คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณอ้อม กทม.

สภาวะก่อนรักษาสิวแนวทางนี้

ผู้หญิงตัวขาวๆซีดๆค่อนไปทางเหลือง จะมีสิ่งเดียวที่โดดเด่น คือ สิวแดงๆราวเป็นดอกไม้แซมอยู่บนใบหน้า มีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ช่วงเวลา ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจ เฝ้าถามตัวเอง “ทำไมฉันเป็นสิว คนอื่นล้างหน้ากับอะไร ทายาอะไร ไปหาหมอที่ไหน”

พยายามสรรหาอย่างสุดกำลังตามที่เงิน(มีอยู่ไม่มาก)จะเอื้ออำนวย ไปทำเลเซอร์ฆ่าเชื้อสิวแล้ว กินยาก็แล้ว ทายาก็แล้ว แต่…สิวก็ไม่หาย สารพัดคำถามที่วนเวียนและความพยายามในการรักษาเป็นมาตลอดเวลา 15 ปี พร้อมกับความรู้สึกอาย ไม่มั่นใจ มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง “เพราะหน้าเป็นสิว ใครๆคงมองว่าฉันน่าเกลียด” และเอาตัวออกห่างจากสังคมอยู่เรื่อยๆ

ชีวิตพีคสุดคือตอน ธ.ค.2560-ต้นปี 2561 สิวอัดแน่นบนใบหน้ายิ่งกว่าดาวในท้องฟ้าจำลอง ยิ่งเครียดยิ่งอายยิ่งหงุดหงิดเพราะมีคนมาทักมาถามเยอะมาก “ไปทำอะไรมา ทำไมสิวเยอะจัง อยู่ได้ยังไงเนี่ยสิวขนาดนี้ ดูแลรักษาบ้างนะ” เวลานั้นการมองกระจก คือ ฝันร้าย… (สาเหตุที่เป็นหนักมาจากความเครียด ความกดดันและภาวะซึมเศร้า จากการเรียนป.โท)

สภาพผิวและสิวตอนก่อนรักษา

ผิวมันมาก รูขุมขนกว้าง ผิวขาดน้ำ มีสิวอุดตันหัวปิด สิวอักเสบ บริเวณกราม2ข้าง, หลังหู 2 ข้าง, แก้ม 2 ข้าง, จมูก, หน้าผาก และคางในเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมายาหมอ เลเซอร์ก็ไม่ช่วยอะไร เลยลองไปหาแพทย์แผนจีน หาอยู่ได้ 2 เดือน ยังไม่ทันเห็นผลเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว…จนวันหนึ่ง คิดขึ้นมาได้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่รักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติ ลองเสิร์ชหาในgoogleดู เขาเป็นยังไงบ้าง “บีม รักษาสิวเอง” พิมพ์ไปประมาณนี้ค่ะ

ทำอะไรบ้างตอนรักษาแนวธรรมชาติ

การกลับมาพบพี่บีมในครั้งนี้ (เคยติดตามมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ลืมหายไป) เป็นการเปิดประตูบานใหม่

ปรับmindset ที่มีต่อสิว

  1. การรับรู้และยอมรับ: ศึกษา ทำความเข้าใจสาเหตุที่มาของสิว (จากที่พี่บีมสอน) สำรวจตัวเองพิจารณาวิเคราะห์ว่าตัวเราเป็นสิวเพราะอะไรบ้าง ยอมรับในความจริงที่เกิดขึ้น เช่น ใช่!อาหารการกินของเราไม่สมดุล พฤติกรรมการใช้ชีวิตพัง และที่สำคัญ คือ ความเครียดและความรู้สึกลึกๆเกลียดตัวเอง
  2. เปิดใจทำตามคำแนะนำของพี่บีม: ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะรักษาด้วยแนวทางนี้ ตั้งใจทำตามคำแนะนำของพี่บีม ได้ผลอย่างไรเราค่อยพิจารณาสำรวจตัวเอง ค่อยๆปรับไปตามที่เรารู้สึกok ปรับไปตามที่สภาพร่างกายและจิตใจเราตอบสนอง
  3. ไม่คาดหวัง: อ้อมเชื่อว่าการรักษาด้วยธรรมชาติบำบัดสามารถช่วยให้สิวหายได้จริง อ้อมจึงตั้งใจในแนวทางนี้ แต่อ้อมไม่ได้กำหนดว่าจะต้องหายภายในเวลาเมื่อไหร่ จึงไม่ได้เฝ้ารอและกังวล รู้เพียงแค่ทำในสิ่งที่ควรทำและทำได้ให้ดีที่สุด ผลจะเป็นอย่างไรก็ค่อยๆว่ากันไป
  4. ขอบคุณร่างกายและจิตใจ ที่ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดให้เรามีชีวิตรอด ขอบคุณสิวที่เกิดขึ้นมาให้เราได้เรียนรู้จักตัวเอง ได้รักษาสุขภาพ ขอโทษร่างกายที่เราละเลยการดูแลสุขภาพ ขอการให้อภัยจากร่างกายและจิตใจ ขอโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ฟื้นฟูดูแลร่างกายและจิตใจให้ดีที่สุด ทำแบบนี้บ่อยๆ แทนการโทษตัวเอง แทนการตั้งคำถามว่าทำไมฉันเป็นสิว แทนการเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ฉันจะหาย อาหารที่กินเข้าสู่ร่างกายทุกอย่างในตอนนั้น อ้อมเลือกอย่างดี เชื่อและรับรู้เสมอว่าสิ่งที่กินเข้าไปมีประโยชน์ รู้สึกถึงการฟื้นฟูและได้รับพลัง

ปรับเรื่องอาหาร และพฤติกรรมต่างๆ

  1. ไม่กินนม ไม่กินของทอด ไม่กินของหวาน ไม่กินรสจัด กินคลีน90% ทำอาหารกินเอง เน้นผัก ผลไม้ โปรตีนจากถั่ว ไข่(เล็กน้อย) งดprocess food กินอาหารตามธาตุและโดชา ดื่มน้ำ2-3ลิตรต่อวัน ดื่มสมูทตี้ผักผลไม้ทุกวันตอนเช้า
  2. สังเกตตัวเองตลอดวันในการรักษาสมดุลร้อน-เย็นในร่างกาย
  3. ฝึกการขับถ่ายในตอนเช้าทุกๆวัน โดยการดื่มน้ำมะนาว+น้ำเปล่า+เกลือหิมาลัยเล็กน้อย 500ml. ทันทีเมื่อตื่นนอน นวดลำไส้ ทำโยคะ
  4. ออกกำลังกาย
  5. ใช้ชีวิตตามนาฬิกาชีวิต พยายามนอนให้ได้ไม่เกิน 4 ทุ่ม ตื่นเช้า ตี4-5

พบอุปสรรคอะไรบ้าง แก้ยังไง

สำหรับอ้อม ไม่รู้สึกว่ามีอุปสรรค์อะไรมากนัก เพราะ ที่เราพบเจอมามันก็สุดๆเพียงพอที่เราจะรับไหวแล้ว ประกอบกับเป็นคนทำอาหารค่อนข้างสุขภาพทานเองเป็นประจำและการทำงานในตอนนั้น (เรียนต่อป.โท) ไม่ได้ยุ่งมาก(แต่เครียดและกดดันมากๆ) อ้อมมุ่งแค่ว่าให้ไปในทิศทางของการรักษาแบบธรรมชาติแล้วจะดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าเมื่อไหร่จะดีขึ้น ทำไมยังไม่ดีขึ้น รู้แค่เพียงว่าทำเหตุให้ถูกต้องแล้วผลที่ถูกต้องจะเกิดขึ้นเอง

สิ่งที่ปรับตัวยากหน่อยในช่วงนั้น น่าจะเรื่องการนอน เพราะเรามักจะมีสมาธิเขียนวิทยานิพนธ์ตอนดึกๆและติดดื่มกาแฟ เลยต้องปรับตัวรีบนอน4 ทุ่ม แล้วตื่นตี4 (โชคดีที่เป็นคนหลับง่าย) ส่วนการติดกาแฟเย็นก็ยังดื่มปกติ 1 แก้วตอนบ่ายๆ แต่ปรับเป็นดื่มแบบอเมริกาโน no sugar จากเมื่อก่อนลาเต้เท่านั้น และดื่มน้ำให้เยอะขึ้นตลอดวัน เพื่อลดความร้อนในร่างกายและการขาดน้ำ

เริ่มเห็นผลเมื่อไหร่ประมาณ

2 เดือน สิวยุบลง ผิวหน้าดีขึ้น ขับถ่ายได้ทุกวัน อารมณ์เย็นขึ้น สงบได้ง่ายขึ้น

สภาวะปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

สิวไม่ได้ทำให้เราทุกข์อีกต่อไป เข้าใจเหตุปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิว ก็ยังมีสิวบ้างตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น เช่น ช่วงที่เครียด นอนน้อย ผิวขาดน้ำ ซึ่งเราก็แก้ไขไปเพราะเราเข้าใจและมีความรู้ “อ่อ สิวขึ้นตรงนี้หรือ อืม ช่วงนี้เครียด ร่างกายร้อนไป ดื่มน้ำเก็กฮวยน้ำย่านาง หัวเราะๆทุกวัน” ไม่กี่วันก็ยุบ สิว ทำให้เรามีสติ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและพฤติกรรมของเรา สิว นำพาให้เรากลับมาเห็นคุณค่าในตัวเอง รักตัวเอง ดูแลสุขภาพกายสุขภาพใจ

จุดหลักที่ทำให้สิวหายคืออะไร

“ความเข้าใจ การยอมรับ การปล่อยวาง และการเรียนรู้พัฒนา”ความเข้าใจในความจริง เหตุ ผล และองค์ความรู้ต่างๆที่มีการยอมรับ ความจริงที่เกิดขึ้นการปล่อยวาง เมื่อทำดีที่สุดแล้ว หรือแม้แต่ในสิ่งที่เราไม่สามารถจัดการอะไรได้ก็ปล่อยวาง อะไรที่เราควบคุมไม่ได้ไม่ต้องเครียด ปล่อยวางความเครียด เพราะความเครียดทำให้เป็นสิว เครียดปุ๊ป 1-2วัน สิวหน้าผากมาเลยการเรียนรู้พัฒนา

สำหรับแง่มุมของการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราให้ดีขึ้นในทุกๆวัน (ทำได้ดีบ้าง ทำได้ไม่ดีบ้าง ทำไม่ได้บ้างในบางวัน ก็ไม่เป็นไร แต่ให้พยายามตั้งใจทำไปเรื่อยๆ) พัฒนาความคิดจิตใจในแบบที่เราอยากจะเป็น เชื่อว่าทุกคนก็อยากจะใจเย็นขึ้น สงบ มีสติ ปล่อยวาง มีความสุข หัวเราะทุกๆวัน และเมตตาตัวเอง

อยากให้กำลังใจรุ่นน้องอย่างไร?

สิ่งสำคัญคือการโฟกัสที่ “เหตุ” ทำเหตุ (input) ให้ถูกต้องแล้วผลลัพธ์ (outcome) ที่เหมาะสมก็จะตามมา ไม่ต้องกังวลว่าผลจะต้องเป็นอย่างไร ทำต่อไปด้วยใจที่เบิกบานค่ะ มีความสุขกับแนวทางนี้ หัวเราะให้เยอะๆ (แบบโยคะหัวเราะ) รับรองค่ะ สดใสขึ้นทันตา จะทำเหตุอย่างไรในการรักษาสิวแนวทางนี้ให้ถูกต้อง ก็ตามที่พี่บีมบอกค่ะ เปิดใจและลองทำตามเพราะอ้อมเชื่อในตัวพี่บีมที่ทุ่มเทกับแนวทางนี้ พี่บีมเป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดของการทำเหตุที่ถูกต้อง

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณปิ๊ก เพชรบุรี

สภาวะก่อนรักษาแนวทางนี้เป็นอย่างไร?

ภาพจำที่จำได้ชัดคือ ทุกๆเช้าวันอาทิตย์ ต้องรีบไปให้ถึงคลินิกรักษาโรคผิวหนัง ให้เช้าที่สุด (ระยะทางห่างจากที่พักประมาณ 15 กม.) เพื่อจะได้เป็นคนแรกๆ จะได้ไม่ต้องรอนาน แต่ไปทุกทีคนล้นคลินิกทุกที เป็นแบบนี้ราวๆ 4-5 ปี

วงจรชีวิตตอนนั้นทำงานจันทร์ –เสาร์ มีโอทีบางวัน วันอาทิตย์ตื่นแต่เช้า(เช้ากว่าทำงานอีก) หรือถ้าวันปกติเลิกงาน  5 โมงไปหาหมอกลับ 3-4 ทุ่ม ตอนนั้นไม่รู้สึกเหนื่อยนะคะ เพราะสิ่งที่เรากังวลที่สุดคือ  “สิวที่อยู่บนหน้า” คิดตลอดว่าทำยังไงให้สิวหาย รอยดำหาย โฟกัสแค่ตรงนั้น เราไม่เคยสนใจเรื่องความแข็งแรงของผิวหรือผิวอิ่มน้ำ  ไม่มีความรู้เรื่องผิวอะไรมากมาย คิดแค่ว่าผิวสวยคือไม่มีสิว ไม่มีรอย ตอนนั้นที่รักษาสิว รอยหายหน้าเกลี้ยงนะคะ แต่ตลอดเวลาที่รักษา กรดวิตามิน A ตัวหลักเลยค่ะ

รักษาจนวันนึงผิวแห้งกร้าน ดำ หมอง คล้ำ แบบไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็น ก็รักษาหมอเดิม หมอรักษาไปตามอาการ จนกระทั่งหมอบอกว่า “ถ้าเป็นหมอ หมอคงไปรักษาหมออื่นแล้ว” 

จนย้ายมาดูงานอีกที่ก็ยังวนเวียนเดิม ๆมันก้าวข้ามสภาวะนั้นไม่ได้ สิวยังเป็นๆหายๆ จนตอนนั้นเริ่มรู้สึกเหนื่อยหาหมอบ้าง ซื้อครีมเองบ้าง กลับสู่เบสิคไปที่พอกไข่ขาวบ้าง พอกโน่นนี่นั่นไม่ดีขึ้น  เพื่อนร่วมงานทักบ้าง ทำไมหน้าเป็นสิวอีกแล้ว หน้าปิ๊กอารมณ์ประมาณ 3 เดือนดี 4 สิวค่ะ วนไปแบบนี้ราวๆ เกือบ 4 ปี กว่าจะมาเจอครูบีม

ส่วนสภาพจิตใจ โชคดีที่มีความโดดเด่นในด้านสีผิวมาตั้งแต่เล็ก  โดนเพื่อนล้อตั้งแต่เด็กเลยค่ะ มันเลยพอมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง จะมีนิดนึงก็ตอนเค้าทัก ณ ตอนนั้น นอกนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร ปิ๊กว่าหลักๆเลยสิ่งหนึ่งคือ เราต้องมั่นใจในศักยภาพของตัวเองก่อน เอาจริงตอนนั้นคำทักคนรอบตัว มันไม่เท่ากะเราทำร้ายตัวเองด้วยการยืนเป็นพักๆหน้ากระจกแล้วมองหาสิวกะรอยดำหรอกค่ะ    

แต่เราไม่รู้สึกเบา สบายนะคะ ตอนนั้น เหมือนมันตึงๆหนักๆค่ะ คือลึกๆเราอยากหน้าใสอ่ะ เราะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ได้แค่นี้อ่ะ จะปลอบใจตัวเองแบบนี้ตลอด

“ปัญหาของปิ๊กตอนนั้นคิดว่าน่าจะเพราะเราโฟกัสสิว จนเราไม่มองอย่างอื่น เหมือนปิดทางอื่นๆอ่ะคะ ไม่ได้มองรอบๆ เราโฟกัสผิดจุด”

ทำอย่างไรบ้างตอนรักษาแนวทางธรรมชาติ?

เริ่มแรกคือปรับตามแนวทางครูบีมทุกอย่างเลยค่ะ กินผัก ผลไม้ปั่น ไม่ทานหวาน มัน เค็ม เบเกอรี่ ของทอด ผงชูรส  เนื้อสัตว์ นมวัว  เอาความร้อนออกจากร่างกาย ด้วยการดื่มน้ำวันละ 1.5 -2 ลิตร  ไล่ตามขั้นตอนมาเลยค่ะ

ตื่นเช้ามาดื่มน้ำทีอุณหภูมิห้อง ทานผัก ผลไม้ปั่น เลี่ยงอาหารต้องห้ามทั้งหมด ออกกำลังกาย กินระดมผลล้างลำไส้ ขับพิษ  นอนก่อนสี่ทุ่ม ทานโยเกิร์ตถั่วเหลือง ทานผักสดทุกมื้อ ทานสมุนไพรล้างลำไส้ ระบบเลือดและหนอง นั่งสมาธิ เปลี่ยนวิธีคิด ฝึกหัวเราะ คือเคร่งมากๆๆตอนนั้น น้ำหนักแตะ 49 กก.ผอมมาก แต่ก็ปรับจนเข้าที่เข้าทาง จนตอนนี้ปกติ

สำคัญคือการสังเกตตัวเอง อย่างปิ๊กตอนนั้นก่อนจะรักษาแนวธรรมชาติรู้สึกว่าลมหายใจเราร้อน ตัวร้อน แต่เราไม่รู้ว่าเราต้องทำยังไง แต่พอมาเจอแนวนี้ พอเราเริ่มรู้สึกว่าลมหายใจร้อนเราเอาของฤทธิ์เย็นเติม วันไหนรู้สึกขับถ่ายไม่คล่องเติมไฟเบอร์ เติมผัก ล้างสำไส้ คือต้องทำจนจับแนวทางโดยประมาณของตัวเองได้

ในส่วนของผิว ใช้ของครูบีมทั้งหมดค่ะ ชุดเบสิค ไม่ใช้อย่างอื่น ใช้แค่ไม่กี่อย่าง แต่ผิวแข็งแรงขึ้นมาก บางครั้งร่างกายจะมีขับพิษก็พอกด้วยโคลน ทำมาเรื่อยๆค่ะ

พบอุปสรรคอะไรบ้าง?

อุปสรรคหลักๆ ของแนวนี้คือ ใจเรา นี่แหละคะ

ด้วยความที่เห็นผลช้า ระยะเวลาในการรอนาน จนทำให้เราไขว้เขว้ว่า เฮ้ย!มันใช่เหรอ มันมาถูกทางเหรอ ไปเจออันนู้น บอกว่าหายใน 3 สัปดาห์  ชั้นทำแนวนี้มาจะปีแระสิวยังไม่หาย เอาไงดีว่ะ คิดแบบนี้วนเลยค่ะ  คนรอบตัวก็บอกว่านานไปนะ ยังไม่ได้ผลอีกเหรอ ลองตัวนี้มั้ย

อุปสรรคต่อมาคือ ความยุ่งยาก ความดูแปลกแยกจากกลุ่ม ที่เมื่อก่อนจะกินอะไรก็ได้ แต่ตอนนี้ อันนี้ก็ไม่กิน อันนั้นก็กินไม่ได้  ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพค่อนข้างสูง

แก้ไขอย่างไร?

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ก่อนที่เราจะมาเจอแนวนี้ เราใช้ชีวิตมาแบบไหน ทำร้ายร่างกายมายังไง   สิวมันคือผลที่แสดงให้เราเห็น เราต้องไปแก้ที่ราก รากตาย ผล ใบมันก็หล่น  พอเข้าใจแล้ว  แน่วแน่ค่ะ และมองภาพรวม เลิกโฟกัสสิว เราทำแล้วมีอะไรดีขึ้นบ้าง ร่างกายดีขึ้นมั้ย สุขภาพแข็งแรงขึ้นมั้ย ระบบขับถ่ายดีกว่าเมื่อก่อนมั้ย ลมหายใจ การนอนหลับ  คือมองบริบทก่อนเลยค่ะ  แล้วมันจะค่อยส่งออกมาข้างนอก  สิ่งที่ชัดมากสำหรับปิ๊กคือ ตั้งแต่ใช้แนวนี้ ไม่เคยเป็นหวัด ทั้งที่ในออฟฟิสเป็นกันทึกคน  ผิวหน้า เมื่อก่อนออกแดดแป๊บๆกลับเข้ามาหน้าหมองคล้ำกว่าจะกลับมาปกติต้องใช้เวลา  แต่ตอนนี้แทบจะไม่เป็นไร นอกจากเราตากนานจริงๆแต่ก็ฟื้นเร็ว

ส่วนอุปสรรคเรื่องความยุ่งยากและแปลกแยก เราแค่ไม่ตึงเกินเวลาเข้าสังคม เลือกกินในส่วนที่กินได้ ถ้าเลี่ยงไม่ได้เราพกไปเอง แถมเผื่อเค้าด้วย เค้าไม่กินไม่เป็นไร เราเอากลับบ้านได้ ปิ๊กพกผักสดไปทานร้านข้าวเอง  พกผลไม้ พกของที่เราต้องใช้ แต่เราร่วมแจมกับเค้าได้ เค้านั่งปิ้ง ย่างหมูกระทะ เราพกผักไปกินกับหมูย่างแต่เลือกแค่ชิ้นเล็กๆให้หายอยาก น้ำจิ้มไม่ใส่ ไม่ปรุงรสเพิ่ม ทำแบบนี้เรื่อยๆ จนตอนนี้ รอบตัวเลือกกินตามปิ๊กบ้างแล้วค่ะ คือเค้าเห็นว่ามันดี แต่อันไหนที่เค้าไม่ชอบเค้าไม่ตาม แต่เค้าไม่ได้รู้สึกแปลกแยก  ส่วนค่าใช้จ่าย แนะนำให้ปรับเลือกผักผลไม้ตามฤดูกาลค่ะ อันนี้ช่วยได้ ผักพื้นบ้านต่างๆ

สำคัญคือวิธีคิดของเราค่ะ มองความสุขของตัวเอง อันไหนไม่ดีข้ามไปบ้าง สิ่งที่ทำให้เราสุขจริงๆคือใจเรา  ยังไงก็ผ่านอุปสรรคไปได้ค่ะ

เริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่?

เริ่มเห็นผลทางด้านสุขภาพก่อน อันนี้ชัดสุด จากนั้นเรื่องสิวราวๆ1 ปี หลังทำแนวนี้ อย่างที่บอกค่ะ ปิ๊กกินกรดวิตามิน A เรื่อยมาตลอดระยะเวลาการเป็นสิวกว่ามันจะหมดนานมากๆๆๆๆ มีสิวลดลงแต่จุดหลักคือแก้ม มาเรื่อยๆตั้งแต่มีหัว จนอักเสบไม่มีหัว จนตอนนี้แค่อุดตันเล็กๆ

แต่ชัดสุดตอนทานสมุนไพรล้างลำไส้และระบบเลือดหนอง ทาน้ำมันดอกทานตะวัน อันนี้สิวอักเสบลดลงชัดเจนมาก ผิวดูแข็งแรงขึ้นมาก

สภาวะปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างไร?

ผิวแข็งแรงขึ้น สิวน้อยลง สุขภาพกายและจิตของเราดีขึ้น ตัวเบา รับมือกับปัญหาได้ดี  มีสติ และมีความสุขกับสิ่งใกล้ๆตัว  สำคัญคือเรารู้สึกว่าเราอยากให้ความรู้สึกดีๆกับคนอื่น อยากให้สิ่งดีๆกะคนอื่น เราไม่โมโหง่ายๆเวลาเจอคนงี่เง่า เราจะมองมุมกลับ มองอีกมุม

จุดหลักที่ทำให้สิวหาย คืออะไร?

การล้างลำไส้ ระบบเลือดและหนอง อันนี้ชัดและเราตั้งแต่ช่วงแรกของการทาน ประกอบกับตัวชุดเบสิค ที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ตอนนี้สิวน้อยลงมากๆ แต่จะมีรอยดำอยู่ แต่ที่ชัดคือผิวดีขึ้นชัดเจนและดูแข็งแรงขึ้น

กับอีกเรื่องคือการเลิกโฟกัสสิว ปรับวิถีชีวิต เน้นกินผักสด ลดเนื้อสัตว์ และของต้องเลี่ยง ปรับจนเป็นนิสัยแล้วค่ะตอนนี้ ไม่นึกอยากกินของหวาน เบเกอรรี่นี่ไม่กินนานมากแล้ว เมื่อก่อนเดินตลาดสดจะได้ ไก่ทอด หมูทอด ลูกชิ้นทอด แหนม ได้พวกอาหารสำเร็จรูปพร้อมกินกลับมาเยอะแยะ แต่ตอนนี้เดินตลาดได้แค่ผักสดกะผลไม้บางอย่าง มันไม่มีอะไรที่เราอยากกินเลย ไม่นึกอยากกิน ตอนนี้ทำอาหารเองปรุงเอง

อยากให้กำลังใจรุ่นน้องอย่างไรบ้าง?

