5 เคล็ดลับกันสิวช่วงเดินทางไกล

ในบทความนี้ บีมจะแบ่งปัน 5 เทคนิคที่ใช้จริงขณะเดินทางไกล (ที่ต้องนั่งรถหรือเครื่องนานๆ) เพื่อให้ร่างกายคงสภาพสมดุลที่สุด ลดการสะสมของพิษ ลดภาวะท้องผูก ลดโอกาสเกิดสิว ได้จริงค่ะ และหลังจากจบทริป ร่างกายก็จะไม่เสียหายมากเกินไป จะฟื้นฟูกลับมาเป็นปกติได้เร็ว

เคล็ดลับที่ 1 ขยับบ่อย ๆ 

การเดินทางระยะไกล ไม่ว่าจะเป็นการนั่งรถหรือนั่งเครื่องบิน จะทำให้เกิดการติดขัดของเลือดลม เพราะ ต้องนั่งหรือนอนท่าหนึ่งนาน ๆ ยิ่งถ้าเป็นการนั่งรถก็จะยิ่งตัดขัดมาก ระหว่างเดินทางควรเปลี่ยนอิริยาบถบ่อย ๆ และควรลงไปยืดเส้นยืดสายทุกครั้งเวลาที่จอดปั๊ม สำหรับการนั่งเครื่อง อาจใช้เวลา 1-2 ชั่วโมง ซึ่งกินเวลาน้อยกว่า แต่เปลี่ยนอิริยาบถได้ยากกว่า ถ้า 1 ช.ม.จะยังไม่มีปัญหา แต่ถ้า 2 ชม. ควรลุกมาเดินบ้างสัก 1 ครั้ง อาจจะไปห้องน้ำก็ได้ค่ะ

เคล็ดลับที่ 2 จิบน้ำเปล่าตลอด และ ดื่มสมุนไพรลดความร้อนในร่างกาย

นอกจากนี้ การเดินทางจะได้รับแรงสั่นสะเทือนจากเครื่องยนต์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง การเดินทางด้วยรถยนต์ ซึ่งการสั่นสะเทือนนี้ จะทำให้เกิดความร้อนสะสมในตัว ทำให้มีพลังงานความร้อนสูงขึ้นมากกว่าปกติ วิธีการที่บีมใช้เป็นประจำก็คือ ต้องจิบน้ำดื่มตลอด เป็นน้ำที่ไม่เย็น แต่ถ้าบางที ร้อนมากจนทนไม่ค่อยไหว ก็ดื่มน้ำเย็นบ้างค่ะ แต่จะไม่ให้เย็นจัด และอาจใช้เครื่องดื่มอื่น ๆ ที่แก้ร้อนช่วย เช่น น้ำเก๊กฮวยผสมคาโมมายด์ของดอยคำ เป็นต้น ซึ่งมันไม่ต้องแช่เย็น ก็สามารถดับพิษร้อนในตัวได้ ดื่มแล้วอาจจะปัสสาวะบ่อยขึ้น แต่ก็ควรต้องยอมค่ะ เพราะยังไงก็ต้องลงไปทุกปั๊มอยู่แล้วเพื่อยืดเส้น

เคล็ดลับที่ 3 กินโยเกิร์ตหรือข้าวหมาก

จากการที่เราต้องนั่งหรือนอนนาน ๆ และบางทีการเดินทางก็ไม่อำนวยต่อการเข้าห้องน้ำ และผสานกับภาวะร้อนเกิน อาจทำให้การขับถ่ายติดขัดได้ค่ะ ขับถ่ายไม่ได้ตามเวลาเดิมหรือขับถ่ายออกไม่สุด วิธีการที่บีมใช้แล้วเวิร์คมาก คือ กินโยเกิร์ตวันละ 1-2 ขวดหรือแก้ว จะกินตอนเช้าหลังตื่นนอนแล้วดื่มน้ำไม่เย็น (ถ้ามีที่ต้มน้ำ จะทำน้ำอุ่นดื่มทุกเช้าที่เดินทางค่ะ ดื่มหลังตื่นนอน 1 แก้วใหญ่) แล้วจะวิ่งเหยาะ ๆ กระตุ้นลำไส้ บิดตัวไปมา คือ ให้ส่วนกลางลำตัวมันขยับมากที่สุด และอาจจะกินก่อนนอนอีก 1 ขวดค่ะ ดื่มน้ำตามนิดหน่อย

ส่วนตัวแล้วจะเลือกโยเกิร์ตบัลกาเรียพร้อมดื่ม รสดั้งเดิม คือ ไม่เติมอะไร ส่วนเด็ก ๆ จะกินแบบผสมเบอร์รี่หรือผลไม้บ้างค่ะ ก็หยวน ๆ ไปไม่เป็นไร ขอให้น้องได้กินด้วยก็พอ (คือ เราต้องหาอะไรที่สะดวกซื้อใน 7-11 ถูกไหมคะ อันนี้คือ รู้สึกว่าคุณภาพโอเค ส่วนผสมโอเค รสชาติโอเค ผลลัพธ์โอเคที่สุดในบรรดาทั้งหมดที่เดินดู)

และอีกอันที่ประทับใจมาก คือ ข้าวหมากที่แวะซื้อที่สักจังหวัดในร้านของฝากแถว ๆ ภาคกลางค่ะ อร่อยและได้ผลดีมาก ๆ คือ ขับถ่ายตอนเช้าออกมาเป็นกล้วยหอมเลยทีเดียว ได้ผลดีมาก ๆ ค่ะ ซึ่งข้าวหมากนี้จะหายากกว่า เพราะ เขาไม่ได้ลงทุก 7-11

เคล็ดลับที่ 4 ดื่มกาแฟดำอุ่น ๆ ไม่ผสมอะไรเลย

กรณีที่เพลียมาก ๆ หรือรู้สึกขับถ่ายไม่ออกจริง ๆ จะเลือกดื่มกาแฟดำ อันนี้ต้องหากาแฟดำ 100% เราสามารถสั่งที่ร้านกาแฟก็ได้ค่ะ ที่จอดปั๊มระหว่างทาง ซึ่งถ้ามี Starbucks จะกินอันนี้ แต่ถ้าไม่มี คือ ก็กินเท่าที่มีได้ แต่ขอให้เป็นกาแฟดำ ส่วนใหญ่จะดื่มเฉพาะตอนเพลียมากจริง ๆ ซึ่งช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วมากจากความล้าและเพลีย เพราะกาแฟจะช่วยให้ตับขจัดของเสียได้ดีค่ะและช่วยกระตุ้นลำไส้ให้ขับถ่ายได้หมด ได้สุดดีด้วย ถ้าจะกระตุ้นให้ขับถ่าย หากดื่มโยเกิร์ตแล้วยังช่วยไม่ได้ จะจัดกาแฟอุ่น ๆ ต่อเลยค่ะ แล้วมาวิ่งเหยาะ ๆ บิดตัว ๆ ก็ช่วยได้จริง ๆ

แต่ถ้าใครที่แพ้กาแฟ หรือ คาเฟอีน ก็ควรสั่งแบบไม่มีคาเฟอีน (decaf) เพราะ ต้องระวังเรื่องใจสั่น มือสั่น และไม่ควรกินเกินวันละ 1 แก้วค่ะ ต้องสังเกตร่างกายดี ๆ

เคล็ดลับที่ 5 นอนพักให้เยอะ

เวลาอยู่บนรถ พยายามนอนพักผ่อน หรือ ถ้ามีช่วงที่ไม่ต้องทำกิจกรรมอะไร ให้นอนพักผ่อน เพราะ ร่างกายจะค่อนข้างถูกใช้งานหนักมากช่วงเดินทาง ต้องให้การนอนช่วยซ่อมแซมค่ะ อย่าให้ตัวเองอดนอนระหว่างเดินทาง ยกเว้นพ่อแม่ลูกอ่อน อันนี้ต้องอึดอดทน ซึ่งทำได้อยู่แล้วค่ะ แต่ต้องหาอาหารบำรุงตัวเองดี ๆ หน่อยนะคะ เพราะร่างกายของคุณพ่อคุณแม่จะทรุดโทรมมากถ้าไม่ดูแลตัวเองช่วงลูกยังเล็ก ๆ ค่ะ เราต้องแข็งแรงเพื่อลูกค่ะ 🙂

