่ได้ค้นพบกันในไม่กี่วันหรือกี่เดือนหรอกค่ะ กว่าบีมจะค้นพบ บีมใช้เวลาหลายปี จากวันแรกที่เริ่มรักษาสิวถึงวันที่เราเข้าใจทะลุแบบนี้ คือ 11 ปี

มันจึงทำให้บีมพยายามบอกกับทุกคนที่อยากจะให้สิวหายถาวรเสมอว่า จงมองดูให้ลึกกว่าร่างกายและผิวพรรณเถอะ … กายเป็นแค่สิ่งสะท้อนจิต จิตอย่างไร กายอย่างนั้น มันไม่ได้อยู่ลึกหรอกจริง ๆ แล้ว มันเท่ากันเป๊ะเลย

คุณภาพจิตวิญญาณ = คุณภาพผิวกาย 

ไม่ขาดไม่เกินเลยล่ะค่ะ…

เพียงแต่ “พลังลบสะสมหนาแน่น” จนเราไม่เห็น มันบังเรา มันบังให้เราไม่ให้สัมผัสกับหัวใจแห่งรักแท้ หรือพลังบริสุทธิ์ที่มันมีอยู่แล้วในตัวเราเสมอมา แล้วก็มโนไปเรื่อย ๆ คนเดียวทุกวันเวลาว่า “ฉันนี่มันไม่มีใครรักและมันก็ไม่ดีพอจริง ๆ” ซึ่งพลังอย่างนี้ … มันคือระเบิดเวลาทำลายตัวเองให้อายุสั้นนี่ล่ะค่ะ และถ้าเป็นสิวก็หายช้าหรือโอกาสหายก็น้อยมาก ๆ ถ้าไม่แก้ตรงนี้

ดังนั้น เลิกมองภายนอก หยุด แล้วโฟกัสมาแต่ที่ตัวเองเท่านั้น … 

พักดูฟีด social media สักพัก 

พักเสพย์คอนเท้นต์

พักอ่านหนังสือ (ใช่ค่ะ พักไปก่อน)

ได้เวลาอยู่กับตัวเองจริง ๆ เสียที…

ถ้าอยากหายเสียทีนะคะ…

วันนี้มีเท่านี้ที่อยากจะบอก…

ด้วยรัก

#ShininigBeam

https://shiningbeam.org

ครูสอนวิชา “อาหารคลีน” ที่ทำให้สิวบีมหายจริงๆ

#อยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักใครบางคน…ที่ทำให้บีม #รักษาสิวเรื้อรัง สำเร็จจริง ๆ

พี่แม็ค สามีของบีม คือ คนแรกที่ทำให้บีมรู้จักว่า “อาหารที่ดี” น้ันเป็นอย่างไร…

จริง ๆ แล้ว เมื่อแรก ๆ คบกัน บีมยังไม่ได้เห็นคุณสมบัติที่สำคัญอันนี้หรอกค่ะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีพรสวรรค์ด้านอาหารเป็นพิเศษ และมีลักษณะออกไปทาง playboy ด้วยซ้ำไปเมื่อก่อนจะมาอยู่เป็นครอบครัวกันนะคะ แต่ตอนนี้ family man มากมาย

และบีมเองก็เป็นคนที่กินอาหารทั่วไปที่เขากินกันมาก่อน เพราะเป็นคนธรรมดา ๆ ใช้ชีวิตทั่ว ๆ ไป ยังไม่เคยดูแลสุขภาพหรืออะไรทั้งนั้นก่อนมาเริ่มรักษาสิวตัวเอง 11 ปีที่แล้ว 

แต่พอได้มาใช้ชีวิตอยู่กับเขา ได้ดูแลลูกด้วยกัน เขาเริ่มเป็นคนดูแลเรื่องอาหาร เวลาไปกินอาหารหรือเขาทำอาหาร เราก็เหมือนได้เรียนรู้จากเขาไปเรื่อย ๆ ค่ะ โดยไม่รู้ตัวหรอก ซึ่งแรก ๆ ก็รู้สึกว่า “ทำไมต้องซื้อของราคาขนาดนั้นด้วย” กินธรรมดา ๆ ไม่ได้เหรอ ทำไมต้องคัดร้าน คัดวัตถุดิบปานนั้นด้วยนะ ก็ขัดใจอยู่ค่ะ เพราะเราเป็นคนกินง่าย ๆ 

แต่พอเราได้เรียนรู้จากเขาว่า ที่ต้องเลือกแบบนี้ เพราะ ถ้าวัตถุดิบดี เราไม่ต้องใช้ผงชูรสหรืออะไรเลย แทบไม่ใช้อะไรเลย วัตถุดิบมันจะให้รสชาติที่ดีออกมาเอง 

หรือเวลาเราไปกินอะไรที่ร้านอาหาร เขาก็จะให้ข้อมูลว่าทำไมต้องอันนั้น อันนี้ แต่คือเขาไม่ใช่สายสุขภาพนะคะ เพียงแต่ว่า เขาคัดเรื่องมาตรฐานความสะอาดร้านและวัตถุดิบมาก ๆ ทำให้เรารู้จักว่า อันไหนคือ สะอาด อันไหนคือไม่สะอาดค่ะ

มันทำให้บีมได้เรียนรู้เรื่องอาหารมาเรื่อย ๆ ซึ่งแรก ๆ ที่กินซุปที่เขาทำ ก็ไม่ค่อยชินเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามันคลีนและก็อร่อยประมาณนึง และมันน่าจะช่วยเราให้สิวหายได้ด้วย เพราะกินของดี ๆ 

แต่พอเรากินไปเรื่อย ๆ ลิ้นเราเริ่มปรับสู่ความเป็นธรรมชาติ เพราะ เรากินคลีนจริง ๆ ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่มีกระแสคลีนอะไรทั้งนั้น พึ่งมารู้จักทีหลังนี่แหละว่าที่ทำมาตลอดคือกินคลีน

ทั้งลิ้น ระบบประสาทรับรส ร่างกาย ปรับสู่ธรรมชาติ ซึ่งผสานกับการล้างพิษและแนวทางดูแลสุขภาพที่เราทำ ทำให้เราเข้าสู่ภาวะสะอาดและสมดุลมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เรารู้เลยว่า อาหารสะอาด VS อาหารไม่สะอาด มันเป็นอย่างไร กินครั้งแรกก็รู้เลยค่ะ 

สิ่งที่เขาทำให้เรากิน คือ คลีนมาก ๆ เป็นมาตรฐานกลางของลิ้นเลย ซึ่งพอเราไปกินข้างนอก ถ้ามันไม่ใช่อย่างนี้ คือ ไม่ผ่านทั้งหมด ทำให้เรามีร้านอาหารที่จะไปกินไม่ค่อยเยอะเหมือนคนอื่นเขา แต่เรามั่นใจว่าสิ่งที่เรากินนั้นมันไม่ทำร้ายร่างกายแน่นอน

แล้วบีมก็มาค้นพบช่วงปีหลัง ๆ ว่า ไม่ใช่การล้างพิษหรอกที่สำคัญอย่างเดียว อาหารต้องดีด้วย เพราะได้ข้อมูลจากแฟนๆและลูกค้า คนที่ดูแลเรื่องอาหารได้ จะได้ผลลัพธ์ดี คนที่ดูแลเรื่องอาหารไม่ได้ ต่อให้พยายามแค่ไหน มันก็ไม่ได้ผลดีเท่าไหร่

บีมเลยค่อย ๆ งดอาหารเสริมไป แล้วมาสนใจเรื่องอาหาร ประกอบกับเราได้ความรู้แนวอายุรเวทมาเพิ่มด้วย สนุกไปกันใหญ่เลยค่ะ 

สามีคนนี้ จึงมีบุญคุณกับบีมมากในมุมที่ช่วยให้สุขภาพของบีมมาถึงจุดนี้ได้

ใครสนใจแนวทางของเขา ก็ติดตามได้ที่ MacKitch : Creative Home Cook นะคะ 

ตอนนี้ลิ้นที่ว่านี้ก็ส่งผลมาถึงลูกเราด้วย เขาจะรู้ตั้งแต่เล็กเลยว่า อาหารสะอาดและไม่สะอาดต่างกันยังไงค่ะ มันเป็นไปเอง

ทำให้บีมเรียนรู้ว่า เรื่องสุขภาพนี้ พ่อแม่ต้องทำให้เห็นก่อน เป็นก่อน ลูกก็จะตามมาได้ค่ะ ถ้าเราไม่ดูแล ลูกเราก็คงไม่ใช่แบบนี้ เขาก็ไม่ถึงกับขนาดสุขภาพจ๋า แต่ถือว่ากินขนมหวานและขนมที่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่กินน้อยมาก ๆ ก็ดีต่อสุขภาพของเขาค่ะ เวลามีโรคอะไรระบาดที่โรงเรียน เขาไม่ค่อยเป็นอะไร โดยรวมก็แข็งแรงดีค่ะ

เล่าสู่กันฟังเพียงเท่านี้ค่า 🙂

#บีมวรดาภา

https://shiningbeam.org

ภาพนี้ถ่ายโดย ลูกสาวคนโต Candy & Peary So ค่า

เข้าใจ “ธรรมชาติชีวิต” ด้วยการเขียน “กราฟชีวิต”

สรุปแผนผังการเดินทางภายในกับเหตุการณ์และชีวิตภายนอกในเวลา 11 ปี (2552 – 2563) ณ วันที่ 23 ส.ค. 2563

อยู่ดี ๆ เช้าวันนี้ บีมก็ได้รับการดลใจให้เขียนกราฟสรุปชีวิตนี้ขึ้นมา ตอนแรกคิดว่า จะทำสรุปไว้ดูเอง แต่พอแบ่งปันออกไปแล้วในไลน์ พบว่ามีประโยชน์ต่อผู้ที่ได้เห็น เพราะมันน่าจะเข้าใจง่าย เลยตัดสินใจนำมาแบ่งปันที่บล็อกนี้ด้วยค่ะ

ซึ่งพอเรามาเขียนทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา มันเข้าใจทุกอย่างได้ชัดเจนมากเลย ว่าชีวิตเป็นไปตามพลังงานจริง ๆ ด้วย!

พลังงานชีวิต เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เพราะเป็น “รากฐาน” ของการดำรงอยู่ของเรา

ในมุมหนึ่ง สามารถเข้าใจได้ว่า หมายถึง ชี่ หรือ ปราณ ที่เราได้หายใจเอาอากาศเข้าไป ได้รับอาหารและน้ำ แล้วทำให้เรามีชีวิตดำรงอยู่ได้

แต่ในอีกมุมหนึ่ง พลังงานของชีวิต คือ คลื่นความถี่ของเรา ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปมากกว่าอะตอม มนุษย์ก็คืออนุภาคพลังงานที่มารวมกันตามการพลังของจิต (หรือพระปัญญาของพระเจ้า สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้า)

แนะนำให้ไปอ่านบทความ เข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วยแมนดาล่าและแผนภูมิระดับของ “การตระหนักรู้” โดย Dr.David R. Hawkins ก็จะเข้าใจมากขึ้นค่ะ

ช่วงที่เรามีพลังงานที่สะอาด สงบ สมดุล ปราศจากความกลัว ความกังวล ความโกรธ ความรู้สึกผิด ความรู้สึกอยากเอาชนะ เราจะมองเห็นอะไรตามจริง ชัดเจน ทางมันจะสว่าง โล่ง โปร่ง สบาย ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี มันจะเริ่มที่ตรงนั้น

ซึ่งเมื่อชีวิตต้องเจอปัญหา แล้วเราเริ่มให้ความรู้สึก “กลัว” เข้ามาสิงอยู่ ซึ่งหลายคนไม่รู้ตัวว่ามีความรู้สึกเหล่านี้อยู่ในตัวเอง มันจะทำให้คลื่นความถี่ของเราต่ำลงทันที คือ รู้สึกปุ๊บ ต่ำปั๊บ ไม่มีดีเลย์!

