สรุปความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ TRE ความเครียด และการจัดการระบบประสาทเพื่อให้สุขภาพกลับมาสมดุลแข็งแรง และสิวเรื้อรังหายถาวร

บีมรับใบประกาศนียบัตร “การเข้าร่วมอบรมคอร์ส TRE” จัดขึ้นโดย https://www.yourfreedomwithin.com โดยคุณ Lori Ann Arsenault และ คุณ​ Yahya Bey ที่โรงแรม Holiday Garden Hotel & Resort จ.เชียงใหม่ วันที่ 2-3 พ.ย. 2562

เกี่ยวกับ TRE

TRE ย่อมาจากคำว่า Tension & Trauma Releasing Exercise เป็นการออกกำลังกายที่จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทที่เป็นกลไกการ “สั่นออก” ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในมนุษย์ทุกคน เพื่อช่วยระบายความเครียดและพลังงานที่ก่อตัวในขณะที่เครียดออกไปจนร่างกายเข้าสู่สภาวะสมดุลตามปกติที่เรียกว่าภาวะ State of Balance หรือ Homeostasis เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงหรือความเครียดระลอกใหม่ที่จะเข้ามากระทบชีวิตต่อไป คิดค้นโดย ดร.เดวิด เบเซลลี่ (Dr.David Berceli) ที่เผยแพร่ไปแล้วกว่า 67 ประเทศทั่วโลก และมีคนมากกว่า 5 ล้านคนทั่วโลกที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ TRE

ความสำคัญของ TRE ต่อสุขภาพ

จริง ๆ แล้วมนุษย์เราใช้กลไกนี้ต้ังแต่เกิด ซึ่งเราจะเห็นทารกมักจะสั่นขาไปมา ประกอบกับการร้องไห้เมื่อรู้สึกเครียดหรือไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ และกลไกนี้จะยังคงทำงานอยู่จนกระทั่งเราเริ่มโตพอที่จะฟังภาษาและคำสั่งรู้เรื่อง และเราก็ถูกสั่งให้ “หยุดการสั่น” “การร้องไห้” เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นกลไกธรรมชาติในการระบายความเครียดทั้งปวงออกไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการ “สะสมความเครียด” ซึ่งกล้ามเนื้อที่ทำงานตรงต่อระบบการจัดการความเครียดนี้มีชื่อเรียกว่า “PSOAS” (อ่านว่า โซแอส) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ยึดกระดูกสันหลังส่วนเอวถึงโคนขา ตามภาพนี้ค่ะ

ภาพจาก https://naturalhealthcourses.com/2016/06/psoas-the-muscle-of-the-soul/

ซึ่งการฝึก TRE คือ การกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนนี้ให้กลับมาทำงานอีกครั้ง โดยจะมีท่าบริหารทั้งหมด 7 ท่าง่าย ๆ ด้วยกัน และการบริหารกล้ามเนื้อส่วนนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนล่างหรือก้านสมอง (Brain Stem) ซึ่งเป็นสมองส่วนดึกดำบรรพ์ที่สุดที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดและระบบประสาททั้งหมด โดยที่ไม่ต้องผ่านการคิด และ ความเจ็บปวดทั้งหลาย (trauma) ที่ประทับฝังอยู่ในจิตใจของเรา ก็ประทับอยู่ในสมองส่วนนี้นั่นเอง

กระบวนการที่เกี่ยวกับความอยู่รอดโดยที่ไม่ต้องผ่านการคิดได้แก่ การหายใจ การย่อยอาหาร การบีบเต้นของหัวใจ เป็นต้น

TRE จึงเป็นกระบวนการ “ปลดปล่อย” ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก ที่ต้องจัดการในระบบประสาทและที่ก้านสมองเท่านั้น

ซึ่งการไปแก้ที่สมองส่วนหน้า Neo-Cortex หรือสมองส่วนมนุษย์ที่เกี่ยวกับการคิด เหตุผล จินตนาการ และ สมองส่วนกลาง Limbic System ซึ่งเป็นสมองส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึก ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้

ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึกส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพ

เราได้เรียนรู้มาจากข้อมูลจำนวนมากแล้วว่า ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร ซึ่งจากข้อมูลระดับสากล แพทย์ทุกศาสตร์ที่แม้จะมีแนวทางที่แตกต่างกันไป ต่างลงความเห็นไปทางเดียวกันว่า “ความเครียดคือเพชรฆาตอันดับหนึ่งสำหรับผู้คนในยุคนี้” ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคเรื้อรังชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง มะเร็ง อัมพาตย์ ฯลฯ จนกระทั่งส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้าที่เป็นมากขึ้น การตัดขาดจากสังคม การเกิดอาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่รุนแรงและแปลกประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ เป็นต้น

แต่ในบทความนี้ บีมจะกล่าวเฉพาะเจาะจงถึงความเครียดที่ส่งผลให้เกิดสิวชนิดเรื้อรัง เพราะเมื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับ TRE แล้ว บีมจึงตกผลึกว่าความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกที่บีมมีส่งผลต่อสิวและผิวได้อย่างไร โดยบีมจะขอยกเคสของตัวเองเลยนะคะ ทุกคนจะได้เห็นภาพเข้าใจง่าย ทั้งความเครียดและความเจ็บปวดที่สะสมตลอดมา และ ระหว่างขั้นตอนการทำ TRE มันออกมาเป็นอย่างไร และเราจะต้องไปต่ออย่างไร

ความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกของบีม

บีมเริ่มรักษาสิวด้วยแนวธรรมชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 และสิวหายไปแล้วรอบนึง แต่ประมาณปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา การมีลูก 2 คน กับภาระงานและเงินที่มากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายสะสมสารเคมีจากความเครียดจำนวนมาก และ มาพบกับวิกฤติทางการเงินของครอบครัวอีกซ้ำเข้าไปอีกประมาณปี พ.ศ. 2557 และ พอหาทางออกยังไม่ได้ ก็เกิดความเครียดสะสมเข้าไปอีก โดยไม่ได้ระบายออกเลย และถูกซ้ำไปด้วยบาดแผลทางจิตใจอีกหลายอย่างที่เป็นผลมาจากกระทำจากฝ่ายเจ้าหนี้บางราย และรวมไปถึงการถูกปฏิเสธจากผู้คนมากมายหลังจากที่เราประสบปัญหาภาวะทางการเงิน ก็วนหลูบอยู่แบบนั้นเรื่อยมา จนกลายเป็นซึมเศร้าแบบไม่รู้ตัว (พึ่งมารู้ตอนหายแล้วนี่ล่ะค่ะ 555 เพราะไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับภาวะนี้ตอนที่มีข่าวดาราจบชีวิตตัวเองเพราะภาวะนี้ เลยกลายเป็นโชคดีเพราะเราไม่เคยกินยารักษาเลย และได้รับความรักเยียวยามาตลอด)

และยังมีร่วมกับภาวะความเครียดแบบหมดแรงสงสาร ซึ่งด้านล่างจะมีรายละเอียดค่ะ

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงเหตุการณ์สะเทือนใจในอดีตเก่า ๆ อีกมากมาย ซึ่งบีมได้เรียนรู้จากในคอร์ส TRE ว่า ความเครียดมีหลายระดับดังนี้ค่ะ

  1. ความเครียดฉับพลัน (acute stress) คือ เกิดจากความกดดัน ความคาดหวัง พบการเปลี่ยนแปลง จะเกิดแป๊บเดียว เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ก็หายไปได้
  2. บาดแผลทางใจ (trauma) มักจะเป็นเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุที่เคยเกิดกับเรา ของบีมจะเป็นแขนขวาหักจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้ม หรือ การที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ความรุนแรง คำหยาบคาย การด่าทอ การถูกล้อเลียน การถูกปฏิเสธอย่างรุนแรง การถูกกระทำทารุณทางเพศ การถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ การประสบภัยพิบัติ ฯลฯ
  3. บาดแผลทางใจที่เกิดจากการฟังหรือรับรู้เรื่องขมขื่นของคนอื่น (Vicarious Trauma) เช่น เวลาที่เราได้ยินข่าวร้าย ข่าวลบ ข่าวฆาตกรรม ข่าวภัยพิบัติ ยิ่งตอนที่เมืองไทยมีสึนามิ บีมดูข่าวซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ จนเก็บมาฝันอยู่หลายปี แบบนี้เป็นต้นค่ะ มันไม่ใช่เรื่องของเรา แต่เราเก็บมาเครียด
  4. อาการหมดแรงสงสาร (Compassion Fatigue) ซึ่งมักจะเกิดกับบุคคลที่มีอาชีพต้องช่วยเหลือดูแลผู้อื่น เช่น หมอ พยาบาล ที่ปรึกษา ที่โดยธรรมชาติแล้ว กลุ่มนี้จะมีธรรมชาติที่อยากช่วยเหลือคนอยู่แล้ว และมีความสุขในการได้ช่วยเหลือ แต่เมื่อทำไปนาน ๆ และไม่ได้ระบายออก จะทำให้เกิดความเครียดสะสม และทำให้รู้สึกอยากแยกตัวเองออกมา ไม่อยากทำงานที่เคยทำ รู้สึกอยากช่วยคนน้อยลง ซึ่งถ้าใครที่ติดตามบีมมาตั้งแต่ต้นคือ 10 ปีที่แล้ว จะเห็นช่วงที่มีภาวะนี้ชัดเจนในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – 2562 (ต้นปี ก่อนเจอโยคะหัวเราะ TRE และศาสตร์บูรณาการของครูเก๋ วรารักษ์) เพราะบีมจะเขียนและอัดคลิปสื่อออกแบบนี้มาโดยไม่รู้ตัว (ก็พึ่งรู้นี่ล่ะค่ะว่าเป็นความเครียดรูปแบบหนึ่ง :))
  5. ความเจ็บปวดหลังจากเหตุการ์ที่เจ็บปวด (Post Traumatic Stress) ก็จะต่อเนื่องมาจากข้อ 2. แต่มันจะเล่นเหมือนเทปซ้ำ ๆ อยู่ในใจเรา จะพยายามนั่งสมาธิ ให้อภัย คิดบวก มันก็ยากมากที่จะทำให้หายไป อย่างน้อยก็ได้รู้ตัว มีสติ ไม่เอามันมาเป็นของเรา แต่มันไม่ไปไหน มันยังอยู่ตรงนั้น เพราะมันฝังไปในระบบประสาทเรียบร้อยแล้วนั่นเอง (ที่ก้านสมอง)

พอได้เรียนรู้แบบนี้แล้ว จึงได้เข้าใจเลยว่า ทำไม “บีมยังคงเป็นสิวขับพิษเยอะทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนว กราม และ ขมับ เมื่อเวลาที่มีการล้างพิษ” เพราะ สารพิษจากความเครียดมากมายสะสมอยู่ในตัวและเมื่อมันไม่ได้ถูกระบายออกไปเลย ก็ย่อมต้องผลิตสารพิษออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราอยู่ในภาวะ “สู้/หนี” (flight / fight) ที่อะดรีนาลีน คอร์ติซอล และ โอปิออยด์ หลั่งตลอดเวลา และบางครั้งเมื่อเครียดมาก ๆ ร่างกายก็จะ freeze ระบบตัวเองไปเลย คือ อยากแยกจากสังคม กลายเป็นคนนอนเยอะ พลังหมดเร็ว ซึ่งเป็นกลไกการรับมือกับความเครียดโดยระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกายเพื่อให้เรายังคงอยู่รอดค่ะ

และเมื่อได้ทำโยคะหัวเราะร่วมกับ TRE แล้วก็พบว่า สิวโซนที่เป็นปัญหาที่ยังไม่หายและจะมาทุกครั้งเมื่อเครียด คือ แนวกราม คาง ก็ลดลงไปมาก ๆ ด้วยค่ะ

ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อผิวและสิวโดยตรงเพราะ

  1. มันจะทำให้สมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) ถูกกระตุ้นและทำงานตลอดเวลา ซึ่งสมองส่วนนี้จะทำงานเกี่ยวกับการส่งสัญญาณเตือนภัยให้ร่างกายโดยตรง เมื่อรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมไม่ปลอดภัย ซึ่งเมื่อความเครียดยังฝังอยู่ในร่างกาย มันก็จะถูกกระตุ้นอยู่แบบนั้น ทำให้ส่งสัญญาณให้ร่างกายต้องสู้หรือหนีตลอดเวลา (ไม่สามารถสงบได้เลย)
  2. ส่งผลให้ร่างกายผลิตอะดรินาลีน คอร์ติซอล และโอปิออยด์ ในระดับต่ำตลอดเวลา ซึ่งอะดรินาลีน จะไปขยายหลอดเลือด ทางเดินหายใจ เพิ่มสมาธิจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า คอร์ติซอลจะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูงขึ้น ดูเหมือนคนที่คอยระแวดระวังภัยตลอดเวลา สายตาที่หวาดระแวง ไม่ไว้ใจ และทำให้ร่างกายกักเก็บของเหลว น้ำตาลในเลือดสูง ส่วนโอปิออยด์ จะกดทับการรับรู้ถึงความเจ็บปวด ทำให้ทนทานต่อความเจ็บปวดได้นานขึ้น
  3. เมื่อสารเคมีเหล่านี้วนอยู่ในร่างกายตลอดเวลา จึงส่งผลให้ระบบฮอร์โมนแปรปรวน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเบาหวาน น้ำตาลในเลือดแกว่ง โรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันสูง และแน่นอนว่า สิวก็คือหนึ่งในภาวะของโรคเรื้อรังกลุ่มนี้นี่เอง ซึ่งมีคนเคยกล่าวได้ว่า “สิวก็คือเบาหวานที่ขึ้นบนใบหน้า” ภูมิคุ้มกันที่ลดต่ำลง ส่งผลให้ผิวติดเชื้อง่าย สิวและรอยสิวจึงหายยาก หายช้า ถ้าปล่อยไว้ ก็จะมีแต่ทำให้ผิวอ่อนแอลงเรื่อย ๆ เป็นสิวเรื้อรังเพราะไม่สามารถควบคุมเชื้อโรคได้และขยายวงอักเสบไปเรื่อย ๆ

การฝึก TRE จะช่วยแก้ปัญหาสิวได้อย่างไร

การฝึก TRE จะช่วยกำจัดความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกที่สะสมอยู่ในระบบประสาทให้หมดไป และป้องกันไม่ให้ความเครียดใหม่สะสมเข้ามา ส่งผลให้ระบบประสาทของเราผ่อนคลายกลับมาอยู่ในสมดุลหรือที่เรียกว่า State of Balance

เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ ระบบการสั่นความเครียดออก จะกลับมาทำงานอัตโนมัติและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องบริหารให้ครบ 7 ท่า อาจจะนอนแล้วสั่นออกเองได้เลย

ในภาวะที่ว่างจากความเครียดนี้ จะช่วยให้ระบบผ่อนคลายกลับมา ในระบบผ่อนคลายหรือพาราซิมพาเธติกที่กลับมาสมดุลนี้ จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ระบบขับถ่ายดีขึ้น การนอนหลับดีขึ้น ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น มั่นคงภายใน สมองโล่ง เห็นทางออกของปัญหาได้มากขึ้น และสารเครียด คือ อะดรีนาลีน คอร์ติซอล และ โอปิออยด์ ที่สลายไป จะทำให้น้ำตาลในเลือดกลับมาสู่ภาวะปกติ การหมุนเวียนของของเหลวในร่างกายเป็นปกติ (เป็นเหตุของน้ำเหลืองเสียคั่ง และกลุ่มสิวซีสต์ที่ไม่มีหัว – ความเห็นส่วนตัวของบีม) ทำให้สิวหาย หน้ามันน้อยลง ทุกอย่างกลับสู่โหมดปกติ สิวที่แนวกรามที่เกิดจากความเครียดและฮอร์โมนทำงานผิดปกติ จะค่อย ๆ ลดลงและหายไป (เมื่อความเครียดและความเจ็บปวดที่ฝังลึกถูกสลายไปหมดแล้ว)

การนั่งสมาธิจะสามารถทำให้เข้าสู่ภาวะนี้ได้หรือไม่?

ขออธิบายด้วยทฤษฎีโพลีเวกัลที่ว่าด้วยระบบการตอบสนองต่อสิ่งกระทบ 3 ระดับ จากระบบประสาทอัตโนมัติ ดังนี้ คือ (ระบบประสาทเวกัสเป็นระบบหลักของระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกาย ที่เกี่ยวกับการอยู่รอดของเรา ประกอบด้วย 80-90% ของเส้นประสาทรับความรู้สึก)

  1. ระบบประสาทเวกัสส่วนล่าง (Ventral Vagal Complex)
  2. ระบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System)
  3. ระบบประสาทเวกัสส่วนบน (Dorsal Vagal Complex)

อธิบายให้เข้าใจแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ คือ เมื่อเรารู้สึกปลอดภัย เราจะอยู่ในโซนการทำงานของระบบประสาทเวกัสส่วนล่าง ทำให้เราเป็นคนที่เป็นมิตร มีความเห็นอกเห็นใจ มีความเบิกบาน มีความรักในหัวใจ พร้อมแบ่งปัน และอยากเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนมนุษย์

เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกกังวล เครียด กลัว โกรธ ระบบประสาทซิมพาเธติกจะทำงาน เป็นปฏิกิริยาของการสู้หรือถอยหนี ซึ่งจะเกิดการถอยหนีก่อน แต่เมื่อจำเป็น หนีไม่ได้แล้ว ก็จะต้องสู้

แต่เมื่อไม่สามารถสู้ได้แล้ว … ก็จะปิดระบบเหมือนกับตาย (เคยเห็นสัตว์แกล้งตายไหมคะ) หรือตอนที่ใครกลัวอะไรมาก ๆ ก็เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ หรือตอนที่เราเจ็บปวดมาก ๆ เราอยากปิดประตูอยู่แต่ในห้องมืด ๆ อยากนอนเฉย ๆ ไม่อยากรับรู้อะไร ซึ่งจุดนี้จะเป็นระบบที่ช่วยเซฟพลังงานให้เหลือไปหล่อเลี้ยงเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น เช่น การหายใจ เป็นต้นค่ะ ระบบประสาทส่วน เวกัสส่วนบนจะทำงาน

ภาพจาก https://vivifychangecatalyst.wordpress.com/2016/10/06/polyvagal-theory-fight-freeze-or-engage/

จากการเรียนในคอร์ส workshop และเทียบเคียงกับประสบการณ์ที่เคยนั่งสมาธิมานานหลายปีทุกวัน บีมเข้าใจแล้วว่า การนั่งสมาธิหากไม่มี “สติรู้ตัว” หรือ mindfulness อยู่ในนั้น จะทำให้เราอยู่ในภาวะ freeze เป็นภาวะที่เราจะหลุดลอย ตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมไปโดยสิ้นเชิง คือ ส่วนของระบบประสาทเวกัสส่วนบน ซึ่งจะพบว่า เมื่อเรากลับมาใช้ชีวิตประจำวัน เราก็ยังคงจะหลุด เราจะไม่สามารถมีสติ ไม่สามารถแสดงความรัก ความเห็นใจ ความอดทน ความเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์และโลกใบนี้ได้ คือ มันสงบในสมาธินั้น แต่มันอยู่กับโลกไม่ได้ ….