สำหรับเรื่องของอาหาร ส่วนใหญ่แล้ว ถ้าไปเที่ยวที่อื่น บีมเองก็จะทดลองกินอาหารทุกอย่างที่น่ากินแต่ไม่เคยกินค่ะ แต่จะพยายามหากินสับปะรดหลังมื้อหนัก ๆ ให้ช่วยย่อยด้วย แต่ถ้าหาไม่ได้จริง ๆ ก็จะดื่มกาแฟแก้วเล็ก ๆ อุ่น ๆ หลังมื้อช่วยให้ตับหลั่งน้ำย่อยได้เพิ่ม หรือถ้าหาไม่ได้เลยจริง ๆ ก็น้ำอุ่นธรรมดาหลังมื้ออาหารทุกมื้อค่ะ ถ้าเขามีให้ ถ้าไม่มีก็ช่างมัน (แต่กาแฟอย่าดื่มเยอะค่ะ อย่างที่บอกเลย ระวังใจสั่น) ที่กินหมด เพราะ คงไม่ได้มีโอกาสไปบ่อย ๆ และก็ทำกิจกรรมตามโปรแกรมไปตามปกติค่ะ และไปจอดที่ไหนก็จะหากินผลไม้สดเพิ่มกากใยอาหารและความสดชื่นทันที หรือไปร้านอาหารบางทีก็จะดูเมนูที่เป็นสุขภาพ ๆ ช่วยร่างกายบ้าง ถ้าไม่มีก็เอาเป็นพวกซุปใส่ผักเยอะ ๆ ก็ได้ค่ะ ขอให้ได้กินผักและผลไม้ให้เยอะไว้ก่อน ก็พบว่า เคล็ดลับ 5 ข้อนี้ช่วยเราได้เยอะมากเลยค่ะ ซึ่งนอกจากจะทำให้ร่างไม่พังมากช่วงเดินทางแล้ว หลังจากกลับจากทริป ก็ทำให้เราฟื้นตัวไปทำงานต่อได้เร็วด้วย

*** กรณีทริปยาว 7 วันขึ้นไป จะพกอาหารเสริมที่ช่วยดีท็อกซ์ไปด้วยค่ะ เพราะ บางทีมันสุด ๆ ถ่ายออกไม่หมดจริง ๆ ก็จะใช้ช่วยด้วย เพื่อเคลียร์พิษสะสมออกจากลำไส้ค่ะ ส่วนใหญ่ก็จะใช้เท่าที่จำเป็น และวันต่อไปไม่ต้องเดินทางไปไหนหรือไม่ต้องทำกิจกรรมข้างนอกมากมายค่ะ (สะดวกเข้าห้องน้ำ)

ทดลองเอาไปทำดูนะคะ

และสุขสันต์วันสงกรานต์ค่ะ

เดินทางปลอดภัย มีความสุขมาก ๆ ค่ะ

ขออวยพรให้ทุกคนมีสุขภาพดี

บีม

Sponsored Post Learn from the experts: Create a successful blog with our brand new courseThe WordPress.com Blog

Are you new to blogging, and do you want step-by-step guidance on how to publish and grow your blog? Learn more about our new Blogging for Beginners course and get 50% off through December 10th.

WordPress.com is excited to announce our newest offering: a course just for beginning bloggers where you’ll learn everything you need to know about blogging from the most trusted experts in the industry. We have helped millions of blogs get up and running, we know what works, and we want you to to know everything we know. This course provides all the fundamental skills and inspiration you need to get your blog started, an interactive community forum, and content updated annually.

5 เทคนิคป้องกันสิว “ช่วงไฟกำเริบ”

แบ่งปันเทคนิคการ “ปรับสมดุล” ร้อนเย็นเพื่อการรักษาสมดุลให้ผิวยังคงมีสุขภาพดีในสภาพอากาศที่ร้อนจัดแบบนี้อย่างง่าย ทำได้ด้วยตัวเองที่บ้าน ในงบประมาณเบา ๆ

เดือนเมษายนนี้ ไฟช่างร้อนแรง…

ทั้งไฟป่าเชียงใหม่ ไฟป่าเชียงราย ไฟไหม้ Central World และ ไฟไหม้มหาวิหารนอเทรอดาม

ยังไม่รวมถึงความเครียดทางการเมือง เศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้น

สภาพแวดล้อมความร้อนสูงเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อตัวเราที่เป็นคนไทยในเขตร้อน

เป็น ร้อน x ร้อน คือ คูณสอง (หรือมากกว่า) ย่อมส่งผลให้ร่างกายแห้ง ขาดน้ำ กระหายน้ำ

เมื่อภายในขาดน้ำ ก็จะส่งผลมาที่ผิว ซึ่งคนที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ก็จะแสดงออกมาชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นอาการผดผื่น สิวอักเสบ รอยแดงที่เข้มขึ้น การคันที่ผิวโดยไม่ทราบสาเหตุ

ในบทความนี้ บีมนำเทคนิคง่าย ๆ มาแบ่งปันเพื่อช่วยปรับสมดุลให้ผิว “มีน้ำหล่อเลี้ยง” จากภายใน

เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาเช่นนี้ไปได้ด้วยดีที่สุดค่ะ

อาการที่บ่งบอกว่าเรามีภาวะร้อนเกิน

อ้างอิงจากองค์ความรู้ของคุณ หมอเขียว ใจเพชร มีทรัพย์ ซึ่งบีมสรุปให้สั้น ๆ ไว้สังเกตตัวเองง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

  • ริมฝีปากแห้ง แตก ลอก ทาลิปบำรุงแล้ว พอลิปหมดก็ลอกแตกอยู่
  • รู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา ยิ่งดื่มน้ำเย็น ยิ่งเป็น ยิ่งไม่หาย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย อ่อนแรง อยากนอน อยากพัก เกือบตลอดเวลา
  • รู้สึกขับถ่ายยากขึ้น หรือมีอาการท้องผูก
  • มีสิวอักเสบและรอยแดงเพิ่มขึ้น
  • มีผดผื่น หรือ คันตามเนื้อตัวแบบไม่มีสาเหตุ

 

เทคนิคปรับสมดุลที่บีมใช้เองแบบง่าย ๆ ที่บ้านมาฝากค่ะ

เทคนิคที่ 1 : งดอาหารฤทธิ์ร้อน

จากประสบการณ์ทดลองด้วยตัวเองเรื่องอาหารมา 10 ปี และมาทานตามหลักปรับสมดุลด้วยแนวอายุรเวทประมาณเกือบ 3 ปี พบว่า “อาหารจะเปลี่ยนเป็นกายของเรา และ อาหารจะส่งผลต่ออารมณ์ของเราโดยตรง” ดังนั้น การที่เราได้งดกินของที่มีฤทธิ์ร้อนในตัวเอง เช่น พริกไทยดำ พริกขี้หนู กระเทียม ทุเรียน เงาะ ขิง และของรสจัดทั้งปวง (ทุกรสชาติ ไม่ใช่แค่เผ็ดจัดและเปรี้ยวจัด ทุกรสชาติที่มากไป ทำให้ร้อนเกิน)เนื้อสัตว์ใหญ่ อาหารปิ้งย่างที่ใช้ความร้อนสูง ๆ ในช่วงเวลาแบบนี้ ก็จะช่วยให้ความร้อนลดลงอย่างมาก เพียงแค่ตัดสินใจไม่กินไปก่อน พอสภาพแวดล้อมมันเย็นลง ก็ค่อยกลับมากินได้ค่ะ เอาร่างกายให้รอดก่อน

รายการอาหารฤทธิ์ร้อน http://foodmorkeaw.blogspot.com/p/blog-page_7.html

 

เทคนิคที่ 2 : ดื่มและทานสมุนไพรและอาหารฤทธิ์เย็น

โดยส่วนตัวแล้ว บีมมักจะใช้ผลไม้และน้ำเปล่าเป็นตัวปรับสมดุลอย่างง่ายก่อนค่ะ ผลไม้ที่มีน้ำมากและรสจืดโดยธรรมชาติ เช่น แตงโม แคนตาลูป ชมพู่ ส่วนผักจะเป็นแตงกวา สะเดา (เอามาต้มดื่มน้ำกิน ลดความร้อนได้เร็วมาก)

ส่วนน้ำดื่มอาจจะเป็นน้ำเปล่าธรรมดาแบบไม่เย็นหรือไม่อุ่น และน้ำ pi-water (เป็นน้ำที่เคลมสรรพคุณว่า มีโมเลกุลใกล้เคียงกับน้ำในร่างกายของเรามากที่สุด ซึ่งส่วนตัวบีมกับครอบครัวดื่มเป็นประจำ ยิ่งช่วงมีไฟป่าที่เชียงราย มีฝุ่น P.M 2.5 ก็จะต้องดื่มสัปดาห์ละอย่างน้อยคนละ 1 ขวดค่ะ (ขวดละ 20 บาท) ซึ่งเราจะเห็นผลด้านสุขภาพเร็วกว่าดื่มน้ำธรรมดาจริง ๆ (ต้องช่างสังเกตนิดนึงนะคะ และต้องเป็นคนดูแลสุขภาพประมาณนึง ดื่มแล้วจะสังเกตได้เอง)