หลังจากนั้น ความซวยต่าง ๆ ก็จะมาเยือนข้างหน้า ไปทางไหนก็เจอแต่คนไม่ดี สิ่งไม่ดี แล้วก็โทษฟ้าดินกันไป…

จริง ๆ แล้วมันเริ่มที่ “พลังงานของเรา” นี่ล่ะค่ะ ที่บีมตกผลึก…

บีมเองเป็นคนหนึ่งที่เคยอ่านหนังสือมาเยอะ ก็ได้เห็น ได้รู้ ประโยคที่เขาพูดกัน สอนกันว่า “เริ่มเปลี่ยนที่ตัวเอง” แต่ก่อนหน้านั้นมันก็ไม่ได้เก็ต เพราะประสบการณ์ชีวิตมันยังไม่มากพอที่จะทำให้เราเข้าใจทะลุปรุโปร่งด้วยตัวเอง

แต่พอเรามาถึงจุดที่พลังงานเราเป็นบวกโดยธรรมชาติแล้ว จากการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติ ในด้านพลังงานบำบัด โยคะหัวเราะ การอธิษฐานที่ถูกวิธีอย่างต่อเนื่อง และการลงมือทำสิ่งที่ต้องทำ มองย้อนไปก็เลยเข้าใจแล้วว่า

“เออ…มันอยู่ที่เรานี้แหละ เราเลือกได้ตลอดแหละว่า เราจะเอายังไงกับชีวิต จะเลือกดีเลือกชั่ว ก็อยู่ที่เรานั้นแหละ ไม่ต้องไปโทษอะไรเลย”

และก็เข้าใจแล้วว่า ไสยศาสตร์ ดูดวง เป็นสิ่งที่ใช้พลังงานความกลัวของคนหล่อเลี้ยงให้มันดำรงอยู่ได้ … ถ้าเราไม่กลัวเสียแล้ว ระบบประสาทเราสมดุลแล้ว สงบแล้ว มันก็จะไม่มีผลอะไรกับชีวิตเลย

เรื่องเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนเบอร์ อิทธิพลของตัวเลข บีมเชื่อว่า ตัวเลขมีพลังนะคะ ทุกอย่างมีพลังในตัวเอง แม้แต่หิน ดิน กรวด ทราย หญ้าเขียว ๆ มันมีพลังหมดล่ะค่ะ ทุกสิ่งบนโลกนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือตัวหนังสือหรอก

ส่วนตัวแล้ว บีมเปลี่ยนชื่อมาเยอะ บีมเลยเข้าใจว่า ต่อให้เปลี่ยนมากี่ชื่อ แสวงหาอาจารย์ดีแค่ไหน จ่ายแพงแค่ไหน ถ้าพลังงานยังเน่าเหมือนเดิม มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปมากนักหรอก เพราะเราก็จะคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ชีวิตก็อีหร็อปเดิม เสียเงิน เสียเวลาเปล่า

ชื่อแรกสุด​ แม่ตั้ง​ ริตา​ หอมลา (ซึ่งจริง ๆ แล้วน่ารักและดีอยู่แล้ว)
มหาลัย > สันต์ฤทัย​ หอมลา (หาเอง คำนวณเลขเอง เปลี่ยนเอง)
ทำงาน > ริญญาภัทร​์​ หอมลา, พีรญา​ สุขพิมลกุล​ > วรดาภา​ สุขพิมลกุล (หาอาจารย์)

เบอร์โทรก็เหมือนกันค่ะ หมอแต่ละคนก็จะบอกว่า เลขของหมอคนก่อนไม่ดีเลย ต้องเปลี่ยน ๆ จนเรามีคำถามว่า แล้วของใครดีสุดคะ? ทุกคนก็ต้องว่าของตัวเองดีหมด ใช่ไหมคะ เราไม่ได้ลบหลู่อะไร แต่บีมพูดจากประสบการณ์ตรงของตัวเองเท่านั้นค่ะ

สุดท้าย มาสังเกตตัวเองว่า เปลี่ยนแล้ว … เรายังอยากโทรหาคนเดิม ยังเกลียดคนเดิม แล้วมันเปลี่ยนยังไง ชีวิตก็เหมือนเดิม

พลังตัวเลข มันอาจจะดี แต่ถ้าพลังเราแย่กว่าพลังเบอร์ … มันก็คงหักล้างกันไปพอดีค่ะ เปลืองเงินเปล่า ๆ …

สำหรับบีม คลื่นความถี่เหมือนเลนถนนให้รถวิ่ง เรานี้เป็นรถ คลื่นความถี่เป็นเลน ซึ่งคลื่นนี้จะไปตาม “ความรู้สึกของเรา” ดังนั้น ชีวิตของเราก็จะไปตามคลื่นพลังงานต่ำหรือสูงซึ่งคือความรู้สึกต่างๆ นี้ล่ะค่ะ

ซึ่งถ้าจับต้องได้ชัดเจนคือ อยู่ที่ระบบประสาทของเรานั่นเองค่ะ ศาสตร์ TRE จะมีหลักวิทยาศาสตร์อธิบายชัดเจนเรื่องนี้ สามารถหาอ่านได้ในบล็อกนี้ (พิมพ์คำว่า TRE ในช่องค้นหา เดี๋ยวมันจะขึ้นบทความมาให้ค่ะ)

การสังเกตภายในของบีม ที่เห็นตัวเองในช่วงคลื่นความถี่สูงและความถี่ต่ำแบบชัดเจนมากขึ้น เพราะอยู่มาทั้ง 2 สถานะแล้ว พบว่า ปัจจัยสำคัญในการเลื่อนขึ้นลงของระดับพลังงานคือ ระดับของความเครียด

ซึ่งมีงานวิจัยรองรับมากมายว่า ความเครียด คือ เพชรฆาตอันดับ 1 ของคนทั่วโลก ที่ทำให้ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ซึมเศร้า และตายเร็วค่ะ

เครียดเพราะโลกวัตถุนิยมมันกัดกินจิตวิญญาณ ต้องทำงานแลกเงิน ทำงานเพื่อเงิน บูชาเงิน จนไม่มีเวลาได้ดูแลสุขภาพและใช้ชีวิตที่แท้จริง ซึ่งเป็นชีวิตที่มันสุขง่าย สงบง่าย ตั้งแต่ตอนนี้เลย ซึ่งโยคะหัวเราะช่วยทำลายความเครียดได้โดยตรง เร็ว แรง จริง ๆ และได้ผลกับทุกคนที่ทำมันจริงจัง!

ช่วงที่ชีวิตบีมดาวน์มาก ๆ พลังอยู่ในช่วงคลื่นความถี่ต่ำตลอดเวลา ชีวิตจะเป็นอย่างนี้ค่ะ

ช่วงชีวิตตกต่ำสุด ๆ ซึมเศร้าเรื้อรังแบบไม่รู้ตัว หัวเราะไม่ได้ เป็นเวลาประมาณ 3 ปี

ช่วงนั้น แสวงหา “วิธีการหลุดพ้นจากทุกข์” ที่เจออยู่เยอะมาก หนี้สินก้อนโต และ ลูก 2 คนที่ต้องเลี้ยงดู งาน เงิน ที่ร่อยหรอ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ หรือ สำเร็จแป๊บเดียวก็ตกลงมาอีก จนดาวน์หนักมาก ร้องไห้ ทะเลาะกับสามีเกือบทุกวัน เริ่มเหมือนหมาบ้า อยากขังตัวเองไว้ ไม่ให้กัดลูก กัดคนรอบข้าง รู้สึกผิดตลอดเวลา มันแย่มาก ๆ เลยค่ะ

ไปหาเรียนวิชาอะไรที่เขาสอนกันกับครูโค้ชดัง ๆ ช่วงนั้น มันจะได้ผลแค่ช่วงสั้น ๆ ที่เราลองเอากลับมาทำ แต่พอเราทำไปสักพัก คือ มันไม่ใช่ตัวเรา เราเป็นคนเรียบ ๆ จะให้เราโผงผางตึงตังมีพลังแรงแบบเขา มันก็ไม่ใช่!?

พอมีคนทำได้ แต่เราทำไม่ได้ เราก็รู้สึกแย่ … เรานี่มันแย่จริง ๆ รึเปล่า? ทำไมไม่ได้ผลเสียที

พอพ้นจากจุดนั้นมาแล้ว เรามาวิเคราะห์ย้อนหลัง เราเข้าใจแล้วว่า ที่เราทำไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิดของเราหรือของใคร แต่มันเป็นเพราะ มันไม่ใช่สิ่งที่ออกมาจากพลังงานและแรงปรารถนาของเราจริง ๆ ต่างหาก

เราพยายามหาสูตรสำเร็จเพื่อให้รวยเร็ว จะได้หมดหนี้เร็ว โจทย์มีแค่นั้น ทำอะไรก็ได้ที่ได้เงินเยอะ ๆ ลูกและครอบครัวจะได้สบาย …

แต่ชีวิตแท้มันไม่ใช่อย่างนั้น

พอใจเราพ้นจากจุดนั้นแล้ว เราเข้าใจแล้วว่า

  • ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย และมีเพียงหนึ่งเดียว
  • เราเท่านั้นที่จะต้องเข้าใจและรู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อทำอะไร
  • ไม่มีสูตรสำเร็จของใครใช้ได้กับของใคร
  • อย่าไปคิดว่า หมดหนี้ก่อน แล้วถึงจะสุข เพราะ ชีวิตมันสุขได้ตั้งแต่ตอนยังมีหนี้นี่แหละ และความรู้สึกสุขและอิสระจากหนี้ คือเหตุของการหลุดจากหนี้ต่างหาก
  • อย่าไปเที่ยวแสวงหาคอร์สหรือสูตรสำเร็จจากภายนอกเลย มาจัดการภายในให้สะอาด สงบ สมดุล แทน เข้ามาในตัวเอง เดี๋ยวสติปัญญาจะนำทางเอง และมันออกจากภายในด้วย ไม่ได้มาจากชีวิตคนอื่น ซึ่งมันเวิร์คกับเขา ไม่ใช่กับเรา
  • ความรวย ความมั่งคั่ง คนเอาไปผูกความหมายกับ มีเงินมาก มีวัตถุมาก ชีวิตสบายมาก ซึ่งบีมเลี่ยงการใช้ 2 คำนี้ เพราะ ฟังแล้วหนักชอบกล และมาเข้าใจตัวเองจริง ๆ ว่า เราต้องการอิสระ ไม่ได้ต้องการรวย แต่ถ้าเรามีหนี้ ต้องรับผิดชอบใช้เขาให้หมดด้วย แล้วก็จะได้มีอิสระจริง ๆ หนี้คือกรงขังที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง ดังนั้น รีบตัดวงจรจากการก่อหนี้ รู้ทันกิเลส ไม่กลัวเสียหน้า อย่าไปสร้างหนี้เพิ่ม ถ้าไม่มีความรู้ในการบริหารจัดการเงินที่ดีเพียงพอ
  • บีมชอบใช้คำว่า “อุดมสมบูรณ์” มากกว่าค่ะ หรือ ภาษาอังกฤษคือ abundance คือ เหลือเฟือ มากมาย ซึ่งเราจะไม่มีทางรู้สึกได้เลยด้วยความคิด ตอนที่เขาให้ดึงดูด ให้คิด ให้จินตนาการ ก็ไม่เห็นจะได้ผลเลย ก็พึ่งมาเข้าใจตอนหลัง ตอนใจสงบสมดุลว่า อ้อ … เราต้องรู้สึกก่อนสิว่า ทุกวันนี้ แค่มีลมหายใจ มันก็เหลือเฟือแล้วมั้ย ขอบคุณได้มั้ยจากใจที่ยังหายใจอยู่ ถ้ารู้สึกซาบซึ้งตรงนี้ได้ มันถึงจะเข้าถึงความอุดมสมบูรณ์ได้ จุดนี้ต่างหากที่จะทำให้เราหลุดพ้นเป็นอิสระจากหนี้และวัตถุนิยมได้จริง ๆ
  • ความคิดที่ใช้สมองซีกซ้าย บีมใช้เยอะมาก แต่พบว่าช่วยแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลยถ้าความรู้สึกหรือพลังยังขาดแคลน หนี้กับความจนสะท้อนความรู้สึกขาดแคลน
  • ฮวงจุ้ยเนี่ย มันจะดีไปตามพลังงานตัวเราค่ะ และ ถ้าเราลุกมาจัดบ้านให้สะอาด พลังงานเราก็จะดีตามไปด้วย ลุกมาดูแลตัวเอง มาออกกำลังกาย มาทำอะไรดี ๆ ให้ตัวเอง ให้คนอื่น พลังงานเราก็จะดีขึ้นไปด้วยเช่นกัน ไม่ต้องไปจ้างซินแสที่ไหน แค่ออกกำลังกายและทำอะไรดี ๆ ให้ตัวเอง จัดบ้านตามความรู้สึกบวกของเรา ฮวงจุ้ยมันก็ดีละ หรือแค่หัวเราะ พลังมันก็ดีละ จบ…
  • การทำบุญให้ความสบายใจ แต่ควรจบในตัว เช่น ปล่อยปลาไหล ก็ไม่ใช่ให้ชีวิตไหลลื่น แต่เพื่อให้ปลาไหลมันมีชีวิตต่อไป อะไรแบบนี้ อย่าไปทำบุญแล้วหวังจะรวย หวังจะปลดหนี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ มันไม่ได้แก้ที่การถวายของ มันแก้ที่พลังงานของเราเองล้วน ๆ พลังงานดี พลังสงบ สติปัญญานำทางเองค่ะ ไม่ต้องไปหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย มายาทั้งนั้น ยิ่งทำยิ่งติดกับดัก เพราะบางทีมันก็ให้ผลอย่างที่เราต้องการในด้านวัตถุและความร่ำรวย แต่เราไม่มีความสุขจริง ๆ หรอกค่ะเมื่อเวลาผ่านไป … ลองสังเกตดูค่ะ

อ่านแล้วดูเหมือนโจมตีสารพัดสิ่งเลยนะคะ แต่…นี่คือเรื่องจริงที่อิงจากชีวิตจริง ๆ ของคนคนหนึ่งที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสมาก่อน จึงอยากแบ่งปันเท่านั้นค่ะ ลองเปิดใจ และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการพิจารณาชีวิตดูค่ะ ว่าเป็นอย่างนี้จริงไหม?