ดังนั้น ใครที่ต้องการฝึกสมาธิ หรือ โยคะ ก็ต้องระวังการหลุดโลกหรือภาวะ freeze นี้ ต้องมีสติรู้ตัว เรียกว่า ให้ฝึก mindfulness จะดีกว่าค่ะ ระบบประสาทเวกัสส่วนล่างที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลกได้ อยู่กับโลกได้ มีความเห็นอกเห็นใจ กล้าสบตาเพื่อนมนุษย์ ก็จะทำงาน เป็นจุดที่เราจะรู้สึกว่า เป็นตัวของตัวเอง มีพื้นที่ของตัวเอง ในขณะที่ก็รับรู้ความเป็นไปของโลกนี้โดยไม่ถูกกระทบให้กระเทือนได้ด้วย

แต่คุณลอรี่ แอน ผู้ฝึกสอน TRE ก็บอกว่าเรา เราไม่ได้ฝึก TRE เพื่อให้เราอยู่ในภาวะนี้ตลอดเวลา แต่การฝึก TRE ทำให้เราตระหนักรู้ตัวเองมากกว่าเคย … เราจะเข้าถึงความสงบที่ยังคงเชื่อมต่อกับโลกใบนี้ได้อยู่ เราจะรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และมีความรักจากภายในออกมา เป็นอิสรภาพภายในที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการจริง ๆ ตามชื่อบริษัทเลยค่ะ Freedom Within 🙂

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน บีมจะฝากคลิปไว้ 3 คลิปนะคะ ว่า TRE คืออะไร และ วิธีฝึก ฝึกอย่างไร และ ความประทับใจของคุณจอห์นนี่ อันวา ต่อการฝึก TRE ค่ะ

TRE คืออะไร?
ตัวอย่างการฝึก TRE

สำหรับความประทับใจของคุณจอห์นนี่ อันวา คลิกดูที่นี่นะคะ https://www.facebook.com/YourFreedomWithin/videos/654634035063506/?t=25

ข้อควรระวังในการฝึก TRE

TRE แม้จะเป็นการออกกำลังที่ง่าย มีเพียงไม่กี่ท่า แต่ในกระบวนการสั่นความเครียดและความเจ็บปวดออกนั้น จะมีภาวะต่าง ๆ เช่น ภาวะการท่วมท้น บางคนอาจหัวเราะ ร้องไห้ กรีดร้อง หรือภาวะการหยุด คือ freeze หรือการหลุดลอยออกไป ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องก่อนที่จะนำไปฝึกด้วยตัวเอง

มีข้อจำกัดในการใช้ TRE ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ใช้ยาบางประเภท ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกกับ Certified Trainer หรือ Provider ก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถไปฝึกเองต่อได้จนกว่าจะเข้าใจกระบวนการทั้งหมดและดูแลสิ่งที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง

และการฝึกมากเกินไป อาจส่งผลตรงกันข้ามคือ แทนที่จะสงบ ปลอดภัย และเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์ ก็รู้สึกแกว่ง ไม่เป็นตัวของตัวเอง ถูกกระทบกระเทือนง่าย เป็นต้น

ดังนั้น การเรียนรู้วิธีทำอย่างถูกต้องก่อน เป็นสิ่งที่แนะนำมากที่สุดค่ะ

สำหรับในประเทศไทย มีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่ได้รับการรับรองจาก TRE คือที่นี่ค่ะ https://www.yourfreedomwithin.com/

https://www.facebook.com/YourFreedomWithin/

ภาพบรรยากาศในคอร์สที่บีมไปเรียนค่ะ

เป็นคอร์สที่น่าประทับใจมาก ๆ ค่ะ เพื่อนร่วมคลาสประมาณ 25 คน เป็นชาวต่างชาติที่บินตรงมาเลย อีกส่วนคือชาวต่างชาติที่อยู่ในเชียงใหม่อยู่แล้ว และมีชาวไทยที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ระดับกลางขึ้นไป มีหลายคนที่เคยฝึก TRE กับที่นี่มาอยู่แล้ว แต่ต้องการยกระดับความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้น ซึ่งคุณ Lori Ann และ คุณ Yahya ผู้บริหารต้องการเผยแพร่ศาสตร์นี้สู่คนไทยให้มากที่สุด เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์มาก ๆ จากผลลัพธ์ที่ท่านเองได้รับจาก TRE มาโดยเสมอและจากที่ผู้เรียนได้รับในทุกคอร์สและ workshop และกำลังจะเปิดคอร์สที่มีล่ามภาษาไทยเป็นระบบมากขึ้นด้วยค่ะ ติดตามในเพจได้เลยนะคะ :))

ค่าใช้จ่ายในการเรียน

คอร์สนี้ บีมสมัครช่วงลด 50% ค่ะ ชำระเพียง 7,500 บาท เป็นคอร์ส 2 วัน 1 คืน รวมอาหารกลางวัน 1 มื้อ

บีมเลือกพักที่โรงแรมที่เขาจัดคอร์สเลย คือ Holiday Garden Hotel & Resort http://www.holidaygardenhotel.com เขาจะมี 2 เรทราคา คือ 900 และ 1,100 บาท บีมเลือกห้อง 900 บาทค่ะ ราคารวมอาหารเช้า

ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติมระหว่างคอร์สค่ะ

สรุปสิ่งที่บีมได้รับจากคอร์สนี้

  1. ได้เรียนรู้ TRE แบบเจาะลึกจริง ๆ และเข้าใจจริง ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ บีมได้เคยทำมาบ้างแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งบีมรู้สึกประทับใจในวิธีการและผลลัพธ์หลังทำที่ชัดเจนในเรื่องความผ่อนคลาย เบา เข้าสู่สมดุลได้เร็ว และยังได้เคยเห็นผลลัพธ์ที่เกิดกับเพื่อนอย่างอัศจรรย์ที่ร่างกายซ่อมตัวเองได้จริงจากวิธีนี้ แต่ไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไร พอมาเรียนก็เข้าใจแบบเต็มที่เลย เพราะมีทั้งภาคทฤษฎีที่จัดเรียงให้พอเหมาะ ไม่มากไป ไม่น้อยไป และมี workshop ให้เราทำในรูปแบบแตกต่างกันถึง 4 ครั้ง ทำให้ได้รับประสบการณ์เพิ่มมากมาย
  2. เราสามารถนำเอาวิชานี้มาใช้ได้เองอย่างปลอดภัยจริง ๆ ทำได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเมื่อมาทำเองแล้ว ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีจริง ๆ ซึ่งทำให้บีมรู้สึกดีมาก ๆ ที่มีวิชากำจัดความเครียดฝังลึกและความเครียดที่พึ่งเกิดขึ้นใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการสะสมความเครียดใด ๆ ในร่างกาย เป็นอีกวิธีที่ป้องกันโรคให้เราได้มาก ๆ
  3. มีเพื่อนใหม่ที่มีแนวทางพัฒนาชีวิตไปทิศทางเดียวกัน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งหลังจากจบคอร์ส เราก็ยังสามารถสานต่องานได้กับบางท่านอีกด้วย หรือ อาจเป็นเพื่อนที่มีอะไรที่เราสนใจที่จะแลกเปลี่ยนกันได้ด้วย เช่นในคอร์ส จะมีนักเขียนท่านหนึ่ง เขียนหนังสือที่น่าสนใจขายใน Amazon เป็นต้น และแต่ละคนก็จะมีการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมีหลายสิ่งที่น่าสนใจ ก็มาติดตามกันต่อในเฟสบุ๊ค
  4. มีครูและโค้ชที่ช่วยชี้แนะเราได้ถูกทาง (คุณ Lori Ann และ คุณ Yahya) ซึ่งคอยซัพพอร์ตเราเสมอ เมื่อเราต้องการ
  5. ได้ฝึกฝนวิชาภาษาอังกฤษ เพราะในคอร์สต้องใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมดเลย ทั้งการฟัง การพูด ได้ทะลุกรอบความไม่กล้าพูด ในที่สุด เราก็รู้ว่าเราสื่อสารได้ดีพอสมควร เกินกว่าที่เราคิดไว้

เป็นคอร์สที่ดีมาก ๆ คอร์สหนึ่งเลยค่ะ ที่ทางผู้สอนได้ตั้งใจจัดเตรียมไว้ให้เราได้เข้าใจ TRE และนำมันไปใช้ได้จริง ๆ และบรรยากาศในการเรียนการสอนก็ดีมาก ๆ แนะนำค่ะ ถ้ามีโอกาส ควรไปเรียนให้ได้สักครั้งนะคะ 🙂

สลัด “รากเหง้าสิว” ให้หลุดด้วย TRE

TRE คือ เครื่องมือที่ทำให้บีมหลุดพ้นจาก “สภาวะสะสมความเครียดเรื้อรัง” โดยไม่ต้องนั่งพูดเรื่องราวย้อนหลังอันเจ็บปวดให้ผู้บำบัดฟังเราแค่ช่วยให้ร่างกายจัดการเองตามธรรมชาติ ชอบมากค่ะ 🙂 ซึ่งบีมใช้ร่วมกับโยคะหัวเราะ ได้ผลดีมาก ๆ ในการเคลียร์ตัวเองทุก ๆ มิติ

TRE ย่อมาจาก Tension & Trauma Releasing Exercise เป็นการออกกำลังกายรูปแบบหนึ่ง ที่จะช่วย “กำจัดความเครียดและความเจ็บปวด” ที่ร่างกายของเราจดจำไว้ในระบบประสาทและกล้ามเนื้อ ด้วยกระบวนการสั่นออกตามธรรมชาติ

สำหรับบีมแล้ว บีมได้ทำมาแล้วประมาณ 3-4 ครั้ง กับครูเก๋ วรารักษ์ Kay Miracles by ครูเก๋ วรารักษ์ ตามที่บีมเคยเขียนบันทึกไว้ในเว็บนี้ไปแล้ว

แต่ครั้งล่าสุด คือ เมื่อวาน ซึ่งถือว่าเป็นครั้งพิเศษมาก ๆ เพราะบีมได้มีโอกาสได้ทบทวนสเต็ปกับครูเก๋อีกครั้งพร้อมกับได้รับคำแนะนำเพิ่มเติมจากคุณ Lori Ann Arsenault ผู้ก่อตั้ง ผู้บริหาร และเป็น Global TRE® Certification Trainer Freedom Within Wellness อยู่ที่ จ.เชียงใหม่โดยตรงจาก Zoom (โปรแกรมวิดีโอคอล) ในช่วงเวลา 1 ชั่วโมงของการสอบของครูเก๋ค่ะ

ประสบการณ์ TRE ของบีม

ทุกครั้งที่ได้รู้ว่า จะทำ TRE บีมจะรู้สึกดีใจมาก เพราะ ครูเก๋จะจัด TRE ไม่บ่อยค่ะ และกว่าจะได้ทำ คือ นักเรียนต้องร่างกายพร้อม ห้ามเหนื่อย ห้ามเพลีย คือต้องพร้อมจริง ๆ เพราะ การทำ TRE นั้น แม้จะเป็นการออกกำลังกายที่มีท่าง่าย ๆ ในการกระตุ้นระบบ “สั่นออก” ตามธรรมชาติ แต่ในระหว่างกระบวนการนั้น มีสิ่งที่ต้องดูแลรายละเอียดมาก ไม่เช่นนั้น ผลลัพธ์จะตีกลับทำให้อาการแย่กว่าเดิมได้ค่ะ

ที่ดีใจก็เพราะรู้แล้วว่า ตัวเองมีความเครียดสะสมมาเยอะมาก และยังมีอดีตที่เจ็บปวดคั่งค้างอยู่บ้าง ก็อยากจะให้มันออกไปซะให้หมดค่ะ เพราะรู้ว่านั่นคือรากเหง้าของร่างกายที่เสียสมดุลและเป็นต้นเหตุของปัญหาชีวิตและสิวเรื้อรังที่เคยมี ซึ่งมันไม่สามารถเอาออกได้ด้วย TRE เพียงครั้งเดียว และไหนจะความเครียดใหม่ ๆ อีก แต่ก็โชคดีว่า เราได้ช่วยตัวเองไปแล้วด้วยเครื่องมือต่าง ๆ ที่ครูเก๋สอนไว้ ไม่ว่าจะเป็น แมนดาล่า โยคะหัวเราะ Instant Calm การหยั่งราก grounding การอดอาหาร และมีที่บีมศึกษาและทำเองและได้ผลดี ร่วมด้วยคือ นั่งสมาธิแบบโล่ง ๆ ว่าง ๆ การเชื่อมต่อกับดิน น้ำ ลม ไฟ ตามธรรมชาติ การเขียนไดอารี่ เป็นต้น

และครั้งล่าสุด คือ เมื่อวาน ไปทำที่ Gita’s House บ้านคีตา เชียงราย ที่ห้อง #17องศาเหนือ ของครูเก๋ (ที่ซึ่งมีพลังงานสงบมากๆ) บีมดีใจมากที่ได้เรียนรู้เทคนิคเพิ่มเติมจากคุณลอรี่ แอน ผู้เป็นอาจารย์ของครูเก๋ในวิชา TRE ค่ะ คือ การได้วางท่าทางที่สบาย เพื่อให้ร่างกายปลดปล่อยความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกออกมาได้มากที่สุดตามธรรมชาติ แล้วมันก็ออกมาเยอะจริง ๆ ด้วย ชอบมาก 555+ (ถ้าเทียบกับอารมณ์รักษาสิวกับคุณหมอเมื่อก่อน คือ ชอบให้คุณหมอเอากรดแต้ม ชอบกดสิว คือ ทำอะไรก็ได้ ที่ทำแล้ว ให้สิวมันหายและหมดไปค่ะ อารมณ์เดียวกัน)

แต่อันนี้ ทำแล้วมันจบค่ะ ทำแล้วมันออกไปจริง ๆ ถ้าทำได้ถูกต้อง ทำเสร็จแล้วมันจะสงบลงตามธรรมชาติ บีมปวดหลังก่อนไป และเครียดก่อนไป เพราะต้องทำงานเยอะมาก ทำไม่ทัน พอทำเสร็จ รู้สึกหายปวดหลัง และตอนที่สั่น ก็สั่นไปทั้งตัวล่ะค่ะ แต่จะเป็นเยอะ ๆ ที่กลางลำตัว เป็นประสบการณ์สั่นออกที่รู้สึกเต็มที่มาก ๆ ซึ่งอาจจะด้วยว่าเราทำมาแล้วด้วย รอบนี้เราเลยได้เข้าใจสเต็ปและรู้จุดโฟกัสมากขึ้นค่ะ และได้ปรับเทคนิคและท่าทางอีกหน่อย เลยโอเคมาก ๆ เลย

แต่จริง ๆ แล้ว มันได้ผลดีตั้งแต่ครั้งแรกแล้วค่ะ แต่รอบแรกเราไม่ค่อยเข้าใจมันเท่าไหร่ เลยอาจไม่เต็มที่ แต่ก็รู้สึกดีตั้งแต่รอบแรกแล้ว อย่างน้อยที่สุด มันทำให้เรารู้จักตัวเองมากขึ้น และมีสติมากขึ้น เพราะ ระหว่างที่ทำ ระหว่างที่ร่างกายปลดปล่อยพลังเครียดสะสมออกมา มันจะมีภาวะหลายอย่าง ที่บางคนอาจจะเหมือนฝันอยู่ หลุด ลอย คือ เราห้ามหลุด ต้องครองสติ นั่นคือหัวใจเลยค่ะ มันเลยเป็นเหมือนช่วงที่ทำให้เราได้ภาวนา ฝึกสติไปด้วย ซึ่งชอบ 55+

ซึ่งครูเก๋บอกบีมว่า TRE จะช่วยขจัดความเครียดที่ฝังอยู่ในระบบประสาทและกล้ามเนื้อส่วนล่าง (สะโพก อุ้งเชิงกราน) ซึ่งเป็นโซนหลักที่ความเครียดจะไปสะสมอยู่ค่ะ (แต่พอมันสั่นออก มันก็มักจะทำให้ระบบประสาททั้งตัวได้สั่นตามไปด้วยนะคะ) แต่ถ้าจะให้ครบ ต้องทำคู่ไปกับโยคะหัวเราะ ซึ่งจะได้ในส่วนกระบังลมและขับเอาแก๊สหมักหมมในปอดออกไปค่ะ ก็จะเป็นตัวเสริมกันและกันที่ดีมาก ๆ ในด้านการเคลียร์ตัวเองทุกมิติของร่างกาย (ระบบดีท็อกซ์ตามธรรมชาติของแท้) จริง ๆ และทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายกลับมา เมื่อเรารีแล็กซ์ มากขึ้น จะทำให้เราสมดุลค่ะ เมื่อร่างกายและจิตใจสมดุล มันก็แข็งแรง ภูมิคุ้มกันก็จะสูงขึ้นตามธรรมชาติทั้งกายและใจ

บีมรัก TRE มาก ๆ และตัดสินใจลงเรียนวันที่ 2-3 พ.ย. นี้ ซึ่งจะสอนเป็นภาษาอังกฤษเป็นหลักค่ะ สำหรับผู้สนใจเรียน อาจจะต้องมีทักษะด้านการฟังภาษาอังกฤษในระดับสื่อสารได้มากเพียงพอ จึงจะช่วยให้เข้าใจบทเรียนได้มากค่ะ

การตัดสินใจไปเรียนครั้งนี้ เพราะบีมมองเห็นแล้วว่า นี่คือเครื่องมือที่จะช่วยให้ “รากสิว” หลุดออกไปได้อย่างเบ็ดเสร็จเด็ดขาดจริง ๆ จากต้นตอคือความเครียดสะสมเรื้อรัง ที่จริง ๆ แล้วก็เป็นสาเหตุของทุกโรคเรื้อรังในปัจจุบันนั่นเอง และเป็นสาเหตุของการตายอันดับหนึ่งของประชากรโลก ซึ่งนอกจากจะได้เรียนเพื่อนำมาถ่ายทอดต่อได้อย่างถูกต้องกับแฟนเพจที่ติดตามกันแล้ว ก็ยังได้เอาวิชามาฝึกปฏิบัติเองต่อ เพื่อป้องกันความเครียดใหม่สะสมได้ด้วยค่ะ จะได้มีสุขภาพกายและใจที่ดีตลอดไปได้ยั่งยืน มีพลังทำสิ่งต่าง ๆ ได้อย่างแข็งแรง สร้างสรรค์ และเปี่ยมด้วยพลัง คนที่ได้รับอะไรไปต่อจากบีม ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว ลูกค้า แฟนเพจ ก็จะได้รับแต่พลังงานที่ดี ๆ ด้วยค่ะ เพราะบีมตระหนักแล้วว่า หากต้องการเป็นผู้ให้ พลังเราต้องเต็มก่อน เราต้องซ่อมตัวเองให้เสร็จก่อน ถึงจะมีสิ่งที่ดีให้คนอื่น ๆ ได้จริง ๆ ไม่เป็นต้นแบบที่ผุ ๆ พัง ๆ ซึ่งนั่นจะทำให้เกิดความเสียหายกับผู้รับได้อย่างมหาศาลค่ะ

หากใครได้มาเรียนรอบนี้ จะเจอบีมที่คลาสด้วยค่า แต่เราคงไม่ได้คุยเรื่องสิวกัน คงเน้นฝึก TRE กันนะคะ 🙂 เพราะ การแก้ปัญหาสิวในแบบฉบับใหม่ที่บีมเรียนรู้ เราไม่จำเป็นต้องคุยเรื่องสิวกันเลยค่ะ เพราะด้วยวิธีการที่ทำโดยการสั่นและหัวเราะเอาความเครียดออก ประกอบกับดูแลตัวเองสายคลีน มันก็แก้ได้ในตัวอยู่แล้วค่ะ

ถ้าใครที่ไม่ติดอะไร แนะนำให้มาเรียนรู้เทคนิคนี้แล้วเอาไปใช้ต่อนะคะ เพราะมันคือเครื่องมือที่ดีมาก ๆ ที่จะทำให้ต้นตอของสิว คือ ความเครียดที่ฝังอยู่ ถูกกำจัดออกไป โดยไม่ต้องไปรื้อฟื้นเรื่องราวอะไรให้ตะกอนที่อยู่ก้นต้องออกมา แต่คือ การเขย่าและเทตะกอนออกไปด้วยกลไกธรรมชาติของร่างกายเองค่ะ

ง่าย เร็ว ได้ผลจริง เมื่อทำอย่างเข้าใจและต่อเนื่องค่ะ เมื่อความเครียดเบาบางและหายไป หน้าใส ๆ และสุขภาพดี ๆ จิตใจที่ผ่องใส ก็จะสามารถเกิดได้ตามธรรมชาติค่ะ