และบางครั้ง ก็จะต้มน้ำเก๊กฮวยแบบไม่เติมน้ำตาล ดื่มอุ่น ๆ ก็จะช่วยเพิ่มการดีท็อกซ์เอาสารพิษออกได้ดี หรือจะรอให้เย็นก็ได้ค่ะ ถ้าร้อนจัดกระหายน้ำมาก บางทีก็ดื่มเย็น ๆ ไปเลย แต่ก็นาน ๆ ครั้ง เพราะ การดื่มน้ำเย็น จะทำให้ไฟย่อยในกระเพาะหายไป ทำให้อาหารที่กินย่อยไม่ได้หมด บูดเน่าสะสมในลำไส้ได้ง่ายค่ะ

หรือจะดื่มน้ำย่านางใบเตย จะคั้นสด ปั่น สกัด ต้ม ได้หมดค่ะ ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้มีขายทั่วไปตามร้านสมุนไพร เลือกเจ้าที่บรรจุดี มีมาตรฐาน และผสมกับน้ำเปล่าสะอาดตามสัดส่วนที่ฉลากหรือผู้ขายแนะนำค่ะ

ควรทานสิ่งเหล่านี้ตอนท้องว่างค่ะ ไม่ควรดื่มและทานก่อนและหลังอาหารภายใน 30 นาที เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารลดลง และเมื่อภาวะร้อนเกินหมดไป (เราจะรู้สึกสบายตัวขึ้น) ก็ให้ลดปริมาณการทานหรือดื่มลงจนสามารถหยุดได้ พอมีภาวะร้อนเกินอีก ก็ค่อยทำอีกค่ะ

เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ เป็นอาหารและสมุนไพรที่ไม่ได้อยู่ในระดับที่แพทย์ต้องควบคุมการใช้ ดังนั้น ในการทาน ก็ให้เน้นการสังเกตตัวเองเป็นหลัก ไม่สามารถบอกปริมาณที่แน่นอนได้สำหรับแต่ละคนเพราะร่างกายแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งเมื่อไหร่ที่รู้สึก “สบาย” แล้ว ถือว่าทำสำเร็จค่ะ

รายการอาหารฤทธิ์เย็น http://foodmorkeaw.blogspot.com/p/blog-page.html

 

เทคนิคที่ 3 : ปล่อยวาง

เมื่อสถานการณ์มันร้อนอยู่แล้ว ตัวเราต้องพยายามมีสติตามดูรู้ทันร่างกายและจิตใจ สถานการณ์แบบนี้ จะรอดได้ถ้า “เย็นและปล่อยวาง” ถ้าใครที่โมโหง่าย ๆ ต้องรีบฝึกฝน เพราะ ต่อไปโลกมันก็อาจจะร้อนกว่านี้ ถ้าไม่ฝึกตั้งแต่ตอนที่ร้อนระดับนี้จนโกรธน้อยลงหรือตัดความโกรธออกได้ ไฟโทษะจะทำลายตัวเอง การโมโหแบบขาดสติอาจนำไปสู่การทำลายทั้งตัวเองและผู้อื่น ดังนั้น…ปล่อยวางค่ะ

สำหรับตัวบีมเอง บีมจะใช้เทคนิค “โยคะหัวเราะ” และการพูดภาษา “Gibberish” ในการปลดปล่อยพลังความเครียดและความโกรธที่สะสมอยู่ในตัวทุกเช้า

ใช้เพลงบรรเลงที่มีเสียงน้ำไหลเย็น ๆ เปิดฟัง นอนหงาย ทิ้งร่างกาย ตามดูความว้าวุ่นในใจ เห็นแล้ววาง แล้วขอทิ้งร่างไว้บนโลก หายใจเข้าออกยาว ๆ ลึก ๆ ช้า ๆ จินตนาการว่า เหมือนเราเป็นลูกโป่งแล้วลมที่หายใจเข้าไปทำให้ฟูและแฟ่บไปทั่วร่าง วางชื่อ วางอาชีพ วางทุกอย่าง แล้วกลับมาดูทั้งกายทั้งใจ แล้วขอทิ้งทุกอย่าง

เพลงบรรเลงหลากหลายประเภทที่บีมเลือกไว้จะช่วยได้ ปรับสมดุลง่าย ๆ ตามสภาวะตอนนั้น ส่วนใหญ่จะใช้ Chakra Balancing & Healing Music, Tibetan Bowl และ Healing Music ถ้ารู้สึกจิตใจว้าวุ่น จะดื่มนมถั่วเหลืองอุ่น ๆ สัก 1 แก้ว แล้วไปนอนตามเทคนิคที่บอกเลยค่ะ พวกนี้จะช่วยได้ ทำให้เราผ่อนคลายระดับลึก ตื่นมาสดชื่นได้จริง ๆ ลดไฟในตัวได้จริง ๆ

ที่สำคัญ เราจะต้องสังเกตว่า ดนตรีไหน เรารู้สึกดีและสบายนะคะ เพราะ บางเพลงคลื่นความถี่จะช่วยเราได้ บางเพลงคลื่นยังไม่ตรงกับเรา ถ้าไม่สบายอาจต้องปรับไปฟังเพลงอื่นที่ฟังแล้วสบายก่อนค่ะ พอระดับพลังงานเราดีขึ้นแล้ว แล้วกลับมาฟังใหม่ อาจปรับเข้ากันได้ดีแล้ว

ตัวอย่างเพลงที่บีมเปิดฟังเพื่อการฟื้นฟูพลังหรือผ่อนคลายระดับลึก (เปิดให้ลูกและสามีด้วย)

 

เทคนิคที่ 4 : อาบน้ำเย็นหรืออุณหภูมิธรรมดา

ปกติบีมเป็นคนติดน้ำอุ่นจนเกือบร้อนมาก ๆ ไม่ว่าจะฤดูไหน ก็ต้องอาบน้ำแบบนี้ค่ะ แต่หน้าร้อนปีนี้ ไม่ไหวจริง ๆ ต้องอาบน้ำเย็น

สำหรับใครที่ร้อนมาก ๆ เพลียมาก ๆ ให้ก้มหัวลง หรือ ถ้าฝักบัวอยู่สูง แค่เปิดน้ำให้ไหลลงมาเลยค่ะ ออกมาแรง ๆ สัก 3-5 นาที อยู่กับปัจจุบัน หายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ จินตนาการว่า อณูของน้ำได้ล้างเอาความร้อนเกินออกไปทั้งตัว โมเลกุลของน้ำสะอาดและใสเย็นเข้าแทนที่ รู้สึกได้ถึงความเย็นที่แผ่ทั่วร่างกาย แล้วค่อยหยุดค่ะ

 

เทคนิคที่ 5 : เลือกใช้เครื่องสำอางและครีมบำรุงที่เน้นการเติมน้ำให้ผิว ลดความร้อนในผิว เป็นหลัก

เครื่องสำอางในกลุ่มนี้จะมี น้ำแร่บริสุทธิ์ อโลเวร่า ไฮยาลูรอน คาโมไมด์ เป็นส่วนผสมที่เคลมหลัก และควรเป็นสเปคแนวออร์แกนิคหรือธรรมชาติที่ปลอดสารกันเสีย จะช่วยได้มาก

ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ -paraben ที่พบบ่อย ๆ ในเครื่องสำอางที่จำหน่ายในเมืองไทยทั่วไป คือ methylparaben และ propylparaben และบางชิ้นอาจมีมากกว่านี้ที่ลงท้ายด้วย paraben ค่ะ ซึ่งเป็นสารกันเสียที่มีราคาถูกและมีข้อมูลในต่างประเทศว่ามีผลเสียต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Alcohol Denat, Sodium Laureth Sulfate, Sodium Lauryl Ether Sulfate ด้วยค่ะ

เป็นคำแนะนำที่ให้สแกนกันแบบง่าย ๆ ซึ่งก็จะพบด้วยตัวเองว่า ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทั่วไป จะมีส่วนผสมเหล่านี้แทบทั้งสิ้น แม้กระทั่งแบรนด์ที่ฉลากเขียนว่า ธรรมชาติ และ สมุนไพรเองก็ตาม ดังนั้น ต้องหาแบรนด์ที่เป็นออร์แกนิคและธรรมชาติตัวจริง และตรวจสอบที่ส่วนผสมอีกทีค่ะ

แนะนำให้งดการทำเลเซอร์และการทำทรีทเมนต์อะไรก็ตามที่ทำให้ผิวต้องเป็นแผล รวมถึงงดการใช้กรดกับผิวหน้าในช่วงนี้ไปก่อน ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นให้ต้องซ่อมผิวจริง ๆ หรือไม่มีครีมบำรุงฟื้นฟูที่สามารถทำให้ผิวซ่อมแซมฟื้นฟูและอิ่มน้ำได้มากหลังทำ ไม่เช่นนั้น จะเป็น ร้อนคูณสาม คือ ร้อนในกาย ร้อนที่ผิว และร้อนภายนอก จะทำให้ผิวแย่กว่าเดิมมาก ๆ และการรักษาผิวอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร (เราพูดตามหลักสมดุลธรรมชาตินะคะ เพราะการดูแลผิวรูปแบบนี้ คือ การเพิ่มไฟให้ผิว ยิ่งทำให้ผิวเสียสมดุล ถ้าครีมบำรุงไม่สามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้เร็วจริง ๆ ก็จะลำบากและผิวอาจเกิดรอยแผลได้ค่ะ)