และไม่ได้เขียนเพื่ออวยครูตัวเองแต่อย่างใด ทั้งหมดนี้คือความจริงที่เกิดขึ้น ว่า … เราเข้าใจและตกผลึกเมื่อเราได้ผลลัพธ์จากการปรับที่พลังงานจริง ๆ เราไม่ได้รวยในทันที หรือหมดหนี้แบบปาฏิหาริย์ แต่เรามีกำลังใจ เรามีความหวัง เรามีสติปัญญากลับมานำทาง เรามีความอดทน เรามีความเพียร เรามีความรัก เรามีหัวใจ เราได้ชีวิตกลับคืนมา … สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญกว่าเงิน

เงินเป็นเพียงวัตถุแลกเปลี่ยนของ ที่ในยุคนี้ มันจำเป็นต้องมี เพราะระบบมันเป็นเอาเงินแลกของ ไม่ใช่ของแลกของกันเกือบหมด แต่ต้องเข้าใจว่า มันจำเป็นเฉพาะกับสิ่งที่ต้องใช้เงิน ซึ่งก็อยู่ที่เราดีไซน์ชีวิต ว่าเราจะเอาชีวิตแบบต้องใช้เงิน 100% เลย ไม่มีไม่ได้เลย หรือเราจะสร้างชีวิตในแบบฉบับที่ ไม่มีก็อยู่ได้ เช่น กลุ่มที่ทำเกษตรพอเพียง เขาก็จะรู้สึกมั่นคงระดับหนึ่งเพราะมีอาหารกินเอง หรือเราจะผสมผสาน มีเงินแบบพออยู่พอกิน พอเลี้ยงครอบครัว และได้ใช้ชีวิตที่เงินก็ให้ไม่ได้ มันดีไซน์ได้หมดค่ะ อยู่ที่เราเลือก

ถ้าในมาตรฐานสังคมทุนนิยม ชีวิตบีมไม่ได้สำเร็จอะไรเลยค่ะ และยังล้มเหลวด้วยซ้ำ เพราะ มันไม่ได้รวย มันไม่ได้มีเงินมาก มันไม่ได้หรูหรา มันก็ยังมีหนี้ที่ต้องจัดการ

แต่ในใจของบีม บีมกลับรู้สึกว่า บีมชนะโลกได้แล้วระดับหนึ่ง ใจของบีมเป็นอิสระเหนือวัตถุและเงินได้แล้วระดับหนึ่ง ที่เหลือ เหลือแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำเพื่อชำระหนี้ให้หมด เพื่อให้เราได้อิสระแท้จริงของชีวิตกลับมา

อิสระนี้สำคัญที่สุดค่ะ และบีมก็รู้สึกได้ถึงสิ่งนี้แล้วด้วย ที่อยากจะทำอะไรที่อยากทำจริง ๆ โดยเงินไม่ต้องมาบงการอีกต่อไป มันมีความสุขมากขึ้นในแต่ละวันที่ได้มีชีวิต รู้สึกอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

สำหรับบีม การเงิน ก็เหมือนกำลังเล่นเกมเศรษฐีหรือเกม Cash Flow ของ Rich Dad มันแค่เกมที่ต้องเล่นให้ผ่าน แต่บีมจะไม่ยอมให้มันมีอิทธิพลเหนือความคิด ความรู้สึก และคุณค่าแท้ในตัวบีมอีกต่อไป ต่อให้เจ้าหนี้หรือใครจะมาทำให้เรารู้สึกแย่ บีมจะปรับพลังงานกลับมาเพื่อเล่นเกมนี้ด้วยความซื่อสัตย์ ความจริงและสติปัญญาของพระเจ้านำทางต่อไป นั่นคือสิ่งที่ตั้งใจไว้กับตัวเอง

แน่นอนว่า ชีวิตคนก็ต้องมีขึ้น ๆ ลง ๆ ชีวิตบีมก็มีสิ่งกระทบทุกวันเช่นกัน แต่การที่เรามีพลังงานเป็นบวกโดยธรรมชาติแล้วจากที่ได้ฟื้นฟูพลังงานกลับมา ผ่านพลังงานบำบัด โยคะหัวเราะ การอธิษฐาน มันทำให้เรารับมือและเดินต่อไปได้อย่างไม่แคร์โลก (ทุนและวัถตุนิยม) อีกต่อไป เดินไปด้วยความเบาสบายใจมากขึ้น มีพื้นที่อิสรภาพของเรามากขึ้นทุกวัน … เท่านี้ก็รู้สึกดีแล้วค่า 🙂

ขอความจริงเป็นแสงสว่างนำทางผู้อ่านทุก ๆ คนนะคะ

และจงสำรวจอยู่เสมอว่า เราทำสิ่งใด ๆ ก็ตาม ด้วยพลัง “รัก” หรือ “กลัว”

จงเลือก “รัก” ค่ะ

ด้วยรัก
บีม 🙂

สนใจศึกษาศาสตร์ด้านพลังงานบำบัดและโยคะหัวเราะเพิ่มเติม ดูได้ที่เว็บของครูของบีมนะคะ https://www.kaymiracles.com/ และ ที่เพจ https://www.facebook.com/KayMiracles/

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณปุ้ย กทม.

สวัสดีค่ะ ชื่อปุ้ยนะคะ อายุ 22 ปี รู้จักสิวซีเคร็ตตั้งแต่สมัยเรียนปี 1
ตอนนั้นเรียนวิชาอายุรเวทแล้วอาจารย์ให้มาหาข้อมูลทำรายงานเพิ่มเติม
ข้อมูลที่พอจะหาได้ในเวอร์ชั่นภาษาไทยก็มาจากเว็ปไซต์สิวซีเคร็ตเป็นส่วนใหญ่นี่ล่ะค่ะ

เกริ่นมาเยอะแล้วมาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าเนอะ…จริง ๆ เป็นคนที่มีภูมิหลังเป็นภูมิแพ้ที่เกี่ยวกับผิวหนังมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ เป็นผื่นแพ้ทุกสิ่งอย่างแบบง่ายมาก ๆ แพ้น้ำ (ที่ใช้อาบ) แพ้หญ้า แพ้แมลง แพ้ฝุ่น แพ้อาหารการกิน

หรือแม้กระทั่งแพ้เหงื่อของตัวเอง ช่วงประถมก็มีสิวขึ้นที่ใบหน้าทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีประจำเดือน หน้าดูแก่กว่าเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ก็ใช้วิธีไปรักษากับคุณหมอที่คลินิกผิวหนังโดยการทำทรีตเมนต์กับรับยามาทาที่บ้าน

ก็เป็นวงจรอยู่แบบนี้ทุกครั้งที่สิวขึ้นหรือหน้าแพ้เห่อเพราะไปโดนอะไรมา
จนมาช่วงมัธยมปลายที่การรักษาแบบนี้มันช่วยเราได้น้อยมาก คือไปรักษาหลายครั้งก็ยังไม่ดีขึ้น

เปลี่ยนคลินิกก็ยังต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าการรักษาในครั้งแรก ๆ
เราก็เริ่มรู้สึกเอะใจนะแต่ก็ยังไม่ได้มีความรู้อะไรมากว่าควรจะใช้วิธีไหนในการดูแลตัวเอง

จนได้เข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต มันทำให้เราค่อย ๆ เข้าใจ “ ชีวิต” ของตัวเองมากยิ่งขึ้น เข้าใจธรรมชาติของร่างกาย รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับจิตใจ

บวกกับความเป็นคนขี้สงสัย และไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ทำให้เวลาว่างเราเองก็หาข้อมูลใหม่ ๆ
จากการอ่านหนังสือและพบปะผู้คน

อ่านไปอ่านมามันก็จะเจอบางจุดที่เราสามารถนำมาผสมผสานเข้ากับความรู้ที่ได้มาจากการเรียนในคลาสที่มอ

จากนั้นก็ลองทำเพื่อทดสอบกับตัวเอง ปรับแก้ไปเรื่อย ๆ ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา
ซึ่งเราว่าเราก็อินแล้วก็สนุกกับมันนะ ประจวบกับช่วงที่ชีวิตเดินทางมาถึงทางแยกที่จะต้องเลือกพอดี

ปัญหาที่เราเผชิญอยู่มันไม่สามารถเยียวยาด้วยวิธีเดิมที่เราเคยใช้ต่อไปได้อีกแล้ว
เราจึงต้องต้องยอมสลายตัวตนเก่าแล้วบอกกับตัวเองว่าฉันจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นพลังชีวิตเหลือแบบจำกัดมาก

รู้สึกว่าแค่สามารถใช้ชีวิตให้ผ่านไปได้จนหมดวันก็เก่งแล้ว โทรมแบบขั้นสุด เพื่อนเห็นก็ตกใจ มีแต่คนทักว่าทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย สิวนี่เต็มหน้า ใต้ตาก็คล้ำ ผมฟู ตัวบวม อึดอัดไปหมด

ภูมิแพ้ผิวหนังก็เริ่มกลับมาขึ้นตามร่างกาย
ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อตัวเองได้ก็ใช้ชีวิตแบบจมอยู่กับปัญหามาสักระยะ
จนเริ่มรู้สึกได้เองว่ามันไม่มีอะไรดีขึ้น ฟีลแบบเหลือทางเลือกแค่ 2 ทางให้กับชีวิต

คือจะอยู่แบบเดิมแล้วให้ชีวิตมีแต่แย่กับแย่ลง

หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างที่มันจะค่อยๆสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น

ซึ่งวันที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างให้ชีวิตมันดีขึ้นอะ เรารู้เลยว่ามันเป็นงานแบบตลอดชีพนะ

คือถ้าเดินทางสายนี้แล้วมันจะไม่มีการมากำหนดว่าให้เวลาเท่านี้แล้วสิวจะหาย เพราะจริง ๆ
แล้วเราสามารถฝึกหรือพัฒนาจุดด้อยของเราได้ตลอดเวลา..ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ
และที่สำคัญคือการทำอย่างสม่ำเสมอจนมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ คลอไปกับอารมณ์ที่เป็นไปในทางบวกคือต้องอินกับสิ่งที่ทำอยู่จริง ๆ อะ ไม่อย่างนั้นมันจะแก้ได้แค่ผิวของปัญหา แต่รากของปัญหาก็ยังคงอยู่ และพร้อมจะปะทุออกมาได้อีกเมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมมากระตุ้น

ซึ่งตอนนั้นแน่นอนว่าเราต้องเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้าอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญมาลำดับแรกเลยคือการนอนหลับ
เพราะช่วงเวลาที่เราได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพและเป็นไปตามนาฬิกาชีวิต

ร่างกายจะเกิดการซ่อมแซมตัวเองในระดับที่อาหารเสริมหรือวิตามินตัวไหนก็ไม่สามารถทำได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าและไม่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นในระยะยาว เราจึงเปลี่ยนเวลาในการเล่นโทรศัพท์กับทำการบ้านช่วงหัวค่ำมาเข้านอนให้เร็วขึ้น แล้วค่อยตื่นมาสะสางงานที่คั่งค้างในตอนเช้าแทน

ซึ่งในตอนแรก แน่นอนว่าระบบมันรวนไปหมดและเกิดปัญหากับการจัดการที่ไม่ดีพออยู่แล้วสำหรับมือใหม่ฝึกหัดอย่างเรา

พอเข้านอนก่อนเวลาก็นอนไม่หลับพลิกไปพลิกมา กว่าจะหลับได้ก็คงเป็นเวลาพอ ๆ
กับตอนที่ไม่ได้เข้านอนให้เร็วขึ้นนั่นหล่ะ พอตื่นเช้าไปก็ง่วง บางวันเผลอหลับต่อ งานที่กะจะเอามาทำตอนเช้าก็ไม่เสร็จ

แต่ก็ค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ปรับแก้กับปัญหาที่เจอเป็นรายวันไป

สิ่งที่สำคัญกับเราในตอนนั้นคือเรายังยืนยันในสิ่งที่เราเลือกด้วยการ “ฝืน” ทำแบบเดิมซ้ำ ๆ ต่อไป

ใช้การสวดมนต์ก่อนเข้านอนสลับกับการฟังดนตรีแนว healing ช่วยให้จิตใจสงบ ก็ทำให้หลับได้ง่ายขึ้นในบางวัน

ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าผลที่ออกมามันจะดีขึ้นแบบที่คิดไว้หรือเปล่า แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เฉย ๆ
แล้วรู้ว่าปลายทางมันมีแต่แย่ลงละกันวะ!!!!