อีกหนึ่งวิชาธรรมชาติบำบัดที่มีวิทยาศาสตร์รองรับที่แนะนำ

#บีมวรดาภา
#BeamsReview
#TRE

หมายเหตุ

สำหรับผู้ที่สนใจและสะดวกเป็นภาษาไทยมากกว่า จะมีคอร์สวันที่ 9-10 พ.ย. ที่มีการแปลเป็นภาษาไทยให้ตลอดคอร์สค่ะ รายละเอียดคลิกที่นี่นะคะ https://www.facebook.com/events/2109763682462071

เคล็ดลับ 3 ขั้นตอนปรับสมองสู่ผิวใสถาวร

#บีมค้นพบเคล็ดลับ 3 ขั้นตอนปรับสมองสู่ผิวใส มาอ่านอัพเดทกันนะคะ 🙂

บอกวิธีตั้งค่าสมองใหม่ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เป็นคนที่มีผิวใสตลอดไป ที่เราสามารถฝึกฝนสมองและทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองทุกวัน ที่ทำแล้วจะช่วยให้ผิวใสเร็วกว่าการดูแลเฉพาะส่วนของร่างกายและผิวอย่างเดียวค่ะ

ก่อนอื่น ต้องอธิบายการทำงานของสมองนิดนึง เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของสมองอย่างง่าย ๆ ก่อนนะคะ เพราะถ้าเข้าใจแล้ว จะสามารถฝึกฝน “ความคิด” และ “บังคับ” ให้สมองคิด โฟกัสและมองเห็นเฉพาะสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นได้จริง ๆ

สมองเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่หลักในการ “เก็บความทรงจำ” และ “คิด” ซึ่งตรงกับที่อาจารย์ด้านปรัชญา ไพฑูรย์ ดัชเซ่ ที่ท่านสอนวิชาปรัชญาการเมืองให้บีมสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้เคยกล่าวไว้ (แต่บีมไม่เคยเข้าใจเลย พึ่งจะมาเข้าใจจริง ๆ ปีนี้เองค่ะ) ว่า “มนุษย์แตกต่างกับสัตว์ตรงที่มีความคิดและความจำ” ก็คือสมองของมนุษย์นี่เองค่ะ ที่ทำให้มนุษย์ สามารถจดจำได้และเอามาคิดต่อได้ แตกต่างจากสัตว์และสรรพสิ่งอื่น ๆ ที่เขาจะไหลไปตามแรงผลักตามธรรมชาติแบบ 100% ไม่สามารถควบคุมบังคับทิศทางให้เป็นอย่างที่เขาต้องการได้เลย

ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาทางประสาทการรับรู้ทั้ง 5 และสัมผัสมาที่ใจ (เป็นความรู้สึกค่ะ) คือ ทวาร 6 สมองจะนำมาจดจำไว้ เป็นความจำระยะสั้น และถ้าได้รับการตอกย้ำบ่อย ๆ เรียนรู้บ่อย ๆ เส้นประสาทในสมองเส้นนั้น ๆ จะแข็งแรง หนาใหญ่ขึ้น ก็จะทำให้ความทรงจำนั้น ทักษะนั้น ๆ ไปอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก และเป็นโปรแกรมที่เล่นอัตโนมัติ ทำให้เราทำหลายสิ่งได้เองโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิด เช่น เดิน กิน นั่ง นอน (พวกนี้เกิดมาไม่ได้ทำได้เลย เราก็ต้องฝึกฝนจนทำได้ถูกไหมคะ พ่อแม่เราก็ดีใจมากที่เราทำแต่ละขั้นได้สำเร็จ) การพูดภาษาไทย หรือภาษาต่าง ๆ การขับรถ ฯลฯ

อะไรที่เราคิดบ่อย ๆ ย้ำบ่อย ๆ โฟกัสบ่อย ๆ สิ่งนั้นจะกลายเป็น “โปรแกรม” ที่เล่นอยู่ซ้ำ ๆ เหมือนเพลงหรือภาพยนตร์ที่ถูกเล่นซ้ำ ๆ แบบอัตโนมัติ และ ทุกสิ่งที่เล่นเป็นภาพซ้ำ ๆ เป็นความรู้สึกซ้ำ ๆ ในจิตใต้สำนึก จะสะท้อนออกมาทางกายภาพในสัดส่วนเท่ากันทั้งหมดค่ะ

เหมือนกับต้นไม้ ถ้ารากแข็งแรง ได้รับสารอาหารครบถ้วน น้ำครบถ้วน อากาศครบถ้วน รากเป็นส่วนที่เรามองไม่เห็นจมอยู่ใต้ดิน ส่วนต้นและใบคือผลลัพธ์ คือสิ่งที่มองเห็น

และกฎแห่งความจริงก็คือ ส่วนที่มองไม่เห็น = ส่วนที่มองเห็น และควบคุมส่วนที่มองเห็นเสมอค่ะ

ดังนั้น … วันนี้ ถ้าใครกำลังมีปัญหาสุขภาพ ปัญหาผิว ก็แสดงว่า “ส่วนที่มองไม่เห็น” หรือ จิตใต้สำนึกนั้นกำลังเล่นภาพ เสียง บางอย่างซ้ำ ๆ ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพและผิวที่ยังไม่แข็งแรงอยู่นั่นเองค่ะ

วิธีแก้ไขและตั้งค่าสมองใหม่ที่บีมค้นพบและใช้ได้ผลดีมาก ๆ มีเพียง 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

  1. ฝึกฝนสติ ตระหนักรู้ ว่ากายและใจของเราเป็นอย่างไร ฝึกในแบบที่คุณดังตฤณสอนสำหรับมือใหม่ง่าย ๆ เลยนะคะ ตาม playlist นี้เลยค่ะ https://youtu.be/6E__9n2gQS4
  2. ตระหนักรู้ถึง “ความคิด” ที่ผุดขึ้นมาแต่ละครั้งว่ามันเป็นความคิดที่ทำให้เรารู้สึก “หนัก” หรือ “เบา” “ร้อน” หรือ “เย็น” ทุก ๆ ความคิดมักจะผูกกับความรู้สึกเสมอ เช่น คิดถึงคนที่เรารัก แล้วรู้สึกอบอุ่น มีความสุข คิดถึงอาหารที่เราไม่ชอบ แล้วรู้สึกอยากอาเจียน เป็นต้น ซึ่งทุกสิ่ง คือ ความทรงจำเท่านั้นเองค่ะ ที่เคยผ่านมาในประสาทสัมผัส (ทวาร 6) และสมองเอามาเก็บไว้ในระบบประสาท สำคัญคือ แค่ตระหนักรู้ แต่ไม่คิดต่อ ไม่ปรุงต่อ ปล่อยผ่าน เหมือนลมมาโดนตัวแล้วปล่อยไปค่ะ ตรงนี้ทำเพื่อให้เราหยุดการปรุงแต่งต่อ เพื่อให้จิตไม่แบก เบาสบาย เมื่อหยุดคิด ร่างกายจะผ่อนคลายได้ทันที เข้าสู่สมดุลได้เร็วทันทีค่ะ
  3. ฝึกฝนการขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันให้ได้มากที่สุด แรก ๆ อาจจะใช้เวลาช่วงเช้าและก่อนนอน ทบทวนหาสิ่งที่ดี ๆ โชคดีที่ได้รับ คนดี ๆ ที่ได้เจอ พร้อมบอกเหตุผลด้วยว่า ทำไมจึงต้องขอบคุณสิ่งนั้น จะทำให้ความรู้สึกของการขอบคุณแจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่จะเปลี่ยนสารเคมีในร่างกายของเราทั้งหมดให้มีสุขภาพดี ผิวพรรณดี ดูเหมือนจะไม่เกี่ยว แต่เกี่ยวกันและให้ผล 100% ค่ะ ต้องขอบคุณร่างกายเป็นพื้นฐานก่อนนะคะ แล้วก็ขอบคุณทุกสิ่งที่เราได้รับค่ะ พอฝึกมาครบเดือน เราจะยิ่งมองหาสิ่งดี ๆ ได้ง่ายขึ้น และดูเหมือนจะมีอะไรให้เรารู้สึกขอบคุณและโชคดีตลอดเวลาเลยล่ะค่ะ เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ของสมองค่ะ ไม่มีอะไรลี้ลับเลยตรงนี้ ให้ทดลองทำค่ะ เงื่อนไขคือต้องทำทุกวันจนกว่าจะครบ 30 วันค่ะ คุณจะรู้เองว่า ชีวิตคุณจะได้เจอแต่สิ่งที่ดี ๆ มากขึ้น ๆ ๆ ๆ

การฝึกฝนสติ > เราจะรับรู้ “ตามจริง” ว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นกับเราตอนนี้บ้าง หยุดการอยู่กับโลกของความคิดที่ทำให้เราวิ่งไม่หยุด เหนื่อยตลอดเวลา

การตระหนักรู้ > เราจะเริ่มมองเห็นและคัดกรองได้ว่า ความคิดแบบไหนที่ส่งผลดีหรือเสียต่อเราอย่างไร เราจะรู้สึกเป็นอิสระและเริ่มควบคุมความคิดได้มากขึ้น

การขอบคุณ > เราเปลี่ยนเส้นประสาทสมองใหม่ ทำได้ง่าย ๆ โดยการ “ย้ายโฟกัส” แล้ว “ปักหมุด” เฉพาะ “สิ่งดี ๆ ที่ได้รับ” เท่านั้น เส้นประสาทของโชคดีจะประสานกันแน่นและแข็งแรงขึ้น เมื่อทำไปทุกวันจนเส้นสมองโชคดีแข็งแรงแล้ว สารเคมีในร่างกายของเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรค่ะ ระบบในร่างกายจะเปลี่ยนหมดเลยตามเส้นสมองที่เปลี่ยนแปลงไป การคิด พูด ทำ จะเปลี่ยนแปลง ผลลัพธ์จะเปลี่ยนแปลง และผิวจะใส โดยที่ทาครีมน้อยลง และชีวิตจะดีขึ้นในทุกมิติที่เราขอบคุณจากใจอย่างแท้จริงค่ะ

ทดลองทำกันดูนะคะ
แล้วมาเล่าสู่กันฟัง
หรือติดปัญหาตรงไหน
สอบถามทาง inbox เพจ สิวซีเคร็ตมิติใหม่ ได้ค่ะ
บีมจะนำมาตอบใน Live ค่ะ

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ 🙂

#บีมวรดาภา
#ต้นตำรับการรักษาสิวจากภายในให้หายขาด
#เข้าสู่ปีที่10

สรุปความรู้จากการพบครูนิน เรื่อง สิว โยคะ จักระ พลังงาน

วันที่ 8 มิ.ย. 2562 บีมได้เดินทางไปพบครูนิน โยคะ ครูสอนโยคะชื่อดังที่ เจ้าของผลงานและเพจ Yoga Story และผู้เชี่ยวชาญด้านการใช้พลังงานบำบัดในการดูแลสุขภาพให้กับลูกศิษย์ทั้งในและต่างประเทศ รวมไปถึงเซเลปหลาย ๆ ท่านในประเทศไทยด้วยค่ะ

บีมรู้จักครูนินจากครูพี่ม้อค เจ้าของสำนักพิมพ์Dดี ที่บีมเคยไปเรียนการเขียนกับท่านเมื่อ 3 ปีที่แล้ว และเป็นช่วงที่ครูนินมีหนังสือออกมาพอดี และได้พบตัวจริงในวันที่ Reunion นักเขียนครั้งที่ 1 ซึ่งบีมรู้สึกประทับใจในความน่ารัก เรียบง่าย เป็นกันเอง ความรู้ ประสบการณ์ และทัศนคติของครูนิน จนแอบไปขอแอดเฟสบุ๊ค (ซึ่งปกติบีมไม่ค่อยได้ขอใครเป็นเพื่อนทางเฟสค่ะ ถ้าไม่รู้จักและชอบพอกันจริงๆ) และตามไปเรียนคอร์ส workshop โยคะแบบ 1 วันที่กรุงเทพ​ฯ อีกด้วย เป็นคอร์สเกี่ยวกับโยคะและการดีท็อกซ์ค่ะ

หลังจากนั้น ก็ติดตามเพจและเฟสตลอดค่ะ (บีมติดตามไม่กี่คน) ชอบสไตล์การเขียนบทความของครูนินมาก ๆ อ่านสนุก ได้ความรู้ด้วย แต่ก็ติดภารกิจมากมาย ต้ังใจว่าจะไปพบครูนิน ก็ยังไม่ได้ไปเสียที จนเมื่อเดือนที่แล้ว ตัดสินใจไปค่ะ เพราะจังหวะได้และสนใจเครื่องตรวจจักระของครูนินด้วย (ช่วงหลัง ๆ ก็มีหินมาด้วย ไปดูครั้งเดียวซะให้ครบ :))

มาดูกันค่ะว่า วันนั้นทำอะไรบ้าง?

ถ้ามาจากต่างจังหวัดแล้วไปโดยเครื่องบิน แนะนำไปลงที่สุวรรณภูมิค่ะ แล้วไปแท็กซี่ ไปบ้านครูนินที่ซอยหัวหมาก 23 ค่าแท็กซี่อยู่ที่ประมาณ 250-300 บาท (แอบจำตัวเลขไม่ได้) ไปที่หมู่บ้านที่ชื่อว่า พลัสซิตี้ (ใครจะไปสอบถามเลขที่บ้านกับครูนินอีกทีนะคะ) ไปบอกพี่ รปภ. ได้เลย เขารู้จักค่ะ ครูนินดังและมีคนมาหาเยอะ เขาจะบอกเลยว่า “อ๋อ บ้านครูนินครับ ไปทางนี้ครับ” ซึ่งเข้าไปนิดเดียวก็ถึงแล้วค่ะ

บ้านหลังนี้ เซเลปมาเยอะแล้ว ดีใจได้ไปเยี่ยมชม 55+ เห็นมั้ยล่ะคะ อยู่ใกล้ ๆ มุมที่พี่ก้องยืนเลย อิอิ

คุณดังตฤณกำลังใช้เครื่องวัดคลื่นสมองของครูนินหลังนั่งสมาธิ
https://www.facebook.com/530720650401588/photos/a.531747020298951/1422312081242436/?type=3&theater

ตอนไปถึง ก็ยังไม่ถึงเวลา Live เลยเปิดเอาของกินที่ซื้อมา รวมทั้งแอปเปิ้ล เชิญครูนินมากินด้วยกันค่ะ แล้วก็คุย ๆ กันไปที่โต๊ะอาหาร ซึ่งมีหินบำบัดวางเต็มเลย ก็เลยได้ความรู้เรื่องหินไปด้วยเลยค่ะ (ในคลิปวิดีโอที่อัดไว้จะมีถ่ายหินให้ดูด้วยค่ะ)

จากนั้น ก็มา Live ให้ความรู้เรื่องสิว โยคะ จักระ พลังงานบำบัดประมาณชั่วโมงครึ่งได้ค่ะ

แล้วครูนินก็พาไปตรวจจักระกับเครื่องมือนี้ค่ะ เห็นเครื่องเล็ก ๆ แบบนี้ ครูนินลงทุนซื้อเครื่องนี้เพื่อนำมาศึกษาพลังงานจักระในราคา 6 หลัก​ (ทุ่มทุนเพื่อความรู้มาก ๆค่ะ) โดยไปทำการเทสต์มาก่อน แล้วเห็นว่าใช้งานได้ดี จึงตัดสินใจซื้อมาเพื่อช่วยในการวิเคราะห์และบำบัดเพิ่มเติม เพราะการพูดถึงเรื่องพลังงาน ซึ่งเป็นสิ่งที่มองไม่เห็น (แต่มีอยู่จริง) ในการที่จะทำให้คนเข้าใจได้นั้น จะต้องวัดได้ มองเห็นได้ และครูนินเอง ก็เป็นคนหนึ่งค่ะ ที่จะเชื่อเฉพาะสิ่งที่รู้ได้ด้วยตัวเองจริง เป็นวิทยาศาสตร์​ และวัดได้จริง จึงได้พยายามที่จะชี้ให้ทุกคนเห็นพลังงานและการเปลี่ยนแปลงของพลังงานผ่านเครื่องนี้อย่างเป็นรูปธรรม

ในการบำบัดด้วยพลังงาน เขาจะมีถ่ายก่อนและหลังบำบัดให้ค่ะ และเครื่องนี้ก็ใช้กับคอร์ส workshop จักระด้วยเช่นกัน ซึ่งได้รับการตอบรับจากผู้เรียนดีมาก ๆ กำลังเปิดรับรุ่นต่อไป เรียนปลายปีนี้นะคะ รายละเอียดสอบถามที่เพจได้เลยค่า https://www.facebook.com/530720650401588/photos/a.531747020298951/1426329744174003/?type=3&theater)

การที่จะใช้เครื่องจะ จะนำเครื่องต่อกับคอมพิวเตอร์หรือแล็ปท็อปและเห็นว่าจะต้องมีการจูนคลื่นพลังงานด้วย (ตรงนี้จะอัพเดทเพิ่มให้นะคะว่าจูนอย่างไร) แต่โดยรวมก็คือ ต้องเซ็ตเครื่องและปรับพลังงานให้ระบบก่อนค่ะ จึงจะใช้งานได้ ไม่ใช่ว่าจะเสียบแล้วใช้ได้เลยทันที

วิธีการก็คือ เอานิ้วจิ้มลงไปในรูค่ะ โดยต้องตัดเล็บให้สั้นด้วย เพราะต้องให้บริเวณปลายนิ้วที่ต่อกับเล็กสัมผัสกับแผ่นกระจก กดน้ำหนักนิดนึง ก็จะได้ภาพถ่ายออกมาบนจอของทั้งสิบนิ้ว ใช้เวลาแป๊บเดียวสำหรับแต่ละนิ้วค่ะ เหมือนใช้กระแสไฟฟ้าพลังงานสูงจับกระแสไฟฟ้าที่ปลายนิ้วเราชั่วเสี้ยววินาที มันจะเหมือนกดชัตเตอร์แบบเร็ว ๆ เพื่อจับภาพค่ะ ไม่นานก็จะได้การประมวลผลออกมาแบบนี้

ผลการตรวจวัดออร่าของบีมหลังการ Live ค่ะ

การใช้เครื่องนี้แล้วได้ออกมาเป็นผลการประเมินแบบนี้ อ้างอิงอยู่บนหลักของ reflexology ค่ะ เหมือนที่หมอจีนอ่านหน้าแล้วแมะก็รู้แล้วว่าอวัยวะหรือระบบใดมีปัญหา หรือ การนวดกดจุดฝ่าเท้า ฝ่ามือ ก็ทำให้อาการในบริเวณที่ปวดในจุดอื่น ๆ หายไปได้ หรือการฝังเข็มที่ไปบำบัดในจุดที่ปวด ก็คืออยู่ในหลักการนี้ค่ะ

เครื่องนี้จะจับกระแสไฟฟ้าหรือพลังงานที่ปลายนิ้วด้วยคลื่นความถี่สูง ๆ ซึ่งปลายนิ้วก็คือศูนย์รวมเส้นประสาทที่สามารถสะท้อนระบบพลังงานทั้งร่างกายได้นั่นเอง

จากภาพ จุดที่ครูนินชี้ให้เห็นว่าออร่าหรือพลังงานอ่อนแรง คือ บริเวณที่ออร่ายุบตัวลงไป คือ

  1. กลางหลังที่ลงมาหลังส่วนล่าง
  2. ขาด้านหลัง
  3. กลางศีรษะ

ซึ่งมีค่อนข้างสอดคล้องกับสภาพร่างกาย ณ ขณะนั้นนะคะ (การวัดพลังงาน จะวัดได้เฉพาะ ณ ขณะนั้นค่ะ มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ตลอดตามเหตุปัจจัย)

  1. 2-3 วันก่อนเดินทาง หรือทุกครั้งก่อนเดินทาง บีมมักจะต้องทำงานมากเป็นพิเศษ เพื่องานจะได้เดินอย่างราบรื่นในช่วงวันที่เดินทางค่ะ ก็มักจะทำให้ปวดหลังและสมองล้ามากกว่าปกติ
  2. ช่วงเดินทางต้องนั่งเครื่อง นั่งรถ นั่งสนามบิน ก็ส่งผลให้ขาด้านหลัง และ ด้านหลังเกิดความตึงเครียดได้ค่ะ

และอีกภาพก็เป็นผลตรวจพลังงานจักระค่ะ

ผลการตรวจวัดพลังงานจักระของบีมค่ะ

การตรวจวัดพลังจักระนี้ก็เป็นผลชั่วขณะนั้นเช่นกันค่ะ เป็นช่วงหลังจาก Live ซึ่งหัวเราะเยอะมาก ครูนินบอกว่า พลังแตกซ่าน 55 แต่พลังงานเป็นลูกบอลที่ขนาดเท่า ๆ กัน จัดว่าโอเคอยู่ค่ะ

แต่ครูนินก็เล่าว่า ที่จัด workshop จักระ พอบำบัดเสร็จแล้ว ของบางคน จักระก็ใหญ่มาก ๆ ค่ะ คือ เหมือนกับพลังงานเต็มมาก อะไรแบบนั้น ซึ่งถ้าวัดระดับพลังงาน ก็ถือว่าบีมยังคงโอเค

แต่ถ้าความสมดุล คือ จะเป็นห่วงตรงที่มันหลุดออกจากตรงกลางมาเยอะ เลยโซนสีเขียวออกมา ซึ่งก็ตรงกับสภาวะที่บีมเป็นอยู่ข้างในตอนนั้นนะคะ โดยภาพรวมคือ ลึก ๆ แล้วบีมรู้สึกว่าต้องการเก็บตัวค่ะ (หมายถึงก่อนบำบัด) ซึ่งหลังจากได้ปรับพลังงานแล้ว บีมรู้สึกดีขึ้นเลยนะคะ แต่เสียดายที่เราคุยกันเพลินจนลืมเก็บภาพ After มาให้ดูกันค่ะ ถ้าได้ไปรอบหน้า สัญญาว่าจะไม่ลืม

เพื่อความชัดเจน บีมขอลงผลการวิเคราะห์จากครูนินให้ดูกันด้วยนะคะ

วัดได้อย่างนั้นแล้ว ครูนินก็มาช่วยจัดการร่างกายให้ต่อ โดยเริ่มจากการจัดสมดุลร่างกายซ้ายขวาให้เท่ากันก่อน

ภาพแรก เป็นการถ่ายให้ดูว่า ขาสองข้างไม่เท่ากัน ซึ่งบีมไม่เคยสังเกตเลย มันไม่เท่ากันจริงด้วย! 