หวังว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้และนำไปทดลองใช้ดูนะคะ รับรองว่าจะช่วยให้รู้สึกสบายตัวและสบายผิวขึ้นได้จริง ๆ ค่ะ 

Success Story : สิวหายเพราะเชื่อมั่นและศรัทธา by อจ.บิ๊ว

อจ.บิ๊ว เขียนบอกเล่าเรื่องราวพิชิตสิวเรื้อรังที่เป็นจนหน้าเละ ให้กลับมามีสุขภาพดีได้จากภายในสู่ภายนอก วิธีคิด เคล็ดวิชา มีอะไรบ้างนั้น มาอ่านกันค่ะ

เส้นทาง “ผิว” ของ “บิ๊ว”

ถ้าจะให้พูดถึงเส้นทางการเป็นสิวของบิ๊วนั้นมันยาวนานมากจนบิ๊วแทบจะจำไม่ได้แล้วว่าเคยเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพราะเอาจริงๆ ก็ใช้ชีวิตแบบปกติมาตลอด กิน เที่ยว เล่น แต่งตัวเหมือนคนปกติทั่วไป

ถามว่าถึงขั้นเอามาเป็นปมด้อยของตัวเองมั๊ย ก็ไม่ เพราะช่วงที่เป็นสิวตอนนั้นมันเด็กมาก ยังอยู่ม.ต้นอยู่เลย แต่ที่จำได้ก็ไปหาหมอสิวตลอด ช่วงที่หาหมอสิวหน้ากับผ้าขนหนูก็จะมีกลิ่น BP ที่เป็นตัวทาก่อนล้างหน้ามาตลอด แต่เราก็ไม่ได้คิดอะไรมากกับตรงนี้ก็คิดว่า โอเคก็ไปแล้วมันหาย กินยาแก้อักเสบอาทิตย์นึงไม่รู้กี่เม็ด พอมันเริ่มหายก็ไม่กิน ไม่ไปหาหมอ พอมันเริ่มกลับมา ก็ค่อยไปหาอีก ทำแบบนี้มาตลอด

จนวันนึงมันก็มาถึงวันที่กินยาแก้อักเสบแล้วไม่หาย ยาตัวที่เคยทาก็ถูกเปลี่ยนมาเป็นตัวยาที่แรงขึ้น ต้องทาบางๆ ไม่งั้นหน้าก็แห้งมาก ส่วนตัวกินก็เปลี่ยนเป็นตัวกินที่แรงกว่าเดิมมากถึงขั้นต้องมีการเซ็นต์รับทราบหรือยินยอมอะไรซักอย่างซึ่งตอนแรกก็ได้กินที่โดสปกติ แต่ปรากฏว่าสิวมันไม่ลงก็เลยได้กินในโดสที่ค่อนข้างสูง

แต่แม่เจ้า สิวมันลงไปอย่างรวดเร็วอย่างกับเสกได้ ก็กินแบบนั้นมาพักใหญ่ (จำไม่ได้แล้วว่านานเท่าไหร่เพราะนานมาก) จนกระทั่งไม่มีสิวขึ้นมาเลย (ก็อาจจะมีบ้างแต่มันก็ไม่ขึ้นมาเต็มหน้า) แต่สิ่งที่ได้กลับมาช่วงนั้นคือ หนังศีรษะแห้ง แห้งมาก แห้งถึงขั้นหลุดออกมาเป็นแผ่นๆ ถึงขนาดที่ว่าสระผมยังไม่ทันได้เป่าให้แห้งก็มีติดอยู่บนเส้นผมแล้ว และอาการนี้ก็เป็นมาตลอดหลายปีที่ผ่านมาคาดว่าเป็นผลจากการกินยาตัวนั้น (จำชื่อยาไม่ได้แล้ว)

แต่ก็นั่นแหละค่ะ ก็ไม่ได้คิดอะไรมาก สิวหายก็โอเค แล้วหลังจากนั้นพอไม่ค่อยมีสิวแล้ว เราก็หยุดไปหาหมอ (เหมือนเดิม) แต่มันก็ไม่มีขึ้นมาอีกเลย แต่สภาพผิวหน้าก็ไม่ได้ดีอะไรนะคะ หมองๆ มันๆ อาจจะเพราะว่าเราไม่ได้สนใจดูแลตัวเองเรื่องอาหารการกิน การออกกำลังกาย การนอนหลับพักผ่อน การดื่มน้ำคือทำร้ายร่างกายตัวเองหนักๆ สุดๆ มาหลายปี

เริ่มตั้งแต่ปี 1 ก็เริ่มเที่ยว ดื่มแอลกอฮอล์ คือเที่ยวหนักเลย ยาวมาจนเรียนป.โทจบแล้ว ช่วงป.โทก็หนักทั้งทำงานทั้งเรียนเพราะทำงานวันธรรมดาจันทร์ถึงศุกร์ พอเสาร์อาทิตย์ก็เรียน อาหารการกินไม่ได้ดูแล ไม่ได้พักผ่อน ไม่ได้ออกกำลัง แต่ก็ไม่รู้ทำไมว่าสิวมันถึงไม่ขึ้นมาเหมือนเมื่อก่อน ก็มีขึ้นบ้างแต่ไม่เยอะก็เลยไม่ได้สนใจอะไร

ยาวมาจนถึงช่วงปี 2553 ซึ่งช่วงนั้นเราเห็นว่าสิวมันเริ่มขึ้นมาอีกแล้ว ก็เลยไปหาหมอแต่ทีนี้คือไม่กลับไปหาหมอที่เคยหาแล้วเพราะว่าไปแล้วเว้นช่วงนานมาก เราก็ขี้เกียจไปตอบคำถามเลยไปหาที่ใหม่ ไปหาที่นึงก็ได้ตัวยาเหมือนเดิมเลยแต่ก็ไม่หาย ขั้นตอนเหมือนเดิมทุกอย่าง พอทาตัวเบาแล้วไม่ลงก็ได้ตัวทาที่แรงมากกว่าเดิม พอกินตัวแก้อักเสบแล้วไม่ลงก็ได้กินยาที่แรงมากกว่าเดิม แต่ยาตัวนี้น่าจะเบากว่าตัวที่เคยกินนานมาแล้วแต่ก็มีให้เซ็นรับทราบและยินยอมเหมือนกัน (สังเกตจากโดสที่ได้กินตอนแรกเปรียบเทียบกับตัวแรงๆ ที่เคยกิน) ซึ่งการไปหาหมอครั้งนี้มันไม่หาย แล้วสิวมันก็ทยอยเพิ่มขึ้นมาเรื่อยๆ

ก็คุยกันกับที่บ้านว่ามีหมอที่นึงดี เพื่อนไปหา ก็เลยเปลี่ยนที่ และที่นั่นแหละคือจุดเริ่มต้นของความหายนะ ไปครั้งแรกได้ยามาเหมือนเดิมทั้งตัวทาและตัวกิน แต่ที่ไม่เหมือนที่อื่นคือหมอที่นั่นวิเคราะห์ผิวบิ๊วแล้วบอกว่าต้องทำสตรีม ซึ่งพอเราได้ยินแล้วเราก็ตกใจเพราะเราไม่เคยทำ เพราะจากที่เคยทำมาก็แค่ทรีตเมนต์กับกดสิวธรรมดา แต่หมอก็อธิบายว่าสิวมันไม่มีหัวก็ให้โดนไอน้ำเพื่อที่จะให้รูขุมขนเปิด เราก็เลยเบาใจเพราะเป็นหมอที่แนะนำให้ทำ ก็นัดเรามาทำอีกอาทิตย์นึงเลย

เราก็ไปทำปกติ ออกมาหน้านี่แดงเถือก ร้อนหน้าและคันมาก แต่เค้าก็บอกว่าไม่เป็นไร เรื่องปกติเดี๋ยวก็หาย แต่มันไม่เป็นแบบที่เค้าบอกเลย นอกจากหน้าจะไม่หายแดงแล้ว ยังมีสิวขึ้นเพิ่มมาอีกจากไหนก็ไม่รู้ ค่อยๆ เพิ่มขึ้นมาทุกวัน และนี่เองก็เป็นจุดเริ่มต้นของความคิดที่ว่าจะไม่ไปหาหมออีกแล้ว