ต่อมาเราเลือกปรับเรื่องอาหารการกินและให้ความสำคัญกับคุณภาพของการขับถ่าย ปกติถ่ายเกือบทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ่ายไม่สุด สีของอุจจาระจะค่อนไปทางดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็นกว่าปกติ

เลยหันมาทำอาหารกินเองเพราะเราสามารถเลือกวัตถุดิบเองได้ ลดโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์ย่อยยากแล้วหันมาเพิ่มผักกับผลไม้ จำได้ว่าช่วงนั้นกินเต้าหู้แทนเนื้อสัตว์บ่อยมาก หมูสับ 1
แพ็คอยู่ได้เป็นอาทิตย์ วัตถุดิบที่เลือกใช้ก็กึ่งไปทาง vegan ปฏิเสธผงปรุงรสที่มีส่วนผสมของผงชูรสทุกชนิดส่วนข้าวก็ยังกินปกติ จะมีสลับกับ เผือก/มัน/กล้วย/ข้าวโพด ต้มหรือย่างบ้างเวลาเบื่อ ๆ

โชคดีที่เป็นคนให้ความสำคัญกับมื้อเช้ามาก ก็จะจัดหนักจัดเต็มกับมื้อเช้า แล้วก็ไปลดมื้อเย็น

ส่วนเรื่องการทำอาหารตอนแรกก็คิดนะว่าแค่เรียนก็หนักแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปทำ แต่พอลองจัดสรรเวลาดูดี ก็ทำให้รู้ว่าเวลาที่ใช้เล่นโทรศัพท์นั่นแหละเอาไปทำอะไรดี ๆ ให้ร่างกายตัวเองได้เยอะแยะเลย

ตลกตรงที่เพื่อนกับอาจารย์ก็อเมซิ่งมากที่เราสามารถทำอาหารใส่กล่องไปกินเองที่มอได้ด้วย

อ๋อ..แล้วก็ช่วงนั้นใช้ตัวดีทอกซ์ยี่ห้อหนึ่งช่วยเพราะต้องการขับของเสียออกจากลำไส้ แต่กินอยู่ได้ไม่นาน ก็หันมาดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นหนึ่งแก้วในตอนเช้าก่อนแปรงฟัน (ปัจจุบันเพิ่มเกลือดำเข้าไปด้วย)

บางวันก็ผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติกับน้ำผึ้ง มะนาว และเกลือ หรือน้ำมะนาวกับโซดาดื่มในตอนท้องว่าง

ส่วนระหว่างวันเราจะดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตร โดยจะไม่ดื่มทีเดียวเยอะ ๆ แต่จะค่อย ๆ แบ่งจิบระหว่างวันไปจนครบ

จำได้ว่าตอนนั้นซื้อน้ำขวดใหญ่ (1.5 ลิตร) ในเซเว่นวันละ 2 ขวด ซื้อตอนเช้าหนึ่งขวดสำหรับแบ่งจิบภายในครึ่งวันเช้า ตอนบ่ายค่อยซื้อเพิ่มอีกขวดแล้วแบ่งจิบไปจนถึงตอนเย็น

นึกไปนึกมามันก็น่าขำ คนอะไรแบกขวดน้ำเดินไปไหนมาไหนด้วยท้างงงวัน555 เรื่องของการกิน นอน และขับถ่ายเนี่ยเค้าจะสัมพันธ์กันอยู่แล้ว

เราก็มีหน้าที่สังเกตผลลัพธ์ซึ่งก็คือสี กลิ่น ลักษณะของอุจจาระ และความรู้สึกหลังขับถ่ายเสร็จ

เมื่อทำเป็นนิสัยจนลืมไปแล้วว่าเคยฝึกเข้านอนให้ตรงตามเวลาของนาฬิกาชีวิต เปลี่ยนอาหารการกิน และขับถ่ายอุจจาระได้เป็นปกติ ค่อยไปส่องกระจกดูคนตรงหน้าว่าหน้าตาสดชื่นแจ่มใสดูมีพลังในการใช้ชีวิตขึ้นมาบ้างไหม

ส่วนเรื่องสิวถ้าเป็นแบบเยอะมาก ๆ มันอาจจะไม่ได้หายไปเร็วดั่งที่ใจเราคาดหวัง แต่ให้ลองสังเกตจากอาการแพ้แสงแดด แสบ คันยุบยิบ หรืออาการอักเสบของสิว ว่าพอเจอแสงหรือฝุ่นแล้วอาการเหล่านี้เป็นน้อยลงไหม ถ้าเป็นน้อยลงก็แสดงว่าชีวิตของเรามีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองนี่แหละคือหลักฐานชั้นดีว่าสิ่งที่เราทำไปมันไม่สูญเปล่าและเราเดินมาถูกทาง

ส่วนทางที่เหลือจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่หลาย ๆ คนต้องการซึ่งก็คือหน้าใสไร้สิวจะมาถึงช้าหรือเร็วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ “ตัวเรา” นั่นแหละว่าจะทำมันให้ออกมาได้ดีแค่ไหน

เรื่องของสภาพจิตใจก็เป็นอะไรที่สำคัญมากและเชื่อมโยงอยู่เสมอกับทางกายภาพซึ่งก็คือร่างกายของเรานั่นเอง

จริง ๆ แล้วหัวใจหลักของฐานใจที่ทำให้เราสามารถก้าวผ่านสภาวะแย่ ๆ แบบเดิมมาได้คือ
“การยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความจริง”

การยึดติดกับเรื่องราวที่ไม่สวยงามในอดีตก็เหมือนกับการที่เราสะสมขยะไว้ในบ้านซึ่งก็คือร่างกายของเรา ทุก ๆครั้งที่เราคิดถึงมันและยังรู้สึกได้ถึงอารมณ์เก่า ๆ ราวกับว่าเรื่องราวนั้นเกิดขึ้น ณ ขณะนี้ อารมณ์ลบ ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกหัวเสีย โกรธ หรือฉุนเฉียวได้ใหม่อีกครั้งแม้ว่าเหตุการณ์นั้นได้จบลงไปนานแล้วนั่นหล่ะคือขยะที่เราสร้างไว้ให้ตัวเราเอง

ลองย้อนกลับไปนึกดูว่าในวัน ๆ นึงเราสร้างขยะให้ตัวเองมากมายแค่ไหนโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว

กุญแจสำคัญดอกแรกของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ “การไม่สร้างขยะเพิ่ม” ในช่วงแรก ๆ เราใช้การอยู่กับลมหายใจ ตามที่คุณยายจ๋า หรือแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน ได้เคยสอนเอาไว้

ไม่ว่าจะมีอีกสักกี่ห้วงความคิดที่มันยังวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ในทุก ๆ ครั้งที่เรารู้สึกตัว
ให้เรากลับมาบอกกับตัวเองว่าเรากำลังหายใจอยู่ แล้วเพ่งความสนใจไปที่ลมหายใจเข้า-ออกของตัวเอง

มันทำให้เราไม่หลงไปกับอารมณ์ลบที่ความคิดเราสร้างขึ้น ทำแรก ๆ มันก็ยาก ในขณะที่เรารับรู้ลมหายใจของตัวเองอยู่

มันจะมีบางช่วงที่เดี๋ยวก็หลุดกลับไปคิด เป็นแบบนี้สลับกันไปมา ทั้งเหนื่อยและท้อใจ หลาย ๆ ครั้งที่นอนน้ำตาไหลอยู่คนเดียวบนเตียง ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวอะไร ๆ มันก็คงดีขึ้น แล้วมันก็จริง

เมื่อเรายืนยันในการสร้างนิสัยใหม่ของเรามากพอ ของเก่ามันจะค่อย ๆ ถูกถอนออกมา จากที่เคยหลุดกลับไปคิดบ่อย ๆ เราก็อยู่กับเรื่องราวในปัจจุบันได้มากขึ้น

กุญแจดอกที่สอง ที่เราได้พบหลังจากได้เจอกับผู้หญิงอีกคนที่ชื่อ เก๋ วรารักษ์
หรือที่เราเรียกว่า ครูเก๋ คือ “การเอาขยะเก่าออกไป” ด้วยการฝึก tension & trauma releasing exercise และการหัวเราะแบบไร้เงื่อนไข

นอกจากนี้ครูเก๋ยังสอนให้เรารู้จักศิลปะบำบัดผ่านแมนดาลาและเครื่องดนตรีของเธอ
ซึ่งทุกบนเรียนจากครูที่เราได้รับมันช่างเรียบง่าย (ในวิธีที่จะปฏิบัติตาม) หากแต่ทรงพลัง

สารภาพตามจริงนะแม้ว่าวันนี้เราจะสามารถยิ้ม หัวเราะ และมีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ ได้ หัวใจของเราก็เบาสบายขึ้น มีพลังชีวิตมากพอที่จะเริ่มทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้าง ส่วนสภาพผิวหน้าก็อยู่ในจุดที่เราพอใจแล้ว เราก็ยังได้ใช้การระบายสีแมนดาลาที่ครูสอนมาอยู่เลย เพราะในทุก ๆ วันเรามักได้รับแรงกระทบจากคนหรือสื่อที่เราพบเจอ

บางวันก็ระบายเพื่อระบายมันออกมา วันไหนที่สงสัยก็ระบายเพื่อถาม แล้วก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะได้คำตอบ

แต่จากชีวิตที่ผ่านมาก็ทำให้เราได้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องรู้หรือเข้าใจไปก่อนในทุกเรื่อง การลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

หัดตั้งคำถามในสิ่งที่สงสัย และพยายามค้นหาคำตอบ จะนำมาซึ่งความเข้าใจและคำตอบที่แท้จริง

เพราะผลลัพธ์นั้นจะประจักษ์แก่ตัวและหัวใจของเรา

อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าลองสังเกตให้ดีจะพบว่าวิธีที่เราเลือกใช้นั้นให้ความสำคัญกับ “การลงมือทำ”

เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองมากกว่ายี่ห้อของผลิตภัณฑ์ ทุกชีวิตมีความเป็น unique ในตัวของตัวเอง

ไม่มีวิธีที่เป็นสูตรสำเร็จไหนจะสามารถนำไปใช้แล้วได้ผลดีกับคนทุกคน

ถ้าวันนี้คุณตอบตัวเองได้แล้วว่าต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแท้จริง และอยากลองดูสักตั้ง!!!

การทำความรู้จักกับทางเส้นนี้ด้วยข้อมูลบางส่วนจากผู้ที่เคยเดินมาก่อนก็มากพอที่จะทำให้คุณเริ่มต้นออกเดินไปได้

ความสุขระหว่างทางเป็นเรื่องที่คุณต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและรู้จักนำมาปรับแก้ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคุณเอง

สุดท้ายเป้าหมายจะกลายเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่คุณได้รับเมื่อคุณ ไม่..หยุด..เดิน

ส่งกำลังใจให้จากตรงนี้เสมอค่ะ
-ปุ้ย-

อดอาหาร 3 วัน ช่วยชีวิตอย่างไร ไปดูกัน!