วิธีการคือ ครูให้นอนลงราบไป แล้วให้ดึงแขนครูยกตัวขึ้นมา สะโพกติดพื้น หน่วงสะโพกเหมือนทอดสมอให้เรือ ส่วนอื่นปล่อยสบายค่ะ พอเอาเท้ามาชนกัน มันไม่เท่ากัน ซึ่งถ้าปล่อยไว้ ไม่แก้ อาจเป็นปัญหาได้ในอนาคตค่ะ เพราะ ขาไม่เท่ากัน แสดงว่าปราณหมุนเวียนไม่ดีเท่าที่ควรนั่นเองค่ะ เมื่อปราณติดขัด สุขภาพจะไม่ดีเท่าที่ควร

หลังจากนั้น ครูนินให้บีมนอนลงไปอีกรอบ นอนราบๆ เลย แล้วครูปรับพลังให้ตอนนั้นเลย เหมือนจะส่งลงมาจากหัว โดยไม่ได้แตะตัวเราเลยค่ะ ใช้เวลาแป๊บเดียวค่ะ บีมหลับตา ไม่คิด แต่จับความรู้สึกค่ะ รู้สึกเลยว่า ร้อน ๆ ที่หัวแล้วมันลงไปด้านล่าง เหมือนโดนเติมพลังแล้วมันดันลงไปจริง ๆ สบายค่ะ … สัก 3 นาทีเห็นจะได้

แล้วก็มาทำท่าเดิม เพื่อวัดเท้าอีกรอบ รอบนี้เท่ากันเลยค่ะ เร็วมากจริง ๆ 

จริง ๆ มีการปรับปราณและแก้จุดที่ติดขัดอีก 2-3 วิธีค่ะ ทั้งใช้หิน กดจุดที่เป็นจุดตรงที่เรามีปัญหาโดยเฉพาะ แต่ละวิธีใช้เวลาไม่นานเลยค่ะ เหมือนหลุดเป๊าะ ๆ เหมือนการแก้จุดติดของร่างกายง่ายสำหรับครูนินมาก ขอแค่ได้รู้ว่า ใครติดตรงไหนเท่านั้นเองค่ะ

และครูนินยังแนะนำให้มาทำท่ากดจุดที่แก้ปวดหลังบริเวณที่บีมปวดอยู่เป็นประจำ ซึ่งครูนินสาธิตอย่างจริงจังให้ก่อนเลยค่ะ แล้วมันหายจริงๆ หายตอนนั้นเลย

คือ ครูนินจะมีวิธีที่จะทำให้เรารู้ว่า พลังงานในตัวเรามันติดขัดและมันก็แก้ได้นะ ทำง่าย ๆ และเห็นผลกันชัด ๆ ตรงนั้นเลยค่ะ


วันนั้นก็ได้เรียนรู้อะไรเพิ่มเติมเยอะมาก ๆ ค่ะ และคุยเรื่องหินบำบัด และได้ถูกบำบัดด้วยหินด้วย เป็นครั้งแรกที่สัมผัสพลังหินบำบัดที่ชัดเจนมาก ๆ ทุกอย่างดูง่ายและสบาย ๆ และแก้จุดติดขัดได้จริงค่ะ ครูนินรู้จริงค่ะเกี่ยวกับเรื่องปราณและวิธีแก้พลังงานภายในของเรา

สรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้ใหม่ ๆ จากการไปพบครูนิน

  • เราเข้าใจว่าเราดูแลตัวเองได้ดีแล้ว แต่แปลกใจมากที่ขาเราไม่เท่ากันและเราไม่เคยสังเกตมาก่อน หลังจากนี้ก็จะสามารถวัดได้คร่าว ๆ ว่าพลังของเราจะยังดีอยู่ไหม จากการวัดความยาวของขาทั้งสองข้างด้วยตัวเองดูค่ะ
  • การแก้พลังงานที่ติดขัดในร่างกาย เป็นเรื่องที่สามารถทำได้จริงโดยผู้เชี่ยวชาญ มันสามารถแก้ได้อย่างง่าย รวดเร็ว เห็นผลในทันที แต่เราจะต้องมาดูแลตัวเองอย่างต่อเนื่องด้วย เพราะการแก้นั้น จะเป็นการแก้ชั่วขณะนั้นเท่านั้น ซึ่งถ้าร่างกายเราติดขัดอีก แล้วเราแก้ด้วยตัวเองไม่ได้ เราก็อาจจะต้องมาให้ผู้เชี่ยวชาญช่วยแก้ไขให้
  • ทุกสิ่งทุกอย่างมีพลังงานในตัวของเขา หินบำบัดจะมีความสามารถในการบำบัดได้จริงก็ต่อเมื่อมีการประจุพลังงานแล้วและหลังใช้ต้องล้างออก ไม่เช่นนั้นก็ไม่ต่างจากหินธรรมดาทั่วไปที่อมโรคอยู่ (เพราะดูดพลังโรคออกมาเก็บไว้)

สำหรับบริการนี้ ครูนินคิดเพียง 1,700 บาทเท่านั้นค่ะ รวมค่าตรวจจักระทั้งก่อนและหลัง (อย่าคุยเพลินจนลืมตรวจ after นะคะ เพราะครูน่ารักจริง คุยฮาแล้วลืมเลย) และค่าบำบัดค่ะ ที่ครูนินแก้ให้ตรงจุดเลย สำหรับบีมแล้ว เห็นผลทันที (สำหรับคนเปิดใจเชื่อด้วยนะคะ)

ทลายสิวให้ถึง “ราก” ที่แกน HPA

#มาทะลายสิวเรื้อรังให้ถึงราก
รู้ไหมคะว่า การแก้ปัญหาสิว
ที่เป็นซ้ำ ๆ ไม่หายเสียทีนั้น…ง่ายนิดเดียว
ต้อง “กำจัดความเครียดฝังลึก” ค่ะ
นี่เป็นสิ่งที่บีม “ตกผลึก” ล่าสุด
ได้ผลมากที่สุดในระยะเวลาสั้นที่สุด
“ตรงจุด” กว่าทุกวิธีที่ทำมาทั้งหมด
คนที่มีปัญหาสิวชนิดเรื้อรัง
ที่ได้ลองแก้ด้วยวิธีพื้นฐานที่แนะนำแล้ว
ไม่ว่าจะเป็นการดูแลสุขภาพ อาหาร ครีมทาผิว
แล้วยังไม่หายขาดเสียที
เพราะคุณยังไม่แก้ “ความเครียด”
ความเครียดหรือ Stress เป็นสิ่งคู่กับสิ่งมีชีวิต
แต่ปกติแล้ว เด็ก ๆ และสัตว์อื่น ๆ จะมีวิธีเอาออกโดยธรรมชาติ
ในรูปแบบการสั่นออก ส่วนเด็ก ๆ ก็คือ การหัวเราะ สั่นขา การออกกำลังกาย การกระโดดโลดเต้น นั่นเองค่ะ
พอพวกเราโตขึ้น ก็ไม่ได้ระบายออกในรูปแบบเหล่านั้นอีก
ทำให้พลังงานความเครียดที่ต้องเผชิญตั้งแต่เด็ก
เช่น ต้องสอบให้ได้เกรดดี เปลี่ยนโรงเรียน พ่อแม่แยกทางกัน
ทุกปัญหาที่ทำให้เราต้องปรับตัว ต้องรับมือ ต้องแก้ปัญหา
ความเครียดมาได้ทั้งแบบทางจิตใจและทางร่างกาย
ถ้าทางร่างกายก็คือ หายใจเอาฝุ่น PM 2.5 เข้าไป
อยู่ในโซนอากาศ น้ำ มีมลพิษปนเปื้อน
กินอาหารแย่ ๆ ที่ส่งผลเสียต่อร่างกายเป็นประจำ
หรือมาจากพฤติกรรมชีวิตที่ทำให้ร่างกายเครียด
เช่น นอนเกิน 4 ทุ่ม เดินทางบ่อย พักผ่อนไม่เป็นเวลา
ทำงานเป็นกะ ฯลฯ
เมื่อเครียดปุ๊บ ร่างกายจะบอกให้แกน HPA คือ ต่อมไร้ท่อ 3 ต่อมหยุดทำงาน คือ ไฮโปทาลามัส พิทูอิทารี่ (เจ้านายของต่อมไร้ท่อทั้งปวง) และ ต่อมหมวกไต แล้วก็จะหลั่งสารเครียดออกมา เช่น อะดรีนาลีน คอร์ติซอล เป็นต้น ซึ่งจะส่งผลต่อระบบทางเดินอาหารก่อนเป็นที่แรก (ท้องได้รับผลกระทบก่อน) จะเกิดอาการไม่ค่อยอยากอาหาร ขับถ่ายไม่ดี ท้องผูก ท้องเสีย ย่อยยาก แน่นท้อง เป็นต้น
ถ้าได้เอาออก ก็จะไม่มีอะไร เหมือนเด็กหิวนม ร้อง ๆ แล้วก็จบ คือ ได้สั่นไล่พลังเครียดออกไปแล้ว
แต่…เราไม่ใช่แบบนั้น จึงเกิดการ “สะสมความเครียด” ในร่างกาย ในสมอง ในเส้นประสาท ในอวัยวะต่าง ๆ ที่เจ็บปวดเรื้อรัง ทุกอาการที่ทำอย่างไรก็ไม่หายได้ด้วยวิธีที่แนะนำกันทั่วไป
ทฤษฎีการแก้ที่แกน HPA นี้ เป็นที่ยอมรับในต่างประเทศ แต่ยังไม่ค่อยเป็นที่รู้จักในประเทศไทย แต่บีมได้เรียนรู้จากครูเก๋ เก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง และได้รับการปลดปล่อยความเครียดฝังลึกที่แกนนี้แล้ว และกระแทกความเครียดออกต่อเนื่องจากการทำ #โยคะหัวเราะ หลังการบำบัด ซึ่งตกผลึกเลยว่า มัน “กระแทกรากของสิว” ที่หลงเหลือได้จริง ๆ และผลลัพธ์นั้นดูจะยั่งยืนเสียด้วยค่ะ
และอีกข้อหนึ่งที่อยากจะฝากไว้ สำหรับทุกคนที่เป็นสิว คือ อย่ารักษาสิว สิ่งที่คุณต้องโฟกัส คือ กำจัดความเครียด ปัญหาอะไรในชีวิตที่ยังไม่สะสาง ไม่เผชิญหน้า ก็แก้ให้เรียบร้อย แล้วมันจะหายเครียด หรือ ต้องไปดูว่า “ก่อนจะเป็นสิว” ทำอะไรมาบ้าง? ทำร้ายสุขภาพอย่างไรบ้าง ก็ไปแก้ที่ “ราก” ไม่ใช่มาแก้ที่ “สิว”
การใช้ผลิตภัณฑ์ที่ดีและปลอดภัย จะช่วยส่งเสริมให้ผิวมีสุขภาพดีและเป็นสิวน้อยลงจริง แต่สิวชนิดที่ขึ้นจากข้างในไม่หยุดหย่อน คุณต้องเข้าไปแก้ข้างในที่รากคือ “ความเครียด” เท่านั้นค่ะ วิธีแก้เครียดมีมากมายค่ะ อย่างน้อย การออกกำลังกายและการนวดผ่อนคลาย และอโรมาเธอราพี ก็ช่วยได้ แต่ถ้าทำแล้ว สิวยังไม่หายสนิท ก็ต้องจัด #โยคะหัวเราะ แล้วค่ะ จบทุกปัญหา หรือถ้าอยากหายเร็วขึ้น ก็จัดมันไปตั้งแต่แรกเลย มันคืออะไร ไปอ่านกันที่ เก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง และ Beam’s Lens นะคะ
ดังนั้น ถ้าตอนนี้ ใครถามบีมว่า จะเริ่มรักษาสิวที่เป็นอยู่ยังไงดี บีมแนะนำแค่นี้ค่ะ
1) เคลียร์ปัญหาชีวิตตัวเองให้จบ
2) ศึกษาและทดลองทำโยคะหัวเราะ
3) ดูแลสุขภาพให้ดี
4) ใช้ครีมที่แนะนำไว้ใน www.facebook.com/siwsecret
5) หันเข้าหาธรรมชาติให้มาก ๆ
6) ทำ 1-5 ต่อเนื่อง
7) เลิก #รักษาสิว แล้ว เปลี่ยนตัวเองให้เป็นคนที่มีความสุขแทนค่ะ
เท่านี้ จบ…ล้านเปอร์เซ็นต์
ด้วยรัก
บีม

บันทึกคอร์ส Certification of International Laughter Yoga Leader รุ่นที่ 6 วันที่ 8-11 มี.ค. 2562

ใบประกาศนียบัตรที่บีมได้รับ

 ถ้าชีวิตของคุณขาดเสียงหัวเราะมานาน ซับซ้อน วุ่นวาย ตัดสินใจไม่ได้ หมดพลัง สุขภาพแย่ ผิวพรรณแย่ อ่อนแอแพ้ง่าย เป็นสิวเรื้อรัง งง ๆ เบลอ ๆ ไม่มีทิศทาง หลงทาง และคุณกำลังมองหาชีวิตที่เรียบง่ายแต่ทรงพลัง ติดอาวุธที่จะช่วยให้คุณแก้ปัญหาชีวิตได้ยั่งยืนจริง ๆ คอร์สนี้ให้สิ่งที่คุณกำลังตามหาค่ะ

ในบทความนี้ บีมจะพูดถึงคอร์ส Certification of International Yoga Leader by KAY ที่ได้ไปเรียนมา โดยเป็นมุมที่ “สรุปและตกผลึก” จากการเข้าคอร์สนี้นะคะ ไม่ได้สรุปสิ่งที่เรียนลงมาให้ค่ะ จะทำให้ผู้อ่านเข้าใจโยคะหัวเราะมากขึ้นและเข้าใจประโยชน์ของคอร์สมากขึ้นค่ะ ว่าเรียนแล้ว “ได้อะไร” จากมุมของบีม

เหตุผลที่บีมลงเรียนคอร์สนี้

มีเหตุผลหลายอย่างที่ส่งสัญญาณบอกบีมว่า ไม่ว่าอย่างไรก็ต้องลงเรียนคอร์สนี้และรุ่นนี้ค่ะ
  1. เรียนเพื่อนำมาใช้กับตัวเอง ซ่อมตัวเอง แก้ปัญหาตัวเอง เพราะ หลังจากที่ทำโยคะหัวเราะกับครูเก๋ตอนเข้าคอร์ส Grounding Your Soul วันที่ 23-24 ก.พ. 62 บีมรู้สึกว่า โยคะหัวเราะมันปลดปล่อยบีมได้เยอะมาก ๆ บีมได้ทำเช้าวันที่ 24 ก.พ. ประมาณ 1 ชั่วโมงกว่า ๆ เท่านั้นค่ะ (เป็นส่วนหนึ่งของกิจกรรมบำบัด) ก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ดีหลายอย่างจริง ๆ พอพลังงานเราเปลี่ยน และเราสามารถหัวเราะจากหัวใจได้โดยอัตโนมัติ มันไม่ได้จบแค่ในคอร์ส มันเหมือนเราเป็นคนใหม่ขึ้นมาอีกนิด มุมมองต่อชีวิตมันจะสดใสขึ้นค่ะ บีมชอบในผลลัพธ์มาก ๆ อารมณ์แบบ #ตามหามานาน ทั้งชีวิตก็ว่าได้ เลยอยากเรียนจริงจังเกี่ยวกับโยคะหัวเราะ
  2. บีมอยากเรียนรู้เคสของคนอื่น ๆ ด้วย ซึ่งครูเก๋บอกว่ารุ่นนี้มี 3 คนแล้ว การที่บีมเห็นเคสอื่น ๆ ด้วย จะทำให้เข้าใจศาสตร์บำบัดของครูเก๋มากขึ้นค่ะ และอาจจะเข้าใจตัวบีมเองเพิ่มขึ้นด้วย ซึ่งจากการที่บีมเคยจัดกิจกรรมปรึกษาแบบกลุ่มสำหรับกลุ่มที่มีปัญหาสิวมาก่อน บีมเข้าใจดีค่ะว่า การได้เรียนรู้ชีวิตและปัญหาของคนอื่น ๆ มันจะช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น ปลดล็อคหลาย ๆ อย่างได้มากขึ้น แม้เพียงแค่เป็นการแลกเปลี่ยนการสนทนาเท่านั้น มันก็ช่วยได้จริง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่แล้วที่บีมเคยจัด หลายคนมาเจอกันในกิจกรรมนี้ ครั้งเดียวก็คือจบ…เข้าใจทั้งตัวเองและปัญหาสิวของตัวเอง เอาไปทำต่อได้เลย ไม่ต้องมาอีก แสดงว่าจบจริง ๆ บีมเลยคิดว่า น่าจะเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาชีวิตตัวเองที่จะได้เรียนกับคนอื่นด้วยตามนี้ค่ะ
  3. เพื่อการร่วมงานกับบุคคลระดับสูง ปีนี้ บีมมีโปรเจ็คงานใหญ่ ๆ หลายโปรเจ็ค ทั้งของบีมเองและของผู้ที่บีมต้องไปร่วมงานกับเขา แต่ละคนโปรไฟล์ระดับใหญ่ทั้งนั้นค่ะ บีมจึงต้องการเคลียร์ตัวเองให้เรียบร้อย จิตใจที่เล็กและเต็มไปด้วยการคิดถึงปัญหา จะไม่สามารถทำให้เราร่วมงานกับคนใหญ่ ๆ ได้ มันจะกดความคิดสร้างสรรค์ของเรา บีมเกรงงานจะเสีย เลยต้องจัดการตัวเองให้มีระดับพลังงานสูงสุดกลับคืนมาค่ะ
เป็น 3 เหตุผลหลักที่บีมตัดสินใจลงเรียนคอร์สนี้ค่ะ!!!