ประกอบกับช่วงนั้นพี่บีมก็เริ่มขายสินค้าที่ปลอดสารและผลิตมาจากธรรมชาติ แล้วก็เอามาให้เราลองใช้ ซึ่งตอนนั้นเราก็เชื่อใจพี่สาวอยู่แล้ว ต้องบอกก่อนเลยว่าบิ๊วเป็นคนไม่ใช้อะไรกับหน้าไปเรื่อย เพราะเคยอยู่ครั้งสองครั้งที่เคยลองไปซื้อใช้พวกที่เป็นแบรนด์ที่ขายในตลาดที่โฆษณาในโทรทัศน์เพราะมีเพื่อนที่ใช้แล้วเค้าก็บอกว่าดี ได้ผล แต่พอเราซื้อไปให้เอง มันกลับไม่ได้ผล แถมมีสิวผดขึ้นอีก แต่นี่มันเป็นสิ่งที่พี่สาวแท้ๆ ของเราแนะนำให้ใช้ ยังไงเค้าก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับเราอยู่แล้ว

และด้วยความที่ตอนนั้นพี่สาวก็ใช้แนวทางธรรมชาติดูแลตัวเองมาพักใหญ่แล้วสิวมันก็หายไปจริงๆ เราก็เลยไม่ลังเลที่จะใช้เลย ก็ใช้ไปอยู่สองอาทิตย์ อาการมันดีขึ้น สิวลดลง สภาพผิวหน้าดีขึ้น และในตอนนั้นเองที่พี่สาวพูดกับบิ๊วว่า “บิ๊ว บิ๊วอยากหายจากสิวจริงๆ เลยมั๊ย ถ้าอยากหาย ทำตามที่พี่แนะนำ แล้วมันจะหาย” ก็ประมาณนี้นะคะ 555 แต่นางพูดประมาณนี้แหละ จากนั้นก็เป็นจุดเริ่มต้นของการดูแลตัวเองตามแนวที่พี่สาวเราศึกษาและก็ทำก่อนหน้าเรา

ล้างพิษครั้งแรกจนถึงการล้างพิษที่เปลี่ยนชีวิตไปตลอดกาล

จำได้ว่าการล้างพิษครั้งแรกของบิ๊วนั้นมันเป็นยาต้มเพื่อล้างพิษตับ (ถ้าจำไม่ผิด) ซึ่งพี่สาวบอกอยู่แล้วว่าถ้ากินตัวนี้สิ่งที่จะเกิดกับเราเลยก็คือสิวมันจะขึ้นนะ บิ๊วรับได้มั๊ย เพราะตอนนั้นสิวเราเริ่มลงไปแล้วกับผลิตภัณฑ์ที่พี่สาวให้ใช้ เราก็บอกว่าได้ ไม่เป็นไร

คือพี่สาวกลัวว่าเราจะอายคนอื่นเพราะเราทำงานเป็นอาจารย์แล้วก็เป็นคนที่ทำงานของมอ ของคณะ ของสาขาเกือบตลอดรวมถึงการสอนหนังสือและทำกิจกรรมต่างๆ ด้วย เราก็บอกว่าไม่อาย แล้วเราก็ไม่ใช่คนที่จะแต่งหน้าด้วย (ปกติคนเป็นสิวส่วนใหญ่ชอบที่จะแต่งหน้าเพื่อปิดสิว) พี่สาวบอกว่าสิวมันจะออกมาจนหมดมันถึงจะหยุดออก เราก็บอกว่าได้ ไม่มีปัญหา ก็เป็นตามที่พี่สาวบอกจริงๆ

แต่เราก็ใช้ชีวิตปกติ ปกติจริงๆ เพราะอาหารการกินก็ไม่ได้ดูแล ที่ดูแลไม่ได้เพราะที่มอไม่ค่อยมีอะไรให้กินแล้วตอนนั้นก็กินแอลกอฮอล์ด้วย ไม่ได้ดูแลอะไรเลยเหมือนเดิม แต่ก็กินยาต้มตลอด แล้วก็ใช้สินค้าประคองผิวหน้าไป
แต่ด้วยความที่ว่ายาต้มมันพกพาไปไหนลำบาก คือต้องกินหม้อเดิมจนหมดทุกวัน ต้มลำบากก็เลยหยุดกินไป

หลังจากช่วงนั้นมาก็จะวนๆเวียนๆ เป็นแบบนี้คือ ล้างพิษลำไส้บ้าง ล้างพิษตับบ้างแต่ก็ไม่เคยดูแลตัวเองในทุกๆเรื่องหลังจากการล้างพิษเลย (นี่เป็นเหตุผลนึงที่ทำให้สิวไม่หายขาดเพราะเราไม่ได้ทำตามสิ่งที่พี่สาวแนะนำเต็มร้อย)

ก็ทำแบบนี้ไปเรื่อยๆ จนเกือบถึงช่วงกลางปี 2557 ที่สิวมันประทุขึ้นมามาก จนหน้านี่ร้อนไปหมด มีอาการปวดหัวตัวร้อน หายใจออกก็ร้อน เนื้อตัวก็ร้อนมากทั้งๆ ที่อากาศหนาว ก็เลยตัดสินใจไปล้างพิษ 3 คืน 4 วัน ซึ่งคราวนี้หลังจากออกค่ายล้างพิษมาเราก็พยายามดูแลเรื่องอาหารการกินอยู่บ้าง แต่ไม่ดูแลเรื่องอื่นด้วย ช่วงนั้นสภาพจิตใจก็ไม่ดี (เรื่องอื่นนะคะไม่ใช่เรื่องสิว)

ก็อย่างที่บอกค่ะ ถึงจะเป็นสิวหนักแต่บิ๊วใช้ชีวิตปกติจริงๆ แล้วก็ไม่แต่งหน้าด้วย แต่งตัว ใส่สายเดี่ยว เสื้อกล้าม กางเกงขาสั้นปกติเลย คือเสื้อยืด ชุดกระโปรง มีอะไรก็ใส่หมดค่ะ ก็แต่งตัวปกติ ออกไปไหนมาไหนปกติ แต่คนที่เห็นหน้าเราเค้าจะแบบว่าทำหน้าเหมือนสงสารบ้างเหมือนเวทนาบ้างแต่เราก็ไม่ได้คิดอะไร ก็คิดแค่ว่าเดี๋ยวมันก็หายแหละ มีคนเอานู่นนี่มาแนะนำเยอะมาก แต่เราก็อยู่ในแนวทางของพี่เรามาตลอด ใช้ของที่พี่เราขาย ใช้ของที่พี่เราแนะนำให้มาตลอด จนวันนึงสิวมันก็หายไปค่ะ แต่หน้าก็ยังเป็นหลุมๆ อยู่เพราะชอบแกะสิวมากกกกก 555 ไม่แกะก็แคะอยู่นั่นแหละค่ะ มือมันอยู่ไม่สุก

ก็ช่วงนั้นถ้าจำไม่ผิดก็ประมาณปลายปี 2557 ค่ะสิวมันก็หายไปพักนึงจนเราแน่ใจแล้วว่าสงสัยคราวนี้จะหายจริงๆ แล้วล่ะ แต่มันก็เหมือนว่ายังมีขึ้นมาอยู่บ้าง แต่เราก็คิดว่าคงไม่เป็นไรแล้วล่ะ

พอเดือนเมษา 2558 ก่อนกลับบ้าน (ตอนนั้นไปเลี้ยงหลานอยู่เมืองกรุง) เราก็อยากจะล้างพิษตับ ก็กินตัวที่พี่สาวแนะนำปกติค่ะ คือต้องบอกก่อนว่าที่บิ๊วไม่กลัวการล้างพิษเพราะเรารู้ว่ากินแล้วสิวมันจะขึ้นแล้วตัวบิ๊วเองก็ไม่เคยมีผลข้างเคียงที่เป็นอันตรายจากการล้างพิษนะคะ แล้วอีกอย่างเราก็อุ่นใจที่มีพี่สาวคอยแนะนำแล้วก็ให้ความรู้สิ่งที่นางศึกษามาตลอด แต่เราก็ไม่ได้ถามนางตลอดนะคะ อะไรที่สังเกตตัวเองได้ เราก็สังเกตเอง อะไรที่เรารู้แล้วว่าควรทำหรือไม่ควรทำเราก็จะรู้เอง อะไรที่ควรกินหรือไม่ควรกินมันก็จะรู้หมดค่ะ อยู่ที่ว่าทำหรือไม่ทำ 555