คลิปตอนที่ 1
คลิปตอนจบ

วันที่ 26-28 เม.ย. 2563 ที่ผ่านมา บีมตัดสินใจ อดอาหาร 3 วัน ด้วยเหตุผลเดียว คือ บีมต้องการคำตอบสำหรับคำถามบางอย่างที่สำคัญต่อชีวิตให้ชัดเจน เพราะ เคยอดอาหาร 1 วันก่อนหลายครั้งแล้ว และพบว่า อดอาหารเมื่อไหร่ สมองและหัวใจทำงานได้ดีมาก ๆ คิดงานก็ออกมาดี ลำดับงานก็ดี ทั้ง ๆ ที่ปกติก็ทานอาหารที่มีคุณภาพดีอยู่แล้ว แต่ถ้าอดอาหาร มันจะรู้สึกดีขึ้นอีกสเต็ปหนึ่งค่ะ

ที่ผ่านมา บีมสังเกตแล้วว่า พลังชีวิตและสภาวะของจิตใจจะเป็นไปตามอาหารที่เรากิน และ ช่วงไหนที่บีมกินอาหารปรุงสุกมาก ๆ ยิ่งช่วง lock down นี้ กินเยอะกว่าปกติ ทำให้รู้สึกว่า สมองไม่เฉียบเลย มันเบลอ ๆ มันไม่ชัด มันไม่พุ่ง มันไม่ค่อยมีประสิทธิภาพเท่าที่ควรจะเป็น ทั้ง ๆ ที่บีมไม่ได้กินอาหารขยะเลยแม้แต่น้อย แต่การกินอาหารปกติที่มีคุณภาพดี หากมากเกินกว่าที่เราต้องการใช้จริง ๆ และไม่ได้ออกกำลังกายร่วมด้วยแบบจริงจัง มันส่งผลมาก ๆ ต่อสุขภาพอย่างชัดเจนค่ะ แต่ถ้าช่วงไหน กินผักผลไม้สดปั่นเป็นสัดส่วนสูง หรืออดอาหาร ช่วงนั้นจะมีพลังสูงขึ้น ความคิดเฉียบคม จิตใจสงบ ดีมาก ๆ

วันนี้วันที่ 29 เม.ย. 2563 พึ่งจบโปรแกรมไป จึงอยากจะมาแบ่งปันให้ผู้อ่านได้เรียนรู้จากประสบการณ์ส่วนตัวของบีม เพื่อเป็นข้อมูลและความรู้เพิ่มเติมที่อาจช่วยให้เข้าใจธรรมชาติของร่างกายและจิตใจนี้มากขึ้นค่ะ

อดอาหารในความหมายของบีม

ก่อนอื่น ขอเริ่มต้นที่การให้ความหมายของคำว่า “อดอาหาร” ในความหมายของบีมในรอบนี้ก่อนนะคะ

ปกติแล้ว การอดอาหารมีหลายระดับ มีแบบทานผลไม้หลายชนิดไปตลอดวัน ทานผลไม้ชนิดเดียวไปตลอดวัน ดื่มน้ำปั่นผักผลไม้ไปตลอดวัน ดื่มน้ำสกัดไปตลอดวัน หรือดื่มน้ำเปล่าไปตลอดวัน

ปกติแล้ว การอดอาหาร 1 วันของบีม คือ ไม่กินอะไรเลย ยกเว้นน้ำเปล่าค่ะ เพราะต้องการให้ร่างกายได้ย่อยและจัดการกับอาหารส่วนเกิน หรืออะไรส่วนเกินออกไปได้หมดจริง ๆ ในวันนั้น

ถ้าใครเป็นสิว การอดอาหารจะทำให้สิวที่เป็นอยู่ยุบเร็ว จะเห็นเลยว่า ที่บวมเป่งจะฝ่อไป หรือถ้าสังเกตดี ๆ อาการจะลดลง นั่นหมายถึงว่า ร่างกายสามารถจัดการพิษและสิวเองได้ เมื่อเราหยุดกินอาหารที่ต้องเคี้ยว ต้องย่อย แล้วเขาจะมีพลังเหลือไปจัดการพิษ เชื้อโรค และฟื้นฟูระบบของตัวเองได้จริง ๆ

ครั้งนี้ก็เช่นกัน บีมตัดสินใจเลือกเป็นการดื่มเฉพาะน้ำเปล่า 3 วัน “เป็นครั้งแรก” ด้วยความอยากรู้ด้วยว่า มันจะเป็นอย่างไรด้วย ซึ่งบีมกำลังจะเล่าให้ฟังว่าแต่ละวันเป็นอย่างไร และรู้สึกอย่างไรบ้างนะคะ ซึ่งใน 3 วันนี้ บีมทำงานตามปกติ และ ยังต้องเดินผ่านห้องครัวที่ทำอาหารน่ากินเยอะแยะบ่อย ๆ ด้วยค่ะ เพราะ เป็นทางไปห้องน้ำส่วนของบีม

3 วันนี้เกิดอะไรขึ้นบ้าง?

วันที่ 1

วันนี้ชิลมาก ๆ เพราะ เป็นระยะเวลาปกติที่เคยทำมาอยู่แล้ว เราจะรู้วงจรของมันอยู่แล้วว่าเป็นอย่างไร

ช่วงเช้าถึงบ่าย 2 จะชิลมาก และจะโล่งขึ้นมาก จะรู้สึกสบายค่ะ เพราะเหมือนร่างกายเขาได้จัดการกับอะไรต่อมิอะไรได้มากมายโดยไม่ต้องทุ่มพลังมาที่การย่อยอาหาร เหมือนเขาได้เคลียร์งานของเขา

แต่พอสักช่วงบ่ายแก่ ๆ ประมาณบ่าย 2 – 5 โมง ช่วงนี้จะเป็นโหมดที่จะรู้สึกเริ่มหิวและทรทานเล็ก ๆ เมื่อก่อนตอนที่บีมเริ่มอดอาหารใหม่ ๆ ทนไม่ได้ในช่วงนี้ ต้องไปกินผลไม้เล็ก ๆ น้อย ๆ สักนิดนึงช่วงเวลานี้ และก็ผ่อนคลายหลังจากนั้น เน้นเข้านอนให้เร็ว ไม่งั้นจะหิวมากตอนดึก ถ้าเราหลับได้เร็ว มันก็จะผ่านไปได้ค่ะ

แต่รอบนี้ ตั้งใจว่าเป็นน้ำอย่างเดียว และมีข้ออนุโลมว่า กินน้ำผึ้ง (บีมเลือกน้ำผึ้งป่าเพราะมีประโยชน์ต่อร่างกายจริงๆ) ได้ตอนหิว จะไม่กินผลไม้หรืออะไรที่ต้องเคี้ยวสักอย่างเลย ช่วงเช้าถึงบ่ายสอง ก็สบาย ๆ เหมือนเดิม ช่วงหิวโหยนี้ก็น่าจะจัดน้ำผึ้งไป 1 ช้อนโต๊ะ พบว่า ช่วยให้มีกำลังและหายหิวได้จริง ๆ ก็อยู่ได้ไปอีกถึงนอนเลย (น้ำจิบเรื่อย ๆ อยู่แล้วค่ะ ไม่ได้นับว่าเท่าไหร่)

ก่อนนอน บีมได้ทดลองกินเกลือดำ เพราะอยากลองดู ผสมเกลือดำกับน้ำอุ่น 1 แก้ว ดื่มหมดภายใน 5 นาที แล้วรอเวลา ไม่เกิน 10 นาที สดชื่นมีพลังขึ้นทันที เป็นความรู้สึกที่มีพลังและสดชื่นได้เร็วและมากกว่าน้ำผึ้ง และมีข้อมูลว่า เขาจะให้ประโยชน์กับร่างกายมากกว่าเกลือหิมาลัยสีชมพู และ ช่วยร่างกายให้อดได้ดีในช่วงอดอาหาร เป็นอย่างนั้นจริง ๆ ด้วยค่ะ บีมรู้สึกดีมากกับเกลือดำ เขาว่ากลิ่นเหมือนไข่เน่า เหม็นมาก แต่ของบีมไม่เป็นเช่นนั้นค่ะ กลิ่นเหมือนไข่ขาวต้มเฉย ๆ สำหรับบีม กินง่ายมาก ๆ

วันแรกผ่านไปด้วยดี…

วันที่ 2

วันนี้ เป็นวันที่หินที่สุด!

บีมตื่นมาเร็วค่ะ และก็ทำงานไปตามปกติ น่าจะตื่นราว ๆ ตี 4 ความรู้สึกหลังตื่น คือ หิวมาก ในใจก็รู้สึกว่า วันนี้จะไหวไหมนี่? ตื่นมายังขนาดนี้ อ่อนระโหยโรยแรงมาก แต่ไม่เป็นไร ตั้งใจก็คือตั้งใจ ต้องทำให้ได้ บีมขอพลังให้บีมสามารถทำวันนี้ได้สำเร็จ

วันนี้ บีมรู้สึกไม่ค่อยไหว นอกจากน้ำผึ้งที่ทาน 1 ช้อนโต๊ะแล้ว บีมเพิ่มน้ำอุ่นผสมเกลือดำด้วยค่ะ กิน 1 แก้วหลังน้ำผึ้งสักพัก แล้วสิ่งที่รู้สึกหลังจากนั้นสักพักก็คือ ไม่หิวและมีพลังดีมาก!

ช่วงกลางวัน ก็ดำเนินไปตามปกติ บีมทำงานตามปกติ หิวก็กินน้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ แต่จะไม่กินพร่ำเพรื่อนะคะ ไม่ได้กำหนดเวลา คือ เราดูเอาว่า เราไม่ไหวแล้วจริง ๆ เราค่อยกินค่ะ คือ จะทนให้ถึงที่สุดก่อน โดยการจิบน้ำไปเรื่อย ๆ แต่เพราะเราไม่ได้พักผ่อน เราต้องทำงาน ต้องใช้พลังสมองเยอะ มันจึงต้องมีตัวช่วยค่ะ ไม่งั้นจะทำอะไรไม่ได้เลย

ซึ่งในความเป็นจริง ใครที่จะอด ไม่ควรทำงานเยอะค่ะ อันนี้แจ้งไว้ก่อนนะคะ แต่พอดีของบีม บีมรู้สึกว่าตัวเองน่าจะพอทำได้ พอจะเข้าใจสิ่งที่เกิดขึ้นและรับมือได้ ไม่น่ามีปัญหาอะไร บีมจึงตัดสินใจอดทั้งที่ยังทำงานตามปกติค่ะ

วันที่สองนี้ เจออุปสรรคเยอะมาก ทั้งในจิตใจและสภาพร่างกาย เป็นวันที่…

  • มารมาบอกให้เลิกอยู่เรื่อย ๆ จนพูดไปช่วงเที่ยง ๆ ว่า วันนี้จะน่ากลับมากินปกติละนะกับครอบครัว
  • สามีกับลูกทำอาหารอร่อย ๆ กินกันแบบ happy มาก คือ เขาก็กินปกตินะคะ ไม่ได้จะยั่วอะไรบีมเลย แต่เราเห็นแล้วก็มีความอยากเล็ก ๆ แต่ไม่กินก็คือไม่กินค่ะ ตั้งใจแล้ว
  • ร่างกายวันนี้ สิวขับพิษตรงใต้คางขึ้น (คอด้านบน) มาทีเดียวหลายเม็ด มีตรงแนวขมับและหน้าหูขวาร่วมด้วย แต่ซ้ายไม่ค่อยมีอะไร น่าจะเพราะ บีมกินเกลือชมพูกับเกลือดำไปสักประมาณ 2-3 แก้ว (ดำ 2 แก้ว ชมพู 1 แก้ว) ๅ และรู้สึกเหมือนมีอุจจาระตกค้างอยู่ คาดว่าเป็นสาเหตุของสิวที่ขึ้น (มีของเสียตกค้างและกินตัวที่ช่วยให้ร่างกายขับพิษและปรับสมดุล ถ้ามันมีพิษอยู่ ก็น่าจะถูกขับออกมา)
  • และร่างกายก็รู้สึกอ่อนแรงมาก อยากจะหยุด แต่…ใจบอกว่า ทำมาขนาดนี้แล้ว เดี๋ยวก็ได้เวลานอนแล้ว อดทนอีกนิด ซึ่งก่อนนอน บีมก็กินเกลือดำก่อนนอน ช่วยชีวิตได้เหมือนคืนวันแรก แล้วก็หลับไป

วันที่ 3

วันนี้ เหมือนได้รับรางวัลจากการที่อดทนจนผ่านวันที่ 2 มาได้ ตื่นมาไม่เร็วนัก สักตี 5 เห็นจะได้ แต่ไม่หิว ไม่โหย สดชื่น และที่สำคัญ “ได้รับคำตอบที่ต้องการจริงๆ” เกี่ยวกับทิศทางของชีวิตที่จะเดินต่อแบบชัดเจน ที่ไม่เคยชัดแบบนี้มาก่อน และก็บันทึกทุกสิ่งที่ตกผลึกลงในสมุดบันทึกประจำวันของบีม

วันที่ 3 นี้ บีมตัดสินใจทานน้ำมันละหุ่งสกัดเย็น 1 ช้อนโต๊ะ ช่วงเช้าเพราะต้องการกำจัดของเสียตกค้างที่ทำให้รู้สึกอึดอัดออกให้หมด หลังจากดื่มน้ำมันละหุ่ง บีมก็ดื่มน้ำอุ่นผสมเกลือดำอีก 1 แก้วตามไป สักไม่เกิน 1 ชั่วโมงก็รู้สึกต้องการเข้าห้องน้ำ แล้วก็ออกไปเยอะมากจริง ๆ ค่ะ โล่งมาก ๆ หายใจสะดวกเลย ไม่อึดอัดแล้ว

จากตรงนั้น บีมเริ่มรู้สึกนิ่ง สงบ มีพลัง แม้สมองจะเบลอ ๆ ไปนิด ท้องจะโหรง ๆ ไปหน่อย แต่บีมก็ทำงานได้เป็นปกติ พลังใจมันแข็งแรงมาก มันเหมือนกับว่า เราผ่านวันที่ 2 วันที่ยากที่สุดมาได้ถึงเช้าวันที่ 3 เราผ่านแล้ว ที่เหลือของวันนี้ก็ต่อให้จบเท่านั้นเอง

แต่ความรู้สึกอยากถ่าย มีเหลือนิด ๆ ในช่วงบ่าย ๆ เย็น ๆ ค่ำ ๆ นะคะ แต่ไม่ค่อยออกแล้วเหมือนตอนเช้าค่ะ ก็อาศัยดื่มน้ำไปเรื่อย ๆ ค่ะ ไม่ได้ไปบังคับเขา