คอร์สนี้คือคอร์สอะไร?

รับใบประกาศนียบัตรจากครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง

คอร์ส Certification of International Yoga Leader เป็นคอร์ส 4 วัน 3 คืน ที่สอนเกี่ยวกับ โยคะหัวเราะทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติ ทั้งในส่วนขององค์ความรู้โยคะหัวเราะเองและการนำไปใช้กับตัวเองอย่างต่อเนื่องเพื่อการเปลี่ยนผ่านจากภายในสู่ภายนอกอย่างสมบูรณ์ และ วิธีการจัดกิจกรรมโยคะหัวเราะให้กับสังคมสำหรับคนกลุ่มต่าง ๆ ค่ะ ซึ่งปกติแล้วตามหลักสูตรจริง ๆ จะเรียนกันแค่ 2 วันเท่านั้น แต่ครูเก๋มีความประสงค์ต้องการให้ผู้ที่ออกจากผู้นำนี้มีคุณสมบัติที่เหมาะสมที่จะไปเป็น “ผู้นำโยคะหัวเราะ” ได้จริง ๆ ไม่ใช่แค่ได้ใบประกาศไปแล้วจบค่ะ ต้องเอาไปต่อยอดและทำต่อได้จริง ๆ จึงทำเป็นคอร์ส 4 วัน เพื่อที่จะได้มีเวลาทำความรู้จักนักเรียนแต่ละคนอย่างใกล้ชิดและได้ซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอทุกระดับความลึกของคนหนึ่งคนที่มาเรียน และช่วยจัดระเบียบสมอง และทำให้ผู้เรียนได้ตระหนักรู้ทิศทางชีวิตของตัวเองที่ออกจากส่วนลึกจริง ๆ เพื่อให้เป็นผู้นำที่มีคุณสมบัติและพลังพร้อมออกไปนำผู้อื่นได้จริง ๆ

ผู้สอนคือใคร?

ครูเก๋รับใบประกาศนียบัตรจาก TED ที่เซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ปี 2017
ผู้สอน คือ ครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง คนไทยคนแรกที่ขึ้นเวที TEDx ระดับโลกที่ประเทศจีน และได้รับการยกย่องให้เป็น 1 ใน 5 ทำเนียบนักดนตรีบำบัดนักพลังงานบำบัด จากมหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งได้ติดตามผลงานครูเก๋อย่างไม่ให้รู้ตัวอยู่ 2 ปี และยังเป็นทูตโยคะหัวเราะระดับสากลจาก Laughter Yoga International University เป็นวิทยากรและครูที่มีผลงานเขียนและผลงานด้านการบำบัดมากมายนับไม่ถ้วนตลอดระยะเวลา 9 ปีที่ผ่านมา ทั้งในไทยและต่างประเทศ

การเรียนการสอน

  • เนื่องจากขณะนี้ รับเป็นกลุ่มเล็ก จึงเรียนที่บ้านคีตา ซึ่งจะมีห้องที่เป็นส่วนหนึ่งของบ้านครูเก๋ จะใช้ในการสอนและบำบัดค่ะ เรียนห้องนั้นเลย ซึ่งที่นี่มีพลังงานที่ดีมาก อยู่แล้วสงบ และห้องที่ครูเก๋ใช้สอนเป็นห้องที่ใช้บำบัดด้วย จึงเต็มไปด้วยพลังที่ดีมาก ๆ และอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมสำหรับการบำบัดด้วยค่ะ
  • จะใช้คู่มือที่เป็นหลักสูตรสำหรับการสอนจาก Laughter Yoga International University ซึ่งครูเก๋เป็นคนไทยคนที่สองที่ไปเรียนถึงอินเดียและจบจากที่นี่ค่ะ ซึ่งสามารถนำหลักสูตรมาเปิดสอนระดับผู้นำต่อได้ โดยจะมีสไลด์ที่ครูเก๋สรุปให้เป็นภาษาอังกฤษและสอนตามสไลด์ แต่ไม่น่าเบื่อค่ะ สไลด์คือเหมือนเป็นเค้าโครงให้เราได้เรียนตามนั้นให้ครบ แต่ในช่วงการสอนจะมีการพูดคุย ยกเคสต่าง ๆ ขึ้นมา คือ จะเป็นบทสนทนาที่อาจเป็นการแชร์ประสบการณ์ของผู้เรียนหรือเคสของครูเก๋ ฯลฯ ไม่มีอะไรตายตัวในส่วนนี้ค่ะ แต่ทุกอย่างจะเสริมให้เราเข้าใจบทเรียนได้ดีขึ้นมาก ๆ และบางบทสนทนาอาจจะปลดล็อคและตอบโจทย์ผู้เรียนได้เลยก็มีค่ะ เป็น Interactive Learning ค่ะ
  • ครูเก๋จะจัดกิจกรรมที่เป็นการบำบัดผู้เรียนไปด้วยค่ะ ไม่ว่าจะเป็น การระบายสีศิลปะแมนดาลาเพื่อเข้าใจสภาวะจิตใจของตัวเอง ณ ปัจจุบันและการตั้งเป้าหมายให้ชีวิตจากส่วนลึกของแต่ละคนจริง ๆ ว่าต้องการอะไรในตอนนี้ การทำโยคะนิทราเพื่อให้ผ่อนคลายและจัดระเบียบสมองและระบบประสาทใหม่ ถ้าทันอาจจะได้ทำ TRE คือ ขจัดความเครียดฝังลึกในร่างกายและจิตใจ
  • จะจัดอะไรอย่างไร อยู่ที่หน้างานค่ะ เพราะแต่ละรุ่นที่มาก็ประกอบด้วยผู้เรียนที่มีพื้นฐานชีวิตแตกต่างกันไป บีมไม่สามารถบอกได้ว่า ครูเก๋จะจัดอะไรบ้างค่ะในด้านการบำบัด แต่หลัก ๆ แล้วครูเก๋ก็จะใช้เครื่องมือที่ “ตกผลึกแล้วและใช้ได้ผลจริง” คือ แมนดาลา โยคะนิทรา โยคะหัวเราะ ค่ะ ซึ่งเป็นศาสตร์ที่ครูเก๋เชี่ยวชาญมาก ๆ แต่สำหรับรุ่นพวกเรา คือ จัดแบบนี้ ได้ครบทั้งหมด ขาดแค่ TRE ค่ะ เพราะไม่ทันจริง ๆ และผนวกกับการทำโยคะหัวเราะในรูปแบบการบำบัดและโปรแกรมสมองใหม่ ซึ่งเสียงและคำพูดที่ครูเก๋ใช้ มันสามารถทะลวงอะไรบางอย่างได้แบบอธิบายไม่ถูกค่ะ อาจจะเป็นลักษณะเฉพาะตัวของครูเก๋ที่ทำมันได้ค่ะ อันนี้คงต้องสัมผัสกันเอง เพราะอธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ เป็นประสบการณ์ส่วนบุคคลค่ะ แต่เพื่อนในคอร์สเดียวกับบีม ได้รับประสบการณ์แบบทะลวงอะไรบางอย่างเหมือนกันทั้งหมดค่ะ เหมือนตายแล้วเกิดใหม่จริง ๆ พาร์ทนี้ชอบมาก ๆ ค่ะ
  • จริง ๆ แล้ววันที่ 4 จะเป็นวันที่ได้ทดลองเป็นผู้นำจัดกิจกรรมค่ะ แต่พอดีครั้งนี้ มีเหตุด่วนเข้ามากะทันหัน เนื่องจากตำรับไทยได้โทรมาขอให้ครูเก๋ไปร่วมประชุมด้วยที่กรุงเทพ ซึ่งปีหนึ่งจะมีประชุมนี้แค่ครั้งเดียว และแบรนด์เคย์ของครูเก๋เป็นหนึ่งใน 5 จากทุกแบรนด์ที่ขายในตำรับไทยที่ได้รับคัดเลือกให้ไปในครั้งนี้ค่ะ พวกเราไม่มีปัญหาเลยกับตรงนี้ และโอเคกับการปิดการสอนของครูเก๋ในวันที่ 3 ของการเรียน ซึ่งครูเก๋ก็ให้พวกเราเต็มที่มาก ๆ  ในวันที่ 4 มีลูกศิษย์ครูเก๋รุ่นพี่มารับช่วงต่อ เป็นพยาบาลที่รักและปฏิบัติโยคะหัวเราะจริง ๆ ซึ่งสอนพวกเราได้ดีเยี่ยมมาก ๆ ประเมินผลการจัดกิจกรรม ช่วยดูแลการอ่านแมนดาลา (ศิลปะดอกไม้แห่งชีวิต) และให้พลังไม่แพ้ครูเก๋เลยค่ะ เราก็ได้รับครบไปเต็ม ๆ ทุกอย่างส่งไม้ต่อมาจากครูเก๋อย่างราบรื่นมาก ๆ
  • ช่วงทานข้าว ครูเก๋ ก็จะมาทานกับพวกเราด้วยค่ะ ซึ่งก็จะได้คุยกันนอกรอบอีกหลายเรื่อง ในจุดนี้ บทสนทนาต่าง ๆ ที่ไม่ได้เป็นทางการ ก็อาจนำไปสู่การปลดล็อคของผู้เรียนบางคนได้ด้วยเช่นกันค่ะ และหลาย ๆ คนก็รู้สึกชัดเจนในทิศทางตัวเองมากขึ้น อันนี้ไม่ตายตัวค่ะ อยู่ที่ว่าผู้เรียนเป็นใคร สภาวะอย่างไรด้วยนะคะ แต่รุ่นที่บีมเรียนคือมันได้แบบนี้ค่ะ หน้างานจริง ๆ ก็จะแตกต่างกันไปในแต่ละรุ่นค่ะ

ลำดับกิจกรรม

วันที่ 1 
คลาสจะเริ่มบ่าย 2 เพราะเผื่อเวลาให้คนที่เดินทางมาจากจังหวัดอื่นได้พักผ่อนช่วงเช้า (เผื่อมาถึงเช้า) จะเป็นการแนะนำตัว ทำความรู้จักกัน เน้นให้ผ่อนคลาย ระบายสีแมนดาลา และบทเรียนแนะนำโยคะหัวเราะ และตอนก่อนนอนครูเก๋ทำโยคะนิทราให้ค่ะ

ครูเก๋กำลังอธิบายแมนดาลาและวิธีทำกิจกรรมนี้

วันที่ 2 

คลาสเริ่ม 7.30 น. ครูเก๋จะนำการทำโยคะหัวเราะเลยค่ะ เราจะหัวเราะกันประมาณ 1 ชั่วโมง แล้วไปทานอาหารเช้าของบ้านคีตา (เป็น guest house ด้วย) และไปพัก กลับมาเรียนทฤษฎีต่อจนเที่ยง ก็ทานอาหารจากครัวคุณแม็ค (Mac’s Kitchen) ซึ่งเชี่ยวชาญการทำอาหารสุขภาพที่อร่อยและพรีเมี่ยมมาก ๆ ค่ะ
เตรียมกินอาหารสุขภาพจากครัวคุณแม็คค่า 🙂
หน้าตาอาหารจะออกประมาณนี้ น่าทาน ได้สุขภาพ อร่อย หลากหลาย
พี่แม็คเป็นสามีบีมเองค่ะ ที่ทำอาหารให้บีมทานอย่างจริงจังเพื่อทดลองเรื่องอาหารและสิว และเพื่อการดูแลสุขภาพทั่วไปของบีมเองมา 2 ปีกว่าแล้ว ซึ่งส่วนตัวบีมจะเลือกกินค่อนข้างมาก และต้องการความอร่อยด้วย ซึ่งทุกคนที่ได้กินอาหารคุณแม็ค จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า อร่อยและรู้สึกดีกับตัวเองค่ะ เพื่อน ๆ บางคนบอกว่า น้ำหนักลดด้วย ระบบขับถ่ายดีด้วย คือ ประกอบกันจากกิจกรรมของครูเก๋และจากอาหารครัวนี้ค่ะ ซึ่งผู้เรียนสามารถแจ้งมาได้ตั้งแต่ก่อนเข้าคลาสว่า จะไม่กินอะไรบ้าง คุณแม็คก็จะออกแบบให้พิเศษสำหรับแต่ละรุ่นไปค่ะ
ช่วงบ่ายวันที่ 2 
ก็กลับมาเรียนทฤษฎีกันต่อ เพราะ เนื้อหาค่อนข้างเยอะค่ะ ช่วงเย็นก็ทานอาหารเย็น และมีช่วงพัก และกลับมาเรียนต่อประมาณหัวค่ำ และส่งเข้านอนด้วยโยคะนิทราค่ะ
วันที่ 3 คลาสเริ่ม 7.00 น. มาทำโยคะหัวเราะ 1 ชั่วโมง ไปทานข้าว แล้วช่วง 9 โมงก็มีคุณครูและน้อง ๆ จากมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงรายประมาณ 10 คนมาเรียน “โยคะหัวเราะสำหรับผู้สูงวัย” และพอดีเป็นวันตรงกับการทำ Laughter Club ของครูเก๋ ซึ่งมีคณะลูกศิษย์มาร่วมทำโยคะหัวเราะด้วยประมาณ 5 คน เราก็ได้เรียนและร่วมนำกิจกรรมไปพร้อมครูเก๋ค่ะ สนุกมาก ๆ และมีเด็กเล็ก 1 คนมาด้วย ก็ทำให้เราได้เรียนรู้โยคะหัวเราะสำหรับเด็กไปด้วยเลยค่ะ เสร็จตรงนี้ก็ไปทานข้าวเที่ยงต่อ พัก แล้วเรียนต่อช่วงบ่าย ซึ่งเป็นเนื้อหาในส่วนของการจัดกิจกรรมโยคะหัวเราะแล้วค่ะ โดยเราต้องเป็นผู้นำกิจกรรม บ่ายแก่ ๆ เราก็ได้คิดกิจกรรมและซ้อมกัน จากนั้นก็ไปทานอาหารเย็น
จากนั้น ได้ไปเที่ยวถนนคนเดิน (ไปกันเอง) เพราะมีเพื่อนมาจากกรุงเทพและลำพูน เราก็อยากพาไปเดินค่ะ ก็ไปเดินและไปเต้นรำวงที่กลางลานค่ะ จุดนี้ก็ทำให้สนิทกับเพื่อน ๆ มากขึ้นด้วย และส่วนตัวบีมเอง การที่ได้ไปกลางลานที่มีการเต้นรำวงของถนนคนเดินก็ทำให้เรารู้ตัวเองแล้วว่า เราได้ปลดปล่อยกรอบที่ขังตัวเองไปพอสมควร รู้สึกสนุกและเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ไม่สนใจว่าจะเต้นได้หรือไม่ และเพื่อน ๆ ที่ผ่านคอร์สและการบำบัดมาด้วยกัน ก็ไม่มีกำแพงอะไร ไม่ตัดสินกันและกันเลยค่ะ ยอมรับกันและกันแบบง่าย ๆ เลย ซึ่งมันส่งเสริมให้เราปลดล็อคตัวเองได้หลายอย่างมาก ๆ จริง ๆ อันนี้ต้องขอบคุณทั้งกิจกรรมครูเก๋และเพื่อนในคอร์สมาก ๆ เลยค่ะ
กลับมาอาบน้ำและเรียนต่อตอน 2 ทุ่ม จนจบเนื้อหา แต่คืนนี้ไม่ได้ทำโยคะนิทราและไม่ทันทำ TRE ที่เป็นเทคนิคการกำจัดความเครียดฝังลึกค่ะ เพราะ ครูเก๋ประเมินแล้วว่า ร่างกายแต่ละคนล้าแล้ว ไม่สามารถทำได้ ถ้าทำก็จะเป็นอันตรายได้ค่ะ เพราะ การบำบัดแบบ TRE ร่างกายต้องทำงานค่อนข้างหนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบประสาทค่ะ จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม ต้องพักผ่อนมีพลังเพียงพอ
วันที่ 4 
คลาสเริ่ม 7.30 น. ก็มาเรียนกับครูนุ้ย เป็นลูกศิษย์รุ่น 6 ได้นำไปปฏิบัติจริงจังจนเห็นผลหลายอย่างกับตัวเอง และด้วยความเป็นพยาบาลที่รู้เรื่องกายวิภาค (anatomy) ครูนุ้ยก็ได้สานต่อการสอนเนื้อหาเกี่ยวกับการทำโยคะหัวเราะด้วยตัวเองที่บ้านต่อเนื่องและสอนเรื่องโยคะหัวเราะกับการเปลี่ยนแปลงระดับร่างกาย การประเมินกิจกรรมที่เราทดลองจัดโดยมีส่วนร่วมไปด้วย และการช่วยอ่านแมนดาลาที่ระบายกันตอนจบคอร์สค่ะ ซึ่งการระบายสีค่อนข้างใช้เวลา เราจึงเสร็จกันประมาณบ่ายโมงกว่า ๆ ค่ะ แล้วก็ไปทานข้าวเที่ยงมื้อสุดท้ายจากครัวคุณแม็คก่อนแยกย้ายกันไปค่ะ
วันปิดคอร์สกับครูนุ้ย 🙂 (คนที่สี่จากซ้าย)
อภินันทนาการซาลาเปาจากร้านปั้นเปา ร้านซาลาเปาดังของเชียงรายค่ะ เจ้าของคือพี่เอ็ง คนที่ยืนหัวเราะอยู่หลังบีมค่ะ 🙂

ผลที่ได้จากการเรียนคอร์สนี้

สภาวะก่อนเรียนของบีม

  • ด้วยสภาวะความเครียดฝังลึกของชีวิตวัยเด็ก วัยรุ่น วัยทำงาน และปัญหาการเงินที่สืบเนื่องมาจากธุรกิจเดิมที่เคยทำ ทำให้บีมยังคงมีพลังงานลบตกค้างทั้งในส่วนของกายและจิตหลงเหลือ ทั้งที่ได้เคลียร์ด้วยตัวเองไปเยอะพอสมควรแล้ว แต่…สิ่งเหล่านี้ มันทำให้บีมรู้สึกไม่ค่อยมีความสุขจริง ๆ หัวเราะไม่ค่อยออก ยิ้มไม่ค่อยออก จริงจัง ซีเรียสกับทุกเรื่อง จนคนรอบตัวรับพลังเครียด ทั้งลูกและสามี บีมรู้สึกว่า ตัวเองเหวี่ยงง่าย และอยากขังตัวเองเอาไว้ไม่ให้ไปกัดและทำร้ายใคร รู้สึกตัวเองเป็นขยะและหมาบ้าได้ตลอดเวลา อย่างไรอย่างนั้นค่ะ แม้ในเรื่องการทำงานจะดูทำได้ปกติ แต่ในใจลึก ๆ เรารู้ว่า เราไม่มีความสุขแท้จริงได้เลย
  • อีกอย่าง…บีมสงสัยตัวเองว่า ทำไมเราเล่นกับลูกไม่ได้ ไม่สนุกกับสิ่งที่เขาเล่นได้เลย ทั้งที่เราก็เคยเป็นเด็ก ไอ้ความเป็นเด็กในตัวเราไปไหนซะแล้ว … บีมอยากได้ความสดใสของวัยเด็กกลับคืนมาค่ะ มาเป็นพลังให้ตัวเอง มาเติมเต็มความสัมพันธ์ระหว่างเราและลูก เพราะบีมจะตั้งใจในการเลี้ยงลูกมาก ๆ เพื่อไม่ให้เขาต้องมีบาดแผลในใจเหมือนบีมที่บาดแผลนั้นส่งผลลบต่อชีวิตอย่างมหาศาล ก็จะพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้ลูกเราเติบโตอย่างมีหัวใจที่เต็มไปด้วยความสุข ความรัก และความรู้สึกมั่นคง และลูกคือส่วนสะท้อนตัวเราค่ะ บีมเริ่มเห็นว่าเด็ก ๆ จะเกร็งเวลาที่ต้องคุยกับบีม ดูไม่เป็นตัวเอง ซึ่งปกติแล้วเขาจะเป็นเด็กที่มีความสุข สนุกสนานดี เป็นที่รักของครู เพื่อน และทุกคนที่ได้พบเห็น แต่พออยู่กับเรา เหมือนเขากลัวทำอะไรผิด ซึ่งเป็นสัญญาณที่ไม่ดีนักในสายตาของบีม บีมจึงต้องรีบหาทางแก้ไขตัวเองด่วนที่สุดค่ะ
แววตาเป็นเพียงสิ่งเดียวของร่างกายที่สะท้อนพลังภายในของมนุษย์คนหนึ่งอย่างตรงไปตรงมา จะเห็นว่าภาพซ้ายแววตาของบีม ดูสับสน ไม่มีความสุข แม้จะยิ้ม ก็ดูเศร้าอย่างบอกไม่ถูก เป็นแววตาของคนที่เป็นสิวโดยทั่วไปค่ะ ไม่เชื่อก็ลองสังเกตตัวคุณเองดู หรือเป็นแววตาของคนแบกโลกทั้งใบ แบกทุกปัญหาไว้กับตัวนั่นเอง แต่ภาพขวาคือผ่านการเปลี่ยนแผ่านมาแล้ว มันจะเป็นอีกแบบหนึ่ง ดวงตามีน้ำในตาเหมือนเด็ก ๆ สดใส และการยิ้มก็เต็มที่มาก ๆ ยอมรับตัวเอง เป็นตัวของตัวเองมากขึ้นค่ะ