เอาล่ะค่ะ กลับมาตอนนี้กันซึ่งถือเป็นจุดพีคสุดท้ายละเพราะหลังจากที่กินตัวล้างพิษตัวนั้น สิวมันก็ทยอยขึ้นค่ะ ซึ่งเราก็ไม่ได้กังวลอะไรเพราะเคยรับมือมาหลายครั้งแล้วเป็นครึ่งปีก็เคยมาแล้ว แต่ก็ไม่คิดว่ามันจะออกมาเหมือนเดิม ผลคือมันยังมีออกมาอยู่ค่ะ โอ้แม่เจ้า จากที่เคยเบาใจว่ามันหายไปแล้ว มันก็กลับมาค่ะ แล้วตอนนั้นเองที่พี่บีมได้ไปเจอผลิตภัณฑ์ที่ทำให้สิวหายไปจนถึงทุกวันนี้ บิ๊วใช้แล้วก็กินไปประมาณสองเดือนก็หายเป็นปลิดทิ้งค่ะ ผิวหน้าดีขึ้นเรื่อยๆ จนเราเหมือนได้ร่างกายใหม่ ได้ผิวใหม่ ซึ่งเราคิดว่าที่มันหายไปเพราะตัวที่เรากินมันเข้าไปปรับระบบใหม่เราทั้งหมด ล้างพิษเก่าออกจนหมดจดประกอบกับการล้างพิษที่เราเคยทำมาตลอดอยู่แล้ว

เพราะจากสิ่งที่เราได้ยินและเห็นพี่สาวพูดถึงตลอดก็คือสิวมันก็เป็นโรคอย่างนึง ถ้าข้างในยังไม่ดี ยังไงมันก็จะแสดงออกมาให้เห็นข้างนอกอยู่ดีถ้ามันยังเป็นพิษอยู่ แต่ไม่ใช่ทุกคนที่จะโชคดีที่มันจะแสดงออกมาให้รู้ เพราะก็มีคนหลายๆ คนที่ไม่แสดงมาทางสิวแต่ออกมาเป็นอาการอย่างอื่น หรือบางคนอาจจะไม่แสดงเลยจนรู้ตัวอีกทีก็เป็นโรคระยะร้ายแรงแล้ว มันเลยทำให้เราเริ่มมาตระหนักว่า โอเค นี่คือร่างกายใหม่ของเรา ผิวใหม่ของเรา ถ้าเรายังกลับไปทำตัวเหมือนเดิม ยังไงมันก็จะกลับมาเป็นอีกอยู่ดี มันก็เลยเป็นจุดเริ่มต้นของความคิดใหม่ๆ

ปรับเปลี่ยนความคิดและการใช้ชีวิต
บิ๊วเริ่มออกกำลัง เริ่มดูแลอาหารการกิน การดื่มน้ำ การนอนหลับพักผ่อน ต้องใช้คำว่า “ทำเท่าที่ทำได้” นะคะเพราะงานค่อนข้างหนักมาก แต่ด้วยความที่ว่าเราเริ่มมาดูแลตัวเอง มันก็เลยไม่หนักมากเท่าที่ควรจะเป็น

จริงๆ เรื่องออกกำลังตอนแรกๆ นี่ยังไม่เท่าไหร่ค่ะ บิ๊วเริ่มจากการดื่มน้ำแล้วก็เรื่องอาหารการกินก่อน แล้วพอเราเริ่มจัดเวลาได้ (ไม่อยากใช้คำว่าไม่มีเวลาค่ะ เพราะพอเริ่มโตมาทำให้เราเรียนรู้ว่า ”ไม่มีเวลานี่ไม่มี มีแต่ไม่จัดสรรเวลา”)

เราก็เริ่มออกกำลังค่ะ ซึ่งไม่ใช่การออกกำลังหนักอะไรเลย ก็ทำท่าทางนู่นนี่อยู่ในห้องอาทิตย์ละ 3 – 4 วันๆ ละ 30 นาที ก็ทำแบบนี้มาเรื่อยๆ ค่ะ พอเริ่มมาดูแลตัวเองเราเลยรู้ว่าร่างกายเราดีขึ้น ผิวเราดีขึ้น ระบบร่างกายเราดีขึ้น (เพราะเริ่มดื่มน้ำวันละ 1.5 – 2 ลิตรให้ได้ต่อวัน)

จริงๆ บิ๊วเป็นคนไม่ขาวค่ะ แต่ผิวมันผ่อง มันใส ใครๆ ก็ทัก อิอิ อันนี้จริงๆ ค่ะ ไม่ได้พูดเล่น แล้วพอร่างกายเริ่มดี น้ำหนักเริ่มได้ เราก็ไปบริจาคเลือดค่ะ พอร่างกายเริ่มดี จิตใจที่ดีอยู่แล้วมันก็ดีกว่าเดิม (ถ้าไม่เอาใจไปอยู่ในสภาวะที่ไม่ดีหรือไม่พาตัวเองไปอยู่ในสภาพแวดล้อมที่ไม่ดี) ที่วงเล็บไว้นั่นกำลังจะบอกว่ามันก็มีบ้างที่เราเลือกที่จะอยู่หรือเลือกที่จะคิดในเรื่องที่มันไม่ส่งผลดีต่อสภาพร่างกายและจิตใจ แต่ก็ค่อยๆ ฝึกมาเรื่อยๆ ค่ะ

เอาจริงๆ เรื่องจิตใจนี่ต้องขอบคุณที่บ้านเลยค่ะ ทุกวันนี้มันดีขึ้นเรื่อยๆ ก็เพราะทางครอบครัวด้วย เราก็ประคองกันมาเรื่อยๆ ถึงแม้จะเกิดปัญหาอะไรมากมายระหว่างทาง เราก็ดูแลกันมาเรื่อยๆ จนพอสถานการณ์มันเริ่มคลี่คลายบ้างแล้ว แต่เราก็ยังฝึกให้จิตมันดีขึ้นเรื่อยๆ จนตอนนี้พลังบวกที่บ้านเยอะมากค่ะ รับรู้ได้เลยจริงๆ แล้วนี่แหละค่ะคือสิ่งสำคัญที่สุดที่ทำให้สุขภาพจิตเราดี พอสุขภาพจิตดี กายก็ดีอะไรๆ ก็ดีไปหมดค่ะ “ทุกอย่างอยู่ที่ใจ” จริงๆ

เอาเป็นว่าบิ๊วขอเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ทุกๆ คนที่เชื่อมั่นในแนวทางนี้นะคะ สำคัญคือรู้จักร่างกายตัวเอง รู้ใจตัวเอง ศึกษาแนวทางให้เข้าใจอย่างถ่องแท้และนำไปปฏิบัติตามอย่างมีวินัย แต่ต้องทำด้วยใจที่สบายนะคะ เป็นกำลังใจให้ค่ะ ^^

อจ.บิ๊ว
น้องสาวแท้ ๆ ของบีม
เจ้าของเพจ Build’s Good Health Story
(ในเพจมีรูปและคลิป Before มากมายเลยค่ะ ตามไปดูกันได้เลย)

มีหลายคนสอบถามหลังอ่านโพสต์นี้จบ ว่าสองเดือนนั้นที่บิ๊วรู้สึกว่า “สิวหายขาด” ไปจากชีวิตจริง ๆ บิ๊วใช้อะไร บีมจึงทำคลิปสัมภาษณ์บิ๊วมาให้ดูข้อมูลด้วยตัวเองนะคะ https://youtu.be/CizIb4DGxKI

 

Success Story : น้องน้ำฝน อาหารเปลี่ยนสิวได้จริง!

อีกหนึ่งเรื่องราวความสำเร็จที่น่ายินดี น้องน้ำฝนเรียนรู้จริงจัง ปฏิบัติจริงจัง และปรับเปลี่ยนอาหารจริงจัง จนเห็นผลลัพธ์จริงในเวลาไม่นานเกินรอ!

วันนี้มีเรื่องราวดี ๆ มาอัพเดทเพื่อน ๆ กันค่ะ

มีน้องแฟนเพจ เขียนมาเล่าเรื่องราวที่เป็นผลลัพธ์จากการที่ได้ทดลองทำหลาย ๆ อย่างที่บีมสอนไว้ทุกช่องทาง (ย้ำว่าทุกช่องทาง น้องเขาอ่านละเอียดจริง ๆ และเอาไปลงมือทำจริง ๆ จัง ๆ มาทุก Live ไม่ขาดการเรียนรู้เลยค่ะ) เป็นผลลัพธ์ของคนที่ “พึ่งตัวเอง”​ จริง ๆ เป็นตัวอย่างที่ดีมาก ๆ จึงขออนุญาตน้องนำเรื่องราวความสำเร็จนี้มาลงให้เพื่อน ๆ ที่กำลังติดตามและปฏิบัติอยู่ อ่านแล้วรู้สึกมีพลังใจเพิ่มขึ้นค่ะ จะได้มีแรงไปปฏิบัติกันต่อให้สำเร็จ ตามมาเลยค่ะ

collage-before-after-namphon

สวัสดีค่า หนูชื่อน้ำฝน อายุ 22 ปี อยากจะมาเรียนประสบการณ์การบำบัดสิวตัวเองค่ะ

ช่วงเดือนต้นมิ.ย.เดินทางไปตปท.เพื่อเรียนแลกเปลี่ยนเป็นเวลาเกือบ2เดือนค่ะ โดยพกอาหารสำเร็จรูป เช่น โจ๊ก บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปและอาหารกระป๋องไป โดยช่วงที่ไปถึงสัปดาห์แรก ทานแต่อาหารพวกนี้เพื่อที่จะประหยัดเงินด้วย ก็ยังคิดอยู่ว่าเออมาสิงคโปร์ยังไม่ได้กินผักเลย แล้วสิ่งที่แปลกใจก็คือ อุจจาระเหม็นเน่ามาก ก็ยังคิดว่าห้องน้ำเขาไม่ดีรึเปล่า(ยังไม่รู้ตัว) แล้วที่มหาลัยก็มีชาไข่มุกอร่อย