วันทั้งวันคือ สบายมาก ชิลมาก อาจเพราะของเสียตกค้างออกไปแล้ว (จริง ๆ ทำตั้งแต่วันแรกน่าจะดี เอาไว้รอบหน้าลองใหม่ค่ะ แต่คงอีกนานที่จะทำ 3 วันอีก) และก็อยู่ได้โดยไม่ต้องกินเกลือดำหลายแก้วเหมือนวันที่ 2 หิวก็กินน้ำผึ้ง มีอาหารดูอร่อย ก็ไม่ได้อยาก คือ ใจมันแข็งแรงมากกับสิ่งยั่วยุทั้งหลาย และการทำงานของเราก็ชัดเป็นลำดับ ๆ ไป ไม่รวน

สรุปว่าวันที่ 3 สบายมากค่ะ แต่คือ ตัวเบามาก รู้เลย น้ำหนักลดแน่นอน แต่ไม่ได้ชั่ง แต่กางเกงคือหลวมมาก และหน้าท้องหายหมด แต่หน้าตาสดใส ดวงตาเป็นประกาย และสิวที่ขึ้นมาวันที่ 2 ยุบลงไปด้วยเกือบพร้อมกันทั้งหมด โดยที่บีมใช้แค่น้ำผึ้งพอกหน้าเช้าและก่อนนอน แล้วล้างออกเท่านั้น ไม่ได้ทาครีมอะไรเกี่ยวกับสิวค่ะ

สรุปสิ่งที่บีม “ตกผลึก” จากประสบการณ์อดอาหาร 3 วัน ดังนี้ค่ะ

  • การอดอาหารวันแรกนั้น ร่างกายชินอยู่แล้ว เพราะเคยทำมาก่อนแล้ว เขาจึงผ่านไปได้อย่างสบาย ๆ ในวันแรก
  • แต่ความยากอยู่ในวันที่ 2 “ยากที่สุด” ที่ต้องต่อสู้ทั้งสภาพร่างกายที่อ่อนระโหยและกำลังขับพิษสูงสุด และจิตใจที่โดนมารบอกตลอดว่า พอเถอะ ไม่ไหวแน่ ทำไปทำไม กินได้แล้ว!
  • ส่วนวันที่ 3 เหมือนเป็น “รางวัล” ที่ได้รับ ได้รับทั้งคำตอบที่ต้องการสำหรับชีวิต และ ร่างกายก็อยู่ในโหมดสงบ มีพลัง นิ่ง ดีมาก ๆ
  • ถ้าทำงานอยู่ ไม่ได้รีแล็กซ์ บีมคิดว่า การดื่มเฉพาะน้ำเปล่า อาจจะหนักเกินไปสำหรับร่างกาย จึงควรมีตัวช่วย โดยที่เราไม่ต้องเคี้ยว แต่ยังได้สารอาหารที่มีประโยชน์และแร่ธาตุเพื่อไปช่วยให้ร่างกายอดอาหารต่อได้
  • บีมเทียบกับน้องหมูป่าที่ติดถ้ำ ที่เขาดื่มแต่น้ำที่หยดลงมา โดยที่เขาอยู่รอดได้ เพราะ เขาต้องอยู่เฉย ๆ เพื่อ “เซฟพลังงาน” แม้จะมีการใช้พลังงานเพื่อหาทางออกมาบ้าง แต่น่าจะได้พักร่างกายมากกว่าในภายหลังเมื่อรู้สึกว่าหาทางอกไม่ได้แล้วเพื่อรอคนมาช่วย ดังนั้น เฉพาะน้ำก็จะสามารถให้เขารอดได้โดยไม่ต้องมีอะไรเข้าไปช่วยเพิ่ม (แต่พลังใจนั้นยิ่งใหญ่กว่าอะไรทั้งหมดค่ะ เพราะเขาเชื่อด้วยว่าเขาจะรอด เขาจึงอยู่ได้และรอดได้จริง ๆ แม้จะได้เพียงดื่มน้ำเท่านั้น)
  • สำหรับคนที่น้ำหนักตัวอาจจะมากกว่านี้ หรือไม่เคยทำมาก่อน คือ มีอาหารที่เคยกินไว้เยอะและสะสมมากมาก่อน 3 วันน่าจะไม่อ่อนระโหยมากค่ะ เพราะ น่าจะมีอะไรให้เผาผลาญตลอดเวลาที่ดื่มน้ำ แต่ร่างกายของบีมมันไม่ค่อยมีอะไรแล้ว เพราะปกติก็กินไม่มากเกินไป (ยกเว้น lock down ที่กินเยอะกว่าก่อน lock down) ไม่ค่อยมีอะไรสะสม พออด 3 วัน เลยอาจจะรู้สึกมากกว่า ทั้งนี้เป็นเพียงข้อสมมติฐานที่คิดเองนะคะ
  • จิตใจของเรานั้นสำคัญกว่าทุกอย่าง ถ้าใจเราบอกว่าไหว เราก็จะไหว ต่อให้กายมันอ่อนล้าแค่ไหน มันก็จะไปให้ถึงให้ได้ โดยมีใจนำไป
  • อาหารที่กินและสะสมมากเกินไปนั้น จะทำให้จิตใจอ่อนแอลงได้ เพราะ เราปล่อยให้ตัวเองกิน เพราะ อยากกิน และเรารู้สึกว่าถ้าเราไม่ได้กิน เราจะต้องตายแน่ ๆ เป็นความกลัวรูปแบบหนึ่ง ถ้าไม่เคยฝึกอดอาหารก็จะกลัวมาก เวลาได้ยินว่า อาหารเหลือน้อย อาหารไม่มี พอกลัวก็จะเริ่มทำอะไรไม่ปกติ และบางคนก็สามารถเบียดเบียนคนอื่นได้ ทำร้ายคนอื่นได้เพราะอยากได้อาหารเท่านั้น
  • เรารู้สึกว่า เราไม่กลัวที่จะไม่มีอาหารปกติกินไปอย่างน้อย 3 วันแล้ว เพราะ เราขอมีแค่น้ำผึ้ง เกลือดำ น้ำมันละหุ่ง น้ำเปล่า เราอยู่ได้แล้ว มันทำให้เรารู้สึกมั่นคงภายในมากขึ้น และยังรู้สึกว่า มันน่าจะไปต่อได้อีก เพียงแค่กินน้ำผึ้งให้พลังงานให้มากขึ้น กินเกลือดำให้บ่อยหน่อย ก็น่าจะอยู่ได้แล้ว ในสภาวการณ์ที่อาจฉุกเฉิน และถึงแม้จะไม่มีสิ่งเหล่านี้ เราก็มีหัวใจที่ฝึกมาแล้วให้อดทนต่อความหิวได้ เราจะได้ไม่ไปทำร้ายใครเมื่อเราหิวโหยได้โดยง่าย
  • การอดอาหาร เป็นการฝึกฝนจิตใจอย่างดี เราจะมองเห็นพลังดีและพลังชั่วในใจเราชัดเจนมากกว่าปกติในยามที่อดอาหาร หลังจากครบ 3 วันแล้ว บีมรู้สึกว่าตัวเองมีพลังใจเพิ่มขึ้นมาก เราเอาชนะมารและสภาพร่างกายในวันที่ 2 มาได้ ถือเป็นชัยชนะที่ทำให้รู้สึกดีกับตัวเองมากขึ้นจริง ๆ

สรุปผลลัพธ์ที่ได้รับที่ชัด ๆ มีดังนี้ค่ะ

  • สำคัญที่สุดที่ได้คือ ความอดทนต่อมารที่เพิ่มขึ้นอีกมาก ซึ่งเรื่องอาหาร เป็นเรื่องที่คนอดทนต่อมันได้น้อย เมื่อเราฝึก เราได้ความอดทนนี้มา ก็จะช่วยให้เราเบียดเบียนคนอื่นน้อยลงในเรื่องเกี่ยวกับอาหารได้
  • ความแข็งแรงของจิตใจที่จะทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างมีพลังและทิศทางที่ชัดเจนมากขึ้น
  • คำตอบที่ชัดเจนสำหรับคำถามสำคัญในช่วงนี้ของชีวิต
  • หน้าท้องแบนราบ (พร้อมกางเกงหลวมมาก)
  • ผิวและดวงตาที่สดใสเป็นประกายมากขึ้น

สรุปส่งท้าย

ใครที่มีปัญหาสิวหรือผิวหนังอยู่ การอดอาหารจะช่วยเคลียร์ของเสีย พิษ ตกค้าง และรีเซ็ตระบบใหม่ได้อย่างรวดเร็วยิ่งขึ้น จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์เร็วขึ้น เพราะ ช่วงที่เราอดอาหาร ร่างกายจะเปิดโหมด “ซ่อมแซมตัวเองเต็มสูบ” ได้ เพราะไม่ได้แบ่งพลังงานไปที่ระบบย่อยอาหารบ่อย ๆ จึงเอามาฟื้นฟูและเคลียร์พิษในอวัยวะและระบบต่าง ๆ ได้ด้วยตัวเขาเอง

ใครที่ไม่เป็นสิวหรือโรคผิวหนังอยู่ การอดอาหารก็จะช่วยปรับให้สมองโล่ง ให้ร่างกายจิตใจได้รีเซ็ตตัวเอง และคุณอาจจะได้รับคำตอบสำหรับชีวิตเหมือนอย่างที่บีมได้รับก็ได้ค่ะ เรื่องที่กวนจิตใจ อาจจะมีทางออกปิ๊งแว่บขึ้นมาได้มากขึ้น

ถ้าเรารู้ว่า ต้องแปรงฟันทุกวัน ต้องอาบน้ำทุกวัน ต้องสระผมสม่ำเสมอ การอดอาหาร คือ การรีเซ็ต การเคลียร์ตัวเอง ให้สะอาดที่ภายใน คือ การทำความสะอาดทุกอย่างที่เรา “มองไม่เห็น” ไม่ว่าจะเป็นอวัยวะภายใน จิตใจ อารมณ์ตกค้าง ฯลฯ ซึ่งระหว่างกระบวนการดำเนินไป พิษตกค้างที่มองไม่เห็น ก็จะลอยขึ้นมาให้เรารู้สึกไม่สบายกายใจได้ เป็นระยะ “คายพิษ” ของบีมเกิดขึ้นในวันที่ 2 นะคะ พอนอนแล้วจบในคืนวันที่ 2 เลย ซึ่งระยะเวลาที่ว่านี้ ของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน อยู่ที่ขยะสะสมของแต่ละคนและระบบภูมิคุ้มกัน พลังชีวิต และระบบหมุนเวียนเลือดและน้ำเหลืองของแต่ละท่านค่ะ แต่วงจรของการล้างพิษมีเท่านี้ ช่วงกลาง ๆ จะดูเหมือนรุนแรงที่สุด แต่…ถ้ามันไม่ออกมา ก็ต้องตกค้างอยู่ภายในตลอดไปค่ะ และสร้างปัญหาให้เราได้ไม่รู้จบ…

ทั้งนี้ การอดอาหารเป็นเพียง “วิธีหนึ่ง” ในการดูแลสุขภาพนะคะ ไม่ใช่ไฟลท์บังคับและไม่สามารถทำได้ทุกคน ผู้ที่จะอดอาหารควรจะมีสุขภาพปกติ หมายถึงว่า มีพิษสะสมให้รู้สึกไม่สบายกายใจ แต่ไม่มีโรคประจำที่ต้องกินยา ไม่ใช่ผู้ที่กำลังไม่สบายอยู่

ผู้ที่ไม่ควรทำ คือ เด็ก หญิงตั้งครรภ์และให้นมบุตร ผู้สูงอายุที่อ่อนแรง

หากใครไม่สามารถทำได้ ให้เลือกวิถีการกินปริมาณที่พอเหมาะ ไม่กินมากไปตามความอยาก กินอย่างมีสติทุกครั้ง กินอาหารย่อยง่าย ไฟเบอร์สูง ๆ ออกกำลังกายแบบยืดเหยียด โยคะ ฝึกหายใจ ชี่กง เป็นประจำ ก็จะช่วยรักษาสภาพร่างกายและจิตใจให้แข็งแรงได้เช่นกันค่ะ

แต่ถ้าใครที่สุขภาพปกติดี แนะนำให้ทำค่ะ เพราะ คุณจะได้รับประสบการณ์ในการเคลียร์ชีวิตที่ชัดและเร็วมาก ๆ ของแบบนี้ … ต้องลองเองค่ะ 🙂

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณส้ม กทม.