อยากบอกว่า พี่เป็นสิวมา 10 กว่าปี กินกรดวิตามิน A มาเกือบ 10 ปี ข้างในนี่หายใจออกมาร้อน  พี่รักษาแนวนี้มาแค่ 1 ปีกว่าๆชีวิตพี่เปลี่ยน ผิวดีขึ้น สุขภาพกายดีขึ้น  สุขภาพจิตดีขึ้น  มันคุ้มที่เราจะเปลี่ยน และมันดีกับเราไปตลอด มันยั่งยืน

เพิ่มอีกอย่างคือความตั้งใจ ถ้าตั้งใจมาแนวนี้อย่าเขวค่ะ มันจะมีอุปสรรคให้เราพิสูจน์ค่ะว่าเราผ่านได้มั้ย ถ้าผ่านได้นอกจากสิวหายเราได้เรียนรู้อีกหลายอย่าง ลองดูค่ะ อย่าเชื่อพี่

 “ด้วยรัก”                        

คุยกับปิ๊กได้ที่นี่นะคะ https://www.facebook.com/sujikac

                                                   

33 ข้อ ไขข้อข้องใจ “สิวเรื้อรัง” และทางออกจากสิวทุกประเภท (ตกผลึกจากประสบการณ์เรื่องสิว 20+ ปี)

ก่อนอื่น ลองมาเช็คกันดูนะคะว่า คุณกำลังมีปัญหา “สิวเรื้อรัง” หรือไม่ค่ะ?

  1. เป็นสิวที่เป็นมานานกว่า 6 เดือน เป็นได้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผิวระคายเคือง แดง อักเสบ สิวอักเสบ สิวหนอง หรือซีสต์ใหญ่ ๆ
  2. มาพร้อมกับปัญหาผิวที่ไม่สมดุล ส่วนใหญ่จะมันเกินไป และรูขุมขนกว้างขึ้น
  3. เป็นสิวที่อาจเรียกได้ว่า เป็นรูปแบบของ “สิวฮอร์โมน” ที่เข้าใจกันในปัจจุบัน
  4. ใช้ครีม ยารักษาสิว และการทำทรีทเมนต์จากคลินิกหรือสถานบริการความงามทุกรูปแบบแล้ว ได้ผลชั่วคราว เมื่อหยุดทำหรือเว้นช่วงไป สิวก็กลับมาอีกและอาจเป็นมากขึ้น
  5. เป็นโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่สามารถอธิบายได้ เหมือนอยู่ดี ๆ ก็เป็น
  6. มักเป็นหลังจากมีปัญหาสุขภาพ ปัญหาความเครียด มาสักระยะใหญ่ ๆ ก่อน ส่งผลให้คนที่ไม่เคยเป็นสิวเป็นสิวชนิดนี้ได้เช่นกัน
  7. อาจเกิดจากการรับยาสเตียรอยด์รักษาบางโรค หรือใช้สเตียรอยด์ปริมาณมากเพื่อให้ส่งผลบางอย่าง ส่งผลให้คนไม่เคยเป็นสิว เป็นสิวสเตียรอยด์ได้
  8. หากทบทวนย้อนกลับไปแล้ว ก็จะมีพฤติกรรมการกินที่ผิดหลักสุขภาพ กินอาหารมีไขมันทรานส์ น้ำตาลขัดขาว น้ำตาลสูง อาหาร GI สูง อาหารสำเร็จรูป อาหารสังเคราะห์ อาหารแปรรูป ต่อเนื่องหลายปี ไม่ออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์จัด สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืนเป็นประจำ หรืออยู่ในโซนที่มลภาวะเป็นพิษ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ควบคุมเรื่องสารพิษและความปลอดภัยในโรงงานและสิ่งแวดล้อม อยู่เมืองที่มีมลพิษสูง ทำงานเป็นกะ เดินทางบ่อย นอนเช้าตื่นเที่ยง มีปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ หรือปัญหาอื่น ๆ แบบเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้จบเสียที เหล่านี้เป็นต้น

หากคำตอบของคุณ คือ “ใช่” แม้เพียงข้อเดียว
ก็ถือว่าเข้าข่าย “กำลังมีปัญหาสิวเรื้อรังแล้วค่ะ”

และหนทางหลุดออกจากปัญหานี้ อยู่ด้านล่างนี้แล้วค่ะ ยาวหน่อย แต่คุ้มที่จะใช้เวลากับมันและลองเปิดใจรับไปเป็นแนวทางทำแบบจริงจังดูสัก 3 เดือน จะพบความแตกต่างที่ชัดเจนแน่นอน

33 ข้อ ไขข้อข้องใจ “ปัญหาสิวเรื้อรัง” และ ทางออกจากเขาวงกตนี้ สรุปจากประสบการณ์เรื่องสิว 25 ปี

ตั้งแต่ที่บีมมีปัญหาสิว กลิ่นตัว ขี้หงุดหงิดโมโหง่ายตั้งแต่เด็ก (ประถม) และอยู่ในวังวนการเข้าออกคลินิก สถานเสริมความงามอยู่ตลอดช่วงเวลาวัยเรียนถึงวัยทำงานตอนต้น ก็ได้ตัดสินใจเด็ดขาด มาเริ่มศึกษาและทดลอง การรักษาสิว โดยเน้นที่การแก้ที่ระบบภายใน แก้ที่รากของสิว โดยมุ่งเป้าไปที่การ “หายขาด” ใช้หลักธรรมชาติ ไม่ใช้ยา ไม่ใช้ฮอร์โมน เมื่อปี พ.ศ. 2552 จนในวันนี้ (20 ม.ค. 2563) บีม “ตกผลึก” ได้แบบนี้ค่ะ ขอให้อ่านและทำความเข้าใจให้ดี นี่คือ หนทางที่จะพาคุณออกจากวังวนจากปัญหาสิว “แบบถึงราก” ได้จริง ๆ 

  1. สิวของคนในยุคนี้ มีสาเหตุหลักมาจาก “การเสียสมดุลแบบร้อนเกินไป” และ “การมีขยะสะสมในกายและจิตมากเกินไป” ส่งผลให้มีออกซิเจนในตัวน้อย และ ภูมิต้านทานทางกายและใจต่ำลง
  2. การเสียสมดุลแบบร้อนเกินไป ถ้าเป็นในเด็กถึงวัยรุ่น จะเป็นสาเหตุเกี่ยวกับ “อาหารที่กินมาตั้งแต่เล็กจนถึงวัยรุ่น” ถ้าเป็นวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ จะเกิดจาก “ความเครียด” เป็นตัวหลัก
  3. ความเครียดเป็นการเพิ่มความร้อน เพิ่มพิษ ให้กับร่างกายโดยตรง และกดภูมิคุ้มกันให้ต่ำลง เกิดมาจากวิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่ผิดเพี้ยนจากการใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
  4. เมื่อถูกส่งเสริมด้วย การกินอาหารแนวตะวันตกในกลุ่ม fast food เน้นกลุ่มให้พลังงาน เช่น แป้งขัดขาว นมวัว น้ำตาล กรดไขมันโอเมก้า 6 และกลุ่มเนื้อสัตว์ โดยไม่กินอาหารฤทธิ์เย็น เช่น กลุ่มผักผลไม้ปลอดสาร สมุนไพรฤทธิ์เย็น เลยหรือกินน้อยมาก ย่อมทำให้ความร้อนสะสมในเซลล์ร่างกายมากเกินไป 
  5. นอกจากภาวะร้อนเกินที่เกิดขึ้นแล้ว ในทาง “ชีวเคมี” อาหารกลุ่มนี้ ก็ทำให้เกิด “ภาวะอักเสบเรื้อรัง น้ำตาลในเลือดแกว่ง ภาวะดื้ออินซูลิน ไขมันพอกตับ ลงพุง โรคอ้วน น้ำหนักเกิน เซลลูไลท์ ท้องผูก เลือดหนืดข้น ลำไส้รั่ว” อีกด้วย
  6. อาหารจะส่งผลต่อภาวะอารมณ์และบุคลิกภาพโดยตรง คนที่มีความร้อนสะสมในตัวมากเกินไป จะขี้หงุดหงิด โมโหง่าย ไม่ให้อภัย มองโลกในแง่ร้าย โกรธตัวเองและผู้อื่นตลอดเวลา เป็นภาวะอารมณ์ที่เพิ่มเติมความร้อนให้กายนี้เข้าไปอีก
  7. เมื่อ น้ำ ลม ไฟ ในตัว ส่งเสริมให้มี “ไฟ” มากไป คือ น้ำน้อย (ไม่ค่อยดื่มน้ำ) ลมเยอะ (เพราะเครียดและนอนไม่หลับเป็นเรื่องหลัก) และไฟเยอะมาก ก็จะสะท้อนให้เห็นทาง ดิน คือ กายเนื้อที่สัมผัสได้ และผิวหนังคืออวัยวะหนึ่งในธาตุดินนั้น
  8. คนที่ไม่ออกทางผิวหนัง ก็จะเป็นตุ่ม เป็นหนอง เป็นก้อนอยู่ภายใน คนที่ออกมาทางผิวหนัง ก็จะเป็นผดผื่น เป็นสิว เป็นซีสต์ แต่ละคนจะแสดงออกไม่เหมือนกัน แต่เหตุเป็นอย่างไร ผลเป็นเช่นนั้น ทุกคนมี “ไฟมากไป” ในตัวทั้งหมด จึงป่วยเป็นโรคต่างๆ ที่เกิดจาก “ไฟเผา”
  9. ส่วนขยะที่รับมามากเกินไปนั้น มาจากหลายทาง นับทั้งขยะที่ตามองเห็นได้ กับ ขยะที่ตามองไม่เห็น เพราะเรามีกายเนื้อ และ กายละเอียด ซึ่งกายละเอียดนี่เอง หรือ วิญญาณของเรา หรือ พลังชีวิต ที่ทำให้เรายังคง “มีชีวิตอยู่” ถ้าสุขภาพเขาไม่ดี มีพลังดำมืดปนเปื้อน ปกคลุม และไม่เอาออก ก็จะแสดงออกมาทางกายเนื้อนี่เอง 
  10. เราไปเน้นการแก้ที่กายเนื้อกัน ซึ่งถ้าไม่เกี่ยวกับการแพ้ครีมหรือใช้ของที่ระคายเคืองผิวรุนแรงจริง ๆ ปัญหาโรคผิวหนังทุกโรคมาจาก “คุณภาพและความสะอาดของกายละเอียด” ไปแก้กันผิดที่ผิดทาง จึงไม่หายกันเสียที
  11. ขยะที่มองเห็นได้ สัมผัสได้ คือ อาหารที่ผ่านกระบวนการ น้ำตาล อาหารปนเปื้อนสารเคมี มีของปรุงแต่งสูง อาหารปนเปื้อนพยาธิ แอลกอฮอล์ ไม่เป็นรสธรรมชาติ และเรากินหลายมื้อต่อวัน กินกันหลายอย่างต่อวัน และอาหารก็คือ ธาตุดิน ที่จะเข้าไปเป็นธาตุดิน คือ ผิวหนัง และอวัยวะน้อยใหญ่ของเรานี่เอง อาหาร = อวัยวะและผิวหนัง เป๊ะ ๆ ใส่อะไรเข้าไป ก็ได้ออกมาแบบนั้นเป๊ะ ๆ ไม่ผิดเพี้ยน 
  12. หลายคนมีคำถามว่า เพื่อนที่หน้าใส ก็กินแบบเรา ไม่เห็นจะเป็นเลย มันมีปัจจัยที่คุณยังมองไม่เห็นว่า เขาป่วยอะไรบ้าง ถ้าละเอียด ลองสังเกตดูว่า เขามีความป่วยในด้านอื่นไหม ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้รับฟังเรื่องราวเพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาสิวของบีมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่า คนที่หน้าใสและไม่ดูแลอาหารจะมี 2 อย่าง คือ แสดงออกทางอื่น เช่น ขอบตาคล้ำ ผิวขาดน้ำแต่ยังไม่เป็นสิว ปวดท้องประจำเดือนรุนแรง มีลูกยาก มีพุงแม้ยังไม่เคยมีลูก หรือมีอาการป่วยอื่น ๆ ที่ไม่แสดงมาเป็นสิว และอีกกลุ่มคือ มาเป็นสิวช่วงที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว คือ อายุ 25 ปีขึ้นไป กลุ่มนี้มีเพิ่มขึ้น คือ ไม่ดูแลตัวเองเลย ชะล่าใจว่าผิวดี แล้วมาเป็นเอาตอนโต กลุ่มนี้จะมีโอกาสเป็นซึมเศร้าหนักกว่า เพราะ ไม่เคยเป็น และมาเป็นตอนที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งร่างกายเสียหายไปมากแล้ว ต้องใช้เวลานานกว่า และต้องมีวินัยสูงมาก ถ้าไม่เชื่อมั่นในหนทางธรรมชาติ และไม่เชื่อในตัวเองว่าจะหายได้ ก็จะอยู่ในวังวนสิวตลอดไปเพราะมีภาวะซึมเศร้ามาเพิ่มเติม ซึ่งภาวะนี้ คือ การบั่นทอนระบบภายใน เหมือนระเบิดเวลาที่รอระเบิดให้ตัวตาย 
  13. ดังนั้น ขอแนะนำว่า อย่าไปเปรียบเทียบกับใคร อย่าไปนึกน้อยใจ ให้สนใจตัวเราและลู่ของเรา เดินให้ดี มีพัฒนาการไปเรื่อย ๆ ทำให้ถูก ผลจะได้เอง เพราะการเปรียบเทียบและการไม่รักตัวเอง ไม่ให้กำลังใจตัวเอง คือ อารมณ์ทางลบที่บั่นทอนกายละเอียดและจิตวิญญาณ จะทำให้หายช้าไปอีก
  14. ส่วนขยะอื่น ๆ ก็คือ สารเคมีอันตราย สารเคมีระคายเคือง จากสิ่งที่เราใช้ทุกวัน คือ เครื่องสำอาง ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับแล้วว่า มันสามารถถูกดูดซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง หรือของใช้ที่เราต้องได้รับเข้าไป เช่น น้ำยาล้างจานที่อาจตกค้างบนจาน เครื่องครัวที่หลุดร่อนปนเปื้อนมากับอาหาร หรือ เครื่องครัวที่ไม่มีคุณภาพ มีตะกั่ว (หม้อก๋วยเตี๋ยวคุณภาพต่ำ) น้ำปนเปื้อนสารเคมี น้ำปนเปื้อนเชื้อโรค ฝุ่น PM 2.5 สารเคมีที่่ฟุ้งในบริเวณโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าที่มีควันเสียลอยออกมา ควันท่อไอเสีย ฯลฯ ที่รับเข้าไปทุกวัน 
  15. ขยะที่มองเห็นได้ จะเข้าสู่กระแสเลือด และต้องไปที่ตับ เพื่อตับจะได้ทำหน้าที่คัดกรอง กำจัดพิษออก เหลือแต่สิ่งที่ดีและมีประโยชน์ไหลเวียนในกระแสเลือด แต่เมื่อตับป่วยจากพิษที่มีมากเกินไป เซลล์ตับเองก็ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งตับคืออวัยวะที่สำคัญที่สุดในการ กำจัดพิษ และ สังเคราะห์สิ่งที่ร่างกายต้องนำไปใช้ประโยชน์ ถ้าตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติแล้ว พิษจะแพร่กระจายไปในกระแสเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย และเลือดไปที่ไหน น้ำเหลืองอยู่ที่นั่น
  16. น้ำเหลือง คือ ของเหลวทั้งหมดที่ไม่ใช่เลือด และมีบทบาทสำคัญต่อ คุณภาพของผิวหนัง โดยตรง ถ้าเลือดมีพิษเยอะ น้ำเหลืองก็จะมีพิษเยอะ และถ้าเม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันในน้ำเหลือง ไม่สามารถกำจัดพิษออกได้ ก็จะทำให้เกิดอาการทางผิวหนังในลักษณะต่าง ๆ 
  17. ดังนั้น สุดท้ายแล้ว ความร้อนและขยะจากเซลล์น้อยใหญ่ทั่วร่างกายที่มองเห็นได้ จะลอยละล่องในกระแสเลือด และ ถ่ายเทไปสู่น้ำเหลือง และ ทุกพื้นที่ของเซลล์ร่างกาย ก็จะได้รับพิษอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าภาวะ “อักเสบเรื้อรัง” ที่เหมือนทหารของร่างกายต้องต่อสู้และระแวดระวังตลอดเวลา ไม่ได้หยุดพัก ทำให้เหนื่อยเพลีย และในที่สุด สู้ไม่ไหว ก็จะสู้หมดทุกอย่าง แม้กระทั่งเซลล์ดี ๆ ก็จะโจมตี เพราะ ตาลายไม่รู้อะไรเป็นอะไรแล้ว อาจเป็นสาเหตุของการแพ้ง่ายหรือแพ้ตัวเองด้วย
  18. ยังไม่รวมขยะที่มาจากลำไส้โดยตรง จากการกินอาหารที่ร่างกายไม่เอา ไม่ขับถ่ายให้หมดได้ทุกวัน ท้องผูกต่อเนื่อง สุขภาพผนังลำไส้ไม่ดี จนเกิดรูรั่ว และความเครียดก็ทำให้ลำไส้แย่ได้เร็ว และรั่วได้เร็วขึ้นด้วย ภูมิคุ้มกันในลำไส้มีถึง 80% ของทั้งระบบร่างกาย ถ้าตรงนี้แย่ ผิวหนังก็จะได้รับผลโดยตรง 
  19. พอลำไส้รั่ว (leaky gut syndrome) ก็จะทำให้สิ่งที่อยู่ในลำไส้ออกไปสู่น้ำเลือด และ น้ำเหลือง อย่างมากมาย และยิ่งทำให้ภูมิคุ้มกันตก และ มีภาวะอักเสบเรื้อรังสูงขึ้น
  20. อักเสบตรงไหน ตรงนั้นก็จะมีความร้อน มีการสู้กันของร่างกายกับสิ่งแปลกปลอม เหมือนมีสมรภูมิรบภายในกายนี้ตลอดเวลา เป็นสงครามที่ยืดเยื้อ เพราะเซลล์ร่างกายไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยอาหารที่ดีเลย มีแต่อาหารเสริมเชื้อโรค ในที่สุด ก็ป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดัน อัลไซเมอร์ อัมพฤกษ์ อัมพาตย์ ภูมิแพ้ตัวเอง และแน่นอนว่า “สิววัยรุ่นสมัยนี้และวัยผู้ใหญ่” ก็จัดเป็นผลของเหตุที่ว่านั้นด้วย
  21. ถ้าอักเสบในหลอดเลือด หลอดเลือดจะแข็ง ตีบ เล็กลง ทำให้ส่งสารอาหาร ออกซิเจน น้ำ ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะไกล ๆ อย่างผิวหนังได้ยาก ทำให้พิษสะสมคั่งค้างอยู่ตามผิวหนัง ทำให้เป็นสิวเรื้อรังไม่หาย หรือ มีแผลสิวก็หายช้า หายยาก ยังไม่ทันหาย ขึ้นมาใหม่อีกแล้ว ถ้าอักเสบตรงไหน ตรงนั้นก็ป่วยและมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ 
  22. และการกินน้ำตาล และ คาร์โบไฮเดรตที่มีค่า GI สูง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเบเกอรี่ จะทำให้มีน้ำตาลในเลือดมากเกินไป และ น้ำตาลกระโดดสูงทันทีหลังกิน ไปกระตุ้นให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินจำนวนมาก ๆ เพื่อมาเอาน้ำตาลจากเลือดเข้าไปใช้งานในเซลล์ เมื่ออินซูลินเพิ่มขึ้นมาก จะไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนอีกหลายตัวเสียสมดุล ตัวที่เกี่ยวกับสิวและมีข้อมูลที่มีแพทย์และงานวิจัยในต่างประเทศอ้างถึง คือ IGF และ แอนโดรเจน ตัว IGF จะไปเพิ่มอัตราการสร้างเซลล์เพิ่ม ทำให้ผนังท่อรูขุมขนมีเซลล์ผลิตออกมามากไป ทำให้อุดตันรูขุมขนได้ง่าย แม้ไม่ใช้ครีมหรือเครื่องสำอางอะไร ก็อุดตันแล้ว และแอนโดรเจนก็ทำให้ร่างกายผลิตน้ำมันมากเกินไป ผลคือ การอุดตันของเซลล์ผิวบวกกับน้ำมันที่มากเกินไปในรูขุมขน และน้ำมันเป็นอาหารของเชื้อสิว P.Acne อยู่ตรงนั้น เป็นเหมือนคอขวด ที่ถ้ามันออกไปไม่ได้ ก็จะขยายออกไปทางข้าง ทำให้น้ำมัน เชื้อโรค ออกไปเซลล์ด้านข้างรูขุมขน พอเม็ดเลือดขาวรู้ว่ามีเชื้อโรคตรงนั้น จะเรียกเพื่อนมาจัดการ เป็นสมรภูมิเล็ก ๆ หรือใหญ่ ๆ ตรงนั้น อยู่ที่ปริมาณเชื้อโรคที่นั่น ขยะในเลือดและน้ำเหลือง ถ้าเลือดและน้ำเหลืองสกปรก ก็หายช้าและเป็นนาน ถ้าเลือดและน้ำเหลืองสะอาด ก็จะหายเร็ว
  23. จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถ้าต้องการหายเร็ว ต้องโฟกัสการจัดการที่ “น้ำเลือด และ น้ำเหลือง” ให้เขาหมุนเวียนได้ดี ให้เขาสะอาด ให้เขาสมดุล เป็นเรื่องหลัก แล้วผิวก็จะดีตามคุณภาพของของเหลว คือ เลือดและน้ำเหลืองนั่นเอง
  24. สิ่งที่จะทำให้น้ำเหลืองและน้ำเลือดสะอาด ในระดับของคนที่เป็นมานาน เรื้อรัง และรุนแรง จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอาหารและวิธีกินอาหารให้ถูกต้อง และต้องมีการออกกำลังกายและนวดตัวไปพร้อม ๆ กัน เพื่อกระตุ้นให้น้ำเหลืองเดินได้ดี ยิ่งตัดสินใจเด็ดขาด จะเอาชนะกิเลสเรื่องอาหารได้เร็ว ก็จะยิ่งหายเร็วขึ้น
  25. อาหารที่ก่อสิวโดยสรุปจากเว็บไซท์ต่างประเทศที่เป็นแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ พูดไปทางเดียวกัน คือ อาหารที่มี GI สูง(คาร์โบไฮเดรตที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเบเกอรี่ ข้าวขาว แป้งขัดขาว ขนมปังขัดขาว เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องส่วนใหญ่) อาหารที่มีโอเมก้า 6 สูง (เช่นอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันคาโนล่า น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง) นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว เวย์โปรตีน อาหารผ่านกระบวนการและปรุงแต่งมาก ๆ อาหารที่มีความเป็นกรดสูง ถ้าตามหลักแพทย์แผนตะวันออก คือ อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนสูง คือทานตามแนวตะวันตกสายอัดพลังงาน เช่น fast food ต่าง ๆ ไก่ทอด พิซซ่า โดนัท ฯลฯ รวมไปถึงการทานอาหารเสริม ที่จัดว่าเป็นอาหารฤทธิ์ร้อนมากเกินจำเป็น และการทานยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวินะ ยาโรแอคคิวเทน ยาต่าง ๆ ทั้งหมดด้วย
  26. อาหารที่จะช่วยให้สิวหาย หน้าใสได้เร็ว คือ คาร์โบไฮเดรตที่มีค่า GI ต่ำ อาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง (ถ้าบ้านเราจะมีน้ำมันงาม้อน) มีใยอาหารสูง ผักผลไม้ 5 สี เน้นสีเหลืองส้มและสีเขียว ในรูปแบบสลัดราดน้ำมันสกัดเย็นที่สกัดจากพืช เช่น น้ำมันงาม้อน น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันถั่วดาวอินคา เป็นต้น) หรือนำมาปั่นหรือทำน้ำ infused water ก็จะช่วยได้เร็วมาก ๆ การทานน้ำมันดังกล่าวแบบสกัดเย็นแบบสด ๆ อาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย อาหารที่มีคอลลาเจน เช่น น้ำซุปกระดูก ปลา เห็ด สาหร่าย ถั่วที่มีฤทธิ์เย็น เช่น ถั่วเขียว และแนะนำให้งดไข่ไปก่อน เพราะ กินกันมาค่อนข้างเยอะตลอดชีวิต มีโอกาสแพ้ค่ะ แนะนำให้ทานแนววีแกน หรือ เมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอาหารกลุ่มนี้ มักจะมีฤทธิ์เย็นและมีค่า pH เป็นด่างอยู่แล้ว และไม่ผ่านกระบวนการ ซึ่งจะปรับเลือดให้เป็นด่างอ่อน ๆ ในภาวะนี้ ร่างกายจะแข็งแรงที่สุด ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีที่สุด และไม่เป็นสภาวะของการก่อมะเร็งเหมือนเลือดเป็นกรด ในมุมของสิว ก็จะหายเร็วมาก ๆ 
  27. นอกจากนี้ ก็ต้องล้างพิษลำไส้ใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็น บ่อเก็บของเสีย ให้เร็วที่สุด ซึ่งจากข้อมูลของคุณหมอเขียว ดร.ใจเพชร มีทรัพย์ ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อทำให้ลำไส้ใหญ่สะอาด อุณหภูมิของร่างกายจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่สมดุลได้เร็ว (สมดุลร้อนเย็น) พิษในลำไส้ใหญ่ คือ ของเสียที่ตกค้างทั้งหมด ส่วนนี้คือบ่อของความร้อนและเชื้อโรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงและแพร่กระจายได้ เหมือนถังขยะนี่เอง ถ้าไม่ดูแลให้สะอาด ก็เน่าเหม็นใช่ไหมคะ
  28. ส่วนการล้างพิษตับนั้น จริง ๆ แล้ว ถ้าเราได้ล้างพิษลำไส้แล้ว และ ปรับอาหารแล้ว พิษจะลดลงระดับหนึ่งอยู่แล้ว ทำให้ตับแบกภาระในการกำจัดพิษน้อยลง เมื่อได้ทานผักผลไม้สดที่มีเอ็นไซม์และสารอาหารมาก ๆ ตับจะสามารถฟื้นฟูได้เอง และควรทานชาหรืออาหารที่มีสรรพคุณล้างไขมันในร่างกายและหลอดเลือด ก็จะช่วยให้ไขมันโดยรวมลดลง ตับก็จะรู้สึกโล่งขึ้น มีเวลาได้พักมากขึ้น ถ้าได้นอนเร็วก่อน 4 ทุ่ม และหลับสนิทถึงเช้า ตับก็จะฟื้นฟูตัวเองได้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ ดังนั้น ถามว่าจำเป็นต้องล้างพิษตับไหม ให้เป็นไปตามความเข้าใจส่วนบุคคล เพราะ ในส่วนของการแพทย์สายทางเลือก ก็จะมีวิธีการล้างไขมันและนิ่วจากตับ ซึ่งที่บีมเคยทดลอง ก็รู้สึกดีกับวิธีนั้นเช่นกัน เพียงแต่ว่า ค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูง และถ้ายังใช้ชีวิตเครียดเหมือนเดิม ทานอาหารเหมือนเดิม ปรับชีวิตไม่ได้ มันก็จะกลับมาได้อีก (ไขมันและนิ่วในตับและถุงน้ำดี) ดังนั้น ถ้าจะล้างจริง ๆ ก็ให้คิดก่อนว่า จะเปลี่ยนตัวเองแล้วจริง ๆ นะ เงินที่ลงไปจะได้ไม่สูญเปล่า
  29. ส่วนที่สำคัญมากอีกส่วน คือ การออกกำลังกาย หลายคนมีประสบการณ์ คือ ออกกำลังแบบสร้างกล้ามเนื้อหนัก ๆ ฝึกหนัก ฝึกเครียด วิ่งเยอะ ดื่มน้ำน้อย หรือการออกกำลังกายที่มีการเผาผลาญสูง และเครียด กลุ่มนี้อาจยิ่งมีสิวขึ้น เพราะ ร่างกายร้อนเกินไป ควรต้องหันมาเล่นโยคะหรือว่ายน้ำ (สระน้ำเกลือ) แทน ที่จะช่วยปรับสมดุลตรงนี้ได้ดีกว่าค่ะ ร่างกายจะเย็น ไม่ร้อน (ไม่แนะนำโยคะร้อนก่อนนะคะ แม้คุณจะอยากลดน้ำหนักก็ตาม) การเล่นฮูล่าฮูปก็ทำให้ลำไส้บีบรัดตัวได้ง่ายและเร็วตอนเช้า คือ พยายามทำให้ง่าย ให้สุข จะเต้นก็ได้ อย่าไปเล่นกีฬาตามกระแสที่ไม่เป็นตัวเอง เล่นแบบเครียด เอาที่ตัวเองสบายใจและมีความสุข สำคัญที่สุด และจะได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายมากที่สุดค่ะ
  30. และตามที่บีมบอกก็คือ ส่วนที่มองไม่เห็น คือ วิญญาณ พลังชีวิต กายละเอียด นี้ คือ รากของโรคที่แท้จริง ต้องแก้ในส่วนนี้ด้วย โดยต้องมองชีวิตอย่างเป็นองค์รวมว่า ขณะนี้เรากำลังมีปัญหาอะไรที่ค้างคาที่ยังทำให้ชีวิตไม่มีความสุขได้จริง ๆ ไหม เรากำลังรู้สึกหมดพลังและอ่อนเพลียกับชีวิตที่ต้องต่อสู้ทุกวันไหม? หัวเราะได้อยู่ไหม มีความสุขได้อยู่ไหม ถ้าไม่ได้ มันต้องไปแก้ ไปดูว่า อะไรที่เรายังไม่ได้แก้ เรายังโกรธ ยังเกลียดใครไหม เรายังติดค้างอะไรใครไหม เราต้องกล้าเผชิญหน้า และค่อย ๆ แก้ปัญหาด้วยความรัก ด้วยความอดทน เข้าใจ ให้อภัย พอมันหลุดไปทีละเปลาะ ๆ ใจจะสบายขึ้นเอง ความเครียดจะลดลงเองตามระดับที่เราแก้ปัญหาได้ 
  31. สำหรับบีมเอง ได้เรียนรู้เครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาในส่วน “จิต” คือ การใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้น ใช้ชีวิตให้ช้าลง ถอยห่างจากเทคโนโลยีและโลกออนไลน์เพิ่มขึ้น การใช้ชีวิตตามแนวทาง Minimalism (ให้ชีวิตเหลือแต่สิ่งจำเป็น) การหัวเราะอย่างไร้เงื่อนไข โดยศาสตร์โยคะหัวเราะ (ทางลัดในการเพิ่มออกซิเจน กำจัดสารพิษจากความเครียด การดีท็อกซ์จิตใต้สำนึก การนวดอวัยวะภายใน และ การเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดลม) TRE (การขจัดความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก) การทบทวนและศึกษาคำสอนด้านจิตวิญญาณที่ตรงกับจริตของเรา ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นการแก้ในส่วนที่เป็น “รากสิว” จริง ๆ เป็นส่วนที่มองไม่เห็นแต่เป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของเรา ส่งผลต่อสิ่งที่มองเห็นคือ กายและชีวิตของเรานั่นเอง
  32. ในส่วนของผิวหนัง เพียงแค่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมน้ำ กักเก็บความชุ่มชื้นในผิวให้ยาวนาน ช่วยให้ผิวเย็นลง ไม่อุดตัน ล้างพิษผิวและกำจัดเซลล์ตายออกสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติในการกำจัดเชื้อสิว ซึ่งจะอ่อนโยนต่อผิวมากกว่าการใช้ยาและเคมี อาจจะช้าแต่ปลอดภัยกว่า ทั้งนี้จะช้าหรือเร็ว ก็อยู่ที่เลือดและน้ำเหลืองเป็นหลักค่ะ ถ้าเราทำข้างในได้ดี ข้างนอกรักษาตามอาการไป เดี๋ยวก็หายเอง ซึ่งเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่บีมคัดมาให้แล้วที่ร้านสิวซีเคร็ตก็เพียงพอแล้วสำหรับการแก้ปัญหาผิวและสิวเรื้อรัง
  33. เลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผิวและสุขภาพ ต้องมีความรู้ในการอ่านส่วนผสมประมาณหนึ่ง จึงจะเลือกได้ถูกต้อง ซึ่งฉลากเครื่องสำอางในเมืองไทย สามารถทำให้เข้าใจผิดได้สูง กลุ่มที่เคลมว่าเหมาะกับผิวแพ้ง่าย ระคายเคืองง่าย ออร์แกนิคและธรรมชาติ ถ้าผลิตในไทยส่วนใหญ่ จะมีส่วนผสมที่อาจระคายเคืองได้บางส่วน แม้จะน้อย แต่ถ้าไม่มีเลยจะดีกว่า เช่น SLS, SLES และบางแบรนด์ก็ยังมี paraben อยู่ แต่ถ้าผลิตจากเมืองนอกแล้วนำเข้ามา ส่วนใหญ่แล้ว จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานความเป็นธรรมชาติและออร์แกนิค แต่ก็ไม่ได้แปลว่า จะเหมาะกับเราเสมอไป สุดท้ายเราก็ต้องดูที่ผลลัพธ์ค่ะ ถ้าเราโอเคกับผลลัพธ์ก็คือผ่าน ใช้ระยะยาวแล้วมีความสุขดี ก็ถือว่าผ่าน ประมาณนี้ 