ต่อมาพอของที่เอามาเองหมด ก็ไปซื้อมาเพิ่ม เป็นจำพวกปลากระป๋อง อาหารเวิร์ฟ บวกกับช่วงนั้นจะเป็นประจำเดือน ทำให้มีความอยากอาหารมาก กินไก่ทอดทุกวันเป็นเวลา1สัปดาห์เต็มๆ ไปเที่ยวก็เห็นว่าตัวเองพุงป่องมาก

แล้วเช้าของสัปดาห์ต่อมา ก็ต้องตกใจหน้าตัวเองเพราะสิวเม็ดเล็กๆ เต็มหน้าไปหมด (ซึ่งก่อนหน้านี้ ก็เป็นแต่หาครีมรักษาสิวมาใช้ก็ดีขึ้น แต่อยู่ๆก็มาเป็นอีกทั้งๆที่ใช้ครีมรักษาสิวตัวนั้นอยู่!!! ถามคนขายเขาก็หาว่าแพ้ครีมอะไรมารึเปล่า ทั้งๆที่ความจริงเกิดจากพฤติกรรมเราชัดๆ) วันนั้นตัดสินใจไม่ซื้อผลิตภัณฑ์รักษาสิวอีก(เพราะที่นี่ไม่มีแบรนด์ที่เราใช้ด้วย แถมราคาแพงอีก) ต้องใช้วิธีธรรมชาติจะได้ไม่เปลืองตังค์ ก็เสิร์ชหา “วิธีรักษาสิววิธีธรรมชาติ)“

แล้วก็ไปเจอคลิปครูบีมในyoutube เกี่ยวกับสิวอุดตัน ที่ว่า เกิดจากผิวขาดน้ำ กินไขมันเลว เลยตัดสินใจทำตาม แล้วเพิ่งนึกออกว่าผิวเราขาดน้ำได้ยังไง ก็คือ กินอาหารสำเร็จรูปซึ่งโซเดียมสูง ดื่มน้ำน้อย ขับถ่ายไม่ปกติ ล้างหน้ากว่าจะทาครีมผิวก็แห้งผาด

หนูเริ่มทำตามคำแนะนำครูบีมจากคลิปที่ฟังในวันที่ 3 ก.ค. ดื่มน้ำวันละ 2,500ml กินผักให้ได้ทุกมื้อ ไม่กินอาหารหวาน มัน ทอดเลย ออกกำลังกายทุกวัน ใช้น้ำมันมะพร้าวเช็ดหน้าสิวเล็กๆหลุดติดตลอดค่ะ แล้วใช้มาส์กแบบลอกที่อ่อนโยน คอยดูดพวกสิวเล็กๆออก สัปดาห์ละ 2 ครั้ง

พอวันที่ 13 ก.ค.หนูเริ่มทำตารางบันทึกสุขภาพ ทำให้เรายิ่งมีวินัย หนูดื่มน้ำ Celery ปั่นแทน ถ้าชาไข่มุก (มีวันนึงอยากกินมาก เลยซื้อแบบไม่ใส่น้ำตาล ปรากฎว่าตาค้างนอนไม่หลับ เข็ดเลยค่ะ) แล้วไปเจอคลิปครูเก๋ หมอเกดธาตุเจ้าเรือน ก็เริ่มเล่นโยคะเพิ่มตอนเช้า พอกลับมาที่ไทย 31 ก.ค ทุกคนทักว่าผิวใสออร่ามาก สิวไม่สนใจมันแล้วเพราะมันน้อยลงเรื่อยๆ มีสิวขับพิษขึ้นประปรายแต่มันหายไปเองอย่างไรร่องรอย

แล้วไปอ่านเจออีกว่าเป็นสิวน่ะดีแล้ว ทำให้เรารู้ตัวกลับมาดูแลร่างกาย

ที่ครูบีมบอกว่า อาหารจะกลายเป็นผิว ทำให้การกินผักหรืออาหารที่มีประโยชน์เป็นเรื่องที่มีความสุขไม่ได้รู้สึกฝืนใจแต่อย่างใด ยิ่งทำยิ่งเชื่อเพราะเห็นผลจริงๆ

ต้องขอบคุณครูบีมที่แบ่งปันประสบการณ์ตัวเอง ทำให้คนเป็นสิว สิวหาย กลับมาดูแลสุขภาพตัวเอง แล้วหนูก็ชักนำคนในครอบครัวให้ดูแลสุขภาพกันค่ะ เนื่องจากโชคดีที่บ้านหนูรู้จักหมอเขียว คุณแม่เคยไปเข้าคอร์สด้วยค่ะ เลยเข้าใจวิถีธรรมชาติ

❤️❤️❤️❤️❤️

จะรักษาสิวให้หาย ต้องเข้าใจเรื่อง “การแพทย์ 3 กระแส”

ถ้าคุณยังสับสนในเรื่องสุขภาพ ไม่รู้จะเชื่อข้อมูลไหน ทำตามข้อมูลหมอ โค้ช คนไหนดี บทความนี้ อาจทำให้คุณ “ได้คำตอบที่ทะลุ” ที่สุดค่ะ

ถ้าคุณยังสับสนในเรื่องสุขภาพ ไม่รู้จะเชื่อข้อมูลไหน ทำตามข้อมูลหมอ โค้ช คนไหนดี บทความนี้ อาจทำให้คุณ “ได้คำตอบที่ทะลุ” ที่สุดค่ะ

การแพทย์ในปัจจุบันนี้ แบ่งออกเป็น 3 กระแส ตาม “ความเชื่อและประสบการณ์” ของบุคลากรทางการแพทย์แต่ละคน

1. แพทย์กระแสหลัก
เป็นองค์ความรู้ที่ได้รับการสอนในสถาบันการศึกษาทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นแพทย์ศาสตร์ เภสัชศาสตร์ วิทยาศาสตร์ กายภาพบำบัด ซึ่งจะมุ่งเน้นไปที่การศึกษา “ร่างกาย” และ “รักษาโรค” ด้วยยา การผ่าตัด

เป็นองค์ความรู้ที่เกิดในยุค “ปฏิวัติวิทยาศาสตร์” ในยุโรปตะวันตก เป็นช่วงที่คนเห็นความมหัศจรรย์ของการใช้วิธีทางวิทยาศาสตร์เอาชนะโรคภัยชนิดติดเชื้อต่าง ๆ (คนตายเพราะเชื้อโรคมาก) วิทยาศาสตร์ที่แก้ปัญหาและพัฒนาได้หลายสิ่งที่ยังใช้มาจนยุคนี้

แต่วิถีวิทยาศาสตร์แบบนี้ จะมีข้อจำกัดคือ ทุกสิ่งต้องสัมผัสได้ด้วย ประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น โดยจะไม่ให้ความสำคัญกับ “จิต” หรือ “พลังงาน” ซึ่งในภายหลังมีนักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่า มีอะไรที่เล็กกว่าอะตอม ที่เรามองไม่เห็น เรียกว่า ควอนตัม

ซึ่งเมื่อได้รับการศึกษาต่อยอดพัฒนาต่อมา ก็พบว่า ควอนตัมนี้ เป็นศาสตร์ที่ทำให้นักวิทยาศาสตร์เริ่มมองเห็นในสิ่งที่เคยพิสูจน์ไม่ได้ ไม่เข้าใจ เป็นเรื่องของจิต พลังงาน มิติ ซึ่งบุคลากรทางวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ จะไม่ได้เรียนรู้มาถึงจุดนี้ ก็จะมีเฉพาะกลุ่มที่สนใจสายนี้ ที่เรียนรู้เจาะลึกไป

ทำให้นักวิทยาศาสตร์ส่วนใหญ่ ยอมรับเฉพาะ “สิ่งที่สัมผัสได้ด้วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 เท่านั้น” ไม่ยอมรับอะไรที่มองไม่เห็น ตรวจสอบไม่ได้