สภาวะก่อนรักษาสิวแนวทางนี้

ก่อนที่จะมารักษาสิวแนวนี้ เกริ่นก่อนเลยนะคะ
เป็นคนที่เป็นสิวมาตั้งแต่วัยรุ่นค่ะ เข้าร้านหมอตั้งแต่อยู่ม.ปลายค่ะ
รักษา ทานยา ใช้ยาหมอมาตลอดเลยค่ะ ก็เป็นๆ หายๆ
หน้าใสเป็นพักๆ แล้วบางครั้งก็เห่อกลับมาค่ะ
แต่เราก็คิดว่าเป็นสิวฮอร์โมน หรือเป็นคนแพ้ง่าย
เพราะมีปัจจัยหลายๆอย่าง เรารู้ว่าผิวเราเป็นคนแพ้ง่ายค่ะ
ส่วนเรื่องพฤติกรรมการทานอาหาร
ปกติเป็นคนชอบทานขนมหวานมากกกกก
ทั้งขนมหวานไทยและต่างประเทศ
ทานของหวานแทนข้าวได้เลยค่ะตั้งแต่เด็ก

อยากจะบอกว่า
เราเป็นคนทานขนมไม่เหมือนคนอื่นๆค่ะ
เราทานเยอะกว่าคนปกติทั่วไปมากๆ ยกตัวอย่างนะคะ อย่างขนม
Lockker ถุงกลาง เราสามารถทานได้ในเวลา ไม่เกิน 1 ชม.
คนเดียวก็หมดค่ะ ซึ่งบางคน สามารถแบ่งทานได้ หลายมื้อ
หลายวัน เป็นต้น

และเป็นคนที่ขับถ่ายยากมากอยู่แล้ว
บางที 1 สัปดาห์ถ่ายครั้งนึง และก็ไม่เคยคิดถึงเรื่องอาหาร
ว่ามีผลต่อการเป็นสิว เพราะเราไปหาหมอ หน้าก็ดีขึ้นตลอด
นี้คือช่วงวัยรุ่นถึงทำงาน

ตอนหลังมาเรื่มไม่อยากหาหมอแล้ว เค้าบอกเลี้ยงไข้
เลยไปหาข้อมูลในเน็ต ที่ว่าตัวไหนใช้แล้วสิวหาย
โดยไม่ต้องไปหาหมอ

แต่เราไม่ได้ดูเกี่ยวกับส่วนผสมของผลิตภัณฑ์
ก็ใช้ตามในเน็ตที่ว่าดี มันก็ดีจริงๆค่ะ แล้วก็ดีขึ้นเรื่อยๆ
อาจจะมีอุดตันบ้างก็ไปกด แต่ไม่เห่อค่ะ รอยก็ดี หน้าก็ดีขึ้น

หลังจากนั้นใช้ได้ประมาณ 1 ปี จนช่วงอายุ 31 ปี
สิวเริ่มขึ้นในจุดที่เราไม่เคยขึ้น คือ แนวกรามคาง
และเลยลงมาถึงคอ หาหมอทานยา หมอก็บอกสิวฮอร์โมน
และผิวแพ้ง่าย ก็เป็นๆหายๆ ก็หามาจนมีอยู่ช่วงหนึ่ง
ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก และกินอกไก่ค่ะ

หลังจากนั้น สิวขึ้นแนวกรามคาง และแก้มด้านล่าง ขึ้นอักเสบทายาก็ไม่หาย
ไปหาหมอทานยาที่ปกติทานแล้วจะหายก็ไม่หาย
ขึ้นอักเสบซ้ำๆที่เดิมๆ จนทนไม่ไหว
ลองหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตดูค่ะ จนไปเจอที่คุณบีมเขียนไว้ใน
pantip และมีลิงค์คลิปในยูทูปเกี่ยวกับสิวแนวกรามคางฟังเป็นชั่วโมง
และนี้คือการเริ่มต้นของการเริ่มศึกษา
อ่านและทำแนวทางธรรมชาติรักษาสิวค่ะ

ทำอะไรบ้างตอนรักษาแนวธรรมชาติ

ตอนเริ่มแรกในการรักษา
เราเริ่มการศึกษาจากคลิปในยูทูปของคุณบีมเกือบทุกคลิปที่มี
และขอซื้อหนังสือ e-book online
เพื่ออ่านเกี่ยวกับอาหารเปลี่ยนผิว และดูอาหารก่อสิว 10 อย่าง
และลองลงมือทำ โดยการงดน้ำหวาน และขนมหวานก่อนเลยค่ะ
เพราะเป็นคนชอบขนมหวานมากก แต่ก็ไม่ได้งดเลยทีเดียว
ยังมีหลุดๆบ้าง แต่น้อยกว่าเดิมเยอะ

และเริ่มทานผักนึ่ง กับผลไม้
โดยเฉพาะแก้วมังกรที่ไม่เคยชอบทานเลย ก็ต้องทาน
เพราะเราอยากหาย ปรับเรื่องเวลานอนที่พยายามนอนก่อน 4 ทุ่มและตื่นตี 5

ช่วงแรกๆก็ต้องตั้งนาฬิกาปลุกเพื่อให้ตื่นตามเวลาที่เหมาะสม
เพื่อจะได้มีเวลาให้ตัวเองในการขับถ่ายก่อน 7 โมง
โดยการทานเกลือหิมาลัยผสมกับน้ำอุ่น ดื่มทีเดียวเกือบ 1 ลิตร
และก็นวดท้อง เดินเพื่อให้รู้สึกต้องเข้าห้องน้ำ

เรื่องน้ำเปล่าปกติเป็นคนดื่มน้ำไม่เย็นอยู่แล้ว และดื่มน้ำเยอะ
แต่ต้องเปลี่ยนมาซื้อน้ำขวด
เพื่อที่จะไม่ดื่มน้ำที่นำออกมาจากตู้เย็นให้หายเย็นละดื่ม
อดอาหารล้างพิษสัปดาห์ละ 1 ครั้ง

ปกติไม่ค่อยทานอาหารเย็นอยู่แล้วเลยชิวตรงข้อนี้
ออกกำลังกายเป็นปกติค่ะ แต่ออกแบบเวทเทรนนิ่ง cadio วิ่ง
และปรับผลิตภัณฑ์มาเป็นออร์แกนิคใช้น้อยที่สุดตามในเพจที่ได้ศึกษาแนะนำ

ผ่านไปประมาณ 2-3 สัปดาห์ สิวอักเสบก็ลดลง
แต่ก็ยังมีขึ้นที่เดิมซ้ำๆ เพราะเราก็ยังไม่ได้เคลียร์ตัวเอง 100%
น่ะค่ะ

ปัจจุบันก็ปรับตัวเองมาเป็นปีกว่าแล้ว เรื่องการนอน
จะพยายามนอนไม่เกิน 22.30 น. และจะตื่นตอน ตี 4.30-5.00 น.
ทุกวันแบบไม่ต้องตั้งนาฬิกาปลุก เรื่องระบบขับถ่ายดีขึ้น
และเรื่องอาหารการกิน เราก็เลือกมากขึ้น แต่ก็ยังไม่ 100%
เหมือนเดิม แต่ก็ดีกว่าเมื่อก่อน

หลักการคือ มี 7 วัน ถ้าเราทานไม่ดี 1-2 วันแล้ว
หลังจากนั้นเราก็จะทานแต่ของดี
หรือไม่ก็งดข้าวไปเลย ทานแต่น้ำผักปั่น โยเกิร์ตนมถั่วเหลือง
และผักผลไม้เท่านั้น ทานแบบนี้จะดีมากๆ เราจะรู้สึกตัวเบา
สบายตัวมากๆ

พบอุปสรรคอะไรบ้าง แก้ยังไง?

อุปสรรคที่เจอคือเรื่องของจิตใจล้วนๆค่ะ
เราต้องมีจิตที่เข้มแข็งมากๆในการปรับเรื่องอาหาร
โดยเฉพาเรื่องขนม เพราะชอบทานมากจริงๆ แต่ก็พยายามลดลง
และไม่ทานเลยตลอด 1 เดือนแรก

และเรื่องที่มีทักว่าเกิดอะไรขึ้น
ทำไมสิวเยอะขนาดนี้ เราก็บอกว่ากำลังรักษาอยู่
และที่หนักหน่วงมากจริงๆ คือเนื่องจากอาชีพของเราเป็น sale
ต้องแต่งหน้าตลอดเวลา ก็ยิ่งช้า ก็แก้ไขตามที่เป็น แต่มันก็มีท้อ
เพราะมันยังขึ้นที่เดิมซ้ำๆ กว่าจะดีขึ้นก็ 5 เดือนเลยค่ะ

พอดีขึ้นก็ยังกลับมาเป็น คาวนี้กลับมาเป็นทั้งหน้าเลยค่ะ
โซนที่แย่สุดก็คือโซนแก้ม และแนวกราคาง
แต่แนวกรามคางไม่ได้เยอะมากเท่าครั้งแรกที่เป็น
ทำแนวทางนี้มาแล้ว 1 ปีกว่าค่ะ ดีๆหายๆ

แต่รู้ค่ะว่าเรายังปรับพฤกติกรรมไม่ได้ 100%
ทำให้มันยังไม่หายดีมากพอ แต่ก็จะพยายามต่อไป

เริ่มเห็นผลเมื่อไหร่?

จริงๆเริ่มดีขึ้น ก็ประมาณ 3 สัปดาห์ที่ลองเปลี่ยนอาหาร
และสิวอักเสบลดลงค่ะ ก็เริ่มว่าแนวทางนี้
น่าจะเข้าทางในสิ่งที่เราต้องการ และเป็นอยู่แต่มันก็ยังปรับไม่ได้ 100%

ใช้ระยะเวลาดีขึ้นจริงๆ 5 เดือนค่ะ แล้วก็รักษารอย
แต่สุดท้ายกลับมาเห่อใหม่ ก็ปรับตามที่เคยเรียนรู้

มีการปลดเรื่องความเครียดด้วย
เพราะเรารู้ว่าเรามีเรื่องเครียดอะไร แต่เรายังแก้ไม่ได้
แต่ตอนนี้ดีขึ้นค่ะ ไม่เห่อเหมือนตอนแรก แต่ขึ้นเป็นจุดๆ
เราก็ปรับไปตามที่เราเคยเรียนรู้มา และก็คิดว่าเดี่ยวมันก็หาย
ตอนนี้หนักช่วงรักษารอยสิวค่ะ

สภาวะปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?

ปัจจุบันรักษาแนวทางนี้มา 1 ปีกว่าแล้วค่ะ
ตอนนี้ปรับเรื่องอาหาร และการใช้ผลิตภัณฑ์
ตอนนี้เน้นรักษารอยแผลเป็น
และยังมีสิวอักเสบขึ้นบ้างนิดหน่อยค่ะ ก็ต้องพยายามรักษาต่อไป

แต่ที่ยังคงขึ้นเรื่อยๆก็แนวกรามคางและคอ แต่ไม่มากเท่าเมื่อก่อน
ตอนนี้จะลองปรับเรื่องความเครียด และทำโยคะหัวเราะ
เพื่อให้หายอย่างถาวรค่ะ

ส่วนชีวิตประจำวันบอกเลยว่า
ปรับเรื่องอาหารมาไกลมากจริงๆ
เลือกทานมากขึ้น ทานผักผลไม้เยอะมาก
ส่วนอาหารและขนมอื่นๆ
ถ้าไม่ได้ออกไปสังสรรกับเพื่อน หรือไม่ได้ออกไปงานเลี้ยงลูกค้า
คือทำอาหารทานเองค่ะ ดื่มน้ำปั่นผัก ผลไม้ ทานผักผัก ผักนึ่ง

ผักต้ม แต่มีจิ้มน้ำพริกบ้าง
เพราะเป็นคนไม่ชอบทานอาหารจืด
แต่จิ้มนิดหน่อยให้มีรสชาติ

และโชคดีไม่ได้เป็นคนทานเนื้อสัตว์อยู่แล้ว
ก็ถ้าไม่ได้ไปไหนกับเพื่อนๆ หรือทานข้าวนอกบ้าน
ก็ไม่ทานเนื้อสัตว์เลย

เวลาไม่สบายก็พักผ่อน
ให้ร่างกายรักษาตัวเอง โดยไม่ทานยา
จนเพื่อนแซวว่า เป็นสาว Vegan Girl

จุดหลักที่ทำให้สิวหายคืออะไร?

น่าจะเรื่องของอาหาร พฤกติกรรม และแนวความคิดค่ะ
เราต้องไม่เครียด เรืองที่กังวลอะไรต้องตัดออกให้หมด
ไม่โฟกัสกับหน้าที่เป็นสิว
และต้องเลือกผลิตภัณฑ์ที่เหมาะสมกับเรา และสภาพผิวเราคะ

อยากให้กำลังใจอะไรกับรุ่นน้อง?