สุดท้ายนี้ ขอสรุปว่า การแก้ปัญหาสิวนั้นต้องทำไปพร้อม ๆ กันทั้งภาคที่มองเห็นและมองไม่เห็นแบบองค์รวม และการใช้ครีมหรือกินอาหาร เพียงไม่กี่อย่าง และจะหวังผลให้สิวหายไปทั้งหมด เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในหลายคน โดยทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแนบแน่น เมื่อคุณปลดปล่อยความเครียดออกจากร่างกาย คือ การหัวเราะ การใช้ TRE กำจัดออก รวมไปถึงการออกกำลังกายที่รู้สึกสนุก เบาสบาย ไม่เครียด การได้นวดร่างกาย นวดตัว การได้อยู่กับธรรมชาติ การได้แสดงออก ปลดปล่อยด้วยวิธีต่าง ๆ จะทำให้จิตเบาขึ้น สบายขึ้น เมื่อจิตหรือวิญญาณเบาขึ้น ระบบฮอร์โมนจะปรับตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังชีวิตจะเริ่มไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ระบบต่าง ๆ จะแข็งแรง และ กำจัดสิ่งแปลกปลอมและของเสียตกค้างได้รวดเร็วขึ้น และเมื่อเติมแต่สิ่งที่ดีเข้าไปทดแทน ไม่ว่าจะเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข การให้อภัยตัวเองและผู้อื่น อาหารที่สดสะอาด ไม่ผ่านกระบวนการและการปรุงแต่งที่หลากหลาย น้ำดื่มที่สะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ใช้สมุนไพรและอาหารที่ช่วยล้างพิษ ล้างไขมัน นอนหลับให้เร็ว เล่นโยคะ เดินบนหญ้า อยู่กับธรรมชาติ ฝึกหายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ ทำทุกวันให้มีความหมาย อยู่กับตรงนี้ ชื่นชมกับความงามของสิ่งต่าง ๆ เห็นแต่สิ่งดี ๆ และขอบคุณชีวิตและสิ่งที่ได้รับทุกวัน พอเราทำจนเป็นนิสัย ผิวก็จะดีขึ้นเองตามเหตุปัจจัยที่ใส่ลงไปค่ะ เมื่อวิญญาณสะอาด กายสะอาด สิ่งแวดล้อมสะอาด ผิวที่สดใสสะอาดจะไปไหนเสีย ใช่ไหมคะ?

ถ้าทำเหตุได้ครบถ้วน ก็จะได้ผลคือ ผิวใส หน้าใส สุขภาพดี ตามที่ปรารถนาแน่นอน

สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำเป็นพิเศษ คือ เรื่องการดื่มน้ำ ทานอาหาร และการกำจัดความเครียด ที่จะต้องพยายามจัดการให้ได้ เพราะ 3 ปัจจัยนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้มากและเร็วที่สุด คือ การดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด ทั้งน้ำอุ่นและน้ำอุณหภูมิห้อง (หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นและเครื่องดื่มอื่นนอกจากน้ำเปล่าในระหว่างรักษาสิวจะช่วยได้มากกว่า) เปลี่ยนอาหารที่กินทุกวันให้ได้ ให้เป็นอาหารที่สด สะอาด ไม่ปรุงแต่ง หรือปรุงแต่งน้อยที่สุด ไม่ผ่านกระบวนการ และดื่มน้ำปั่นผักผลไม้ทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว ถ้าได้ดื่มถั่วปั่นด้วยก็จะดี เพราะ มันจะไปเป็นอวัยวะและผิวโดยตรง เป็นสิ่งที่ล้างพิษและฟื้นฟูเซลล์ได้โดยตรง และการหัวเราะแบบไร้เงื่อนไข คือ เครื่องมือที่ดีที่สุด ง่ายที่สุด ประหยัดที่สุด ที่จะช่วยให้กายและจิตวิญญาณสะอาดสดใสสมดุลได้เร็วมาก

มาถึงตรงนี้…หากคุณรู้สึกสนใจและพร้อมที่จะ “ปฏิวัติชีวิต พิชิตสิว” แล้ว บีมแนะนำดังนี้นะคะ

  1. หากคุณต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอีกหน่อยเพื่อความมั่นใจเพิ่มขึ้น สามารถเข้ากลุ่ม OpenChat คลังข้อมูลและอัพเดทสิวซีเคร็ต ในไลน์และคลิกดูในโน้ตของกลุ่มได้เลยค่ะ จะมีคลังข้อมูลอัพเดทล่าสุดจัดไว้ให้ ข้อมูลปัจจุบันทุกอย่างจะถูกอัพเดทในนั้นเป็นที่แรกก่อนจะโพสต์ที่อื่นๆ และสามารถสอบถามในกลุ่มได้เลย หากมีคำถามใด ๆ ค่ะ บีมตอบคำถามด้วยตัวเอง
  2. หากคุณต้องการรู้วิธีที่จะทำให้สิวหายแบบถอนรากสิวกันตอนนี้เลย ไม่ต้องการเสียเวลาอีกแล้ว ให้เข้าหน้านี้ https://shiningbeam.org/siwsecretacademy/ ซึ่งจะอธิบายให้คุณเข้าใจว่า หนังสือและคอร์สสิวซีเคร็ตที่บีมได้จัดทำไว้ เป็นอย่างไร และจะช่วยคุณได้อย่างไรบ้าง การอ่านหนังสือและลงเรียนคอร์ส เหมือนคุณได้เดินทางลัด ได้ผลลัพธ์เร็ว ไม่ต้องเสียเวลาเพิ่มอีก
  3. หากคุณสนใจดูผลิตภัณฑ์ที่บีมแนะนำด้วย ก็จะมีข้อมูลผลิตภัณฑ์และรีวิวอยู่ในโน้ตของ OpenChat คลังข้อมูลและอัพเดทสิวซีเคร็ต เลยนะคะ แต่หากไม่ต้องการเข้ากลุ่มไลน์ แนะนำให้ไปที่เพจนี้ค่ะ https://www.facebook.com/siwsecretshop (หากจัดทำเว็บสินค้าในอนาคต จะอัพเดทอีกครั้งค่ะ)

ขอให้ทุกคนที่ตั้งใจและลงมือทำ รักษาพลังอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการนะคะ

วรดาภา สุขพิมลกุล (บีม)
เขียนวันที่ 20 ม.ค. 2563 (เสร็จเวลา 14.51 น.)
ที่ บ้านสุวรรณรายาไมน์ จังหวัดเชียงราย

อัพเดทเนื้อหาวันที่ 3 ธ.ค. 2563


ข้อมูลอ้างอิง

สรุป 9 วิชาที่ต้องเรียน เพื่อ อยู่รอด อยู่ดี มีสุข ในโลกยุค 2020 เป็นต้นไป

โลกยุค 2020 เป็นต้นไป จะยกระดับพลังงานขึ้นมาอีก ความเทา ๆ จะไม่มีแล้ว ขาวกับดำ จะแยกกันอย่างชัดเจน และ มีการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นรวดเร็วมาก เพราะ ทุกสิ่งจะไหลไปมาได้เร็วขึ้น เนื่องด้วยความเป็น “ออนไลน์” และ การเชื่อมต่อกันด้วยอินเตอร์เน็ตที่มีความเร็วสูงขึ้นเรื่อย ๆ และเทคโนโลยีที่พัฒนาให้เร็วขึ้นเร็ว ๆ และ มีปัญญาประดิษฐ์ที่ทำงานแทนมนุษย์ได้มากขึ้นเรื่อย ๆ พนักงานประจำมีโอกาสถูกปลดจากงานมากขึ้นครั้งละมาก ๆ จากการใช้ระบบ BOT และ AI และข่าวสารที่ท่วมท้น โค้ชสอนที่หลากหลายแนว การค้าข้ามพรมแดนที่ต้นทุนและเทคโนโลยีดีกว่าของคนไทยทำเอง การบริหารประเทศระดับนโยบายที่ล้มเหลว ตามไม่ทันยุคสมัย ความสิ้นหวัง ท้อแท้ และจิตใจที่วิปริตจึงเพิ่มขึ้นมากมาย แต่…บีมมองเห็นทางออก ทางรอด ที่เป็นทางที่ตัวเองเดินมาและกำลังจะเดินไป โดยเรียนรู้จากประสบการณ์หนี้ 20 ล้านของตัวเอง การก้าวผ่านภาวะโรคซึมเศร้า และการเป็นคนหนึ่งที่ทำงานอิสระ ทำงานบนออนไลน์ การเลี้ยงลูกเอง ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา บีมอยากแบ่งปันว่า บีมมองเห็นว่าการได้เรียนรู้อะไรที่โรงเรียนไม่ได้สอนในหลักสูตร แต่เป็นทางรอดของพวกเรา คนตัวเล็ก ๆ ทุกคนในยุคนี้ และ จะตั้งหลักได้ใหม่ อยู่ด้วยใจเป็นสุข ท่ามกลางความสับสนวุ่นวายมากมายค่ะ

คำหลักของ “ความรอด อยู่ดี มีสุข ในยุคใหม่” คือ จิตวิญญาณอิสระ อาชีพอิสระ (ฟรีแลนซ์) ภาษา การสื่อสาร การเป็นหนึ่งเดียวในโลก การรู้จักตัวเอง การตัดออก โดยวิชาที่จะส่งเสริม 3 สิ่งนี้ให้เกิดขึ้นมีดังนี้