หลังจากเรียนแล้ว บีมพบว่า

  • สำหรับบีมแล้ว ในครั้งแรกที่บีมได้พบโยคะหัวเราะเมื่อปีที่แล้ว บีมคิดว่ามันยาก จะให้มาหัวเราะแบบไม่มีเงื่อนไขได้อย่างไร ดูบ้าและตลกมาก ๆ บีมจึงหลีกเลี่ยงมันไปค่ะ คิดว่าวิธีอื่นคงช่วยได้และเหมาะกับจริตเรามากกว่า แต่หารู้ไม่ว่า ได้ทำแล้ว ติดใจมาก เพราะผลลัพธ์มันทำให้เราเปลี่ยนชนิดหลังเท้าเป็นหน้ามือได้จริงในระยะเวลาไม่นานเกินรอเลยค่ะ เพราะ ขณะที่เราหัวเะราะ ซึ่งแม้จะเป็นการแกล้งหัวเราะไปก่อน พอเราทำทุกวัน เราจะหัวเราะเป็นธรรมชาติได้เองเลยค่ะ ตอนแรก ๆ ก็ฝืนค่ะ แต่เอาวะ ทำก็ทำ เพราะ เรารู้ว่ามันคือการบำบัดและกระแทกของเสีย ๆ จากท้องของเราทั้งระบบกายภาพและพลังงาน เราก็ตั้งใจทำค่ะ
  • บีมรู้สึกว่าโลกมันง่ายขึ้นมาก ๆ ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไร ไม่ต้องดูตลก บีมก็สามารถหัวเราะได้อัตโนมัติ บีมคิดว่า นี่คือ ของขวัญที่ธรรมชาติมอบให้มนุษย์เพื่อมาบำบัดมนุษยชาติเลยก็ว่าได้ เพียงแค่หัวเราะ มันก็จะบำบัดทุกสิ่งทุกอย่างที่มนุษย์ทุกวันนี้เป็น มนุษย์ที่ผิดธรรมชาติ เป็นผลมาจากคอนเซ็ปต์การใช้ชีวิตผิด ๆ ที่สืบทอดกันมา โยคะหัวเราะคือการ “ปฏิวัติทางสังคม” ที่ทำให้บีมได้คอนเซ็ปต์และจิตใต้สำนึกใหม่ในการดำรงชีวิตค่ะ เราสามารถหัวเราะใส่ปัญหาได้อย่างที่ไม่เคยทำได้มาก่อน พอทำได้ ชีวิตมันก็ง่ายขึ้นจริง ๆ ค่ะ
  • การหัวเราะและความสุขมันจะเป็นไปโดยอัตโนมัติ ซึ่งเป็นอะไรใหม่ที่บีมรู้สึกดีใจมากที่ได้เรียนรู้และได้เปลี่ยนแปลงตัวเองได้ในระดับนี้ คือ ปกติเราจะเรียนรู้วิธีว่า คิดอย่างไร จะได้ผลอย่างนั้น จริง ๆ แล้วมันไม่ใช่ มันต้องออกมาจากระดับ “หัวใจและพลังงาน” ของเราโดยธรรมชาติ ไม่ใช่การคิด การคิดมันไม่ทันกระแสจิตและกระแสประสาทอัตโนมัติหรอกค่ะ เราจะสังเกตได้ว่า เวลาที่เราเหนื่อย ง่วง หิว เครียด เรามักจะตัดสินใจเลือกอะไรที่…ใจลึก ๆ เราอยาก ไม่ใช่ “คิดว่ามันดีต่อเรา” ใช่ไหมคะ นั่นแหละ โยคะหัวเราะและสิ่งที่ครูเก๋ได้สอนพวกเรา ทำให้เราในคอร์สนี้ ทำให้เรามีกระแสบวกและเสียงหัวเราะในระดับจิตใต้สำนึก มันจะเหมือนเป็นคลื่นพลังงานปกป้องเราจากกระแสลบทั้งหลายที่มากระทบเราค่ะ ซึ่งอาจจะมาจากพลังลบที่ยังตกค้างหลงเหลือ (มันต้องหัวเราะและเคลียร์ออกไปเรื่อย ๆ ทุกวันให้ครบ 40 วันค่ะ และทำให้เป็นชีวิตใหม่ของเราจนกว่าจะพลังงานจะเคลียร์ใส พลังจิตของเราจะแข็งแรงมาก ๆ ในจุดนั้น ซึ่งความมั่นคงแบบนี้ จะทำให้เป็นคนที่มีใจแข็งแรง อะไรมากระทบก็ไม่หวั่นไหว เรารู้แต่ไม่กระเทือนมากหรือบางเรื่องก็กระเทือนเราไม่ได้แล้วก็มีค่ะ ถ้ามันไม่บาดลึกมากนัก ซึ่งก็น่าจะได้ผลเหมือนการวิปัสสนาค่ะ (อย่างน้อยบีมก็รู้สึกแบบนั้น)
  • คนที่มีพลังงานลบสะสมในกายและจิต ก็จะมีความคิดลบ มีกระแสพลังลบเป็นธรรมชาติของเขา คนกลุ่มนี้ อยู่ใกล้แล้วก็รู้สึกอึดอัด ไม่สบายกายใจ อยู่นาน ๆ พาลจะคิดลบ ทำลบ ไปด้วยค่ะ พระพุทธเจ้าจึงสอนไว้ในมงคลชีวิต 38 ประการ ข้อแรกที่สำคัญที่สุดคือ ไม่คบคนพาล ก็นั่นแหละ อย่าไปคบคนพลังลบ ๆ คิดลบ ทำลบ ทำเลว เพราะชีวิตเราจะเลียนแบบไปอัตโนมัติ ทำให้ชีวิตเราแย่ไปด้วย ซึ่งสภาวะก่อนเรียนของบีม ก็คือสภาวะนี้แหละ คือ มันมีกระแสที่ดีอยู่แล้วส่วนหนึ่ง แต่บาดแผลมันลึกและเยอะมาก่อน แถมระบบ HPA คือ แกนระบบต่อมไร้ท่อหลักที่ตอบสนองต่อความเครียดก็ติดค้างอย่างรุนแรงด้วย ก็ทำให้ร่างกายบีมหลั่งสารเครียดออกมาตลอดเวลา ส่งผลให้ชีวิตเครียดและเป็นสิวแบบที่ยังไม่หายขาดนั่นเองค่ะ ตอนนี้บีมเคลียร์พลังเหล่านี้ออกไปพอสมควรแล้ว เหลืออยู่บ้าง แต่ผลลัพธ์ก็สัมพันธ์กับผิวที่ใสขึ้นจริงค่ะ เพราะ พลังงานเราสะอาดแล้ว แก่น HPA คลายแล้ว (อ่านในบทความนี้เพื่อให้เข้าใจ HPA นะคะ) หัวเราะก็ง่าย ความคิดสร้างสรรค์ก็มา ทิศทางในชีวิตก็ชัดเจนขึ้น หลังจากนี้ก็แค่เหลือปฏิบัติต่อเนื่องไปค่ะจนกว่ามันจะกลายมาเป็นร่างใหม่ พลังงานใหม่ของเราแบบยั่งยืนได้จริง ๆ อันนี้อยู่ที่เราปฏิบัติต่อเนื่องค่ะ
  • การที่เรามีกระแสพลังงานบวกและหัวเราะได้จากหัวใจ และโยคะหัวเราะที่สอนปรัชญาชีวิตผ่านกิจกรรมง่าย ๆ ไม่ต้องมีอะไรเลย มีแค่หัวเราะจริง ๆ กับท่าทางการเล่นแบบเด็ก ๆ ที่ดูไร้สาระ มันทำให้เรามีหัวใจเด็กได้อีกครั้ง มีความคิดสร้างสรรค​์เพิ่ม เป็นตัวของตัวเอง และเริ่มรู้สึกว่าเงินไม่ค่อยทำให้เรารู้สึกเครียดแล้ว รู้สึกเป็นอิสระจากเงินและวัตถุต่างๆ มากขึ้น ภาพที่ฝังในใจเราตอนนี้คือ ภาพกับเสียงหัวเราะของเราและเพื่อน ๆ ในคอร์ส พอกลับมาบ้าน ก็มาหัวเราะกับลูก สังเกตลูก เล่นกับลูก มันก็เป็นการสั่งสมเสียงหัวเราะในจิตใต้สำนึกไปในตัว ซึ่งตอนที่เราหัวเรา จิตใต้สำนึกจะเปิดออกเลยค่ะ ถ้าเราเห็นตัวเองในกระจกหัวเราะ มันจะจำติดตาไปเลยด้วย พอดีบีมมาฝึกเองที่บ้านแล้วฝึกหน้ากระจกตอนเช้า ภาพมันติดตา ความรู้สึกติดใจมาเลยค่ะ ก็เสริมให้พลังส่วนบวกแบบออโต้มากขึ้น
  • บีมพบว่า เราสามารถบำบัดตัวเองได้ต่อเนื่อง โดยการหัวเราะทุกเช้าหลังตื่นนอน ที่ชัดเจนเลยก็คือ มันจะมีความรู้สึกกับภาพลบ ๆ คนที่ทำให้เราเจ็บผุดมา แล้วเราก็หัวเราะใส่มันด้วยท่าทางที่โยคะหัวเราะเขาสอนค่ะ มันเหมือนภาพลบ ๆ พวกนั้น กระเด็นออก เฟดออก กลัวเรา ที่เราหัวเราะใส่มันดัง ๆ ค่ะ ซึ่งย้ำว่า ตอนเริ่มด้วยการวอร์มอัพก่อน แล้วหัวเราะไปก่อน แม้จะฝืน ๆ ก็แค่ฉีกยิ้มแล้วหัวเราะไปเลย ทำหน้ากระจกยิ่งดีค่ะ เห็นหน้ายิ้ม ๆ หัวเราะของตัวเองแล้วมันจะฝังภาพนี้ลงไปให้ในจิตใต้สำนึกเลยค่ะ เร็วมาก ๆ และจุดติดแล้ว หัวเราะได้ต่อเนื่องเองแล้ว เราก็หัวเราะใส่อะไรที่เราเป็นทุกข์อยู่เลยค่ะ คิดถึงมันแล้วหัวเราะใส่ดัง ๆ ไปเลย ให้หัวเราะแบบที่ท้องเราได้ขยับเยอะ ๆ นะคะ ถึงจะได้ผล และถ้าหลังหัวเราะแล้ว รู้สึกว่าเราได้กระแทกความทุกข์ออกได้ แสดงว่าได้ผลค่ะ มันจะเบาขึ้น เราจะรู้สึกเป็นผู้ชนะมากขึ้น
  • กระบวนการทำต้องทำให้ครบค่ะ ตอนหัวเราะคือการเขย่า กระแทก และกระตุ้นการหลั่งสารความสุข เราต้องทำการ grounding หรือสงบพลังงาน วัดที่การเต้นของหัวใจให้เป็นปกติค่ะ เพราะตอนหัวเราะ ระดับพลังงานเราจะขึ้นสูงปรี๊ด ต้อง ground ให้สงบก่อนค่ะ ถึงจะไปทำอย่างอื่นต่อได้ ไม่อย่างนั้นจะเป็นอันตรายได้ และตอนที่สงบพลังงานนี้เอง (ทำได้ด้วยการ Hum หลาย ๆ ครั้ง หรือนอนฟังคลื่น หรือนอนพักเฉย ๆ ให้สงบ แล้วแต่ถนัดค่ะ) ฮอร์โมนความสุขจะแผ่ปกคลุมไปทั่วร่างกาย ให้เราแค่ตามรู้ ตามดูค่ะ และมันจะมีเสียงหึ่งๆในหู ซึ่งครูเก๋บอกว่า มันเป็นเสียงของคลื่นธรรมชาติที่ดูแลเราอยู่เสมอมาอยู่แล้วค่ะ ให้ตามรู้ ตามดู ตามฟัง ก็พอ ถ้าได้ยิน แสดงว่าได้ผลดีเลยค่ะ เหมือนคลื่นของเราสงบและเชื่อมต่อกับธรรมชาติได้แล้ว ก็จะเกิดการบำบัดในกายและใจของเราได้จริง ๆ
  • การทำโยคะหัวเราะ คือ การเขย่าตะกอน หินโสโครก ในลำธารชีวิตของเราให้หลุดออกค่ะ ช่วงที่เราปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง แต่ละวันก็จะได้รับประสบการณ์แตกต่างกันไปค่ะ และถ้าหากรู้สึกเศร้า รู้สึกไม่ค่อยสบายเนื้อตัว ทั้งที่เราก็ดูแลสุขภาพดีอยู่แล้ว หรือดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่ได้มีอะไรมากระทบให้รู้สึกแบบนั้นเลย ขอให้แค่ตามรู้ ตามดูค่ะ เดี๋ยวมันจะผ่านไปเอง ขอแค่เราทำทุกวัน จนกว่ากายและจิตนี้จะเคลียร์ใส ปราศจากตะกอนและหินโสโครกค่ะ ซึ่งต้องใช้เวลา จะนานเท่าไหร่ไม่อาจบอกได้ ซึ่งครูเก๋เป็นกลุ่มที่มีพลังงานเคลียร์แล้วค่ะ เพราะทำมาหลายปีแล้ว สำคัญคือ อย่าไปเอาความลบมาปรุงแต่งต่อค่ะ ตามรู้ ตามดู ก็พอ
  • บีมรู้สึกเหมือนเป็นคนใหม่ เป็นตัวของตัวเอง กล้าทำอะไรที่ไม่เคยคิดจะทำมาก่อนมากขึ้น เพราะกลัวเสียภาพ เสียฟอร์ม ประมาณนั้น มันแตกต่างจากคอร์สจิตวิทยาอื่น ๆ ที่เคยเรียนมาทั้งชีวิต ไม่ว่าจะในโรงเรียนหรือนอกโรงเรียน ซึ่งปกติแล้ว เราไปเข้าคอร์สด้านจิตวิทยาและการพัฒนาตัวเองอะไรก็ตาม มันก็จะได้ในส่วนของการตกผลึกในระดับความคิด โอเค ชีวิตมันก็จะเหมือนดีขึ้นระดับหนึ่ง แต่ไอ้ที่เรายังไม่ได้เอาออกไป ยังเป็นหินโสโครกในระดับพลังงานและระดับประสาทอัตโนมัติ (แกน HPA) มันก็มาดึงเราให้กลับไปที่เดิมจนได้ค่ะ ถ้าสติเราไม่แข็งแรงพอ ซึ่งถ้าใครที่เป็นไม่เยอะ ไม่ลึก การออกกำลังกายและการนวดตัวจะช่วยได้ค่ะในการเอาตรงนี้ออก แต่ถ้าเยอะ ลึก นาน และเอาออกเองไม่ได้แล้ว บีมคิดว่าการบำบัดของครูเก๋ผสานกับโยคะหัวเราะที่มาทำต่อเนื่องเองช่วยได้แน่นอนค่ะ ในระยะเวลาเห็นผลที่ไม่นานเกินรอ
  • แต่ทั้งนี้ บีมคิดว่า แต่ละคนก็คงจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปค่ะตามโจทย์ชีวิตของแต่ละคน ตามสภาพร่างกาย สภาพปัญหา เพราะแต่ละคนมีชีวิตที่ต่างกันค่ะ สำหรับบีมมันเวิร์คมากค่ะ
  • สิ่งสำคัญมาก ๆ ที่ได้รับ คือ การได้รู้จักตัวเองและมีทิศทางชัดเจนที่จะดำเนินชีวิตต่อไปอย่างไรหลังออกจากคอร์สค่ะ ซึ่งจุดนี้ เป็นคอร์สเดียวที่บีมรู้สึกว่าบีมได้แบบเต็ม ๆ ซึ่งเราจะตกผลึกมากขึ้นเมื่อทำครบทุกกิจกรรมในคอร์สอย่างเต็มที่ 4 วันค่ะ ซึ่งไม่ใช่บีมคนเดียวที่ได้ แต่ทุกคนในคอรส์ได้เหมือนกัน ตามสไตล์ของตัวเองค่ะ ไม่มีใครกลัวผิดทั้งนั้น ซึ่งดีมาก ๆ เลยค่ะ และทุกคนให้กำลังใจกันดีมาก ๆ
  • เราเหมือนคนที่อารมณ์นิ่งขึ้น เบาขึ้น แบบไม่ต้องกดต้องฝืน มันแข็งแรงขึ้นโดยธรรมชาติ ทำให้คนที่อยู่ด้วยรู้สึกสบายใจขึ้นค่ะ เห็นชัดว่า สามีกับลูกรู้สึกสบายขึ้น และบีมก็มีอะไรเล่นกับลูกมากขึ้นด้วย การมีหัวใจเด็ก พลังงานที่บริสุทธิ์เพิ่มในตัวเรา จะทำให้เราเชื่อมโยงกับลูกและเด็ก ๆ ได้มากขึ้นค่ะ ตรงนี้บีมได้จากคอร์สนี้โดยตรงค่ะ ทำให้ความสัมพันธ์ของลูกกับบีมดีขึ้น ซึ่งความรู้สึกแบบนี้จะช่วยเป็นเกราะคุ้มภัยเขาในวันที่เขาโตขึ้นไปเป็นวัยรุ่นค่ะ โดยบีมเชื่อว่า ความรักที่เขารู้สึกได้ ความสบายใจที่มีต่อแม่ของเขา จะช่วยป้องกันปัญหาหลาย ๆ อย่างได้ค่ะ อย่างน้อยลูกก็น่าจะสบายใจที่จะพูดอะไรให้เราฟัง ตรงนี้สำคัญที่สุดค่ะ เพราะ ปัญหาหลายอย่างของวัยรุ่น เกิดจากการที่เขาไม่ได้คุยกับพ่อแม่ค่ะ และคิดว่าพ่อแม่เป็นคนละพวกกับเขา เราต้องสร้างความรู้สึกนี้ตั้งแต่เขายังเด็กให้ได้ค่ะ ตอนนี้บีมเห็นแล้วว่ามันน่าจะช่วยได้ ซึ่งการบ้านของบีมคือ ปฏิบัติต่อเนื่องค่ะ จนกลายเป็นแม่คนเดิมแต่หัวใจใหม่เพื่อให้ลูกเติบโตอย่างมีความมั่นคงทางใจและเต็มไปด้วยความรักและเลือกทำแต่สิ่งที่ดีต่อตัวเขาเอง
  • สำหรับสามี เขาก็สบายใจที่จะอยู่กับเรา พอคนเราสบายใจ ก็จะทำงานได้ดีขึ้น มีความคิดสร้างสรรค์มากขึ้น ก็ทำให้งานของเขาดีขึ้นด้วยค่ะ