ก็อยากให้ลองทดลองเองก่อนค่ะ ถ้ายังไม่เชื่อ
แต่ในเมื่อมีคนทำมาแล้ว แล้วหายจริง เราไม่ต้องทดลองทำแล้วค่ะ
ให้ทำตามที่รุ่นพี่แนะนำ ทำตาม สังเกตตัวเอง
และต้องเชื่อมั่นในแนวทางนี้ค่ะ ทุกอย่างจะดีขึ้น

ถ้าเราเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำค่ะ มันอาจจะช้ามากๆ
แต่ถ้าเรามีความอดทนและความเชื่อ ทุกอย่างจะผ่านไปค่ะ

การทำธรรมชาติบำบัด มันทำให้เรามีสุขภาพที่ดี ชีวิตที่ดีขึ้น
โดยไม่ต้องพึ่งยาค่ะ ยังไงลองทำดูนะค่ะ
เพื่อให้เรามีสุขภาพที่ดีอย่างถาวรค่ะ

หมายเหตุ ปัจจุบัน ทำแนวทางนี้แบบอีกครั้งในรอบที่ 2
หลังจากที่ได้พิสูจน์ สิวแนวกรามคางที่เห่อครั้งแรกให้ดีขึ้น
และกลับไปใช้ชีวิตแบบเดิม ทำให้มีสิวกลับมาขึ้นมาอีกครั้ง
ตอนนี้ปรับร่างกายและเรื่มใหม่อีกครั้ง ช่วงนี้ก็รอยสิวล้วนๆเลยค่ะ
อายุเยอะก็หายช้านิดนึง 🙂

คุยกับส้มได้ที่ https://www.facebook.com/mutchima.moro
เฟสนี้นะคะ 🙂

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณอ้อม กทม.

สภาวะก่อนรักษาสิวแนวทางนี้

ผู้หญิงตัวขาวๆซีดๆค่อนไปทางเหลือง จะมีสิ่งเดียวที่โดดเด่น คือ สิวแดงๆราวเป็นดอกไม้แซมอยู่บนใบหน้า มีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ช่วงเวลา ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจ เฝ้าถามตัวเอง “ทำไมฉันเป็นสิว คนอื่นล้างหน้ากับอะไร ทายาอะไร ไปหาหมอที่ไหน”

พยายามสรรหาอย่างสุดกำลังตามที่เงิน(มีอยู่ไม่มาก)จะเอื้ออำนวย ไปทำเลเซอร์ฆ่าเชื้อสิวแล้ว กินยาก็แล้ว ทายาก็แล้ว แต่…สิวก็ไม่หาย สารพัดคำถามที่วนเวียนและความพยายามในการรักษาเป็นมาตลอดเวลา 15 ปี พร้อมกับความรู้สึกอาย ไม่มั่นใจ มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง “เพราะหน้าเป็นสิว ใครๆคงมองว่าฉันน่าเกลียด” และเอาตัวออกห่างจากสังคมอยู่เรื่อยๆ

ชีวิตพีคสุดคือตอน ธ.ค.2560-ต้นปี 2561 สิวอัดแน่นบนใบหน้ายิ่งกว่าดาวในท้องฟ้าจำลอง ยิ่งเครียดยิ่งอายยิ่งหงุดหงิดเพราะมีคนมาทักมาถามเยอะมาก “ไปทำอะไรมา ทำไมสิวเยอะจัง อยู่ได้ยังไงเนี่ยสิวขนาดนี้ ดูแลรักษาบ้างนะ” เวลานั้นการมองกระจก คือ ฝันร้าย… (สาเหตุที่เป็นหนักมาจากความเครียด ความกดดันและภาวะซึมเศร้า จากการเรียนป.โท)

สภาพผิวและสิวตอนก่อนรักษา

ผิวมันมาก รูขุมขนกว้าง ผิวขาดน้ำ มีสิวอุดตันหัวปิด สิวอักเสบ บริเวณกราม2ข้าง, หลังหู 2 ข้าง, แก้ม 2 ข้าง, จมูก, หน้าผาก และคางในเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมายาหมอ เลเซอร์ก็ไม่ช่วยอะไร เลยลองไปหาแพทย์แผนจีน หาอยู่ได้ 2 เดือน ยังไม่ทันเห็นผลเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว…จนวันหนึ่ง คิดขึ้นมาได้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่รักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติ ลองเสิร์ชหาในgoogleดู เขาเป็นยังไงบ้าง “บีม รักษาสิวเอง” พิมพ์ไปประมาณนี้ค่ะ

ทำอะไรบ้างตอนรักษาแนวธรรมชาติ

การกลับมาพบพี่บีมในครั้งนี้ (เคยติดตามมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ลืมหายไป) เป็นการเปิดประตูบานใหม่

ปรับmindset ที่มีต่อสิว

  1. การรับรู้และยอมรับ: ศึกษา ทำความเข้าใจสาเหตุที่มาของสิว (จากที่พี่บีมสอน) สำรวจตัวเองพิจารณาวิเคราะห์ว่าตัวเราเป็นสิวเพราะอะไรบ้าง ยอมรับในความจริงที่เกิดขึ้น เช่น ใช่!อาหารการกินของเราไม่สมดุล พฤติกรรมการใช้ชีวิตพัง และที่สำคัญ คือ ความเครียดและความรู้สึกลึกๆเกลียดตัวเอง
  2. เปิดใจทำตามคำแนะนำของพี่บีม: ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะรักษาด้วยแนวทางนี้ ตั้งใจทำตามคำแนะนำของพี่บีม ได้ผลอย่างไรเราค่อยพิจารณาสำรวจตัวเอง ค่อยๆปรับไปตามที่เรารู้สึกok ปรับไปตามที่สภาพร่างกายและจิตใจเราตอบสนอง
  3. ไม่คาดหวัง: อ้อมเชื่อว่าการรักษาด้วยธรรมชาติบำบัดสามารถช่วยให้สิวหายได้จริง อ้อมจึงตั้งใจในแนวทางนี้ แต่อ้อมไม่ได้กำหนดว่าจะต้องหายภายในเวลาเมื่อไหร่ จึงไม่ได้เฝ้ารอและกังวล รู้เพียงแค่ทำในสิ่งที่ควรทำและทำได้ให้ดีที่สุด ผลจะเป็นอย่างไรก็ค่อยๆว่ากันไป
  4. ขอบคุณร่างกายและจิตใจ ที่ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดให้เรามีชีวิตรอด ขอบคุณสิวที่เกิดขึ้นมาให้เราได้เรียนรู้จักตัวเอง ได้รักษาสุขภาพ ขอโทษร่างกายที่เราละเลยการดูแลสุขภาพ ขอการให้อภัยจากร่างกายและจิตใจ ขอโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ฟื้นฟูดูแลร่างกายและจิตใจให้ดีที่สุด ทำแบบนี้บ่อยๆ แทนการโทษตัวเอง แทนการตั้งคำถามว่าทำไมฉันเป็นสิว แทนการเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ฉันจะหาย อาหารที่กินเข้าสู่ร่างกายทุกอย่างในตอนนั้น อ้อมเลือกอย่างดี เชื่อและรับรู้เสมอว่าสิ่งที่กินเข้าไปมีประโยชน์ รู้สึกถึงการฟื้นฟูและได้รับพลัง

ปรับเรื่องอาหาร และพฤติกรรมต่างๆ

  1. ไม่กินนม ไม่กินของทอด ไม่กินของหวาน ไม่กินรสจัด กินคลีน90% ทำอาหารกินเอง เน้นผัก ผลไม้ โปรตีนจากถั่ว ไข่(เล็กน้อย) งดprocess food กินอาหารตามธาตุและโดชา ดื่มน้ำ2-3ลิตรต่อวัน ดื่มสมูทตี้ผักผลไม้ทุกวันตอนเช้า
  2. สังเกตตัวเองตลอดวันในการรักษาสมดุลร้อน-เย็นในร่างกาย
  3. ฝึกการขับถ่ายในตอนเช้าทุกๆวัน โดยการดื่มน้ำมะนาว+น้ำเปล่า+เกลือหิมาลัยเล็กน้อย 500ml. ทันทีเมื่อตื่นนอน นวดลำไส้ ทำโยคะ
  4. ออกกำลังกาย
  5. ใช้ชีวิตตามนาฬิกาชีวิต พยายามนอนให้ได้ไม่เกิน 4 ทุ่ม ตื่นเช้า ตี4-5

พบอุปสรรคอะไรบ้าง แก้ยังไง

สำหรับอ้อม ไม่รู้สึกว่ามีอุปสรรค์อะไรมากนัก เพราะ ที่เราพบเจอมามันก็สุดๆเพียงพอที่เราจะรับไหวแล้ว ประกอบกับเป็นคนทำอาหารค่อนข้างสุขภาพทานเองเป็นประจำและการทำงานในตอนนั้น (เรียนต่อป.โท) ไม่ได้ยุ่งมาก(แต่เครียดและกดดันมากๆ) อ้อมมุ่งแค่ว่าให้ไปในทิศทางของการรักษาแบบธรรมชาติแล้วจะดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าเมื่อไหร่จะดีขึ้น ทำไมยังไม่ดีขึ้น รู้แค่เพียงว่าทำเหตุให้ถูกต้องแล้วผลที่ถูกต้องจะเกิดขึ้นเอง

สิ่งที่ปรับตัวยากหน่อยในช่วงนั้น น่าจะเรื่องการนอน เพราะเรามักจะมีสมาธิเขียนวิทยานิพนธ์ตอนดึกๆและติดดื่มกาแฟ เลยต้องปรับตัวรีบนอน4 ทุ่ม แล้วตื่นตี4 (โชคดีที่เป็นคนหลับง่าย) ส่วนการติดกาแฟเย็นก็ยังดื่มปกติ 1 แก้วตอนบ่ายๆ แต่ปรับเป็นดื่มแบบอเมริกาโน no sugar จากเมื่อก่อนลาเต้เท่านั้น และดื่มน้ำให้เยอะขึ้นตลอดวัน เพื่อลดความร้อนในร่างกายและการขาดน้ำ

เริ่มเห็นผลเมื่อไหร่ประมาณ

2 เดือน สิวยุบลง ผิวหน้าดีขึ้น ขับถ่ายได้ทุกวัน อารมณ์เย็นขึ้น สงบได้ง่ายขึ้น

สภาวะปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

สิวไม่ได้ทำให้เราทุกข์อีกต่อไป เข้าใจเหตุปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิว ก็ยังมีสิวบ้างตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น เช่น ช่วงที่เครียด นอนน้อย ผิวขาดน้ำ ซึ่งเราก็แก้ไขไปเพราะเราเข้าใจและมีความรู้ “อ่อ สิวขึ้นตรงนี้หรือ อืม ช่วงนี้เครียด ร่างกายร้อนไป ดื่มน้ำเก็กฮวยน้ำย่านาง หัวเราะๆทุกวัน” ไม่กี่วันก็ยุบ สิว ทำให้เรามีสติ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและพฤติกรรมของเรา สิว นำพาให้เรากลับมาเห็นคุณค่าในตัวเอง รักตัวเอง ดูแลสุขภาพกายสุขภาพใจ

จุดหลักที่ทำให้สิวหายคืออะไร

“ความเข้าใจ การยอมรับ การปล่อยวาง และการเรียนรู้พัฒนา”ความเข้าใจในความจริง เหตุ ผล และองค์ความรู้ต่างๆที่มีการยอมรับ ความจริงที่เกิดขึ้นการปล่อยวาง เมื่อทำดีที่สุดแล้ว หรือแม้แต่ในสิ่งที่เราไม่สามารถจัดการอะไรได้ก็ปล่อยวาง อะไรที่เราควบคุมไม่ได้ไม่ต้องเครียด ปล่อยวางความเครียด เพราะความเครียดทำให้เป็นสิว เครียดปุ๊ป 1-2วัน สิวหน้าผากมาเลยการเรียนรู้พัฒนา

สำหรับแง่มุมของการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราให้ดีขึ้นในทุกๆวัน (ทำได้ดีบ้าง ทำได้ไม่ดีบ้าง ทำไม่ได้บ้างในบางวัน ก็ไม่เป็นไร แต่ให้พยายามตั้งใจทำไปเรื่อยๆ) พัฒนาความคิดจิตใจในแบบที่เราอยากจะเป็น เชื่อว่าทุกคนก็อยากจะใจเย็นขึ้น สงบ มีสติ ปล่อยวาง มีความสุข หัวเราะทุกๆวัน และเมตตาตัวเอง

อยากให้กำลังใจรุ่นน้องอย่างไร?

สิ่งสำคัญคือการโฟกัสที่ “เหตุ” ทำเหตุ (input) ให้ถูกต้องแล้วผลลัพธ์ (outcome) ที่เหมาะสมก็จะตามมา ไม่ต้องกังวลว่าผลจะต้องเป็นอย่างไร ทำต่อไปด้วยใจที่เบิกบานค่ะ มีความสุขกับแนวทางนี้ หัวเราะให้เยอะๆ (แบบโยคะหัวเราะ) รับรองค่ะ สดใสขึ้นทันตา จะทำเหตุอย่างไรในการรักษาสิวแนวทางนี้ให้ถูกต้อง ก็ตามที่พี่บีมบอกค่ะ เปิดใจและลองทำตามเพราะอ้อมเชื่อในตัวพี่บีมที่ทุ่มเทกับแนวทางนี้ พี่บีมเป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดของการทำเหตุที่ถูกต้อง