  1. ภาษาอังกฤษ เป็นขั้นต่ำ นี่คือ จำเป็นและสำคัญมาก และทักษะขั้นต่ำที่ต้องได้ คือ อ่านและฟัง นั่นคือ ทักษะที่ TOEIC วัดผลค่ะ และเป็น 2 ทักษะที่ใช้ในการรับข้อมูลภาษาอังกฤษ ซึ่งมีข้อมูลที่มากกว่า กว้างกว่า ลึกกว่า ล้ำกว่า ฐานข้อมูลภาษาไทยไปมาก ๆ ชีวิตบีมที่ทำงานอิสระแล้วพัฒนามาได้เรื่อย ๆ เพราะ ได้ภาษาอังกฤษ การอ่านอยู่ในระดับดีเยี่ยม การฟังอยู่ในระดับดี ค่ะ เท่านี้ก็รอดแล้วระดับหนึ่งแน่นอน เพราะโลกยุคใหม่ ต้องการองค์ความรู้ใหม่ ๆ ซึ่งคนไทยไม่ค่อยทำไว้ ไม่เหมือนต่างชาติ มีเยอะมาก และถ้าเรามีความรู้ดี ๆ จากต่างประเทศ เราสามารถนำไปมาเป็นไอเดีย มาประยุกต์ กับความเป็นรากเหง้าของเรา งานของเราก็จะมีความแตกต่างจากคนไทยที่ไม่ได้รับข้อมูลของต่างประเทศมาเพิ่มค่ะ นี่คือข้อดีมาก ๆ คือ ได้สร้างสรรค์อะไรที่แตกต่างจากการที่ไม่ได้ภาษาอังกฤษ เพราะ มีองค์ความรู้มาใช้มากกว่า และเราจะรู้เทรนโลก เราจะไปไกลกว่าคนที่ไม่รู้ภาษาอังกฤษค่ะ ซึ่งหาคนแปลภาษาได้เท่ากับเจ้าของภาษาเลย มีไม่มาก อ่านแล้วงงก็เยอะ เพราะ การแปลต้องมีความรอบรู้ในองค์ความรู้นั้น ๆ ด้วย ไม่ใช่แค่ว่ารู้ภาษาอังกฤษแล้วจะแปลได้ดีค่ะ สู้เรารู้เอง อ่านเองดีกว่า เชื่อเถอะค่ะว่า การอ่านต้นฉบับ ฟังต้นฉบับ ดูหนัง soundtrack ได้อารมณ์สนุกกว่ากันเยอะ และถ้าได้ภาษา ก็มีโอกาสที่จะเติบโตในงานอิสระที่ทำจากที่บ้านได้ด้วย เพราะเราจะมีความรู้ใหม่ ๆ มาใช้หรืออัพเดทแฟน ๆ ของเรา (ถ้าทำช่อง YouTube เว็บไซท์ ฯลฯ ของตัวเองนะคะ) ดังนั้น ภาษา จะนำพาสู่ความ “อิสระของชีวิต” ได้ค่ะ
  2. บริหารจัดการเงิน พอเราทำงานอิสระ ต้องบริหารเงินให้เป็น ต้องรู้เงินเข้า เงินออก ชัดเจน ต้องรู้วิธียื่นเสียภาษี รู้ว่าจะทำอย่างไรให้มันงอกเงย โดยไม่ตกเป็นทาสของเงิน เราต้องนำเงิน มันก็คือสิ่งหนึ่งที่เหมือนอาหาร เหมือนน้ำ ที่เรามีตามเหตุปัจจัยที่เราสร้าง เราให้ เราก็ได้มา ได้มาก็ใช้ให้พอในงบที่เรามี อย่าไปใช้เกิน แล้วเอามาลงทุนในการเรียนรู้ทักษะวิชาที่จะเหลาเราให้แหลมคมขึ้น เอามาทำประโยชน์ให้สังคม คือ เอามาทำให้เราเติบโตจากภายใน แทนที่จะซื้อวัตถุภายนอก ตรงนี้ ใช้หลักของ Minimalize คือ การตัดสิ่งไม่จำเป็นออกให้มากที่สุด ให้เหลือแค่ ใช้ในวันนี้ได้ก็พอ ที่ไม่ใช้ ก็ให้คนอื่น เพราะ จริง ๆ แล้วชีวิตมันก็เป็นอยู่ขณะต่อขณะ อย่าไปสะสมเยอะค่ะ ทำแบบนี้ จะลดหนี้ กำจัดหนี้ได้เร็ว เป็นอิสระได้เร็วขึ้นด้วย ไม่ก่อหนี้ใหม่ให้ช้ำใจและติดกับดักด้วย
  3. รู้จักจุดแข็งของตัวเอง อันนี้สำคัญมากกกก สำหรับยุคใหม่ค่ะ เพราะ รูปแบบการทำงานของพวกเราชาวมนุษย์ในอนาคต จะเป็นแบบนี้ค่ะ สิ่งที่เป็นงานซ้ำ ๆ เป็น routine บริษัทเขาจะเอาเทคโนโลยีมาใช้แทน เพราะเขาอยากจะลดต้นทุน เหมือนที่เราเห็นว่าเดี๋ยวนี้คนไปธนาคารจริง ๆ น้อยลง แต่ใช้แอพมากขึ้น ใช้ Bot ตอบมากขึ้น หรือในภาคผลิตในโรงงาน เขาก็จะลงทุนในเทคโนโลยีมาทำงานแทนคนมากขึ้น ดังนั้น มนุษย์ที่ทำงานที่ AI ทำแทนได้ ต้องฉุกคิดแล้วค่ะว่า แล้วงานอะไรที่มนุษย์จะยังทำได้ และรูปแบบที่ผู้ประกอบการ (บีมอยู่ในแวดวงผู้ประกอบการ จะพอทราบปัญหาและความเปลี่ยนแปลงค่ะ) ใช้เพิ่มขึ้นคือ ไม่จ้างพนักงานประจำ แต่จะหา outsource และ ฟรีแลนซ์เก่ง ๆ ที่ทำงานให้เขาได้เลย ไม่ต้องมานั่งสอน นั่งเทรนกันใหม่ เพราะเดี๋ยวนี้ มันต้องเร็ว ไม่มีใครอยากเทรนเด็กใหม่แล้ว และไม่มีใครอยากมีต้นทุน fixed คือ ต้นทุนที่ต้องจ่ายทุกเดือนเป็นเงินเดือนค่ะ การจ้างฟรีแลนซ์หรือ outsource ที่เก่งและเชี่ยวชาญด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ คือ เทรนที่เขาเลือกใช้ การจ้างงานมีน้อยลงแน่นอนสำหรับรูปแบบบริษัท แต่งานที่ต้องใช้คน คือ งานบริการ งานศิลปะ การเขียน คือ เป็นอะไรที่ต้องผลิตจาก “ความเป็นมนุษย์โดยเฉพาะ” จะยังต้องใช้คนต่อไป ดังนั้น จึงจำเป็นและสำคัญมาก ที่คุณจะต้องรู้ว่า “จุดแข็งคุณคืออะไรบ้าง” และเหลาให้แหลมคม แล้วประกาศมันออกไป ทำงานให้ดี และคุณจะมีคนตามหาค่ะ นั่นคือปณิธานของบีมเมื่อ 10 ปีที่แล้วคือ ฉันจะเป็นผู้เชี่ยวชาญเรื่องสิวแนวธรรมชาติ และ ก็จะมีคนมาตามหาฉันเอง เพื่อมาหาวิธีแก้เรื่องนี้ และสิ่งนี้ ก็ทำให้บีมมีอาชีพต่อยอดมาอีก และเป็นแบรนด์ที่มั่นคงติดตัวมาถึงทุกวันนี้ และทรัพย์สินนี้ก็เป็นของเราเพียงผู้เดียว ที่สามารถนำไปใช้ต่อยอดโปรเจ็คอื่น ๆ ได้เพิ่มเติม นี่คือ ความมั่นคงที่แท้จริงในยุคนี้ คือ แบรนด์ตัวเราเองที่แท้จริง
  4. ป้องกันความซึมเศร้าและขจัดความเครียด เป็นวิชาที่จำเป็นและสำคัญมากไม่แพ้วิชาอื่น เพราะ ตามที่บีมบอกไว้ คือ มันไม่มีเทา ๆ แล้ว มันจะเป็นขาวและดำที่ชัดขึ้น ดังนั้นการขาดสติ ความตระหนักรู้ ขาดหัวใจแห่งรัก ซึ่งเป็นปัญหาของคนยุคนี้ ที่พ่อแม่ประมาณ 80% ทำงานเป็นหลัก ด้วยการอยู่ในวังวนแห่งปัญหาการเงิน ลูก ๆ ขาดความรัก ความอบอุ่น เป็นปัญหาในทุกระดับฐานะ และเด็ก ๆ ก็ได้เชื่อมกับอินเตอร์เน็ตตั้งแต่ยังเล็ก มันไม่เหมือนยุคทีวี ยุคทีวีก็ว่าแย่แล้วที่เด็ก ๆ ดูละครมากมายที่เนื้อหาสอนอะไรผิด ๆ (บีมเป็นหนึ่งในการเชื่อคำสอนในละครไทยมากมาย โดยไม่รู้ตัว ชีวิตแย่ตอนโต) พวกนี้จะนำพาไปสู่ปัญหาโรคซึมเศร้า การทำร้ายตัวเอง การทำร้ายผู้อื่น การฆ่าตัวตาย เด็กวัยรุ่นท้อง แม่เลี้ยงเดี่ยว การหย่าร้าง การทำแท้ง จิตใจผู้คนที่อ่อนแอ จะถูกชักจูงให้ไปสู่ทางมืดได้ง่ายและเร็วจากอินเตอร์เน็ตที่เชื่อมต่อกัน และ ระบบอัลกอริทึ่มของระบบกูเกิ้ลและเฟสบุ๊ค จะส่งสิ่งที่คนคนนั้นมองหา คลิก สนใจ มาให้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ถ้าไปทางขาว ก็จะเจอแต่ขาว ถ้าไปทางดำ ก็จะเจอแต่ดำ มันจะไปลึกขึ้นเรื่อย ๆ ๆ ๆ และแวดล้อมด้วยสิ่งเหล่านี้โดยไม่รู้ตัว คนจะรู้สึกหมดพลัง อ่อนแอ ทำอะไรไม่ได้ อดทนไม่ได้ ยั้งใจไม่อยู่ ทำผิดไม่รู้สึกอะไร ดังนั้น การเรียนรู้วิชาที่จะปกป้องตัวเองและกำจัดความเครียด ความซึมเศร้า โดยไม่พึ่งยา เช่น โยคะหัวเราะ TRE (Tension & Trauma Releasing Exercise) การออกกำลังกาย และ การดูแลสุขภาพ กินอาหารที่ดีต่อสุขภาพ นอนหลับให้ลึก คือวิธีดูแลกายใจนี้ให้ปราศจากพลังเครียด และ การเสริมความแข็งแรงทางจิตใจด้วยการยึดเหนี่ยวในคุณธรรมอย่างเหนียวแน่น การเดินบนหนทางที่ถูกต้อง ที่แต่ละศาสนาได้สอนเอาไว้ จะช่วยให้รอดพ้นจากการตกเป็นเหยื่อของภาวะซึมเศร้า ทำผิดศีลธรรม และการฆ่าตัวตายได้ และยังอยู่แบบมีความสุขได้ เพราะ การทำเช่นนี้ จะได้พบแต่คนพลังงานดี ๆ แวดล้อม เรามีพลังงานแบบไหน เราก็จะอยู่กับวงพลังงานแบบนั้น ดังนั้น หันมาโฟกัสที่ตัวเองก่อน ให้ตัวเองมีความสุขก่อน แล้วเราก็จะเจอชีวิตและคนที่ดี ๆ เอง (ประสบการณ์ตรงของบีมด้วยค่ะอันนี้)
  5. ธรรมชาติบำบัด เป็นวิชาที่ต้องรู้ จำเป็นและสำคัญ เพราะ ปัญหาทุกวันนี้ มันเกินกว่าที่มนุษย์จะเข้าใจและแก้ไขได้ด้วยกำลังของมนุษย์ เราจำเป็นต้องอยู่กับธรรมชาติ ศึกษาธรรมชาติให้มากขึ้น ใกล้ชิดธรรมชาติให้มากขึ้น ใช้ชีวิตอยู่แบบวันต่อวัน ลมหายใจต่อลมหายใจ ต้องเป็นคนไม่มีอนาคตให้ได้ คือมีแค่ตอนนี้เท่านั้นให้ได้ เราก็จะเป็นหนึ่งเดียวกับจักรวาลในทันที เป็นอิสระจากความคิดทั้งปวงทันที เราต้องรู้ว่า อาหารจะรักษาเราอย่างไร เราต้องรู้ว่า เมื่อฤดูกาลเปลี่ยน จะต้องปฏิบัติอย่างไร ปรับสมดุลอย่างไรตามแนวธรรมชาติ ถ้าเราอยู่ในพลังงานธรรมชาติ เราจะรอด แต่ถ้าเราฝืนธรรมชาติ เราจะป่วย เป็นโรคที่ไม่รู้สาเหตุ เป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ และตายไปในที่สุด หรือไม่ก็อยู่แบบทรมานใจทรมานกาย เพราะ จักรวาลนั้นยิ่งใหญ่กว่ามนุษย์ และเป็นผู้สร้างมนุษย์ เขามีกฎของเขา มีวิถีของเขา ที่มนุษย์ต้องสังเกตและเดินตาม ก็จะรอดและปลอดภัยค่ะ
  6. วิชาออนไลน์ ออนไลน์เป็นดาบสองคม ถ้าใช้ดี ๆ และอยู่ในวงพลังงานที่ดี เชื่อมต่อกับคนดี ๆ ใช้ทำแต่สิ่งดี ๆ ชีวิตจะไปได้ดี แต่ในทางตรงกันข้าม ถ้าใช้ในทางที่ไม่ดี มันก็ให้ผลกลับกัน ดังเราจะเห็นตัวอย่างว่า มีคนใช้หาคู่ หาแฟน แล้วโดนล่อลวงไปกระทำไม่ดี หรือ ไปเสียชีวิต นั่นเป็นภัยที่น่ากลัวมากที่ต้องระวัง ที่บีมพูดถึงคือ ใช้ในด้านดี ซึ่งบีมได้ใช้ช่องทางนี้สร้างชีวิตแบบจริงจัง เริ่มเมื่อปี 2552 (ก่อนหน้านั้น ก็คุ้นเคยมาตลอดอยู่แล้วตั้งแต่มัธยมค่ะ เพราะชอบเรียนวิชาเกี่ยวกับ IT โปรแกรม และอินเตอร์เน็ต) เพราะเป็นช่วงที่กลับมาาอยู่ที่ อ.พาน จ.เชียงราย เพื่อมาดูแลคุณยายที่กำลังป่วยติดเตียงในตอนนั้น และ ช่วยแบ่งเบาภาระคุณแม่ด้วย ไม่มีคอนเน็คชั่นหรืออะไรเลย แต่มีทักษะการเขียน ภาษาอังกฤษ และอินเตอร์เน็ต ก็เริ่มจากตรงนั้น สร้างบล็อก เขียนหนังสือ เผยแพร่ในออนไลน์ จนมีธุรกิจของตัวเอง ก็ยังใช้ออนไลน์เป็นหลักอยู่ในการทำการตลาด ใช้เผยแพร่ความรู้ สร้าง community ความรู้ในวิชาการตลาดออนไลน์ คือ สิ่งจำเป็นมาก ๆ ในยุคนี้ค่ะ แต่เราต้องทำออฟไลน์ไปคู่กันด้วย คือ บีมก็ไม่ได้ทำ E-Book หรือ โพสต์แค่ในออนไลน์อย่างเดียว ก็ต้องทำหนังสือแบบเล่ม จัด workshop เพื่อพบปะกับแฟน ๆ ตัวจริงไปด้วย แต่สำหรับการเริ่มต้น คนที่มีต้นทุนไม่มาก หรือ กำลังมีหนี้ที่ต้องจัดการ การให้อะไรที่เรามี โดยเฉพาะอย่างยิ่งวิธีแก้ปัญหาที่เป็นประโยชน์และมีผู้สนใจมาก ก็จะช่วยให้ตั้งหลักได้ เพราะมันไม่ต้องใช้เงินทุนสูงเหมือนการเปิดร้าน และเป็นจุดเริ่มของการสร้างแบรนด์ที่ยั่งยืนให้ตัวเราเองค่ะ ก็จะเห็นว่ามีหลายคนที่โตมาจาก YouTube เขาทำอะไรที่เขารักอย่างต่อเนื่อง ตอนนี้ก็สำเร็จไปหลายคนเลย ที่มาแต่ละคนก็คือคนธรรมดา แต่เขารักในสิ่งที่เขาทำ มีคนสนใจดูเนื้อหานั้น ๆ และเขามีวินัยทำต่อเนื่องค่ะ
  7. พระคัมภีร์และคำสอนของศาสนาต่าง ๆ อันนี้จำเป็นและสำคัญมาก เพราะ ยุคนี้มีคนตั้งตัวเป็นผู้สอนเยอะไปหมด หลักคิดหลายอย่างก็บิดเบี้ยวไปมาก ทำให้คนเหลือแต่ซากชีวิตก็เยอะ ถ้าเราพบกับผู้ที่ปฏิบัตตรงกับคำสอนในพระคัมภีร์ได้ก็โชคดีไป แต่เราจะหาความจริงได้จากการอ่านพระคัมภีร์ อ่านต้นฉบับให้ได้ และใช้จิตวิญญาณของเราในการสัมผัส เข้าใจ สิ่งที่พระคัมภีร์สอน ก็จะทำให้เราเข้าใจสิ่งแท้จริงได้มากขึ้นด้วยตัวเราเอง
  8. การเลี้ยงดูเด็กและวัยรุ่น จำเป็นและสำคัญมาก ๆ เช่นกัน เพราะ เด็กและวัยรุ่นยุคนี้ พบความท้าทายสูงที่จะทำให้จิตใจอ่อนแอและต่ำลงได้เร็วมาก การขาดความรู้ความเข้าใจในการดูแลเด็กและวัยรุ่นที่ถูกต้อง ยังยึดเอาหลักที่พ่อแม่ปู่ย่าตายายทำกับเรา ใช้ไม่ได้อีกต่อไปนะคะ โลกยุคสมัยมันต่างกันมาก เหตุปัจจัยมันต่างกันมาก เราจำเป็นต้องเรียนรู้สิ่งที่จะใช้ได้กับเด็ก ๆ ยุคนี้ เพื่อช่วยให้เขาเติบโตอย่างมีความสุขและเบ่งบานเต็มศักยภาพ รู้ผิดชอบชั่วดี จิตใจเข้มแข็ง ไม่โยนภาระให้โรงเรียน ต้องยอมเสียสละเวลาทำมาหากินมาดูแลลูก ๆ เด็ก ๆ ของเราให้ได้ค่ะ ไม่อย่างนั้น เขาจะทรมานเมื่อโตไป และคนเป็นพ่อแม่ก็จะทุกข์ใจหนักตอนเขาโตไปเช่นกัน และเมื่อโตแล้ว จะแก้ยากกว่า สู้เราเรียนวิชาสร้างรากฐานความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ เปี่ยมด้วยความรัก ความเมตตา สติปัญญาทางธรรมที่เต็มเปี่ยมตั้งแต่เขาเล็ก ๆ เขาจะได้มีภูมิคุ้มกันชีวิตให้รอดและอยู่อย่างมีความสุขท่ามกลางสิ่งชั่วร้ายต่าง ๆ ที่เขาอาจพบเจอในอนาคตได้ เราต้องยอมลงทุนเวลาและการพัฒนาตัวเองให้เป็นแบบอย่างที่ดีกับเขาให้ได้ค่ะ จำเป็นและสำคัญมาก ๆ ๆ ๆ เป็นหน้าที่ของเราด้วย เราสร้างเขามา เรามีเขา เราต้องให้เวลาและความรักให้เขา นั่นคือ หน้าที่หลักของพ่อแม่และผู้ดูแลเด็ก ๆ ทุกคนที่พึงมีเป็นพื้นฐาน ถ้ารู้ตัวว่าไม่สามารถมีเวลาและทุ่มพลังงานให้เขาได้เต็มที่ เลื่อนการมีออกไปก่อนนะคะ … เพราะจะไม่ดีต่อทั้งชีวิตใหม่ที่เกิดมาและตัวคุณเอง และเพิ่มภาระให้โลกใบนี้ด้วย …
  9. เศรษฐกิจพอเพียง และ การปลูกพืชผักไว้กินเอง ทุกวันนี้ ที่เรากลัวจะไม่มีกิน เพราะ เราไม่มีความรู้เกี่ยวกับการปลูกพืชผักไว้กินเอง เกษตรผสมผสานที่ในหลวงรัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานให้ไว้กับคนไทย คือ หนทางสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ของเศรษฐกิจยุคนี้และการตกเป็นทาสของเงินค่ะ มะละกอ เถาย่านาง และต้นไม้ที่บีมปลูกไว้ที่บ้าน สอนบีมอย่างหนึ่งว่า พื้นดินของเรานั้น อุดมสมบูรณ์สำหรับเราเสมอ เราเพียงแค่หว่านเมล็ดพืชลงไปในดินที่ดี หรือเอาพันธุ์ไม้ที่เราจะกินมาหยอดไว้ มาปักไว้ ขนาดไม่ได้ดูแลดี ๆ ยังออกดอก ออกผล ให้เรามีกินขนาดนี้ ในบางวันที่บีมไม่กินข้าว เพียงแค่มีมะละกอ 1 ลูกก็อิ่มท้องแล้ว เลยมีแรงบันดาลใจและการตกผลึกว่า จะต้องมีสวนของตัวเองให้ได้ จะเรียนรู้วิชาเกษตร ปลูกพืชผักปลอดสารกินเอง เราไม่ต้องหาเงินมาเพื่อซื้อ แต่เราทำเองเลย คุมคุณภาพตามที่เราต้องการทุกขั้นตอน การทำแบบนี้จะทำให้เรารู้สึกอิสระค่ะ แค่นึกก็รู้สึกแล้วจริง ๆ ไม่ต้องกลัวไม่มีกิน ยกเว้นช่วงที่มันแล้งน้ำ อันนั้นค่อยว่ากัน แต่เท่าที่ผ่านมา มะละกอมันก็ให้ผลตลอด ซึ่งถ้าเรามีสวน ปลูกอะไรที่เราอยากกิน ดูแลอย่างถูกวิธี ไม่กลัวเลยว่าจะไม่มีกินค่ะ … และไม่ต้องเอามาเป็นปัจจัยว่า จะต้องหาเงิน หาเงิน เท่านั้น แค่ปลูกพืช ก็มั่นใจได้แล้วว่า ต้องมีกินแน่ ๆ ในวันที่ไม่มีเงิน ใช่ไหมคะ ลองคิดตามดู ดังนั้น วิชาการเกษตรพอเพียงจึงสำคัญมาก ๆ ค่ะ และ ทำยังไงให้ได้ผลผลิตแบบปลอดสารเคมี วิถีอินทรีย์ วิถีออร์แกนิค คือคำตอบที่แท้ทรู คิดแล้วมีความสุข 🙂

นี่คือ สิ่งที่บีมตกผลึกจากประสบการณ์ชีวิต 36 ปี และที่ได้มีประสบการณ์ในยุคเปลี่ยนผ่าน ที่ออนไลน์และ AI เข้าไปสู่ทุกส่วนของชีวิตมนุษย์อย่างเข้มข้น ตลอดจนประสบการณ์ที่ผันตัวจากการเป็นพนักงานประจำที่รับเงินเดือนประจำ มาเป็นผู้ประกอบการ นักเขียนอิสระ บล็อกเกอร์ ซึ่งจัดว่าเป็นการทำงานอิสระที่ต้องใช้ความเชี่ยวชาญส่วนตัวในการสร้างรายได้ และใช้ช่องทางออนไลน์เป็นหลัก การที่เป็นสิวเรื้อรัง เป็นซึมเศร้า เป็นแม่ที่ต้องทำงานด้วย เลี้ยงลูกด้วย และผลลัพธ์ชีวิตที่เราเลือกเส้นทางนี้ตลอด 10 ปีที่ผ่าน ก็มั่นใจว่า สิ่งที่ตกผลึกมานี้ จะเป็นแนวทาง เป็นข้อคิด ที่อาจก่อให้เกิดคำถามในใจผู้อ่านได้ว่า แล้วเราจะเริ่มต้นอย่างไรดี ต้องเปลี่ยนอะไรบ้าง ซึ่งนั่นถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีมาก ๆ เลยค่ะ ขอให้ตั้งคำถามให้ถูกต้องไว้ในใจ แล้วถามต่อเนื่อง คุยกับตัวเองต่อเนื่อง แล้วคุณจะค่อย ๆ พบคำตอบที่ผุดมาจากภายในเอง … ให้ฟังและกล้าทำตาม และทำตามเฉพาะคำตอบ คำแนะนำ จากภายในที่มาในช่วงที่อยู่ในสภาวะพลังงานบวกที่สุด เต็มด้วยความรัก เต็มด้วยความเบิกบาน ที่สุด เท่านั้นค่ะ จึงจะเป็นคำตอบที่ถูกต้องที่สุดสำหรับตัวเรา อย่าไปฟังตอนที่จิตเศร้าและขุ่นมัวเด็ดขาด ลองอ่านซ้ำอีกหลาย ๆ รอบนะคะ และขอให้ทุกท่านโชคดี พบทางที่มีความสุข เป็นอิสระจากบ่วงทุกข์ของโลกใบนี้ อยู่กับโลกแบบยิ้มได้ รักได้ แม้จะมีภัยอยู่รอบตัวค่ะ

มือถือ ตัวการของโรคซึมเศร้า

จากการสังเกตและทดลองส่วนตัวของบีมเอง บีมพบว่า “มือถือและอุปกรณ์จอสี่เหลี่ยมทั้งหลาย” คือ “ตัวการหลักของโรคซึมเศร้า” เป็นเพราะอะไรนั้น บีมแบ่งปันมุมมองดังนี้ค่ะ

1. มันตัดความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์
คุณคงเคยได้ยินว่า มนุษย์เป็นสัตว์สังคม และ สังคมที่พูดถึง คือ การมาอยู่รวมกัน เห็นหน้ากัน มีปฏิสัมพันธ์กันจริง ๆ ซึ่งมีงานวิจัยมากมายรองรับว่า บุคคลผู้เกษียณแล้วหรือคนชรา หากได้มีการรวมกลุ่มพบปะพูดคุยกัน จะมีอายุยืนกว่าผู้เก็บตัว มีสุขภาพจิตที่ดีกว่ามากมาย

เมื่อเราหยิบมือถือมาดูบนโต๊ะระหว่างรออาหารหรือรอเก็บเงิน เมื่อนั้น เราจะตัดขาดจากคนที่อยู่บนโต๊ะเดียวกับเราทันที พ่อ แม่ ลูก จะไม่คุยกัน ไม่สบตากัน เสมือนไม่มีเขาอยู่ตรงนั้น ไม่มีตัวตนสำหรับกันและกัน ลูกที่ไม่มีมือถือ เมื่อพ่อแม่ดูมือถือ เขาจะรู้สึกไม่มีตัวตนทันที

ความรู้สึกนี้ เป็นความรู้สึกที่ค่อย ๆ สะสมมาเรื่อย ๆ โดยไม่รู้ตัว และเป็นสาเหตุของการทะเลาะและไม่เข้าใจกันมากขึ้น เพราะมนุษย์ที่รู้สึก “ฉันไม่มีตัวตนสำหรับเธอ” จะรู้สึกไร้ค่า หมดพลัง เด็กเล็ก ๆ ก็จะรู้สึกไม่ได้รับความสนใจจากพ่อแม่ แต่ไม่มีใครรู้ตัว แต่มันเหมือนน้ำหยดบนหิน มันจะกัดกร่อนหัวใจและจิตวิญญาณภายในไปเรื่อย ๆ และโดยไม่รู้ตัว ทำให้เรากลายเป็นโรคซึมเศร้ากันทั้งโลกแบบไม่รู้ตัว

2. มนุษย์ขาดการรับส่งพลังงานผ่านสายตา
เมื่อทุกคนเลือกที่จะดูมือถือมากกว่าสนใจสิ่งที่อยู่ตรงหน้า เวลามนุษย์คุยกันปัจจุบันนี้ จะไม่ค่อยมองตากัน ไม่ตระหนักรู้ถึงบุคคลอีกคนที่อยู่ตรงหน้า ซึ่งบีมไม่เคยรู้เลยว่า เราขาดตรงนี้ไปจนกระทั่งได้เรียนศาสตร์โยคะหัวเราะ ที่มีข้อสำคัญที่สุด คือ การสบตา เวลาทำกิจกรรม ต้องสบตาเสมอ ๆ และจากตรงนั้น ทำให้บีมรู้สึกว่า ได้เชื่อมต่อกับหัวใจของเพื่อนมนุษย์อีกคนที่อยู่ตรงหน้าได้จริง ๆ

พอนำตรงนี้ มาสังเกตมนุษย์ในปัจจุบันนี้ น้อยคนนักที่จะสบตาคนอื่นด้วยความรักและเอาใจใส่ต่อหัวใจของอีกคนตรงหน้าได้จริง ๆ แม้แต่คนในครอบครัว ก็ไม่สบตากันมากนัก และคนทำงานบริการที่จะต้องใส่หัวใจให้ผู้รับบริการ ก็ไม่ค่อยสบตา

มือถือ ทำให้มนุษย์ที่ยืนอยู่ใกล้กัน สื่อสารกันแบบไม่มองตา และตาคือหน้าต่างของจิตวิญญาณ เมื่อมนุษย์ขาดการเชื่อมต่อพลังในระดับจิตวิญญาณนาน ๆ เข้า ก็จะรู้สึกป่วยและไร้ค่า ในที่สุด ก็จะมีภาวะซึมเศร้าได้ในที่สุด

3. ไม่สามารถอยู่กับปัจจุบันได้
การอยู่กับปัจจุบันจะต้องอยู่กับสิ่งที่อยู่ตรงนั้น ไม่ใช่เนื้อหาหรืออะไรบนหน้าจอที่เป็น “ตัวการหลัก” ที่ทำให้จิตกระโดดไปมาวุ่นวาย กระวนกระวาย ไม่ตระหนักรู้ถึงปัจจุบันขณะ

และการที่จิตต้องบริโภคเนื้อหาจำนวนมากเกินไปในแต่ละวัน และส่วนใหญ่ก็เป็นพลังครอบงำด้านวัตถุนิยมและข้อมูลที่ล้นเกินความจำเป็นต่อชีวิต ทำให้มนุษย์รู้สึก อ่อนแรง ไร้แรงต้านทาน รู้สึก “มากเกินจัดการ” แบบไม่รู้ตัว ไม่รู้จักตัวเอง หลงวนอยู่ในวังวนแห่งความรู้ที่มากไปจนไม่สามารถเอามาบริหารจัดการชีวิต ไม่สามารถแบ่งพลังงานเสพย์สื่อมาโฟกัสการลงมือทำจริง ๆ ให้เกิดผลได้

เมื่อรู้สึกไม่ประสบความสำเร็จไปนาน ๆ และเห็นคนนั้นคนนี้สำเร็จและมีความสุข โดยที่ไม่ตระหนักว่า เบื้องหลังชีวิตของคนย่อมมีปัญหาแตกต่างกันไป แต่เขาไม่ได้แสดงออกมาให้เห็นแค่นั้นเอง

ซึ่งส่วนตัวบีมเอง ได้เรียนรู้ชีวิตผู้คนจากการติดตามครูเก๋ วรารักษ์ คืนเสียงหัวเราะที่หายไป by ครูเก๋ วรารักษ์ ประมาณ 1 ปี บีมได้เห็นสัจธรรมว่า ทุกชีวิต มีปัญหาหมดจริง ๆ ไม่เว้นใครเลย จึงทำให้เข้าใจโลกอย่างที่มันเป็นมากขึ้น และเห็นภาพความสำเร็จของผู้คน เป็นอีกมุมนึงในชีวิตของเขา ซึ่งมุมที่เราไม่เห็น เราไม่อาจทราบได้ จึงไม่รู้สึกว่าตัวเองด้อยค่าเหมือนแต่ก่อน ทำให้หลุดจากปัญหาซึมเศร้าได้เช่นกัน

ดังนั้น ก่อนที่จะพุ่งตัวเองไปจับมือถือทุกครั้ง ลองคิดถึงผลกระทบทางลบดูก่อน หายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ ถามตัวเองว่า “จำเป็นไหมที่ต้องใช้ตอนนี้”? ใครคือคนที่เราต้องใส่ใจในตอนนี้ ใครคือคนที่เราต้องตระหนักในการปรากฏอยู่ของเขาตอนนี้?