สรุป

  • เป็นคอร์สเรียนที่แปลกใหม่ดีสำหรับบีมและได้ผลจริงในการปลดล็อคตัวเองมากกว่า 90%
  • ให้ผลแบบติดตัวถาวร จุดไหนเคลียร์แล้ว ก็คือเคลียร์เลย ไม่ต้องมาเข้าซ้ำอีก คือ เน้นให้เราทำเอง พึ่งตัวเองได้จริง ๆ  แต่ต้องปฏิบัติต่อเนื่อง ต้องเอามาใช้จริง ๆ หลังจบคอร์สแล้ว ไม่งั้นก็อาจโดนกระแสลบที่ยังตกค้างชักเข้าที่เดิมได้ค่ะ เป็นความรับผิดชอบของเราเองล้วน ๆ ไม่เกี่ยวกับใครเลย
  • ให้ผลเรื่องผิวและสุขภาพได้จริง ๆ คือ สิวกลายเป็นเรื่องไม่สำคัญไปเลย กลายเป็นคนหน้าใส มีเลือดฝาดขึ้นมาได้ และสิวที่เคยตกค้างแถว ๆ กรามคาง หน้าหู ซึ่งเป็นโซนที่เกี่ยวกับไต ความเคีรียด ก็ค่อย ๆ หายไปด้วย บางครั้งมันก็มีขึ้นมา เพราะ ร่างกายกำลังเคลียร์ของเสียตกค้างค่ะ เราแค่ตามรู้ ตามดู เดี๋ยวมันก็ไปเอง เพราะเราดูแลตัวเองดีอยู่แล้วในทุกเรื่อง บีมแค่ขาดการออกกำลังกาย ซึ่งโยคะหัวเราะทดแทนการออกกำลังแบบ cardio ได้เลยค่ะ มีงานวิจัยแล้วว่า หัวเราะต่อเนื่องตามแบบฉบับโยคะหัวเราะเพียง 10 นาที ได้ผลเหมือนวิ่งบนสายพาน 30 นาที และทำโยคะหัวเราะ 20 นาที ได้ผลเหมือนไปยิม 1 ชั่วโมงค่ะ แสดงว่าบีมได้ครบแล้ว 🙂
  • มันช่วยให้เรามีมุมมองการใช้ชีวิตที่ง่ายขึ้น ซึ่งจำเป็นต่อการแก้ปัญหาชีวิตที่เรื้อรัง ซับซ้อน ยุ่งเหยิง เช่น ปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ เป็นต้น เราจะกล้าตัดสินใจหลาย ๆ เรื่องที่สำคัญ ซึ่งการตัดสินใจเรื่องสำคัญก็จะส่งผลให้เราแก้ปัญหาได้ดีขึ้นด้วยค่ะ จบไปเป็นเรื่อง ๆ เราจะกล้ารับในผลลัพธ์ที่เกิดจากการตัดสินใจมากขึ้น ซึ่งการฝึกตามรู้ ตามดู จะช่วยฝึกฝนสติให้เรา และพลังงานที่เคลียร์ขึ้น จะทำให้เราเห็นอะไรตามจริงได้ชัดเจนขึ้น ใกล้เคียงหรือเหมือนกับการได้ทำวิปัสสนาค่ะ ตรงกับหลักของ ZEN ด้วย
  • ได้ครบทั้งกาย จิต วิญญาณ เหมือนโดนทำความสะอาดครั้งใหญ่ Ho Ho Ha Ha Ha 🙂 แถมได้หน้าท้องกระชับด้วยค่ะ ไม่น่าเชื่อ…เป็นผลพลอยได้มาแบบไม่คาดหวัง!
  • แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น แต่ละคนจะได้รับประสบการณ์ที่แตกต่างกันไปนะคะ คือ คาดหวังผลลัพธ์เหมือนบีมตั้งแต่มาครั้งแรก อาจจะยังไม่ได้ แต่การได้เข้าใจศาสตร์นี้ วิธีใช้ที่ถูกต้อง และการเคลียร์พลังงานจากครูเก๋ระดับหนึ่ง มันก็ดีกว่าการที่ไม่ทำอะไรเลยกับชีวิตค่ะ ซึ่งแน่นอนว่า มันจะเบาขึ้น แต่ผลลัพธ์แท้จริงที่จะให้ผลยั่งยืนจริงขึ้นอยู่กับการฝึกโยคะหัวเราะอย่างต่อเนื่องค่ะ
  • ถ้าเราอยากให้โลกภายนอกเปลี่ยน เราต้องเปลี่ยนพลังงานของตัวเองค่ะ แค่นี้แหละ อย่าไปโทษอะไรเลย ทุกปัญหาที่เกิดขึ้น สภาพแวดล้อมที่เราอยู่ เราเลือกของเราเองทั้งนั้นค่ะ จะแก้ก็แก้ข้างในนี่แหละ อย่าไปแก้ข้างนอกให้วุ่นวาย เราดี ข้างนอกก็จะดีตามเองค่ะ เพราะเราคือเครื่องกำเนิดพลังงานและสั่งทุกอย่างจากจิตของเราเองแบบไม่รู้ตัว
Mandala ภาพแรกของบีม ยังมีความสะเปะสะปะ เป็นพลังงานบวกที่หาจุดโฟกัสไม่ได้
หลังจบการบำบัดคอร์ส Grounding มีความชัดเจนในทิศทางมากขึ้น
ภาพก่อนเข้าคอร์สผู้นำ ชัดเจนกว่าครั้งที่ 2 แต่ยังระบายแพทเทิร์นไม่ต่อเนื่องกัน (สีชมพู)
ภาพสุดท้ายหลังจบคอร์สผู้นำ เป็นครั้งแรกที่รู้สึกอยากระบายแมนดาลาเป็นระเบียบและที่มหัศจรรย์คือ มันเป็นคำตอบของภาพแรกสุดที่บีมมีคำถามกับตัวเองว่า “ฉันอยากจะทำอะไรกันแน่ ที่จะทำให้ฉันเป็นผู้นำที่มีความรักและความสุข”??? ขอไม่เฉลยคำตอบนะคะ ว่าภาพสุดท้ายสื่ออะไร แต่ตรงกับใจส่วนลึกเป๊ะ ๆ ค่ะ 🙂
ความประทับใจในคอร์สจากนักเรียนรุ่น 6 #REBORN
สำหรับผู้ที่อ่านมาถึงตรงนี้แล้วสนใจเข้าคอร์ส ติดต่อที่เพจครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง นะคะ และแจ้งว่า รู้จักมาจากบล็อกของบีมและแนบลิงค์ไปค่ะ ครูเก๋จะได้ทราบว่ามีพื้นฐานจากการอธิบายของบีมมาแล้วค่ะ
และสิ่งที่ต้องแจ้งไว้ก่อนก็คือ ครูเก๋ไม่รับปรึกษาทางออนไลน์นะคะ ด้วยเหตุผลก็คือ การปรึกษาทางออนไลน์จะไม่สามารถจบปัญหาของคุณได้ มันเป็นการคุยกันระดับความคิด แต่การบำบัดของครูเก๋มันลึกกว่านั้นค่ะ มันเจาะ มันทะลวง และต้องออกแบบชีวิตต่อชีวิตเลย จึงจำเป็นมากที่จะต้องเจอ พูดคุย กันตัวเป็น ๆ ค่ะ
ดังนั้น หากสนใจในการเข้าบำบัดกับครูเก๋ ขอให้ศึกษาแนวทางของครูเก๋โดยอ่านบันทึกของบีมให้ครบค่ะ (บีมให้ครูเก๋ช่วยตรวจทานเนื้อหาทุกบทความ ดังนั้น มั่นใจได้ว่า เป็นข้อมูลที่ถูกต้องค่ะ) ถ้ามันใช่แนวทางที่คุณตามหามาตลอดชีวิต หรือคิดว่าน่าจะช่วยคุณได้แน่ ๆ ก็ลงคอร์สไปเลยค่ะ สิ่งที่คุณจะได้รับ มันจะได้เกินกว่าเงินที่คุณลงทุนไปมากค่ะ การได้ชีวิตและความสุขแท้จริงของเรากลับมา คือ กำไรชีวิตสูงสุดและเป็นต้นทุนสำคัญในการใช้ชีวิตอย่างมีความสุข สำเร็จ มั่งคั่ง อย่างยั่งยืนแท้จริงค่ะ บีมไม่ได้ขายคอร์ส แต่บอกจากใจ เพราะบีมและเพื่อนในคอร์สได้รับและรู้สึกแบบนี้จริง ๆ ค่ะ
และสามารถติดตามการอัพเดทบันทึก #โยคะหัวเราะเปลี่ยนชีวิต40วัน ของบีมได้ที่แฟนเพจและบล็อกนี้นะคะ การสมัครรับข่าวสารบล็อกนี้ เพียงแค่กรอกอีเมลที่ช่องรับข่าวสารค่ะ เวลาบีมอัพเดทบทความ มันจะแจ้งไปที่อีเมลของคุณค่ะ
ขอให้ทุกคนที่ได้อ่านมาถึงบันทัดนี้มีความสุข มีเสียงหัวเราะมาก ๆ ในชีวิตนะคะ
บีม.
บทความที่บีมเคยเขียนบันทึกไว้จากการเข้ารับการบำบัดจากครูเก๋ 3 ครั้งที่ผ่านมาค่ะ

สรุปข้อมูล The Biology of Belief ตอนที่ 1 : การแพทย์เชิงกลไก VS การแพทย์เชิงพลังงาน

The education that we provide to the medical doctors is not proper and complete…การศึกษาที่เราจัดให้แก่แพทย์นั้นไม่เหมาะสมและไม่สมบูรณ์ เพราะ วงการธุรกิจยาไม่ต้องการให้พวกเรารักษาเยียวยาตัวเองได้ (ไม่ใช่แพทย์และบุคลากรทางการแพทย์ที่ผิดนะ…มันเป็นที่ระบบการศึกษาต่างหาก)

– Bruce Lipton https://youtu.be/82ShSNuru6c

จากประโยคข้างต้น ซึ่งเป็นคำพูดของ ดร.บรูซ ลิปตัน นักวิทยาศาสตร์ชีววิทยาที่ศึกษาเรื่องเซลล์มาทั้งชีวิต และเป็นศาสตราจารย์บรรยายให้กับนักศึกษาแพทย์ในมหาวิทยาลัยถึง 20 ปี เป็นผู้กล่าวประโยคนี้ช่วงเริ่มต้นของคลิป The Biology of Belief และเนื้อหาที่บีมถ่ายทอดด้านล่างนี้ คือ การสรุปที่มาที่ไปของ “ความเชื่อ”​ ที่ผิดเกี่ยวกับชีวิตและการแพทย์กระแสหลักของโลกยุคปัจจุบัน โดยทุกอย่างอ้างอิงไปยังคลิปนี้เท่านั้น ไม่เสริมเพิ่มแต่งข้อมูลไปแต่อย่างใด และบีมไม่มีส่วนรับผิดชอบใด ๆ ต่อการนำข้อมูลนี้ไปศึกษา ต่อยอด และปฏิบัติต่อของผู้อ่านในการดูแลสุขภาพของตัวท่านเอง และข้อมูลนี้ก็ไม่สามารถทดแทนคำวินิจฉัยทางการแพทย์ใด ๆ ได้ ในการดูแลสุขภาพของท่าน ถือเป็นความรับผิดชอบของท่านเองและควรปรึกษาแพทย์ที่ท่านเชื่อมั่นในการรักษาโรคของท่านเอง ผู้อ่านควรใช้วิจารณญาณด้วยตัวของท่านเอง

ความเข้าใจเรื่องชีวิต 2 แนวทาง

ความเชื่อเรื่อง “จักรวาล” และ “ชีวิต” ในปัจจุบัน มีรากฐานมาจากปรัชญาตะวันตกที่มี “ความเชื่อ” และ “วิธีทำความเข้าใจ” จักรวาลและชีวิตแตกออกเป็น 2 แขนง คือ

  1. เชิงกลไก (Mechanism) ที่มีรากมาจากนักปรัชญาที่ชื่อว่า Democritus ที่เชื่อใน “วัตถุนิยม” (materialism)
  2. เชิงจิตวิญญาณ (Spiritualism) ที่มีรากมาจากนักปรัชญาที่ชื่อว่า Socrates ที่เชื่อใน “จิตวิญญาณ” (form / soul)
DemocritusSocrates
มีวัตถุบนพื้นที่ว่างมีพลังงาน / จิตวิญญาณที่อมตะ
มีอะตอมเป็นหน่วยเล็กที่สุดมีพลังงานที่เป็นอิสระจากวัตถุและมีมาก่อนโลกของวัตถุ
มีพื้นที่ว่าง (รองรับอะตอม)มีรูปแบบที่สมบูรณ์แบบอยู่ในโลกของจิต
อะตอมมีการถ่ายเทพลังงานสู่กันเมื่อปะทะกันเป็นอมตะตลอดไป ไม่เปลี่ยนแปลง
การแสดงออกภายนอกเกิดจากเซลล์สิ่งแวดล้อมมีผลต่อการแสดงออกของเซลล์

ต่อมามีนักวิทยาศาสตร์ที่สืบต่อ 2 ความเชื่อนี้มา

  1. สืบทอดฝั่ง “จิตวิญญาณ” – Rene Descartes (ค.ศ. 1596 – 1650) เจ้าของประโยคคลาสสิคที่ว่า I Think, therefore I am. (เพราะฉันคิด จึงมีฉัน) ซึ่งเชื่อว่าในร่างกายมีจิตรวมอยู่ด้วย กายเกิดจาก “ความคิด”
  2. สืบทอดฝั่ง “วัตถุ” – Isaac Newton (ค.ศ.1643 – 1727) มองว่า จักรวาล คือ กลไกขนาดใหญ่ และ จักรวาล ก็คือ การนำวัตถุมาเรียงกันในที่ว่าง (space) ซึ่งสามารถนำแคลคูลัส (คณิตศาสตร์แขนงหนึ่ง) มาคำนวณได้ว่า ดวงดาวจะเดินทางแบบไหน อย่างไร โดยไม่สนใจว่ามี “พลังงานที่มองไม่เห็นแต่ขับเคลื่อนสรรพสิ่ง” เป็นองค์ประกอบอยู่ด้วย ดังนั้น เขาจึงมองร่างกายมนุษย์ว่าเป็นเพียงกลไกหรือโมเลกุลที่มาเรียงต่อกันเท่านั้น

ภารกิจของวิทยาศาสตร์ปัจจุบัน คือ ให้ได้มาซึ่งความรู้ที่สามารถใช้ในการยึดครองและควบคุมธรรมชาติได้

Francis Bacon – ค.ศ. 1650

นักวิทยาศาสตร์อีกท่าน ที่อยู่ในฝั่งของ “วัตถุนิยม” คือ Charles Dawin และ Watson & Crick ที่พูดถึงเรื่องของ DNA ว่า

ในการสร้างร่างกายของมนุษย์​ จะต้องใช้โปรตีนที่แตกต่างกันถึง 150,000 ชนิด

Watson & Crick – ค.ศ. 1953

ซึ่งโปรตีนนี้จะเป็นทั้งองค์ประกอบของโครงสร้างร่างกายของมนุษย์และการทำงานของระบบร่างกายต่าง ๆ ไปพร้อม ๆ กัน

มีหลักทฤษฎีหนึ่ง ชื่อว่า The Central Dogma ที่เชื่อว่า “โปรตีนมาจาก RNA และ RNA มาจาก DNA” ซึ่งเชื่อว่า รูปร่างหน้าตาและทุกอย่างที่เป็นเรานั้นถูกกำหนดมาจาก DNA หรือเข้าใจได้อีกอย่างว่า DNA (ยีนส์) ควบคุมชีวิต ทำให้พวกเรารู้สึกว่า “มันเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้” เพราะมันส่งผ่านมาทางยีนส์เรียบร้อยแล้ว ก็จะทำให้เรารู้สึก “หมดพลัง” และ “ไม่รับผิดชอบต่อชีวิตของตัวเอง”

ซึ่ง…ดร.ท่านให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่า ท่านพึ่งเข้าใจความหมายของคำว่า DOGMA ภายหลังออกจากการทำงานสอนที่มหาวิทยาลัยว่า มันคือ ความเชื่อที่อยู่บนรากฐานของศาสนา ไม่ใช่ข้อเท็จจริงทางวิทยาศาสตร์ และท่านสอนสิ่งนี้ให้กับนักศึกษาแพทย์มาเป็นเวลา 20 ปีเรื่องนี้…

ดังนั้น … โมเดลทางการแพทย์ในแพทย์กระแสหลัก คือ

ร่างกายมนุษย์ คือ กลไกทางชีวเคมีที่ถูกควบคุมโดยยีนส์

Bruce Lipton, Ph.D.

และมาดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นว่าความเข้าใจเหล่านี้ถูกต้องหรือไม่?

สาเหตุของการเสียชีวิตของชาวอเมริกัน 3 อันดับแรก คือ

  1. Medical treatment (Iatrogenic illness – ความเจ็บป่วยและเสียชีวิตที่เกิดจากวิธีการรักษาทางการแพทย์ ไม่ใช่ตัวโรค) จำนวน 783,936 ราย
  2. โรคหัวใจ จำนวน 699,697 ราย
  3. โรคมะเร็ง จำนวน 553,251 ราย

ข้อมูลจาก Death by Medicine, Gary Null Ph.D., et al. www.garynull.com

และบีมขอเพิ่มเติมข้อมูลแบบเต็มและแน่น ๆ ให้ด้วยนะคะ คือ http://www.webdc.com/pdfs/deathbymedicine.pdf

ดร. บรูซ จึงได้สรุปว่า … สมมติฐานของการแพทย์เชิงวัตถุนั้น “ผิด” โดยสรุปข้อสมมติฐานเรื่องเซลล์และชีววิทยาที่สำคัญเอาไว้ 3 ข้อ ดังนี้

  1. กระบวนการทางชีววิทยารับแนวคิดของฟิสิกส์นิวตันมาใช้ (มองร่างกายมนุษย์เป็นวัตถุ หากต้องการทำความเข้าใจ ต้องแยกออกเป็นชิ้นส่วน – บีม)
  2. ยีนส์ควบคุมการแสดงออกทางชีวภาพ
  3. Neo-Darwinian evolution provided for biological diversity (ส่วนนี้ บีมยังไม่เข้าใจ ขอยังไม่แปลแต่ยกมาตรง ๆ เลยนะคะ)

เพื่อให้เข้าใจ​ “ระบบองค์ความรู้” ของการแพทย์แบบชัด ๆ อธิบายด้วยภาพนี้ค่ะ

The Biology of Belief, Dr.Bruce Lipton – https://youtu.be/82ShSNuru6c

พื้นฐานของวิทยาศาสตร์ในยุคปัจจุบัน มีรากฐานมาจากคณิตศาสตร์เป็นศาสตร์แรก แล้วพัฒนามาเป็นฟิสิกส์ เคมี ชีวะ และจิตวิทยา (ล่างขึ้นบน)

ดังนั้น ถ้ารากฐาน “ความเชื่อ” ด้านล่างสุดเกิดการ “เปลี่ยนแปลง” ด้านบนก็จะเปลี่ยนทั้งหมด

แต่สิ่งที่เกิดขึ้นในตอนนี้ ก็คือ องค์ความรู้ “ฝั่งจิต” (Socrates) นั้นยังไม่ถูกถ่ายทอดอย่างแพร่หลายเหมือนการแพทย์กระแสหลักที่สอนในโรงเรียนนักศึกษาแพทย์ ทำให้บุคลากรทางการแพทย์กระแสหลักขาดความรู้ความเข้าใจเรื่องเซลล์และชีววิทยา (กายและจิตมนุษย์ – บีม) อย่างเป็นองค์รวม และอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อฝั่ง “วัตถุนิยม” เป็นหลัก ซึ่งมีข้อมูลชัดเจนแล้วว่า เป็นข้อสมมติฐานที่ผิดในการดูแลสุขภาพของมนุษย์ เพราะ การเสียชีวิตจาก “การรักษาและผลข้างเคียงของการรักษา” นั้นสูงเป็นอันดับที่ 1 ในสหรัฐอเมริกา