อย่าให้คนที่เรารักต้องรู้สึกไร้ค่า ด้วยการหยิบมือถือมาเล่นตรงหน้าเลยนะคะ …

ร่วมกันเป็นส่วนหนึ่งของการป้องกันปัญหาโรคซึมเศร้า ด้วยการใช้มือถือและเล่น social media แค่เพียงจำเป็น อย่าเป็นทาสของมันอีกเลยค่ะ

ถ้าเห็นว่าบทความนี้ จะช่วยสังคมและเพื่อนมนุษย์ให้รอดจากภาวะซึมเศร้าได้ โปรดช่วยกันแชร์มุมมองนี้ออกไปนะคะ ขอบคุณค่ะ 🙂

ด้วยรัก
#ShiningBeam
#ป้องกันโรคซึมเศร้า #ป้องกันการฆ่าตัวตาย
#สิวซีเคร็ตมิติใหม่2020

https://siwsecret.com

หนังสือแนะนำ “The Celestine Prophecy” สู่การเปลี่ยนผิวและชีวิตทุกมิติอย่างสิ้นเชิงในปี 2020

The Celestine Prophecy by James Redfield

#หนังสือแนะนำสำหรับการเปลี่ยนชีวิตทุกมิติอย่างสิ้นเชิงในปี2020
The Celestine Prophecy คัมภีร์ฟ้าทำนาย
อีกหนึ่งเล่มที่จะทลายรากสิวให้สิ้นซากได้อีกด้วย

บีมได้รับคำแนะนำจากครูเก๋ วรารักษ์ มาตั้งแต่ปีที่แล้วแล้วว่า ให้ลองอ่านเล่มนี้ดู บีมจะเข้าใจเส้นทางของครูเก๋และสิ่งที่ครูเก๋ทำชัดเจนขึ้น

ด้วยช่วงนั้น มีมายาคติที่บดบังชีวิตที่มีความสุข มีชีวิตอยู่ในความกลัว ความวิตก ความกังวล กับปัญหาชีวิตที่วิ่งเหมือนหนูปั่นจักรตลอดเวลา ทำให้ไม่ยอมไปซื้อมาอ่านเสียที เพราะรู้สึกลึก ๆ ว่า ไม่มีเวลาอ่านแน่เลย เพราะ งานก็เยอะ มีอะไรที่จะต้องทำเยอะอยู่แล้ว เล่มนึงก็หลายร้อย (ช่วงนั้นมันเป็นแบบนั้นจริง ๆ นะคะ คิดลบ ทำลบ ไปซะหมด ปิดโอกาสตัวเองแบบเห็นๆ 555)

แต่เมื่อเดือนที่แล้ว เป็นเดือนที่เราสลัดและทิ้งความกลัวไปแล้วพอประมาณ ทำให้มีอิสระภายในมากขึ้น มองเห็นสิ่งที่ใจเราอยากทำจริง ๆ มากขึ้น และใจก็อยากอ่านภาษาอังกฤษให้มากขึ้น ก็ตัดสินใจซื้อเล่มนี้มาจาก Kinokuniya CentralWorld Bangkok โดยการสั่งซื้อบนร้านออนไลน์

ตั้งใจว่าจะอ่านวันละ 10 หน้า ให้พอซึมซับและให้เส้นประสาทสมองส่วนภาษาอังกฤษไม่หายไปไหน แต่อ่านแล้ว ก็เลย 10 หน้าทุกที เพราะมันสนุกมาก ๆ ค่ะ

เล่มนี้ เป็นเรื่องราวที่ผู้ชายคนหนึ่ง มีคำถามเกี่ยวกับ “วิวัฒนาการของมนุษย์” ว่าจะไปอย่างไรต่อ? ในเล่มนี้จะผูกเรื่องราวสไตล์ผจญภัย ให้เขาได้มีโอกาสพบ “ผู้คน เหตุการณ์” ที่นำไปสู่การไขคำตอบของเขา

สนุกมากกกกกก บอกเลย

มันมีหนังใน YouTube ด้วยนะคะ แต่มันแลดูเก่ามาก 555 และส่วนตัวชอบอ่านหนังสือมากกว่า เลยดูไม่จบ และรู้สึกว่าเราเชื่อมกับหนังสือได้ดีกว่าการดู

อ่านไป ก็เจอคำตอบของ “คำถามของชีวิตตัวเอง” ไปด้วยเรื่อย ๆ เสมือนเราเป็นตัวเอกนั่นล่ะค่ะ พระเอก คือ มนุษย์ทุกคนบนโลกนี้ กับคำถามสำคัญของชีวิตว่า “เราเกิดมาทำไม”? แต่อธิบายในมุมที่เป็นเรื่องราวให้เข้าใจได้ง่าย ผ่านรูปแบบนิยาย และ เป็นการอธิบายที่เชื่อมต่อกันให้เข้าใจง่ายมาก ๆ เป็นลำดับขั้นตอนในการแสวงหาคำตอบให้กับชีวิต โดยไม่มีมุมของศาสนาใด ๆ เข้ามาเกี่ยวข้อง เป็นเรื่องของ “พลังงาน” ล้วน ๆ อ้างอิงกับวิทยาศาสตร์ค่ะ

แม้ตัวละครจะมีหลวงพ่อ โบสถ์ และการพูดถึงพระเจ้า แต่บีมเห็นว่า ไม่มีการแฝงเรื่องศาสนาอะไรเลย เป็นการพูดถึง “ความจริงสูงสุดในอีกมุมมองหนึ่ง” ของผู้เขียน James Redfield ที่บีมว่าเขาตกผลึกได้ดีมาก ๆ และเรียบเรียงได้ดีสุด ๆ แถมเรื่องราวก็สนุกมาก ๆ ด้วย

ล่าสุด … 2 วันที่ผ่านมา บีมได้มีคำถามที่ต้องการคำตอบจากความจริงสูงสุดว่า จะทำอย่างไรให้ครอบครัวมีความสุขมากขึ้น และ จะเลี้ยงลูกอย่างไรในแนวทางที่เหมาะและดีที่สุดสำหรับพวกเขา

บีมก็มาเจอคำตอบในเล่มนี้พอดี … ตรงเป๊ะกับที่ต้องการ คือ เรื่องของ Control Drama และ การ Clearing the Past ซึ่งหมายถึง ความพยายามในการควบคุมคนอื่น และ การเคลียร์อดีตให้หมด เพื่อให้เรามีการเติบโตภายในได้จริง ๆ

สิ่งที่บีม hilight เป็นเพียงส่วนหนึ่งของคำตอบนะคะ แต่เอามาให้ดูว่า ได้คำตอบจากที่ในเล่มนี้จริง ๆ ที่แสวงหามาทั้งชีวิตเกี่ยวกับเรื่องของความสัมพันธ์ในครอบครัวและการดูแลลูกว่าจะต้องทำอย่างไร ให้รู้สึกมีความสุขมากขึ้นกว่าที่เป็น

คำตอบที่บีมได้รับ ก็คือ เราจะต้องเอาตัวเองออกจากวงจร Control Drama หรือ การพยายามควบคุมคนอื่น ที่เป็นไปโดยไม่รู้ตัว ซึ่งในช่วงแรกของเรื่องราวนี้ จะกล่าวถึง มนุษย์ในปัจจุบันนี้ จะดูดพลังงานของผู้อื่นมาโดยไม่รู้ตัว เพราะ ขาดพลังและความรักในระดับพลังงาน และเพราะไม่รู้จักวิธีเชื่อมต่อกับแหล่งพลังงานที่มีอยู่แล้วอย่างเหลือเฟือในธรรมชาติ และก็เป็นแบบนี้ส่งต่อกันมารุ่นต่อรุ่น

คุณพ่อ คุณแม่ และผู้ที่เลี้ยงดูเรา มีความรักความเมตตาอยู่แล้วแน่นอนค่ะ แต่ในอีกส่วนหนึ่ง คาดว่ามากกว่า 90% ของประชากรโลกที่มีปัญหาชีวิต จะได้รับการถ่ายทอด “ความพยายามในการควบคุมคนอื่น” และ โปรแกรมชีวิตโดยไม่รู้ตัวตลอดมา ซึ่งเราต้องหารูปแบบของมันให้เจอ ต้องตระหนักรู้ ว่าเราพยายามจะควบคุมคนอื่นแบบไหนอยู่ ซึ่งจะมาจากรูปแบบที่พ่อแม่ ผู้ปกครอง ใช้กับเรา โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนเป็นเด็ก

มันจะมีทั้งหมด 4 รูปแบบ คือ เย็นชา / ซักไซ้ สอบสวน / ข่มขู่ให้กลัว / สงสารฉันเถอะ

ทั้งหมดนี้ เป็นความพยายามที่จะควบคุมคนอื่น ที่ผลักดันอยู่ในระดับ “จิตใต้สำนึก” เพราะ เกิดจากการไม่ตระหนักถึงรูปแบบเหล่านี้ที่มีอยู่ และการขาดการเชื่อมต่อกับพลังงานธรรมชาติ

พ่อแม่ที่มักจะสอบสวน ซักไซ้ มองเห็นแต่สิ่งผิดในตัวลูก จะทำให้ลูกกลายเป็นคนที่ เงียบ ๆ ไม่พูด เหินห่าง เย็นชา

พ่อแม่ที่มักจะทำให้ลูกกลัว ขู่ จะทำให้ลูกกลายเป็นคนที่ชอบเรียกร้องให้คนสงสาร และ รู้สึกผิด หรือกลายเป็นคนที่ไปข่มขู่คนอื่นให้กลัวต่อไป

นั่นคือ ที่มาของปัญหามนุษย์บนโลกในปัจจุบัน

เมื่อบีมได้ทราบแบบนี้แล้ว ก็สำรวจตัวเองทันที ก็พบรูปแบบของมันในตัวเองที่เล่นอยู่ และ กลับไปย้อนมองอดีตว่า มันมาจากไหน และอย่างไร

เมื่อเห็นแล้ว ก็สามารถแยกตัวเองออกจากรูปแบบนี้ได้เลย มันไม่ใช่ของเรา มันเป็นของคุณพ่อคุณแม่ ของผู้ใหญ่ที่เลี้ยงเรา เราเป็นอิสระและบริสุทธิ์ มันไม่ใช่ของเราเลย แต่เรารับมาแบบไม่รู้ตัว

และบีมก็ไม่มีความโกรธหรือไม่พอใจที่เห็นอดีตแบบนั้น แต่กลับเข้าใจคุณพ่อคุณแม่มากขึ้น และ รู้สึกว่าถ้าเราเข้าใจเรื่องนี้แล้ว เราเชื่อมต่อกับพลังธรรมชาติได้แล้ว เราจะสามารถช่วยท่านปลดล็อคจุดนี้ที่อาจติดค้างในใจท่านก็ได้ กลายเป็นความรู้สึกอีกแบบหนึ่งที่ดีมาก ๆ ค่ะ

และเราก็จะรู้ตัว และ จะไม่ทำกับลูกของเราอีก ถ้ามันมา เราก็จะห้ามไม่ให้มันมาเล่นในชีวิตเราได้อีก อยู่ที่การฝึกฝนการรู้ตัวเท่านั้นค่ะ ก็จะผ่านไปได้

เมื่อเราสละทิ้งความพยายามควบคุมคนอื่นแล้ว เราก็จะเติบโตภายในต่อไปได้ และสามารถเชื่อมต่อกับพลังงานธรรมชาติได้มากขึ้นอีก และเข้าใจโลกในแบบที่มันเป็นจริง ๆ ไม่ใช่ในมุมแคบ ๆ ที่เราเคยเข้าใจ ผ่านสายตาของการไม่ตัดสิน และมองเห็นความจริงที่ไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งมันเกิดกับบีมแล้วจริง ๆ

มันไม่ใช่อะไรที่ทำให้เราเป็นผู้วิเศษ แต่กลับรู้สึกอ่อนน้อมถ่อมตัวมากกว่า รู้สึกชีวิตก็เรียบง่าย ธรรมดา สงบ มีความสุขอยู่แล้วในตัวเอง แค่กลับมาอยู่จุดนี้แค่นั้นเอง เมื่อเราเข้าใจความจริงสูงสุด เราจะกลับสู่สามัญเองค่ะ ไม่ใช่วิชาวิเศษเหนือใคร ๆ

การเดินทางภายใน เป็นเรื่องภายในของแต่ละคน บีมคงจะการันตีไม่ได้ว่า อ่านเล่มนี้แล้ว ทุกคนจะตกผลึกหรือได้รับอะไรเหมือนบีม แต่บีมเชื่อว่า มันจะเปลี่ยนมุมมองหรืออย่างน้อยก็ทำให้เกิดคำถามกับชีวิตที่จะนำไปสู่คำตอบสำคัญ ๆ สำหรับตัวคุณได้ค่ะ

และ…นี่คืออีกหนึ่งเนื้อหาที่บีมจะยกมาพูดถึงบ่อย ๆ ในปีหน้านะคะ เพราะมันส่งเสริมแนวทางการกำจัดสิวแบบถึงรากถึงโคนค่ะ ซึ่งบีมได้รับผลลัพธ์นั้นเรียบร้อยแล้วเมื่อได้อ่านและเข้าใจเล่มนี้เพิ่มเติมจากทุกอย่างที่ได้ทำมาในปีนี้

มีภาคภาษาไทยด้วยนะคะ จัดทำและจำหน่ายโดย OMG BOOKS ค่ะ ชื่อวา คัมภีร์ฟ้าทำนาย ที่ทุกคนที่สนใจแนวทางการพัฒนาตัวเองแบบ spiritual และอยากหายขาดจากสิวควรมีและอ่านให้เข้าใจจนตกผลึกจริง ๆ

ด้วยรัก
#ShiningBeam
#สิวซีเคร็ตมิติใหม่2020
#มากกว่าสิวหายคือได้ชีวิตกลับคืนม

* วิธีทำให้สิวหาย หาที่ไหนก็ได้ แต่สิวหายและชีวิตดีขึ้นทุกมิติด้วย มีให้ที่นี่ค่ะ *

วิธีสร้างพลังและความเชื่อในแนวทางรักษาสิวด้วยธรรมชาติสไตล์บีม

#บีมสร้างพลังและความเชื่อบนเส้นทางนี้แบบนี้
มันเริ่มจากช่วง 2 เดือนแรกของการรักษาสิวตัวเอง
ในอำเภอเล็ก ๆ ของจังหวัดเชียงราย บ้านเกิดของบีม

พอดีเช้านี้ บีมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้อันลึกซึ้งที่ผุดขึ้นมาเกี่ยวกับความเข้าใจในสรรพสิ่งที่มากขึ้นกว่าเดิม

ประกอบกับบีมได้รับคำถามและได้ตอบคำถามในไลน์กลุ่มไปเมื่อวาน ที่บีมเล่าย้อนไปถึงวันวานที่เริ่มรักษาสิวตัวเองในช่วงปีแรก

บีมอยากจะแบ่งปันเรื่องนี้ เล่าย้อนไปว่า ในช่วงแรก ๆ นั้น บีมเองตัดสินใจคนเดียว และ เดินคนเดียวในการรักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติที่ตั้งปณิธานไว้ว่า จะต้องหายขาดให้ได้ จะต้องไปแก้ที่ราก แก้ข้างใน มันอยู่ไหน จะไปทลายให้สิ้นซาก (วันนั้นคิดแบบนั้นจริง ๆ ล่ะค่ะ)

ในเมืองไทย ไม่มีข้อมูลเลย มีแต่พอกหน้าด้วยดินสอพอง มะนาว ขมิ้น ใช้ยา ฯลฯ ทุกอย่างที่เขาเขียนกันบนอินเตอร์เน็ต คือ ลองมาหมดแล้ว ไม่เวิร์คสักอย่าง รวมทั้งสวนลำไส้ด้วยกาแฟด้วย (เพราะตอนที่ทำนั้นทำไม่เป็น รู้สึกไม่เวิร์ค เลยเลิกไป)

คือ จริง ๆ แล้วพยายามมาตั้งแต่ตอนเรียนชั้นมหาวิทยาลัย ซึ่งชีวจิตกำลังดังมาก และไปเจอหนังสือในห้องสมุดว่าด้วยการรักษาสิวด้วยแนวชีวจิตด้วย เจอบทความในนิตยสารด้วย ก็ลองทำแล้ว ไม่เห็นผลเลย มองจากตรงนี้ที่เราเข้าใจแล้ว เราก็เข้าใจตัวเองในวันนั้นว่า เราเข้าใจไม่ครบไง มันเลยไม่ได้ผล ไม่มีคนให้ปรึกษา ไม่มีคนนำทางด้วย ไม่มีเพื่อนสนใจรักษาแนวทางนี้เลย มีแต่คนไปหาหมอ ก็เลยหมดหวัง เลิกทำดีกว่า ก็ต้องใช้ยาต่อไป แต่ก็พยายามจะหลุดจากวงจรให้ได้ โดยไม่ต้องใช้ยามาตลอด

ต่อนะคะ … ข้อมูลในภาษาไทย ไม่มีเลย โชคดีที่มีทักษะการอ่านเขียนภาษาอังกฤษและการทักษะการค้นหาข้อมูลความรู้อยู่ในระดับใช้งานได้ดีมาก เลยไปค้นหาข้อมูลภาษาอังกฤษ ก็ไปเจอของต่างชาติ มี E-Book ให้เราฟรี ๆ ทุกวันนี้เหมือนยังมีอยู่ บีมเจออันนี้เล่มแรกค่ะ http://www.freeacnebook.com เข้าไปอ่านและทำเลย อ่านเฉพาะส่วนของเรื่องสิว (เพราะมันมีเรื่องเซลลูไลท์ด้วย) ซึ่งว่าด้วยการกินอาหารดิบ ๆ (แม่เจ้า … แปลกใหม่มาก แต่ก็ลองทำนะคะ)

บีมทดลองอยู่ 3 วัน เห็นผลชัดเจนมาก เพราะ สิวที่หน้าผากหายไป (สิวผดและอุดตัน) หน้าหายมันตอนเช้า คือ ผิวดีขึ้นมาก ๆ แค่ 3 วันเอง ตอนนั้นไม่ใช้ครีมอะไรเลย ใช้สบู่ก้อนเดียว แถมเลือกสกินแคร์ไม่เป็นอีก สมัยเมื่อก่อน 10 ปีที่แล้ว ผลิตภัณฑ์ไม่ได้มีเยอะขนาดทุกวันนี้นะคะ ก็แบรนด์เดิม ๆ ที่เคยใช้มาหมดแล้ว เลยไม่ใช้ เพราะไม่ได้ผล และบีมตั้งใจว่าถ้าจะทดลองให้รู้ว่า การซ่อมนั้น มาจากภายในจริง ๆ จะต้องไม่ใช้ครีมรักษาสิวเลย ไม่งั้นจะไม่รู้ว่ามันมีกระบวนการอย่างไร ซ่อมจากภายในได้จริงไหม?

บีมตื่นเต้นกับแนวทางและผลลัพธ์มาก ก็เขียนแปลไว้ในบล็อก เป็นบทความแรกของบล็อกแรกที่บีมเขียนค่ะ https://bye-bye2acne.blogspot.com/2009/08/12.html ชื่อว่า “กฎเหล็ก 12 ข้อสำหรับการบอกลาสิวอย่างถาวร” (ให้อ่านเป็นสิ่งอ้างอิง ไม่ได้ให้ทำตามนะคะ เพราะที่บีมตกผลึกแล้วสำหรับคนไทย ที่ใช้แล้วเวิร์ค ให้ศึกษาตามที่แนะนำไว้ในกลุ่มไลน์ห้องสมุดก็พอค่ะ)

ใครที่อยากรู้ว่า ช่วง 3 เดือนแรก บีมทำยังไงบ้าง หรือ ปีแรกบีมทำอะไรบ้าง ไปอ่านในบล็อกนี้ได้เลย คลิกไปดูที่คลังบทความเดือน สิงหาคมถึงตุลาคม 2552 นะคะ ก็จะรู้สึกเหมือนมีเพื่อนเดินทางไปด้วย เพราะบีมในวันนั้น ก็พึ่งเริ่มต้น และเดินคนเดียวด้วย ไม่มีใครเห็นด้วยกับวิธีของบีม เพราะ ห่วงบีม เนื่องจากบีมผอมลงและกินแต่ผักผลไม้ ไม่กินอาหารปกติเหมือนคนอื่นเขา

บีมพลิกวิกฤติการไม่มีงานประจำทำ เป็นโอกาสในการฟื้นฟูสุขภาพกายและจิต ตามแนวทางที่บีมค้นพบ ซึ่งในภายหลัง ได้พบกับเคสของคุณ Seppo Puusa ผู้เขียนหนังสือ Clear for Life ซึ่งปัจจุบันเขาเปลี่ยนเป็น https://www.acneeinstein.com แทนค่ะ แต่บีมก็ได้ข้อมูลพื้นฐานที่ดีมาก ๆ ที่ทำให้เข้าใจเรื่องระบบภายในกับการเกิดสิว และเป็นแนวทางเบื้องต้นหลัก ๆ ที่บีมปฏิบัติและเผยแพร่ในช่วงแรก ๆ เลย และมีผู้อ่านหนังสือ ผู้ปฏิบัติตามแล้วหายจริง ๆ

ของคุณ Seppo จะเดินทางสายกลางมากกว่าของฉบับแรกที่อ่าน อันแรกนั้นสุดโต่งมาก ไปต่อไม่ไหว แต่รู้แล้วว่า เปลี่ยนอาหารจริงจัง หายได้จริง ๆ

ของคุณ Seppo จะเน้นการดูแลสุขภาพองค์รวมเพื่อแก้ปัญหาภาวะอักเสบเรื้อรัง น้ำตาลในเลือดแกว่ง เบาหวานชนิดที่ 2 ในคนที่มีปัญหาสิว ซึ่งอ่านแล้วเก็ตค่ะ เอามาทำแล้วเวิร์ค

สิ่งที่บีมทำตอนนั้น คือ ต้องดูแลให้ครบ อาหาร จิตใจ บีมตื่นเช้าทุกวัน ถ้าคุณยายยังไม่ตื่น บีมก็จะมาเล่นโยคะสไตล์ของบีมนั่นแหละ ไม่ได้ไปเรียนที่ไหน ทำง่ายๆ ท่าสุริยนมัสการ ก็รู้สึกดีมากกก สาย ๆ ก็ไปปั่นจักรยานเล่นที่ทุ่งนา ไปนั่งเล่นสักพัก อยู่กับธรรมชาติ สูดหายใจลึก ๆ ช้า ๆ รู้สึกสบายแล้วค่อยกลับบ้าน บางวันก็ออกไปวิ่งค่ะ

อาหาร ก็ปั่นน้ำผักผลไม้กิน กินเป็นอาหารหลัก เคยทดลองกินอาหารเจแล้ว แต่สิวขึ้น เพราะมันเป็นแป้งที่แปรรูป ไม่ใช่อาหารสดที่มีโครงสร้างที่ร่างกายย่อยได้ง่ายกว่า และก็ไปซื้อที่มัน ๆ มากิน พอกลับมากินผักผลไม้ปั่น สิวก็หายไปเอง เราก็เห็นแล้วว่า ผักผลไม้ปริมาณมาก ๆ ช่วยได้จริง

บีมก็อินมาก ยิ่งทำยิ่งดี ยิ่งหาย ไปค้นหาข้อมูลมาเพิ่มอีก ก็ไปเจอเรื่องการกินโอเมก้า 3 แก้การอักเสบ กินพร้อมนมหมักบัวหิมะ (kefir) จะช่วยเรื่องสิวฮอร์โมน ก็ทดลองค่ะ ก็หายจริงๆ นะ สิวแนวกรามคางนี่แหละ

แล้วก็เริ่มมาอ่านหนังสือของผู้เขียนชาวไทย ซึ่งโชคดีที่อำเภอนั้น มีร้านหนังสือซีเอ็ดอยู่ บีมก็ไปบ่อยมาก ไปดูว่ามีอะไรที่น่าสนใจ ก็เจอของคุณหมอบุญชัย อิศราพิสิษฐ์ “พิชิตโรคร้ายโดยไม่ใช้ยา เล่ม 1 ปฏิวัติชีวิต ปฏิวัติสุขภาพ” ท่านรักษา 4 โรคร้ายของตัวเองจนหายใน 4 เดือน และชื่อหนังสือยังตรงกับชื่อบล็อกบีมเลย เลยถูกใจเป็นพิเศษ (ของบีมตั้งเองคือ ปฏิวัติความคิด พิชิตสิว) อ่านบทนำแล้ว ต้องซื้อกลับมาเลย เพราะมันคือเรื่องเดียวกันกับสิวเลย บีมก็เลยเกิดความเชื่อและทดลองทำตามที่ท่านแนะนำในหนังสือค่ะ แล้วสังเกต มันเป็นเรื่องเดียวกันจริง ๆ แต่คุณหมอมีเครื่องมือและข้อมูลครบองค์กว่า แม้จะไม่ได้พูดเรื่องสิว แต่ก็เป็นสิ่งพิสูจน์แล้วว่า ธรรมชาติที่เราทำอยู่นี่แหละ ใช่คำตอบที่ดีที่สุดแล้ว

ต่อมาก็พบหนังสือหมอเขียว ดร.ใจเพชร มีทรัพย์ “ความลับฟ้า ถอดรหัสสุขภาพ เล่ม 2” ว่าด้วยสมดุลร้อนเย็นและการรักษาดูแลที่จิตใจภายใน บีมก็ทดลองดู สรุปว่า เวิร์คอีก ก็ยิ่งเชื่อมั่นค่ะ

สรุปว่า ที่บีม “เชื่อมั่นและศรัทธา” ในธรรมชาติและแนวทางมาก ๆ เป็นเพราะ

  1. บีมตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า ทางที่เคยใช้รักษาสิวมาทั้งหมดนั้น ไม่เวิร์ค ไม่เอาแล้ว คือ #ตัดสินใจว่าไม่เอาแล้ว และมุ่งมั่นกับแนวทางธรรมชาติ บอกตัวเองเลยว่า “ถ้าภายใน 1 ปีที่ตั้งใจจริงกับแนวทางนี้ ไม่เวิร์ค จะยอมกลับไปกินยาทายาตลอดชีวิต” ขอให้ได้ทำก่อน ทำสุด ๆ ก่อน นั่นทำให้บีมไม่สั่นคลอนเวลามีคนทัก
  2. ข้อมูลที่หามาได้ทั้งหมด ได้ศึกษาให้เข้าใจ แล้วปฏิบัติจริงจัง แล้วสังเกตผลลัพธ์ มันก็ได้ผลจริง ๆ “เห็นประจักษ์กับตัวเอง” ไม่ได้มีใครมาบอกให้เชื่อ เชื่อเองจากผลการปฏิบัตินั้นเอง
  3. ไม่เคยหยุดศึกษา ไม่ปล่อยให้ตัวเองสงสัย เมื่อสงสัย ก็ค้นหาความรู้เพิ่มเติมเสมอ ๆ เพราะความสงสัยเป็นบ่อเกิดของการชะลอความสำเร็จ ความไม่ใส่พลังเต็มร้อย บีมต้องเคลียร์ตัวเองทุกคำถามถ้าไม่ชัวร์
  4. บีมบอกต่อเพื่อน ๆ ในเว็บบอร์ด และในบล็อก สมัยนั้นบีมยังไม่เล่นเฟสบุ๊คมากนัก แทบไม่ใช้เลย ใช้แต่อีเมล ก็มีคนเขียนมาเล่าบอกว่า เอาสิ่งที่เขียนไว้ไปใช้แล้ว เวิร์คจริง ๆ ทำให้บีมเชื่อมั่นมากขึ้น

    สรุปมีเพียงเท่านี้ค่ะ
    เป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแรงมาก
    เป็นพลังความเชื่อที่เกิดขึ้นในตัวเอง
    ที่ใครก็มาสั่นคลอนไม่ได้เลย

มีท้อบ้าง แต่ไม่เคยหยุดฝัน
ฝันที่จะมีผิวดี ๆ กลับคืนมา
ผิวก่อนเป็นสิว ผิวตอนเด็ก ๆ

บีมไม่เคยหยุด
ทำมาเรื่อย ๆ
ค้นหาวิธีและแนวทาง
ทลายรากสิวจากภายในมาเรื่อย ๆ

สุดท้าย ก็ค้นพบ …
และช่วยให้อีกหลายคน
ได้หลุดพ้นจากปัญหาสิวเช่นกัน

พลังที่ได้ช่วยให้คนหลุดพ้น
ก็เป็นอีกหนึ่งแรงที่เสริม
ให้บีมได้ค้นพบทางหลุดพ้นของตัวเอง
เพราะเราแบ่งปันค่ะ…
เราจึงได้กลับ โดยที่ไม่ต้องคาดหวังเลย
มันจะเจอเส้นทางที่ใช่ของมันเอง

ให้ = ได้เอง
ช่วยเท่าที่ช่วยได้ ด้วยใจบริสุทธิ์ ก็จะได้รับกลับมาโดยธรรมชาติเอง

แบ่งปัน…
เพื่อเป็นกำลังใจ
ให้กับทุก ๆ คนที่กำลังท้อในช่วงแรก ๆ
ให้เดินต่อไปนะคะ
บนเส้นทางและวิธีคิดที่ถูกต้อง

ถ้าจะรักษาสิวเฉย ๆ
มีข้อมูลให้เยอะค่ะปัจจุบันนี้

แต่ถ้าจะทลายรากสิว
และเปลี่ยนชีวิตไปด้วย
ที่นี่มีให้เต็มสตีม

ด้วยรัก
#ShiningBeam
#สิวซีเคร็ตมิติใหม่
#มากกว่าสิวหายคือได้ชีวิตคืนมา

กลุ่มไลน์ห้องสมุด สำหรับศึกษาข้อมูลที่บีมแนะนำล่าสุด และสอบถามถึงวิธีปฏิบัติเข้าร่วมที่ https://line.me/R/ti/g/UTDl6mgZqH

ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ จึงจะหายขาดจากสิว?

สืบเนื่องมาจากภาพประกอบข้อความที่ลงแฟนเพจ สิวซีเคร็ตมิติใหม่ ที่เขียนไว้ว่า ไม่สามารถบอกระยะเวลาที่สิวจะหายแน่นอนได้ เพราะ ต้องให้เวลาในการที่เซลล์ประมาณ 40 ล้านล้านเซลล์ปรับตัวสู่การมีสุขภาพที่ดีทุก ๆ เซลล์ อาจทำให้บางคนรู้สึกว่า “นี่จะต้องรอต่อไปอีกเหรอ เป็นมานานแล้วนะ ก็อยากจะหายเร็ว ๆ สักที” บีมจึงเขียนบทความนี้มาเพื่อขยายความต่อและตอบคำถามนี้ให้นะคะ เพื่อความกระจ่าง ชัดเจน และเพื่อการตัดสินใจของคุณเอง

ตามที่บีมเคยทำภาพอธิบายไว้อีกภาพหนึ่ง คือ ภาพนี้

บีมได้แบ่งระดับปัญหาสิวไว้เป็นระดับ ตามสาเหตุที่เป็น

ถ้าเป็นแค่ผิว ๆ คือ เหตุเกิดเพราะ แพ้ครีม ก็จะแก้ง่ายและหายเร็วที่สุด เพราะ เซลล์ที่เสียหาย มีเฉพาะเซลล์ผิวหน้าเท่านั้น พื้นที่ของความเสียหายมันน้อย เมื่อเราหยุดรบกวนด้วยตัวที่ทำให้แพ้หรือระคายเคือง ปัญหาก็จบ และนี่คือ ระดับที่บีมให้ความช่วยเหลือโดยแนะนำผลิตภัณฑ์กลุ่ม skincare ที่คัดสรรให้

ในระดับต่อมาก็คือ เป็นระดับของเซลล์ร่างกายที่เสียหาย ไม่เกี่ยวกับจิตใจ เพราะ ปกติแล้วก็เป็นคนที่จิตใจโปร่งโล่งสบายดี ไม่เครียดสะสม สุขภาพจิตดี ปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้นที่ “วิถีการกินของเขา” แค่นั้น คนกลุ่มนี้ อาจจะกินอิ่ม นอนหลับดี แต่กินไม่ดี ก็ทำให้เซลล์ไขมันเพิ่มจำนวน พิษก็สะสมในเซลล์ไขมัน นาน ๆ เข้าร่างกายก็อักเสบจากไขมัน น้ำตาล เลือดหนืด ข้น หลอดเลือดอักเสบ ก็ขนอาหาร อากาศ น้ำ เข้าเซลล์ไม่ได้มาก จะเอาพิษออกก็ไม่ค่อยได้ เลยขังอยู่ในเซลล์ที่ต่างๆ แบบนั้น ก็ทำให้ป่วย ทำให้ผิวสุขภาพไม่ดี และ พอไขมันเยอะไป พิษก็สะสมมากขึ้น มันต้องหาทางระบาย ออกทางท่อน้ำดีไม่ได้ เพราะ ตีบลง ก็ต้องวนอยู่ในเลือด ในน้ำเหลือง และไประบายออกทางต่อมไขมันที่หน้า คอ อก หลัง รักแร้ ทำให้เป็นสิวและมีกลิ่นตัวแรงนั่นเอง

แต่ระดับที่เสียหายมากที่สุด คือ ระดับจิตใต้สำนึก ระบบประสาท และพลังชีวิต หรือ พลังลมปราณ นั่นเอง ซึ่งตัวบีมเองจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ซึ่งถ้าระบบนี้พัง ก็คือกายที่จับต้องได้ก็ต้องพังแน่นอน เพราะ กายที่จับต้องได้ เป็นแค่สิ่งสะท้อน

พลังชีวิตนี้ ยังพอเพิ่มได้จากการนอนหลับ การทานสมุนไพรเพื่อให้เลือดลมหมุนเวียน หรือ บำรุงไต (ไต คือ แหล่งพลังชีวิต) จากผักผลไม้สดสะอาด หรือการได้อยู่กับคนที่พลังชีวิตเต็ม (จนล้นออกมา) หรืออยู่กับเด็ก ๆ ที่สุขภาพจิตดี

ระดับจิตใต้สำนึกนี้ เป็นการสะสมของ “ความทรงจำ” หรือ โปรแกรมที่เล่นอัตโนมัติที่เกิดจากการที่เราได้รับการโปรแกรมตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ถึงอายุ 7 ขวบ ที่เราจะได้รับมาเต็ม ๆ โดยไม่ได้คัดกรอง (เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะไม่คัดกรองอะไรเลยจนกระทั่ง 7 ขวบ) สำหรับเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีความรักเต็มที่จากหัวใจบริสุทธิ์ ครอบครัวอบอุ่น และมีการพูด คิด ทำ แต่สิ่งที่ดี ๆ เสริมสร้างความมั่นใจ เคารพตัวเอง เคารพผู้อื่น มีสุขภาพแข็งแรง ก็จะมีโปรแกรมที่ดี เมื่อซอฟท์แวร์ดี ชีวิตที่แสดงออกภายนอกก็จะแข็งแรงตามไปด้วย รวมถึงเซลล์ที่มีสุขภาพดีด้วย เพราะได้มีการสั่งจากภายในแบบนั้นแล้วเรียบร้อย

ในทางกลับกัน หากเด็กขาดความรักและอบอุ่น อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการคิด พูด ทำ ที่ไม่ดี ด่า ว่า ให้รู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า ถูกเปรียบเทียบตลอดเวลา ในจิตใต้สำนึกก็จะจำค่าเหล่านี้ไว้ และส่งผลให้ชีวิตภายนอกเป็นแบบนั้นจริง ๆ รวมถึงสุขภาพที่ไม่ดีและพฤติกรรมที่ไม่ดีต่าง ๆ ที่จดจำมาทั้งหมดโดยไม่ได้คัดกรองด้วย

และอีกเหตุปัจจัยก็คือ ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก ที่ฝังในก้านสมอง เพราะระบบการสั่นออกโดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นถูกปิดเอาไว้ (อ่านเพิ่มเติมเรื่องนี้ได้ในบทความนี้นะคะ สรุปคอร์ส TRE ศาสตร์เพื่อการขจัดความเครียดชนิดฝังลึก ซึ่งระบบนี้ จะต้องแก้ที่ “ก้านสมอง” และ ระบบประสาทเท่านั้น จึงจะออกไปได้จริง ๆ และตัวบีมเองก็มีเหตุการณ์ที่เป็น “ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก” เยอะมาก ๆ ซึ่งศาสตร์จิตใต้สำนึก การนั่งสมาธิ การสวดมนต์ การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพที่เคยทำมาทั้งหมดนั้น ไม่สามารถเอาตรงนี้ออกได้เลย จนกระทั่งมาทำ TRE ค่ะ ก็เป็นอิสระจากความเครียดและเจ็บปวดฝังลึกทั้งหมดเลย ซึ่งเป็น “ราก” ของสิวของบีมเลยค่ะ และด้วยความที่ป่วยระดับระบบประสาทและจิตหนักมาก เซลล์ย่อมเสียหายมาก ไตก็แย่ลงด้วย พลังชีวิตก็ตก ดังนั้น บีมก็เลือกทานสมุนไพร ดร.ทักษิณาร์ เพราะ เป็นตัวยาสมุนไพรที่ช่วยเรื่องฟื้นฟูไต และ รักษาเบาหวานและหลอดเลือดโดยตรง ซึ่งพอบีมศึกษาและเรียนรู้จากท่านแล้ว ก็รู้ว่า โดยหลักการแล้วช่วยเราและคนเป็นสิวได้แน่ ๆ ซึ่งพอทดลองผ่านไป 1 เดือนร่วมกับทำ TRE แล้ว ก็ได้ผลจริง ๆ ค่ะ เพราะ skincare และวิธีดูแลสุขภาพของบีมโดยปกติก็ได้ผลดีอยู่แล้วค่ะ

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมของบีมจึงใช้เวลานานกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งผู้อ่านหนังสือสิวซีเคร็ต เช่น ดร.พู่กัน แฟน ๆ และลูกค้า จำนวนมาก ก็สิวหายขาดไปก่อนล่วงหน้าแล้ว…

ดังนั้น ที่บีมไล่เรียงมาให้นี้ จะให้ทุกท่านเข้าใจชัดเจนว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการแก้ปัญหาสิวของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไปตาม “สาเหตุ” ของการเกิดสิว ว่ามันจะอยู่ในระดับใดและคุณใช้กุญแจปลดล็อคถูกอันไหม

ของน้องบิ๊ว ไม่ต้องทำ TRE เขาก็หายแล้ว (น้องบิ๊วเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของบีม เป็นสิวหนักมากเหมือนกัน ใช้ยามาเหมือนกัน แต่สาเหตุต่างกัน บิ๊วเขาหายเพราะเขาล้างพิษลำไส้ ล้างพิษตับ กิน RESERVE ใช้ลูมิเนส บริจาคเลือด และก็หายยาวเลยจนถึงตอนนี้หน้าใสไม่เป็นสิวแล้วค่ะ ดูบันทึกของเขาได้ที่เพจนี้นะคะ Build’s Good Health Story

ของแฟน ๆ และลูกค้า ระยะเวลาที่แต่ละท่านใช้ก็แตกต่างกันไป ถ้าเราจะวัดเรื่อง “หายขาด” นะคะ

บางคนอายุน้อย เหตุของสิวไม่ได้หนักมาก เดือนเดียวก็หายแล้ว

บางคนอายุมาก เหตุของสิวก็หนักมาก เพราะกินยาและมีปัญหาสุขภาพหลายอย่าง (จริง ๆ แล้วปัญหาสุขภาพเป็นสาเหตุของสิวค่ะในคนอายุมากกว่า 20 ปี มีปัญหาสุขภาพ เลยแสดงออกมาเป็นสิวด้วย) และก็เลิกพฤติกรรมบางอย่างไม่ได้ ใช้เวลา 1-2 ปีก็มี

แต่ไม่ว่าจะหายขาดหรือไม่ สิ่งที่ทุกคนได้รับเหมือนกัน และบีมการันตีได้ว่า ทุกท่านที่เลือกเส้นทางเดียวกับที่บีมเดินนี้จะได้รับแน่นอนคือ ความสบายใจ ความรู้สึกดีและภาคภูมิใจในตัวเอง การรู้จักตัวเองที่เพิ่มขึ้น ความรักตัวเองที่เพิ่มขึ้น และสิวจะไม่สามารถทำให้เราเป็นทุกข์ได้อีกต่อไป เพราะเราเขาใจตัวเอง เข้าใจธรรมชาติของสิว และเรารู้ว่าจะทำอย่างไรให้มันหายค่ะ อยู่ที่จะฝึกตัวเองให้ทำได้มากหรือน้อยเท่านั้น หรือจะได้ทำเหตุที่ทำให้สิวหายหรือไม่เท่านั้นเอง คือ คุณจะรู้รอบ รู้ครบ และรู้ได้ด้วยตัวเองเรื่องสิวทั้งหมด พอเรารู้แล้ว เราก็จะหายกังวลไปเองค่ะ และใจที่สบายนั่นแหละ คือ เหตุปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้สิวหายได้จริง ๆ

ใจที่สบาย ไม่ทุกข์ และลงมือทำเหตุที่นำไปสู่ผลลัพธ์ จะทำให้ได้ผลลัพธ์ โดยไม่ต้องไปคิดว่าจะได้หรือไม่ได้ เพราะมันได้แน่ ๆ ค่ะ

บีมได้ทำมาทุกทางแล้วเช่นเดียวกับทุกท่าน …

ไม่มีทางใดที่เป็นทางออกที่ยั่งยืนและทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้และมีพลังชีวิตกลับมาได้เหมือนเส้นทางที่บีมเลือกเดินนี้ค่ะ

ดังแท็กที่เขียนว่า “มากกว่าสิวหายคือได้ชีวิตกลับมา”

ข้อนี้จริงที่สุดค่ะ

สรุปส่งท้าย คือ ไม่มีใครสามารถบอกระยะเวลาที่แน่นอนได้ว่าสิวของคุณจะหายเมื่อไหร่ แม้จะกระทั่งบีม เพราะ ร่างกายแต่ละคนและวิถีชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย มีแต่คุณเท่านั้น ที่จะต้องหัดอ่านสัญญาณแห่งสมดุลหรือเสียสมดุลด้วยตัวเองค่ะ สุขภาพดีและผิวใส คือ สภาวะของสมดุล เป็นสภาวะที่เราจะรู้สึก “สบายที่สุด” ไม่มากไป ไม่น้อยไป สบายใจ สบายกาย และเมื่อไหร่ที่รู้สึกไม่สบาย ก็คือ เสียสมดุล ก็ปรับเข้าสู่สมดุล มันก็จะดีขึ้น ๆ เรื่อย ๆ เองค่ะ คิดเสียว่าคือการวิ่งมาราธอนระยะไกลที่มีจุดหมายคือ สุขภาพดีจากภายใน จากราก จากแก่นจริง ๆ เป็นเราที่สบายใจที่สุดจริง ๆ ในทุก ๆ มิติของชีวิต

อย่าไปตั้งเป้าแค่สิวค่ะ มันเป็นแค่สิ่งสะท้อนภายในแค่นั้นเอง

ซึ่งตัวบีมเอง เมื่อเริ่มต้น ก็ตั้งเป้าอยากให้สิวหาย แต่…ต้องทะลวงแก่นให้สิ้นซาก ไม่เอาแค่ผิวใส แต่ภายในต้องทะลุทะลวง ไม่ให้เชื้อสิวมันอาศัยอยู่ได้อีกต่อไป และในระหว่างทาง บีมก็ไม่ได้ผิวใสตลอดเวลา เพราะสิ่งกระทบชีวิตก็มาตลอดค่ะ เป็นปกติของชีวิตเรา และบางครั้งสิวก็กลับมาจนท้อ แต่บีมเชื่อมั่นว่า If there is a will, there will be a way ถ้าเรามีความตั้งใจ มันต้องเจอหนทางค่ะ บีมเชื่อแบบนั้นในทุกเรื่อง จึงทำให้บีมมีผลลัพธ์ชีวิตในวันนี้ค่ะ บีมไม่สนใจว่า จะใช้เวลาเท่าไหร่ บีมเพียงแค่เดินทางของตัวเองมาเรื่อย ๆ ตามที่ในใจเขาบอก และนี่ก็คือประโยคที่จะแบ่งปันให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่กำลังมีปัญหาสิวอยู่ทุกคนนะคะ

ให้ตั้งใจไปเลยว่า …

จะนานแค่ไหนก็ตาม ฉันจะตั้งใจล้างพิษภายใน ภายนอก

และปรับสมดุลชีวิตไปเรื่อย ๆ

ให้อยู่ในจุดที่ฉันรู้สึกสบายทั้งกายและใจได้จริง ๆ

เพราะฉันรู้และเชื่ออย่างมากว่า ในจุดนั้นเอง ฉันจะมีสุขภาพที่ดีและผิวที่ดีได้เอง

รายงานผลการฝึก TRE ในระยะเวลา 1 เดือนที่ผ่านมา

TRE คือ อีกเครื่องมือสำคัญของการ “ซ่อมร่าง” ของบีมค่ะ

TRE มีชื่อเต็มว่า Tension & Trauma Releasing Exercise หรือ การบริหารร่างกายเพื่อการขจัดความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก ซึ่งบีมเคยเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้อย่างละเอียดไว้ในบล็อกแล้ว สามารถเข้าไปอ่านได้ที่ https://siwsecret.com/2019/11/10/tre-review-summary-freedomwithinwellness/ นะคะ