กล่าวโดยสรุปสำหรับหัวข้อนี้ คือ ขณะนี้การแพทย์ของโลกแบ่งเป็น 2 กระแสตามรากฐาน “ความเชื่อ” ที่ถูกถ่ายทอดมาแต่เดิม แตกเป็น 2 ฝั่ง และฝั่งที่เป็นกระแสหลัก คือ ฝั่งวัตถุนิยม ที่มองร่างกายมนุษย์เป็นกลไก เป็นชิ้น ๆ มาเชื่อมต่อกัน ไม่ได้มองส่วนของจิตและไม่ได้มองแบบบูรณาการ จึงทำให้เกิดข้อสมมติฐานเกี่ยวกับเซลล์และร่างกายมนุษย์ที่ผิดไป ทำให้การรักษานั้นล้มเหลวและเป็นเหตุให้ผู้คนเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 (ในอเมริกา)

Newtonian Mechanics (ค.ศ. 1700) คือ ฝั่งวัตถุนิยม มองจักรวาลว่าเป็นกลไกขนาดใหญ่ เป็นสสารที่จับต้องได้เท่านั้น

Quantum Mechanics (ค.ศ. 1925) คือ ฝั่งของพลังงาน มองจักรวาลว่าเป็นพลังงาน มีอยู่ก่อนสสารทั้งมวล และอยู่เหนือวัตถุสสารทั้งมวล

จะรักษาสิวให้หาย ต้องเข้าใจเรื่อง “การแพทย์ 3 กระแส”

ถ้าคุณยังสับสนในเรื่องสุขภาพ ไม่รู้จะเชื่อข้อมูลไหน ทำตามข้อมูลหมอ โค้ช คนไหนดี บทความนี้ อาจทำให้คุณ “ได้คำตอบที่ทะลุ” ที่สุดค่ะ

การแพทย์ในปัจจุบันนี้ แบ่งออกเป็น 3 กระแส ตาม “ความเชื่อและประสบการณ์” ของบุคลากรทางการแพทย์แต่ละคน

1. แพทย์กระแสหลัก
เป็นองค์ความรู้ที่ได้รับการสอนในสถาบันการศึกษาทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ศาสตร์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กายภาพบำบัด ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษา “ร่างกาย” และ “รักษาโรค” ด้วยยา การผ่าตัด

เป็นองค์ความรู้ที่เกิดในยุค “ปฏิวัติวิทยาศาสตร์” ในยุโรปตะวันตก เป็นช่วงที่คนเห็นความมหัศจรรย์ของการใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์เอาชนะโรคภัยชนิดติดเชื้อต่าง ๆ (คนตายเพราะเชื้อโรคมาก) วิทยาศาสตร์ที่แก้ปัญหาและพัฒนาได้หลายสิ่งที่ยังใช้มาจนยุคนี้

แต่วิถีวิทยาศาสตร์แบบนี้ จะมีข้อจำกัดคือ ทุกสิ่งต้องสัมผัสได้ด้วย ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น โดยจะไม่ให้ความสำคัญกับ “จิต” หรือ “พลังงาน” ซึ่งในภายหลังมีนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า มีอะไรที่เล็กกว่าอะตอม ที่เรามองไม่เห็น เรียกว่า ควอนตัม

ซึ่งเมื่อได้รับการศึกษาต่อยอดพัฒนาต่อมา ก็พบว่า ควอนตัมนี้ เป็นศาสตร์ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มมองเห็นในสิ่งที่เคยพิสูจน์ไม่ได้ ไม่เข้าใจ เป็นเรื่องของจิต พลังงาน มิติ ซึ่งบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ จะไม่ได้เรียนรู้มาถึงจุดนี้ ก็จะมีเฉพาะกลุ่มที่สนใจสายนี้ ที่เรียนรู้เจาะลึกไป

ทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ ยอมรับเฉพาะ “สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น” ไม่ยอมรับอะไรที่มองไม่เห็น ตรวจสอบไม่ได้

ที่บีมรู้ตรงนี้ เพราะ เคยเรียนสายวิทย์ตอนมัธยมปลายมาก่อน มองเห็นตรงนี้ค่ะ พอตอนหลังมาศึกษาแนวธรรมชาติบำบัด และ วิทยาศาสตร์ทางจิต เราก็รู้ว่า นี่คือจุดอ่อนของวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เอาชนะโรคภัยไม่ได้แท้จริง เพราะ คนเรามีรากเหง้าคือ จิต แต่วิทยาศาสตร์ไม่ให้ความสำคัญตรงนี้ จึงรักษาได้แค่กาย แต่ไม่สามารถรักษาไปถึงรากเหง้าของมนุษย์ทั้งคนได้จริง ทั้งที่มนุษย์มีพลังเยียวยาตัวเองอยู่ในตัวอยู่แล้ว และดึงจากธรรมชาติมาใช้ได้อยู่แล้ว

2. แพทย์กระแสทางเลือก
แพทย์ทางเลือก หรือ alternative medicine จริง ๆ ตอนนี้ เป็น “ทางรอด” ไปเสียแล้ว ที่ถูกเรียกว่าทางเลือก เพราะ เป็นทางที่ทำให้คนที่ใช้ทางหลักแล้วไม่หาย สามารถหายได้ จึงถูกเรียกว่า “ทางเลือก”

มันน่าจะเริ่มเมื่อสัก 10 กว่าปีก่อน ตอนที่บีมกำลังเริ่มเรียนชั้นมหาวิทยาลัย ชีวจิตกำลังดังมาก และแพทย์กระแสนี้ เหมือนพึ่งจะเริ่มเข้าเมืองไทย แต่ในกระแสโลก มันมีมาสักระยะแล้ว หลังจากที่ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็ง ไม่สามารถถูกรักษาให้หายและต้องทรมานและตายไปจากการรักษาด้วยการแพทย์กระแสหลัก และมีคนบางส่วนที่รู้จากหมอว่า จะอยู่ได้อีกไม่นาน ซึ่งเมื่อเขาได้กลับมาดูแลตัวเอง ยอม surrender กับธรรมชาติ ทำตามเสียงธรรมชาติที่ดังจากจิตและกายตัวเอง และน้อมรับความตาย เตรียมตัวตายอย่างสงบและกล้าหาญ ก็พบว่าคนกลุ่มนี้ “รอด” และ “กลับมาแข็งแรง” รอดยาว… ทำเอาคุณหมอก็แปลกใจในความมหัศจรรย์นี้

ซึ่งเราพบว่า มีคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็มีบางส่วนที่มีข่าวว่า ใช้แนวทางนี้แล้วเสียชีวิต ซึ่งจริง ๆ แล้ว หากมองด้วยใจเป็นกลาง ไม่ว่าจะรักษาแผนใด หากถึงเวลาที่จะต้องไป เขาก็จะต้องไป ไม่มีใครยื้อกรรมของตัวเองได้

สำคัญที่ว่า หมอผู้นั้นได้รักษาคนไข้ด้วยจิตบริสุทธิ์ โดยละเอียดรอบคอบ ใช้ทุกสรรพวิชาอย่างดีที่สุดแล้วหรือยังในการช่วยเหลือชีวิตนั้น หากได้กระทำเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ควรโทษหมอ โทษพยาบาล โทษใคร คนถึงเวลาจะไป ก็ต้องไป…ต้องทำใจยอมรับความเป็นจริง

โดยสรุปแล้วก็คือ การแพทย์ทางเลือก จะเชื่อว่า มนุษย์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ธรรมชาติสร้างมนุษย์มา และธรรมชาติย่อมรู้วิธีเยียวยามนุษย์ได้ มนุษย์จึงต้องไม่ดื้อรั้นเอาแต่ใจตัว และศึกษา สังเกต ธรรมชาติอยู่เสมอ เพื่อปรับตัวเองให้มีชีวิตที่มีความสุข เพราะ ธรรมชาติคือ ความสุข ความสงบ ความสอดคล้อง ซึ่งมีมากกว่ามิติร่างกาย

มนุษย์จะต้องเข้าใจความเป็นมนุษย์แบบองค์รวม ทุกปัญหาในชีวิตก็จะคลี่คลาย ชีวิตจะสุขง่าย ทุกข์ยาก แม้มีทุกข์ ก็ปรับให้เป็นการเรียนรู้ได้ นั่นคือ วิถีแห่งธรรมชาติของแพทย์กระแสนี้ เน้นที่ “ราก” ไม่ใช่ “ร่าง” อย่างเดียว
ขณะนี้มีคุณหมอทั้งระดับโลกและระดับประเทศจำนวนเพิ่มขึ้น ที่เรียนจบแบบกระแสหลัก แต่พบว่า ตัวเองป่วยเหมือนคนไข้ แต่รู้ว่าวิถีการรักษาแบบที่รักษาคนไข้ มันไม่ได้ผล ไม่อยากมีจุดจบเหมือนคนไข้ คุณหมอกลุ่มนี้ ก็แสวงหาแนวทางที่ไม่เคยใช้มาก่อน คือ ธรรมชาติบำบัด จนรักษาตัวเองหาย และจึงเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธาในธรรมชาติ ก็เปลี่ยนวิธีการรักษามาเป็นแบบธรรมชาติบำบัดในภายหลัง แพทย์กลุ่มนี้ได้แก่ แพทย์แผนจีน (ตอนนี้ชาติตะวันตกเรียนแพทย์แผนจีนและอายุรเวทกันมากขึ้น) อายุรเวท แพทย์แผนไทย เป็นต้น

3. แพทย์ผสมผสาน
ชื่อบอกแล้วว่าผสมผสาน คือ เอา 1. + 2. คือ การที่รับการวินิจฉัยโดยแพทย์กระแสหลัก ยังกินยาอยู่ แต่นำเอาการดูแลด้วยธรรมชาติมาใช้มากขึ้น จนกระทั่งสามารถลดยาและเลิกยาได้ กรณีแบบนี้ จะเกิดกับผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง ที่ยังไม่อยากเลิกยา หรือจำเป็นต้องใช้ยาอยู่ แต่ไม่อยากใช้ยาไปตลอดชีวิต ก็ค่อย ๆ ปรับไปจนกระทั่งไม่ต้องใช้ยาอีกต่อไปนั่นเอง

จากกระแสสุขภาพ 3 ระบบความเชื่อนี้ ก็ทำให้เกิดข้อมูลมากมายเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ตบ้าง ในนิตยสารบ้าง หนังสือบ้าง เขียนโดยแพทย์ เภสัชกร บุคลากรทางการแพทย์ ที่ข้อมูลไปทางเดียวกันบ้าง ขัดกันบ้าง ขัดมาก ขัดน้อย จนทำให้เราในฐานะคนธรรมดาที่ไม่ได้เรียนด้านนี้มา รู้สึก “สับสน” จะเอาทางไหนดี ไปหาหมอท่านหนึ่งก็พูดอย่าง อีกท่านก็พูดอย่าง

สิ่งที่บีมจะบอกก็คือ “พึ่งตัวเอง” ค่ะ

การพึ่งตัวเอง ไม่ใช่การ “ปฏิเสธ” หมอ หรือ วิทยาการใหม่ ๆ เลย แต่หมายถึง “การรู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้” ก่อน รู้ว่าร่างกายและจิตใจเรามีธรรมชาติเป็นอย่างไร สังเกตตัวเอง ฝึกฝนการตอบสนองตัวเองในสิ่งที่กายและจิตนี้ต้องการ เพราะเขาจะบอกเราเสมอว่าเขาต้องการอะไร แค่พูดเป็นคำให้เราไม่ได้ แต่เราจะรู้สึกได้

ถ้าเราสบาย นั่นแหละ คือเราดูแลเขาได้ดี ถ้าเราไม่สบาย แสดงว่า มีบางอย่างผิดปกติ เป็นหน้าที่เราต้องสำรวจหา แล้วแก้ไขเสียค่ะ ให้มันตรงจุด ในทุกระดับ กาย จิต จิตวิญญาณ ต้องให้ครบองค์มนุษย์

และส่วนใหญ่ก็แค่ดูแลด้วยเบสิค นอนให้เป็นเวลาที่ร่างกายต้องการ กินให้ถูก วางใจให้ถูก มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสิ่งต่าง ๆ เชื่อมต่อกับธรรมชาติให้มาก มันก็มีแค่นี้

แต่เราดันไปคิดเองว่า จะรู้จักร่างกายตัวเองต้องเรียนหมอ มันไม่ใช่ เรานี่แหละ รู้จักตัวเองดีที่สุด ขอแค่ละเอียดอ่อนในการสังเกตตัวเอง และศึกษาความรู้จากหมอศาสตร์ที่เราสนใจเพิ่มเติม ลองปรับใช้เอามาดูแลตัวเองให้อยู่จุดที่สบาย มันก็จบแล้ว แค่นี้เอง ง่าย ๆ มันจะยากก็แค่ เราคิดว่ามันยากและไม่ใส่ใจตัวเองแค่นั้นเองค่ะ

พอเรารู้จักตัวเองดีแล้ว เราก็ดูว่า เรายังขาดตรงไหน ทำอะไร รักษาอะไรด้วยตัวเองไม่ได้บ้าง เราก็ไปพบแพทย์ที่เราเชื่อถือ ศรัทธาในผลงาน ตรงกับจริตของเรา เพื่อให้ช่วยเราในจุดที่เราทำเองไม่ได้จริง ๆ แบบนี้ คุณหมอก็จะทำงานง่าย ไม่ต้องมาสอนเบสิคสุขภาพให้คนไข้อีก อะไรที่คุณติดขัดก็จะหายง่ายขึ้น เรื่องวิธีคิดการดูแลตัวเอง คุณต้องปรับเอาเอง ไม่ใช่ให้หมอปรับให้ ไม่ใช่งานเขาค่ะ ให้เขาได้ช่วยคุณอย่างตรงจุดไปเลยดีกว่า

ส่วนเรื่องการศึกษาข้อมูล บีมจะแนะนำว่า ให้คุณรู้จักตัวเองก่อนดีกว่า ถ้าคุณมีแก่น รู้จักตัวเอง คุณจะรู้ว่า อะไรที่มันใช่ อะไรที่ไม่ใช่ ด้วยสามัญสำนึกง่าย ๆ ของเราเอง แล้วรู้จักเลือกข้อมูลที่มีแหล่งข้อมูลที่ดี ผู้ที่ให้ความรู้นั้นมีประสบการณ์จริงในสายงานนั้น ๆ เรื่องนั้น ๆ จริง มีผลงานประจักษ์จริง ๆ ค่ะ 

เรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องของ “ความเชื่อ” อีกรูปแบบหนึ่ง
ที่เหมือน “ศาสนา” และ “การเมือง”

เชื่อของใคร ของมัน อย่าเอามาเป็นประเด็นเถียงกัน

ยกเว้นแต่ว่า ประเด็นนั้นมันเป็นอันตรายต่อผู้คนจริง ๆ ก็ควรต้องทำให้คนรับรู้และไม่สนับสนุนแนวคิดและวิถีนั้น ๆ ค่ะ

แม้แต่สิ่งที่บีมเขียนและเผยแพร่ มันก็เป็นความเชื่อและประสบการณ์ของบีม คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อ แต่ถ้าคุณได้ศึกษาเบื้องต้น เห็นว่าตรงจริต น่าสนใจ คุณก็รับมันเข้าไปใช้ดู ถ้ามันตอบโจทย์ ซึ่งคุณจะรู้ด้วยตัวเอง คุณก็ศึกษา ลงมือทำ และรับมันไปใช้มากขึ้น โดยแยกองค์ความรู้ออกจากตัวบีมในฐานะผู้เรียนรู้โลกอีกคนหนึ่งค่ะ ที่ผ่านมาก่อน เดินมาก่อน บีมถือว่าตัวเองไม่ใช่เจ้าสำนักหรือกูรู แต่แค่เรียนรู้มากว่า ประสบมามากกว่า เห็นว่าทางนี้ดี อยากให้ลองดู เท่านั้นเอง ซึ่งองค์ความรู้สามารถปรับเปลี่ยนได้เรื่อย ๆ เพราะ มีอีกหลายเรื่องที่เราไม่รู้ ดังนั้น บีมเองก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา คุณ.เองก็เช่นกันค่ะ อย่าเชื่อเพราะบีมคือผู้สอน (ครู) ตามหลักกาลามสูตรเลย ต้องเชื่อเพราะคุณ “เห็น” มันเอง

และสุขภาพมันเป็นเรื่องของการ “เลือก” ตาม “ประสบการ์และการตีความ” ของใครของมัน และต้อง “รับผิดชอบ” ผลของการเลือกด้วยตัวเอง เท่านั้นเองค่ะ

เพราะกายและจิตนี้ คุณได้รับมันมา ต้องรู้จักและดูแลเองให้เป็น จึงจะอยู่ได้อย่างมีความสุข มีพลังสร้างสรรค์ชีวิตมากมาย

ขอให้คุณ “พบทางสว่าง” ของสุขภาพคุณเองในเร็ววัน

ช่วงหลับ ก็ปรับสมดุลได้ ด้วย Chakra Balancing & Healing Music

หากอยู่ในช่วงอ่อนล้า เพลีย ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย บีมจะมีวิธีในการเยียวยาปรับสมดุลพลังภายในที่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ผล แต่ก็ได้ผลมาก ๆ ค่ะ ทดลองเปิดดนตรีบำบัดแนว Chakra Balancing มาประมาณ 1 ปีแล้ว ทุกครั้งที่ไม่สบาย ร่างกายอ่อนแอ พักน้อย หากได้เปิดดนตรี Chakra Balancing ไปก่อนนอน มักจะตื่นมาพร้อมกับความสมดุลสดชื่นเสมอ

และเมื่อได้แนะนำให้กับพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่รักได้ทดลองทำดู ปรากฏว่า ก็ได้ผลดีเช่นเดียวกัน โดยที่พี่ ๆ เพื่อน ๆ กลุ่มนี้ดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่ใช่สายที่ศึกษาธรรมชาติบำบัด จึงคิดว่า น่าจะนำมาแนะนำให้กับทุกคนที่มีปัญหาภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง ลองเปิดฟังก่อนนอนพร้อมหลับไปเป็นประจำทุกคืน มันจะทำงานของมันเองค่ะ แล้วดูว่า รู้สึกแตกต่างไปจากเดิมที่ไม่เคยใช้ดนตรีนี้หรือไม่นะคะ

หากกังวลเรื่องคลื่นพลังงานจากโทรศัพท์มือถือ แนะนำให้อัดคลิปเสียงไว้ในเครื่องเล่นเพลงต่าง ๆ ค่ะ หรือตามสะดวกเลย แล้วกดเล่นก่อนนอนทุกคืน ทิ้งไว้แม้เราจะหลับ ข้างในเราไม่เคยหลับค่ะ

ดูแลตัวเองได้ง่าย ๆ ด้วยคลื่นเสียงปรับสมดุลพลังธรรมชาติ

ตัวอย่างของเพลงที่บีมเปิดฟังนะคะ

ความยาว 35 นาที (อันนี้ฟังบ่อย) https://youtu.be/MvmAYt9KtAM

ความยาว 3 ชั่วโมงครึ่ง https://youtu.be/ARoih8HTPGw

หรือสามารถหาโทนเสียงเพลงที่ตรงจริตตัวเองด้วยคำว่า Chakra Healing, Chakra Balancing ประมาณนี้นะคะ ให้เลือกโทนที่ตัวเราฟังแล้วรู้สึกสงบ ไม่ใช่ฟังแล้วยิ่งนอนไม่หลับค่ะ แต่ละคนจะมีคลื่นเสียงที่ตรงจริตแตกต่างกัน ต้องสังเกตเองค่ะ ถ้าเปิดถูกอัน จะหลับเร็ว หลับง่ายขึ้น ตื่นมาสดชื่นจริงค่ะ

เทคนิคดูแลตัวเองอย่างง่าย บีม