สำหรับโพสต์นี้ บีมต้องการแบ่งปันผลของการทำ TRE ครั้งล่าสุด ซึ่งหลังจากที่ได้เรียนจบคอร์ส TRE ที่เชียงใหม่วันที่ 2-3 พ.ย. 62 เราก็สามารถทำเองได้เลยค่ะ (ถ้าไม่มีความรู้ อย่าทำเองก่อน เพราะ มันมีสิ่งที่ต้องเข้าใจหลายอย่างก่อนทำ มันมีประสิทธิภาพสูงมากและละเอียดอ่อนมาก ๆ) โค้ชแนะนำให้ทำสัปดาห์ละ 2 ครั้ง หรือห่างกันสัก 3-4 วัน ซึ่งบีมก็ทำมาตลอดหลังจบคอร์สค่ะ ก็พบว่าเป็นระยะเวลาที่เหมาะสม เพราะ ความเครียดจะสะสมและต้องเอาออกในช่วงประมาณ 3-4 วันนี่แหละ

คือ ทำ TRE 1 ครั้ง เราจะโล่ง ๆ ว่าง ๆ จากความเครียด พร้อมรับมือไปได้อีก 3-4 วันนั่นเองค่ะ มันจะทำให้ความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกในก้านสมองเก่า ๆ ถูกกำจัดออกไปโดยการกระตุ้นและเขย่าระบบประสาทของร่างกายที่ทำงานเองโดยอัตโนมัติ และ ความเครียดใหม่ก็ไม่สะสมด้วย ทำให้เรามีโอกาสปลอดจากโรคที่เกิดจากความเครียดสะสมได้มาก ๆ สำหรับบีมแล้ว มันคุ้มมากที่ได้เรียนรู้วิชานี้ค่ะ เพราะโรคภัยสมัยนี้ วงการแพทย์สรุปมาแล้วตรงกันว่า เกิดจาก “ความเครียด” เป็นหลัก

เมื่อบีมได้ทำมาเดือนกว่า ๆ ด้วยความเข้าใจ บีมก็พบว่า สุขภาพจิตและกายดีขึ้นมาก ๆ กลไกการกำจัดความเครียดตามธรรมชาติกลับมาทำงานได้เป็นปกติอีกครั้ง และรู้สึกมีความชัดเจนกับชีวิตมากขึ้นเรื่อย ๆ และเชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่ทำให้สิวแนวกรามคางหายไปด้วยค่ะ เพราะสิวแนวนี้ ก็เกิดจากความเครียดสะสมเช่นกันที่มีผลกระทบต่อระบบฮอร์โมนทั้งระบบและพิษที่ถูกปั๊มลงกระแสเลือดกว่า 50 ชนิดเมื่อเรามีความเครียดหลงเหลือในจิตและกาย นี่ก็เป็นการแก้จากต้นเหตุกันเลยค่ะ ซึ่งการออกกำลังกายโดยปกติจะไม่สามารถเอาความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึกออกไปได้

ครั้งล่าสุดที่ทำ ก็บรรยายไว้แล้วตามภาพที่แนบมากับโพสต์รอบนี้ ซึ่งการที่เราอยู่ในสภาวะที่ปลอดความเครียด กายและใจกลับเข้าสู่สมดุลธรรมชาติที่เรียกว่า State of Balance คำตอบจากภายในของเราจะมาเองค่ะ โดยเราไม่ต้องคิดอะไรเลย คำตอบมันมาเองจริง ๆ และเป็นคำตอบที่มาจากตัวเราจริง ๆ จากปัญญาญาณภายในค่ะ ไม่ใช่คำตอบที่เราคิดแล้วมันอาจจะผิดพลาดก็ได้ เพราะปัจจุบันนี้ ความคิดส่วนใหญ่ก็ไม่ใช่ของเรา เป็นของที่เรารับมาจากภายนอกทั้งนั้น

และจากการ “สั่น” รอบนี้ ทำให้บีมได้คำตอบที่ชัดเจนขึ้นอีกสำหรับชีวิต ที่ผุดขึ้นมาเองว่า จริง ๆ แล้วมนุษย์เราต้องการ “อิสระ” ต่างหาก และเข้าใจว่า “เงิน” คือ สิ่งที่จะนำไปสู่อิสระ แต่จริง ๆ แล้ว … อิสระของเรามีอยู่กับเราอยู่แล้วตลอดเวลา เราเองนั่นแหละที่สร้างเหตุปัจจัยมากมายที่บอกตัวเองว่า ต้องมีสิ่งนั้นสิ่งนี้ ฉันถึงจะเป็นสุขและมีอิสระ เงินน่ะต้องมีอยู่แล้วเพื่อใช้แลกเปลี่ยนสิ่งต่าง ๆ แต่อิสระของใจต้องมาก่อน แล้วเงินจะไม่ทำลายจิตวิญญาณของเราค่ะ ใจที่เป็นอิสระต้องอยู่เหนือเงินให้ได้ แล้วจะค้นพบ “ความหมายของชีวิต” …

บีมเองก็เคยคิดแบบนั้นมาก่อน เป็นคนคิดเยอะ คิดมาก คิดทุกเรื่อง แต่สุดท้าย พอมีเครื่องมือซ่อมร่างมาช่วยแบบนี้ ก็ค้นพบว่า ร่างกายมนุษย์นี้มหัศจรรรย์มาก กายและจิตของเรารู้คำตอบหมดแล้ว แค่เราต้องหยุดคิดและปล่อยให้เขาทำงานตามธรรมชาติ … คำตอบที่ชัดเจนที่จะทำให้เราเข้มแข็งและเบิกบาน มันจะมาเอง …

TRE เป็นศาสตร์ใหม่สำหรับคนไทยค่ะ ที่อยากจะให้ทุกท่านลองเปิดใจศึกษาดู เพราะมันแก้ที่ต้นเหตุของโรคทางกายทางใจทุกอย่าง เมื่อทำร่วมกับโยคะหัวเราะแล้ว มันปลดปล่อยเราให้เป็นอิสระได้อย่างง่าย ๆ ไม่ต้องไปเรียนอะไรเพิ่มที่ไหนอีกเลยค่ะ จบครบในนี้แล้ว เพราะบีมเองก็เรียนมาหมดแล้วเหมือนกัน ทำมาหมดแล้ว เพราะเครียดมากจากปัญหาส่วนตัวดังที่ทุกท่านน่าจะได้อ่านไปแล้วในบล็อกของบีมค่ะ เขียนละเอียดไว้สุด ๆ

วิธีไหนที่สอนในเมืองไทย บีมเรียนรู้มาหมดแล้ว อาจจะไม่ได้ไปครบทุกอาจารย์ แต่เรียนและเอามาทำเองทุกศาสตร์ที่ด้านการพัฒนาตัวเองและจิตวิทยาน่าจะเอ่ยถึงไว้ทั้งหมด รวมไปถึงไสยศาสตร์ด้วยค่ะ และการออกกำลังกายเราก็ทำมาแล้ว ปรับอาหาร ฯลฯ คือครบทุกสิ่งเกี่ยวกับการซ่อมชีวิต แต่…สำหรับบีมแล้ว TRE และโยคะหัวเราะ คือ จบ…จบจริง ๆ และเป็นอีกเหตุปัจจัยสำคัญของการเคลียร์กายและจิตสู่สภาวะผิวใสในตอนนี้ค่ะ

หากสนใจเกี่ยวกับ TRE สามารถศึกษาเพิ่มเติมได้ในเว็บไซท์นี้นะคะ https://www.yourfreedomwithin.com/ และเพจเฟสบุ๊ค Freedom Within Wellness ตอนนี้ที่เมืองไทยและในเอเชียมีที่นี่ที่เดียว

3 ลักษณะของอาการ “ใจพัง” และวิธีแก้แนวธรรมชาติ

เมื่อหลุดออกจากสภาวะ “ใจพัง” แล้ว บีมจึงมองเห็นว่าในสภาวะที่ว่านั้นมีลักษณะอย่างไร และอยากแบ่งปันไว้ในบทความนี้ เพื่อผู้อ่านจะได้ลองตรวจสอบตัวเองว่า เข้าข่ายใจพังอยู่หรือไม่ เพราะ ถ้าเป็นเช่นนั้น จะต้องรีบแก้ไขด่วน เพราะ จิตใจที่ผุพังนั้นจะทำลายชีวิตภายนอกทุก ๆ ด้าน ชีวิตจะอยู่ยากขึ้นเรื่อย ๆ และอาจกลายเป็นโรคซึมเศร้า หมดประสิทธิภาพในการดำเนินชีวิตและการทำงาน และสุดท้ายถ้าไม่ยอมแก้ไข อาจไปถึงการตัดสินใจจบชีวิตตัวเองที่จะต้องมาเสียใจภายหลังที่ตายไปแล้ว…

ไม่เคยนิยามว่าตัวเองเป็น “โรคซึมเศร้า”

จริง ๆ แล้วเป็นความโชคดีอย่างหนึ่งค่ะ ที่บีมไม่เคยไปค้นหานิยามให้ตัวเองว่าเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้าเลยแม้แต่ครั้งเดียว เพราะ บีมรู้สึกว่า บีมก็ดูแลสุขภาพกายและใจมาดี แม้ในยามที่เครียดและลำบากมาก ๆ บีมก็ยังนอนหลับได้ดีอยู่ 90% ของการนอนหลับในช่วงที่ใจพัง เลือกอาหารที่ดีต่อร่างกายได้ ขับถ่ายเป็นปกติ (มีนาน ๆ ครั้งที่ไม่ปกติ) ก็ยังทำงานได้เป็นปกติ นั่งสมาธิทุกเช้า สวดมนต์บ้างเป็นบางครั้ง เลยรู้สึกว่า ตัวเองไม่ได้ป่วยเป็นโรคจิตอะไร เพียงแค่…ร้องไห้บ่อยและอยากตายบางช่วง เหนื่อย หมดพลังเร็ว แต่…พอได้นอน ตื่นมาแล้ว มันก็ดีขึ้น และ ก็ยังมีความรักจากครอบครัวและกัลยาณมิตรอีก … มันก็ยังมีอะไรดี ๆ ในชีวิตล่ะน่า เลยไม่นิยามตัวเองว่าเป็นโรคซึมเศร้าค่ะ

ความโชคดีนั้น ทำให้บีมไม่แสวงหาวิธีมารักษาโรคซึมเศร้า ไม่หาหมอ ไม่กินยา แต่เคยมีนัดโทรคุยกับนักจิตวิทยาทางออนไลน์อยู่ครั้งหนึ่ง เพราะเราไม่รู้จะคุยกับใครแล้ว บอกใครก็ไม่ได้ แม้แต่สามีเราก็ไม่อยากคุยเรื่องนั้นให้ฟัง อึดอัดจนต้องหาคนคุยด้วยให้ได้

พอไม่กินยา ไม่นิยามตัวเองว่าเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้า ก็ส่งผลดีคือ จะหายเร็วเมื่อมาเจอวิธีที่ถูกต้อง เพราะ ครูเก๋ วรารักษ์ อาจารย์ที่บีมนับถือ ในฐานะที่เคยเป็นผู้ป่วยซึมเศร้าหนักมาก่อน สอนลูกศิษย์เสมอว่า “ยาจะทำให้ร่างกายแย่ลง คนไหนที่กินยาอยู่ แล้วจะมารักษาแนวธรรมชาติที่ครูเก๋ทำ ครูเก๋จะไม่รับ เพราะมันแก้ยาก ต้องตัดยาออกก่อน” และเมื่อจิตเราไม่สั่งตัวเองให้เป็นผู้ป่วยซึมเศร้า สารเคมีและเซลล์ในร่างกายก็จะเป็นไปตามนั้น ไม่ใช่ผู้ป่วยแต่เป็นแค่สภาวะหนัก หน่วง ไม่สบาย ชั่วระยะเวลาหนึ่ง จะนาน จะสั้น ก็ตามความแข็งแรงของจิตใจเรา และบีมอยู่ในสภาวะแบบนั้นหนัก ๆ ประมาณ 4 ปี (เริ่ม พ.ศ. 2557 สิ้นสุดประมาณเดือน ต.ค. 2562)

พึ่งจะมารู้ไม่นานมานี้ (ปลายปี 2562) ช่วงที่มีข่าวดาราจบชีวิตตัวเองหลังจากที่เขารู้สึกว่าเขาเป็นผู้ป่วยโรคซึมเศร้ามาสักระยะ ก็เลยไปเห็นข้อมูลเป็นภาพ infographic และบทความสรุปอาการของโรคซึมเศร้า อ่าน ๆ แล้ว ก็อ้าว … นั่นมันชั้นเมื่อก่อนเลยนี่หว่า … เป๊ะ และรู้สึกโชคดีมาก ที่ไม่พยายามไปนิยามตัวเองให้เป็นคนป่วยค่ะ … ไม่งั้นคงไม่หายเร็วแบบนี้

ข้อมูลโรคซึมเศร้า ทุกท่านสามารถหาเองได้นะคะ เพราะมันมีข้อมูลอยู่เยอะมาก แต่บีมจะแบ่งปันในส่วนของบีมว่า สภาพใจพังที่เคยเป็นนั้นเป็นอย่างไร และมันส่งผลต่อชีวิตภายนอกของเราที่มองเห็นได้ อย่างไรบ้าง?

สรุปสภาพใจพังและผลลัพธ์ภายนอก

ไม่รักตัวเอง (ปัญหารากเหง้าของปัญหาชีวิตทั้งหมด)

บีมไม่เคยรู้ว่าตัวเองมีปัญหานี้ จนกระทั่งพบครูเก๋ วรารักษ์ ครั้งแรกเมื่อเดือน มิถุนายน 2561 ซึ่งคุยกันได้สักพัก ครูเก๋ก็บอกว่า บีมมีปัญหาเรื่องการไม่รักตัวเอง บีมก็ยังงงว่า ไม่รักตรงไหน เพราะก็ดูแลตัวเองได้ดีมาตลอด (บีมดูแลตัวเองแนวธรรมชาติมาได้ 9 ปี ฝึกสมาธิมาต่อเนื่อง 4 ปี มันจะไม่รักตัวเองได้อย่างไร … มีคำถามเลยทันที)

จริง ๆ สืบเนื่องมาจากบีมเล่าเรื่องผลการวิเคราะห์ธาตุโดย หมอเกด พัชริดา แก้วประภา แพทย์แผนไทยที่เป็นเพื่อนรุ่นน้องที่สนิทกันในตอนนั้น และน้องเป็นลูกศิษย์ของครูเก๋ด้วยใน workshop โยคะหัวเราะและโยคะนิทรา ที่จัดที่ ม.แม่ฟ้าหลวง เห็นผลดีมาก ๆ เลยมาแนะนำบีมอีกทีค่ะ และเชื่อมให้ได้พบกัน วิเคราะห์ออกมาได้ว่า บีมมีธาตุไฟแรงมากกก (ล้านตัว) เป็นความร้อนระอุอยู่ภายในตับ มากกว่าคนอื่นหลายเท่า ซึ่งถ้าวิเคราะห์บุคลิกของบีม ก็เป็นแบบนั้นจริง ๆ ค่ะ ขี้โมโหมากกกก ใจร้อน ชอบควบคุมคนอื่นเวลาธาตุไฟแตกพล่าน 555 ชอบเอาชนะ ชอบแข่งขัน จะเป็นที่หนึ่งให้ได้ ไม่ยอมแพ้ ไม่กล้ารับคำวิจารณ์ ใช่หมด…

ครูเก๋บอกว่า … ถ้ามีปัญหาที่ตับ ก็จะมีผลเรื่อง “ความไม่รักตัวเอง” และถ้าปล่อยไว้นาน ๆ อาจส่งผลให้เกิดมะเร็งตับได้ บีมก็เร่ิมฉุกคิดว่า … หรือมันอาจจะจริง เพราะ ที่ผ่านมาก็รู้สึกว่าลึก ๆ ไม่ชอบตัวเอง เกลียดและไม่ให้อภัยตัวเองอยู่เหมือนกัน จากประสบการณ์ในอดีตที่เราเคยทำไว้ มันจะออกมาหลอกหลอนตลอดถ้าจิตตก …

ดังนั้น ในหลาย ๆ คนที่ดูแลตัวเองดี มีการออกกำลังกาย กินอาหารดี นั่งสมาธิ ฯลฯ แต่ถ้ายังมีปัญหาสุขภาพที่เกี่ยวกับระบบย่อย มีปัญหาเรื่องตับ เรื่องสิว ผิวพรรณ ก็เป็นไปได้ว่า อาจจะมีปัญหาเรื่องของการไม่รัก ไม่ให้อภัย เกลียดตัวเองอยู่ลึก ๆ ซึ่งอารมณ์ตกค้างนี้ จะเป็นตัวหลักในการขับเคลื่อนกระบวนการทำงานที่อยู่นอกเหนือสมองของกายนี้ (ระบบประสาท ฮอร์โมน ต่อมไร้ท่อ จะทำงานไปตามอารมณ์และพลังเหล่านี้โดยตรง ดังนั้น การคิดบวกไม่ได้ช่วยแก้ไขเรื่องนี้ค่ะ มันคนละระบบกัน หรือถ้าจะแก้ก็มีเหตุผลมาค้านเยอะ บางคนก็โปรแกรมสำเร็จ แต่บางคนก็ไม่ บีมเป็นคนหนึ่งที่การคิดบวกและพูดโปรแกรมบวกใส่จิตใต้สำนึกตัวเองไม่ช่วยอะไรมากค่ะ ช่วยแค่ชั่วคราว แล้วมันก็กลับหลูบเดิมอีกตลอดถ้าจิตตกหนัก ๆ)

สภาพจิตแบบที่ไม่รักตัวเองนี้ จะแสดงออกชัดเจนที่สุดว่า “รักใครไม่ได้เต็มหัวใจแม้กระทั่งคนในครอบครัวหรือคนใกล้ตัวที่รักเราที่สุด”

อาการรักคนได้ไม่เต็มหัวใจ คือ การสร้างกำแพงขวางกั้น ไม่ให้ใครเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัวของเรา ไม่อยากให้ใครมารู้จักตัวตนของเรา เพราะเราไม่ดี … รู้สึกว่า ไม่สมควรได้รับความรักจากใคร

แล้วจะแสดงออกเป็นความเฉยชา เย็นชา ปิดตัวเองจากโลกภายนอก หัวเราะและยิ้มไปกับใครไม่ได้ นอกจากไปดูแสดงตลก แต่คนธรรมดาที่อยู่รอบ ๆ ตัว เราแทบจะไม่อยากยิ้มหรือหัวเราะไปกับเขาเลย

เมื่อได้พบคนดี ๆ ก็รู้สึกว่า เราไม่เหมาะสมกับเขา เราไม่สมควรได้คบกับเขา และไปอยู่กับคนที่เรารู้สึกว่า ด้อยพอ ๆ กับเราอยู่เสมอ ๆ หรือไปหาคนที่จะมาทำลายตัวเราเองเพิ่ม โดยที่เราไม่รู้ตัวว่า เรากำลังส่งสัญญาณแบบนั้นออกไปอยู่ ซึ่งจะทำให้เราพบแต่คนกลุ่มนี้ค่ะ กลุ่มที่ทำร้ายเรา ฉวยประโยชน์จากเรา เอาเปรียบเรา ไม่รักเรา (เพราะเรายังไม่รักตัวเองเลย)

เมื่อได้พบโอกาสดี ๆ ก็มักจะไม่คว้าไว้ หรือ ถูกบังตาไม่ให้คว้าไว้ เพราะ รู้สึกว่าตัวเองไม่เหมาะสมกับโอกาสอันยิ่งใหญ่นั้น

หรือในช่วงที่เกลียดตัวเองมาก ๆ เราจะมีพฤติกรรมทำลายตัวเองแบบไม่รู้ตัว เช่น กินอาหารที่ไม่ดีต่อสุขภาพ นอนดึก ๆ ไม่สนใจดูแลตัวเอง ปล่อยให้ข้าวของรกรุงรัง ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย สิ้นเปลือง ไม่ดูแลเงินให้ดี ฯลฯ อยากให้ทุกอย่างมันพัง ๆ ไปเสีย สมกับชีวิตที่บัดซบ (ก็รู้สึกแบบนี้จริงตอนพังมากนะคะ 555) ซึ่งคนที่เขาดูแลตัวเอง รักตัวเอง จะไม่เข้าใจคนกลุ่มนี้ไปโดยธรรมชาติค่ะ ซึ่งคนที่เกลียดตัวเองจะส่งสัญญาณลบ ๆ ออกไปโดยที่เขาก็ไม่รู้ตัว ก็เลยจะไม่เคยเจอคนที่รักตัวเองอยู่ในรัศมีเลย ยกเว้นแต่ว่า มีคนที่รักเรามาก กล้าหาญเข้ามาบอกเรา ให้ความรักเรา เพื่อให้เราออกจากจุดนั้นค่ะ ซึ่งก็อยู่ที่เราว่า จะฟังหรือไม่ฟัง จะทิ้งจากจุดนั้นออกมาหรือเปล่า เท่านั้นเอง

ซึ่งในช่วงที่บีมมีปัญหานี้หนัก ๆ โชคดีมาก ๆ ที่ได้รับความรักและการให้อภัยจากคนในครอบครัว เขาก็ยังรักเราแบบที่เราเป็น โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ความรักที่บริสุทธิ์จากลูก ๆ การได้โอบกอดเขา การได้เห็นเขายิ้มและหัวเราะ มันช่วยให้บีมได้รับพลังความรักที่บริสุทธิ์เข้ามาเยียวยาบีมเต็ม ๆ บอกเลยว่า ความรัก รอยยิ้ม และเสียงหัวเราะจากลูกทำให้บีมผ่านจุดที่วิกฤติมาก ๆ ที่สุดมาได้ค่ะ …

และบีมได้มารู้จักความรักบริสุทธิ์จากอีกท่านหนึ่ง คือ ครูเก๋ วรารักษ์ ที่โอบกอดบีมด้วยความรักที่บีมไม่เคยรู้สึกจากที่ไหนมานานมากแล้ว … เป็นพลังความรักที่แปลกมาก ๆ เหมือนบีมได้รู้สึกว่า ได้รับการให้อภัย และได้โอกาสเริ่มต้นใหม่ … น้ำตาไหลพรากแบบไม่รู้ตัว ไหลหนักมากกก นั่นล่ะค่ะ คือ จุดที่ทำให้บีมเร่ิมหลุดออกจากความไม่รักตัวเองออกมาได้เบื้องต้น

เพราะในวันที่หมดพลัง เราก็เหมือนเทียนที่กำลังจะดับ เราจำเป็นต้องมีใครบางคน สิ่งบางสิ่ง ที่จะเข้ามาช่วยจุดพลังให้เราอีกครั้ง ซึ่งของครูเก๋ เป็นการจุดพลังจากภายใน ที่ให้ผลยั่งยืน แตกต่างจากการปลุกพลังในศาสตร์อื่น ๆ ค่ะ (บีมก็ไปเรียนรู้มาจากหลายที่ค่ะ แต่ไม่มีที่ไหนให้แบบนี้เลยสักครั้งเดียว … ในวันที่เราหมดพลัง เราแค่ต้องการความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขค่ะ และการให้อภัย … เพื่อการเริ่มต้นใหม่ด้วยตัวเราเอง ไม่ใช่วิธีจะแก้ปัญหา พลังต้องมาก่อน…ไม่งั้นก็รวนไปหมด)

หรืออีกวิธีก็คือ ออกไปให้ความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขก่อน ซึ่งอันนี้บีมเห็นจากเคสเพื่อนร่วมรุ่นในคอร์สผู้นำโยคะหัวเราะ ซึ่งเคยนิยามว่าตัวเองป่วยเป็นไบโพลาร์​ (โรคจิตเวชชนิดหนึ่ง) กินยามากมาย แต่พอเรียนจบคอร์ส ก็สั่งตัวเองเลยว่า ฉันเป็นคนที่สุขภาพดี ไม่ได้เป็นผู้ป่วย ทำให้ลดยาลงได้ และ พอได้ออกไปจัดกิจกรรมโยคะหัวเราะให้ผู้สูงอายุบ่อย ๆ แววตาของเธอก็เปลี่ยนไปมาก ๆ จากคนที่กังวล หวาดกลัว ก็เต็มไปด้วยแววตาของความรัก ความสดใส เพราะเธอออกไปให้เสียงหัวเราะที่บริสุทธิ์นั่นเอง ก็ได้รับพลังความรักอย่างไม่มีเงื่อนไขและการขอบคุณกลับมาจากคุณตาคุณยาย

หรืออย่างบีมเอง ก็ได้มีโอกาสไปจัด workshop โยคะหัวเราะให้กับแฟน ๆ กลุ่มหนึ่ง สิ่งที่ได้ก็คือ ความสุขในทันทีที่เห็นเขาสดใสหลังหัวเราะ (ตอนแรกมาบรรยากาศอึมครึมมาก) และ ช่วยให้พวกเขานำวิชาไปช่วยตัวเองต่อได้ หลาย ๆ คนกลายเป็นคนที่บวกโดยธรรมชาติ จากที่เคยสงสัยว่าตัวเองเป็นซึมเศร้าไหม ก็เลิกถาม เลิกสงสัย และน้องคนหนึ่ง ก็ตัดสินใจหยุดยาได้ทันทีหลังกลับไป (ทั้งนี้ การจะหยุดยาหรือไม่นั้น ให้เป็นวิจารณญาณของตัวเองนะคะ บีมเพียงแค่บอกผลดีผลเสียในเชิงประสบการณ์ที่ได้รับมา ไม่รับผิดชอบในการตัดสินใจของผู้ที่หยุดยาค่ะ ซึ่งควรเป็นการตัดสินใจที่ออกจากตัวเองเท่านั้น ว่าทำแล้วจะรับผิดด้วยตัวเองทั้งหมดจริงๆ ค่อยตัดสินใจค่ะ)

ดังนั้น วิธีแก้ข้อนี้จะมี 2 แบบ คือ ได้รับความรักบริสุทธิ์ หรือ ออกไปให้ความรักบริสุทธิ์ ซึ่งแบบที่สองจะสามารถสร้างได้ด้วยตัวเองเลยค่ะ ไม่ต้องรอเวลา ออกไปให้ความสุข ความรัก กับผู้คนโดยไม่หวังอะไรตอบแทนดู ความรักและคำขอบคุณจากพวกเขาจะเยียวยาคุณเอง…

เกลียดทุกสิ่งรอบตัว ไม่ชอบเห็นใครมีความสุข

พอเราไม่มีความสุขและไม่รักตัวเองแล้ว เราก็จะ “ไม่รักคนอื่น ไม่รักสิ่งอื่น ไม่เมตตาสิ่งอื่น” เราจะรู้สึก “เกลียด เกลียด เกลียด” ทั้งหมด ถ้าเห็นใครที่มีความสุข ความสำเร็จ จิตมันจะอิจฉาริษยา มันไม่ยินดีไปกับเขาอย่างบริสุทธิ์และเต็มหัวใจ

ตอนที่บีมเกลียดตัวเองมาก ๆ ตอนนั้น ก็พาลไม่ชอบที่สามีออกไปทำงานข้างนอก พบเจอผู้คนใหม่ ๆ และกลับมาด้วยอารมณ์ดี ๆ หรือเห็นทุกคนในครอบครัว happy เราก็จะรู้สึกว่า เฮ้ย…ทิ้งเราให้เหนื่อยอยู่คนเดียว!!!

แล้วก็จะเริ่มเหวี่ยง ไม่พอใจ โดยที่พวกเขาก็ไม่รู้สาเหตุเลย และมักจะพูดจาหรือกระทำการใด ๆ ที่ทำให้คนอื่นรู้สึกแย่ไปกับเราด้วยเสมอ ๆ ให้เขารู้สึกผิดที่ทำให้เราต้องเป็นแบบนี้ มันจะสื่อความหมายและส่งสัญญาณแบบนี้ออกไปในทุก ๆ สิ่งที่เราทำ คือ ถ้าฉันแย่ แกต้องแย่ด้วย อย่ามามีความสุขให้ฉันเห็น ประมาณนี้ค่ะ (เป็นจิตที่น่ากลัวมาก 555) ดังนั้น วันหลังถ้าไปเจอใครที่ส่งพลังมาแบบนี้ อย่าไปรับเอาพลังของเขามานะคะ ของใครของมัน … ถ้าเราพลังบวกและพลังรักมากพอ เราส่งให้เขาได้ด้วยค่ะ แต่อย่าไปตกอยู่ในสนามพลังของเขาเด็ดขาด

จนบีมมาฝึกโยคะหัวเราะและได้รับการบำบัดจากครูเก๋อยู่หลายครั้ง ก็ทำให้เริ่มรู้สึกตัวได้แล้วว่า เรากำลังแบกอะไรที่เราไม่มีความสุขอยู่หรือเปล่า กำลังทำอะไรที่สวนทางกับสิ่งที่ใจปรารถนาหรือเปล่า ก็เริ่มมีสติรู้ตัว ก็กลับมามองตัวเอง สำรวจตัวเองว่า มีอะไรที่เราไม่ชอบ เยอะไป หนักไป ก็เริ่มละ ลด วาง ทิ้ง โดยปรับเอาแนวทาง Minimalism ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมมาก ๆ ในโลกตะวันตกที่กำลังหันเข้าหาความสมถะ น้อยและครบ มีเท่าที่ใช้ อยู่ตามเหมาะสม ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของผลจากหนังสือขายดีที่ชื่อว่า ชีวิตดีขึ้นทุก ๆ ด้าน ด้วยการจัดบ้านเพียงครั้งเดียว โดย คอนโด มาริเอะ http://www.saroopbook.com/book/life-changing-magic-tidying-summary/ ซึ่งเป็นกระแสให้คนหันมา “น้อยแต่ครบ” กันทั่วโลก และ น่าจะมาจากกระแส ZEN ที่โด่งดังเมื่อ Steve Jobs สร้าง Apple ด้วยคอนเซ็ปต์นี้และถ่ายทอดลงไปที่ผลิตภัณฑ์อย่างชัดเจน ถึงความเรียบง่ายแต่ครบความต้องการ และยิ่งดังขึ้นเมื่อเขาเสียชีวิตลง เพราะในหนังสือที่พูดถึงเขา ก็มักจะพูดถึง ZEN แนวคิดหลักของเขาไปด้วย

บีมเริ่มจากการกลับมาจัดบ้าน ทุกครั้งก็จะรู้สึกโล่ง โปร่ง สบายขึ้น เพราะการจัดบ้าน จะทำให้เราต้องสื่อสารกับตัวเอง ของชิ้นไหนที่เรารู้สึกมีความสุข ซึ่งเราจะได้พัฒนาทักษะการฟังเสียงภายใน ฟังความรู้สึกของเรา ไม่ใช่สมองคิดซึ่งเป็นสมองส่วนหน้า ส่วนความรู้สึกจะเป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่ง DR.Bruce Lipton เจ้าของผลงาน Biology of Believe ผู้ซึ่งได้ปฏิวัติความคิดของบุคลากรทางการแพทย์และวิทยาศาสตร์มากมายเกี่ยวกับความเข้าใจในมนุษย์และเซลล์ ว่าเป็นคลื่นพลังงานเท่านั้น และสิ่งนี้เป็นสิ่งที่ตรงไปตรงมา ความรู้สึกจะไม่หลอกเรา แต่ความคิดและภาษาคือสิ่งที่บิดเบือนความจริง … ดร.บรูซ สอนให้เรากลับมาเชื่อในความรู้สึก ฝึกรับและส่งความรู้สึก แล้วชีวิตจะง่ายขึ้นอีกมาก ๆ เพราะมันตรงไปตรงมา อย่าฟังคำพูด ให้ใช้หัวใจรับความรู้สึกโดยตรง ซึ่งก็ตรงกับหลักของคุณคอนโด ในเรื่องการจัดบ้าน ที่บีมค้นพบว่า เมื่อใช้หลักนี้กับชีวิตแล้ว กับการจัดบ้านแล้ว บีมสามารถตัดสิ่งที่แบกโดยไม่จำเป็นออกได้เยอะมาก และตัดสินใจได้ดีขึ้นมาก เพราะตอนที่เราเก็บของ เราต้องตัดสินใจเก็บเฉพาะของที่เรา “รู้สึกดีเท่านั้น” และเราจะได้อยู่ในบ้านหรือห้องคอนโดที่เรามีแต่สิ่งที่เสริมพลังเราอยู่รอบตัวไปหมด

และยังรวมไปถึงหลักการจัดการกระเป๋าสตางค์ที่บีมได้อ่านจากหนังสือเล่มหนึ่งของสำนักพิมพ์วีเลิร์น หลังจากนั้นก็เก็บกระเป๋าที่ใส่ของและกระเป๋าเงินทุกวัน ซึ่งทำให้รู้สึกว่า จัดการเงินได้ดีขึ้น

ทำให้เก็ตว่า เมื่อเรามีน้อยแต่ครบที่เราจำเป็นต้องมีต้องใช้จริง ๆ เราจะเบาและมีความสุขขึ้น เราจะมีพื้นที่สำหรับความสุข ความสงบ เพิ่มขึ้น การตัดสินใจของเราจะเฉียบคมขึ้น เราจะฟังเสียงภายใน ฟังความรู้สึกได้ดีขึ้น ซึ่งเมื่อเราทำแบบนี้บ่อย ๆ จะทำให้เราเริ่มมีชีวิตอย่างที่เราอยากให้เป็นได้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ นั่นคือพลังที่ออกจากภายในของเราเองจริง ๆ จากการทิ้ง ตัด สิ่งที่ไม่ต้องการออก … ไม่ต้องไปหาปลุกพลังที่ไหนเลย แค่จัดการตัวเองและที่อยู่ของตัวเองเท่านั้น ง่ายแต่ได้ผลดีมาก

และ…มันจะช่วยแก้ปัญหาความเกลียดคนอื่นได้ด้วย เพราะ เราจะเริ่มมีความสุขกับชีวิตของเราอย่างที่เราอยากให้เป็น เราจะเลิกแบก และจะตัดสินใจได้ดีขึ้นเมื่อมีงานใหม่ ๆ เข้ามา หรืออะไรใหม่ ๆ ที่อาจจะอยากซื้อหรือถูกกระตุ้นให้ซื้อ แต่ถ้าไม่ใช่สิ่งที่เรารู้สึกดีกับมัน แค่เชื่อตามนั้น แล้วปฏิเสธไปเสีย ชีวิตมันจะมีความสุขขึ้นอีกมากจริง ๆ ค่ะ

และยังรวมไปถึงคนที่เราคบอยู่ด้วย เราจะใช้ตรงนี้สแกนเลยว่า ใครที่เรารู้สึกแบบไหน เราจะสามารถเลือกคบและปฏิสัมพันธ์กับคนที่เรารู้สึกดีด้วยได้ ซึ่งความรู้สึกนี้ จะปรับไปตามพลังงานในตัวเราค่ะ เมื่อไหร่ที่เราเกลียดตัวเองอีก มันก็จะปรับคลื่นไปจูนกับคนที่จะมาทำร้ายเราอีก ดังนั้น … ต้องใช้ใจสัมผัส ฟังความรู้สึกว่า อะไรที่ไม่ใช่ ก็เอาออกไปจากชีวิตเสีย แค่นั้นเอง

ถ้าตัดสินใจถูกต้อง หรือ จินตนาการแล้วว่า เมื่อไม่มีสิ่งนั้นอยู่ ชีวิตจะเบาสบายขึ้น รู้สึกโล่งขึ้น ก็ทำไปเลยค่ะ อย่าให้พลังความกลัวครอบงำ ถ้าจะต้องตัดแล้วเสียบางอย่าง แต่แลกกับความเบา ก็จงทำ ลด ละ กำจัด ตัวตนออกไป ทุกศาสนาโดยแก่นแล้ว จะสอนแบบนี้…

และเราจะได้อยู่แต่กับสิ่งที่เรามีความสุขกับมันเท่านั้น ก็จะเลิกเกลียดตัวเองไปได้ค่ะ

โทษคนอื่นและสิ่งอื่น

ช่วงที่ใจพัง เราจะมองไม่เห็นตัวเอง และมักจะโทษคนอื่นและสิ่งอื่นว่าเป็นสาเหตุให้เราต้องเป็นแบบนี้ …

No ค่ะ จริง ๆ แล้วทุกอย่างเริ่มที่ความคิดและอารมณ์ความรู้สึกในตัวเราทั้งนั้น ทุกศาสนาจึงสอนให้หันมาขัดเกลาตัวเองก่อนเสมอ ถ้าใจเราไม่สะอาด เราจะเป็นพิษต่อสังคม จริงไหมคะ?

เปรียบเสมือนคนที่มีกลิ่นตัวแล้วไม่ดูแลตัวเอง แล้วออกไปที่สาธารณะ ก็สร้างความทุกข์ให้คนอื่น ๆ ฉันใด คนที่ไม่ขัดเกลาจิตใจตัวเองให้สะอาดและเมตตา ก็ไปสร้างความทุกข์ให้ผู้คนฉันนั้น

ตอนที่บีมพังมาก ๆ บีมจะโทษคนนั้น คนนี้ โกรธคนนั้น เกลียดคนนี้ เสมอ ๆ ทำไมเขาทำกับเราแบบนี้ ทำไมเราต้องโดนกระทำแบบนี้ด้วย คือ เราตั้งคำถามและไปมองสิ่งนอกตัวเราทั้งหมด

แต่ในวันที่สติมาปัญญาเกิด และเข้าใจเรื่องที่ว่า “เราคือพลังงานที่ทุกอย่างจะเป็นไปตามความคิดและความรู้สึกของเราในทันที” ซึ่งการแกว่งกระดิ่งลมของครูเก๋ วรารักษ์ ทำให้บีมเข้าใจตรงนี้ได้มาก ๆ เลยค่ะ และพบว่า เมื่อจิตเราสะอาดใสขึ้นจากการฝึกโยคะหัวเราะเป็นประจำและได้รับ Flower Essence จากดอกสุพรรณิการ์จากครูเก๋ คิดอะไรจะได้สิ่งนั้นเร็วมาก ๆ ถ้าเป็นเรื่องที่ไม่ได้ต้องอาศัยปัจจัยเยอะแยะที่จะให้ดอกออกผลชัดเจน ก็จะได้รับทันทีเลยค่ะ ดังนั้น บีมจึงเข้าใจเรื่องนี้และมีสติตรวจสอบความคิด ความรู้สึกตัวเองสม่ำเสมอ ต้องรักษาฐานพลังงานบวกไว้ เพราะถ้าพลังเราบวก เราจะไม่มีทางคิดลบได้เลย ในทางตรงข้าม ถ้าเราเหนื่อย อดนอน ไม่ฝึกขอบคุณ ไม่ฝึกหัวเราะ ไม่ฝึก TRE ไม่กินอาหารดี ๆ ฟังเพลงลบ ๆ ฯลฯ ความคิดลบจะหลั่งไหลออกมาเป็นกระแสเลยค่ะ

ซึ่งคุณจะเข้าใจสิ่งเหล่านี้เมื่อคุณเข้าใจเรื่อง การทดลองผลึกน้ำของ ดร.มาซารุ อิโมโตะ ที่ผลึกน้ำจะเปลี่ยนไปตามคำพูดหรือพลังงานที่ได้รับ และในตัวเรามีน้ำ 70% ดังนั้น เรารับพลังแบบไหนมา หรือ ใส่คำพูดแบบไหนให้ตัวเอง น้ำในร่างกายเราก็มีผลึกแบบนั้นล่ะค่ะ ก็จะส่งผลต่อทั้งสุขภาพและชีวิตในภาพรวมอย่างแน่นอน ใครยังไม่เคยดูเรื่องนี้ ดูคลิปนี้ของคุณฌอณ บูรณหิรัญ https://youtu.be/qQYJlHo3DHQ และ ของครูเก๋ วรารักษ์ https://www.facebook.com/KAYLannaBeauty/videos/2488728974784347/?t=30 ได้นะคะ

วิธีที่บีมใช้แก้ข้อนี้หลัก ๆ เลยก็คือ เมื่อไหร่ที่รู้สึกว่าตัวเองเร่ิมคิดลบกับสิ่งรอบตัว (มีสติรู้ตัว) บีมจะไปทำ TRE พูดภาษา Gibberish หัวเราะ ขอบคุณ grounding ซึ่งเป็นวิชาซ่อมตัวเองในการปรับพลังกระแสลบให้เป็นบวกและอยู่ในจุดสมดุลในตอนเช้าหลังตื่นนอน เป็นหลัก แล้วเสริมด้วยการมองพระอาทิตย์เวลาเช้าและเย็น การรับแสงอาทิตย์ 15-30 นาทีในช่วงก่อน 9 โมง (ความอุ่นและร้อนของดวงอาทิตย์จะทำให้เราอบอุ่น สบาย และมีพลังเพิ่มขึ้น) และการอยู่กับธรรมชาติ พอดีที่บ้านที่อยู่ตอนนี้ จะมีต้นไม้ สีเขียว นกเยอะมาก ๆ ด้านหน้าเป็นทุ่งนา มีลมพัดเย็นสบาย ก็จะอยู่เฉย ๆ อยู่กับปัจจุบัน เสพธรรมชาตินี่ล่ะค่ะ

การคิดบวก ไม่สามารถช่วยบีมได้มากนักค่ะ ทำแล้วก็ได้ผลชั่วคราว ซึ่งวิธีที่บีมทำอยู่ตอนนี้ได้ผลดีกว่าและยั่งยืนกว่ามาก เพราะ ทำแล้ว ของเก่าที่สะสมก็ทยอยออกไปทุกครั้ง ของใหม่ก็สะสมไม่ได้ ซึ่งพลังลบนี่ เราได้รับทุกวันล่ะค่ะ 555 มาจากสิ่งรอบตัวที่เราไม่รู้ตัว จิตใต้สำนึกเรารับทั้งหมดค่ะ ไม่ได้กรองอะไรเลย แม้ตาเราไม่ได้มองก็ตาม…เราเลยต้องรู้ตัวและหาวิธีเอาออกให้ได้ค่ะ

อีกวิธี ถ้าคนที่ฝึกสติ ฝึกภาวนา ฝึกสมาธิ ก็เพียงแค่รู้ตัว รู้ปัจจุบัน เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป เป็นเช่นนั้นเอง และเพิ่มการขอบคุณเข้าไปตบท้าย ก็น่าจะช่วยปรับพลังนี้ได้อยู่ค่ะ แต่สำหรับบีม การพูดภาษา Gibberish หัวเราะและ TRE ให้ผลเร็วกว่ามาก ๆ

และพอเราปรับพลังได้แล้ว เราจะมีกระแสสมดุลและบวกหล่อเลี้ยง ซึ่งในตอนนี้ เราเชื่อสิ่งที่ใจเราบอกได้ค่ะ อย่าไปฟังตัวเองตอนมีพลังงานลบหมุนเวียนเด็ดขาด นั่นเสียงซาตานแน่นอน!!!

และหันมาทบทวนตัวเอง ว่าเราคิดและรู้สึกอะไรที่ทำให้ชีวิตภายนอกมันเป็นแบบนี้ ก็แก้ที่ตัวเองก่อน

มันอาจต้องใช้เวลาที่จะรู้จักตัวเองให้มากขึ้น แต่มันเป็นทักษะ ที่เมื่อเราฝึกฝนแล้ว ย่อมทำได้เร็วขึ้นเรื่อย ๆ จนสามารถปรับสมดุลพลังและกลับเข้ามาในตัวเองได้เร็วยิ่งขึ้น เพื่อเลือกทางบวกให้ตัวเองเดินต่อค่ะ เราจะไปต่อเองได้โดยที่ไม่ต้องพึ่งใครเลย

สรุปส่งท้าย

หลัก ๆ แล้วอาการใจพัง จะมีประมาณ 3 ข้อ คือ

  1. เกลียดตัวเอง
  2. เกลียดคนอื่น
  3. โทษคนอื่นและสิ่งอื่นนอกตัว

ถ้าได้อ่านทั้งหมดแล้ว ลองหาเวลาเงียบ ๆ สำรวจตัวเองดูนะคะว่ามีอาการเหล่านี้ไหม ถ้ามีก็แก้เสียค่ะ พวกนี้คือ รากเหง้าของใจพัง ๆ และชีวิตพัง ๆ ยากลำบาก ไม่เป็นดังหวัง ที่เมื่อแก้ได้แล้ว มันจะเข้าสู่ความง่าย ความสุข ความเบิกบานในใจ ความรักและเคารพตัวเองและผู้อื่นจากหัวใจ การอยู่กับโลกได้อย่างไม่ทุกข์ ทุกข์แล้วเด้งกลับมาเป็นปกติได้เร็ว ไม่เวิ่นเว้อนาน ๆ ไม่ปล่อยให้ปัญหาเรื้อรังคาราคาซัง

บีมแบ่งปันจากประสบการณ์ซึมเศร้า 4 ปี และยังไม่รวมกับใจพัง ๆ ที่เป็นมาตั้งแต่เด็กและวัยรุ่นในเรื่องความรักยาวนานเป็นหลายสิบยี่สิบปี และปัญหาของเพื่อน ๆ ร่วมคอร์สที่มาซ่อมรากที่ครูเก๋ วรารักษ์ ค่ะ มันจะอยู่ในหลูบ ๆ ประมาณนี้ค่ะ ไม่หนีไปจากนี้

สำคัญที่สุดคือ กลับมารักและดูแลตัวเองให้ได้ก่อน เพราะ ความรู้สึก ความคิดของเรานั่นแหละ ที่เป็นตัวกำหนดชีวิตของเราค่ะ … และการที่เรามีความสุข ความเบิกบาน ก็จะทำให้โลกมีพลังสันติสุขเพิ่มขึ้นอีก 1 จุดด้วย รับผิดชอบตัวเองให้อยู่ในโซนบวกก็พอค่ะ คุณก็ช่วยโลกได้แล้ว … และยังจะส่งให้คนรอบข้างได้สัมผัสพลังดี ๆ รับพลังดี ๆ จากคุณได้ด้วยโดยไม่ต้องไปพูดสอนพวกเขาเลย เป็นให้เห็นเลยค่ะ … อันนี้ impact และช่วยโลกได้จริงแท้แน่นอน

และอย่าปล่อยให้มันดำเนินไปเรื้อรัง ถ้ามีสภาพจิตแบบนี้ ต้องงดการตัดสินใจเรื่องสำคัญไปก่อนทั้งหมด และบอกกับทุก ๆ คนว่ากำลังอยู่ในสภาวะที่ทำงานได้ไม่ปกติ ขอไปซ่อมตัวเองก่อน เมื่อกลับมาแล้วจะรีบจัดการให้ทั้งหมด เพราะ การทำอะไรลงไปในยามที่จิตพังแบบนี้ ทุกอย่างจะยิ่งแย่ไปทั้งหมดค่ะ

ถ้าป่วย ก็มาพักข้างสนามก่อน หายดีก็ค่อยเข้าไปเล่นใหม่ค่ะ … อย่าไปดันทุรัง เพราะตัวเองก็จะเจ็บมากขึ้น คนอื่นก็เป็นห่วง และถ่วงทีมโดยรวมด้วย …

ชีวิตก็แบบนี้ล่ะค่ะ เหนื่อยก็ออกมาพัก

หายเหนื่อยก็เข้าไปเดินต่อ …

ถ้าคุณรู้สึกว่าบทความนี้ดี แชร์ต่อได้โดยไม่ต้องขออนุญาตเลยนะคะ เขียนจากใจค่ะ ไม่อยากให้ใครจบชีวิต ถ้าได้รู้ภาวะอาการใจพังและวิธีแก้แต่เนิ่น ๆ ค่ะ ยิ่งตอนนี้โลกก็มีการเปลี่ยนแปลงหลายอย่าง ประเทศไทยก็หลายสิ่ง … ต้องดูแลรักษาใจให้ดีค่ะ แล้วเราจะผ่านมันไปได้เพื่อรอการเติบโตต่อไปในอนาคตได้แน่นอน 🙂

อย่าเลือกเส้นทางจบชีวิตเด็ดขาดค่ะ บีมผ่านจุดแบบนั้นมาแล้ว จะบอกว่า … ถ้าเรารักษาชีวิต รักษาพลังเอาไว้ได้ อดทด ฝึกฝนการละวาง ทำแต่สิ่งที่ถูกต้อง พลังของคุณจะกลับมาเอง และหากคุณทำทุกอย่างถูกต้องตามที่ธรรมชาติเขาอยากให้คุณเป็น (คือมีความสุขและอิสระทางใจกลับมา) คุณจะได้รับการเสริมพลังเองค่ะ … อะไรยาก ๆ ก็ปล่อยมันไปเสีย อย่าไปแบกค่ะ … ก้าวข้ามความกลัว แล้วตัดสินใจตัดทีเดียว ผลลัพธ์คุ้มค่าค่ะ

รางวัลชีวิตจะเป็นของผู้กล้าทำสิ่งที่ถูกต้องเท่านั้น…