ที่บีมรู้ตรงนี้ เพราะ เคยเรียนสายวิทย์ตอนมัธยมปลายมาก่อน มองเห็นตรงนี้ค่ะ พอตอนหลังมาศึกษาแนวธรรมชาติบำบัด และ วิทยาศาสตร์ทางจิต เราก็รู้ว่า นี่คือจุดอ่อนของวิทยาศาสตร์ที่ทำให้เอาชนะโรคภัยไม่ได้แท้จริง เพราะ คนเรามีรากเหง้าคือ จิต แต่วิทยาศาสตร์ไม่ให้ความสำคัญตรงนี้ จึงรักษาได้แค่กาย แต่ไม่สามารถรักษาไปถึงรากเหง้าของมนุษย์ทั้งคนได้จริง ทั้งที่มนุษย์มีพลังเยียวยาตัวเองอยู่ในตัวอยู่แล้ว และดึงจากธรรมชาติมาใช้ได้อยู่แล้ว

2. แพทย์กระแสทางเลือก
แพทย์ทางเลือก หรือ alternative medicine จริง ๆ ตอนนี้ เป็น “ทางรอด” ไปเสียแล้ว ที่ถูกเรียกว่าทางเลือก เพราะ เป็นทางที่ทำให้คนที่ใช้ทางหลักแล้วไม่หาย สามารถหายได้ จึงถูกเรียกว่า “ทางเลือก”

มันน่าจะเริ่มเมื่อสัก 10 กว่าปีก่อน ตอนที่บีมกำลังเริ่มเรียนชั้นมหาวิทยาลัย ชีวจิตกำลังดังมาก และแพทย์กระแสนี้ เหมือนพึ่งจะเริ่มเข้าเมืองไทย แต่ในกระแสโลก มันมีมาสักระยะแล้ว หลังจากที่ผู้ป่วยด้วยโรคเรื้อรังต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมะเร็ง ไม่สามารถถูกรักษาให้หายและต้องทรมานและตายไปจากการรักษาด้วยการแพทย์กระแสหลัก และมีคนบางส่วนที่รู้จากหมอว่า จะอยู่ได้อีกไม่นาน ซึ่งเมื่อเขาได้กลับมาดูแลตัวเอง ยอม surrender กับธรรมชาติ ทำตามเสียงธรรมชาติที่ดังจากจิตและกายตัวเอง และน้อมรับความตาย เตรียมตัวตายอย่างสงบและกล้าหาญ ก็พบว่าคนกลุ่มนี้ “รอด” และ “กลับมาแข็งแรง” รอดยาว… ทำเอาคุณหมอก็แปลกใจในความมหัศจรรย์นี้

ซึ่งเราพบว่า มีคนกลุ่มนี้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ แต่ก็มีบางส่วนที่มีข่าวว่า ใช้แนวทางนี้แล้วเสียชีวิต ซึ่งจริง ๆ แล้ว หากมองด้วยใจเป็นกลาง ไม่ว่าจะรักษาแผนใด หากถึงเวลาที่จะต้องไป เขาก็จะต้องไป ไม่มีใครยื้อกรรมของตัวเองได้

สำคัญที่ว่า หมอผู้นั้นได้รักษาคนไข้ด้วยจิตบริสุทธิ์ โดยละเอียดรอบคอบ ใช้ทุกสรรพวิชาอย่างดีที่สุดแล้วหรือยังในการช่วยเหลือชีวิตนั้น หากได้กระทำเช่นนั้นแล้ว ก็ไม่ควรโทษหมอ โทษพยาบาล โทษใคร คนถึงเวลาจะไป ก็ต้องไป…ต้องทำใจยอมรับความเป็นจริง

โดยสรุปแล้วก็คือ การแพทย์ทางเลือก จะเชื่อว่า มนุษย์คือส่วนหนึ่งของธรรมชาติ ธรรมชาติสร้างมนุษย์มา และธรรมชาติย่อมรู้วิธีเยียวยามนุษย์ได้ มนุษย์จึงต้องไม่ดื้อรั้นเอาแต่ใจตัว และศึกษา สังเกต ธรรมชาติอยู่เสมอ เพื่อปรับตัวเองให้มีชีวิตที่มีความสุข เพราะ ธรรมชาติคือ ความสุข ความสงบ ความสอดคล้อง ซึ่งมีมากกว่ามิติร่างกาย

มนุษย์จะต้องเข้าใจความเป็นมนุษย์แบบองค์รวม ทุกปัญหาในชีวิตก็จะคลี่คลาย ชีวิตจะสุขง่าย ทุกข์ยาก แม้มีทุกข์ ก็ปรับให้เป็นการเรียนรู้ได้ นั่นคือ วิถีแห่งธรรมชาติของแพทย์กระแสนี้ เน้นที่ “ราก” ไม่ใช่ “ร่าง” อย่างเดียว
ขณะนี้มีคุณหมอทั้งระดับโลกและระดับประเทศจำนวนเพิ่มขึ้น ที่เรียนจบแบบกระแสหลัก แต่พบว่า ตัวเองป่วยเหมือนคนไข้ แต่รู้ว่าวิถีการรักษาแบบที่รักษาคนไข้ มันไม่ได้ผล ไม่อยากมีจุดจบเหมือนคนไข้ คุณหมอกลุ่มนี้ ก็แสวงหาแนวทางที่ไม่เคยใช้มาก่อน คือ ธรรมชาติบำบัด จนรักษาตัวเองหาย และจึงเกิดความเชื่อมั่น ศรัทธาในธรรมชาติ ก็เปลี่ยนวิธีการรักษามาเป็นแบบธรรมชาติบำบัดในภายหลัง แพทย์กลุ่มนี้ได้แก่ แพทย์แผนจีน (ตอนนี้ชาติตะวันตกเรียนแพทย์แผนจีนและอายุรเวทกันมากขึ้น) อายุรเวท แพทย์แผนไทย เป็นต้น

3. แพทย์ผสมผสาน
ชื่อบอกแล้วว่าผสมผสาน คือ เอา 1. + 2. คือ การที่รับการวินิจฉัยโดยแพทย์กระแสหลัก ยังกินยาอยู่ แต่นำเอาการดูแลด้วยธรรมชาติมาใช้มากขึ้น จนกระทั่งสามารถลดยาและเลิกยาได้ กรณีแบบนี้ จะเกิดกับผู้ที่เป็นโรคเรื้อรัง ที่ยังไม่อยากเลิกยา หรือจำเป็นต้องใช้ยาอยู่ แต่ไม่อยากใช้ยาไปตลอดชีวิต ก็ค่อย ๆ ปรับไปจนกระทั่งไม่ต้องใช้ยาอีกต่อไปนั่นเอง

จากกระแสสุขภาพ 3 ระบบความเชื่อนี้ ก็ทำให้เกิดข้อมูลมากมายเผยแพร่บนอินเตอร์เน็ตบ้าง ในนิตยสารบ้าง หนังสือบ้าง เขียนโดยแพทย์ เภสัชกร บุคลากรทางการแพทย์ ที่ข้อมูลไปทางเดียวกันบ้าง ขัดกันบ้าง ขัดมาก ขัดน้อย จนทำให้เราในฐานะคนธรรมดาที่ไม่ได้เรียนด้านนี้มา รู้สึก “สับสน” จะเอาทางไหนดี ไปหาหมอท่านหนึ่งก็พูดอย่าง อีกท่านก็พูดอย่าง

สิ่งที่บีมจะบอกก็คือ “พึ่งตัวเอง” ค่ะ

การพึ่งตัวเอง ไม่ใช่การ “ปฏิเสธ” หมอ หรือ วิทยาการใหม่ ๆ เลย แต่หมายถึง “การรู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้” ก่อน รู้ว่าร่างกายและจิตใจเรามีธรรมชาติเป็นอย่างไร สังเกตตัวเอง ฝึกฝนการตอบสนองตัวเองในสิ่งที่กายและจิตนี้ต้องการ เพราะเขาจะบอกเราเสมอว่าเขาต้องการอะไร แค่พูดเป็นคำให้เราไม่ได้ แต่เราจะรู้สึกได้

ถ้าเราสบาย นั่นแหละ คือเราดูแลเขาได้ดี ถ้าเราไม่สบาย แสดงว่า มีบางอย่างผิดปกติ เป็นหน้าที่เราต้องสำรวจหา แล้วแก้ไขเสียค่ะ ให้มันตรงจุด ในทุกระดับ กาย จิต จิตวิญญาณ ต้องให้ครบองค์มนุษย์

และส่วนใหญ่ก็แค่ดูแลด้วยเบสิค นอนให้เป็นเวลาที่ร่างกายต้องการ กินให้ถูก วางใจให้ถูก มีความสัมพันธ์ที่ดีกับสิ่งต่าง ๆ เชื่อมต่อกับธรรมชาติให้มาก มันก็มีแค่นี้

แต่เราดันไปคิดเองว่า จะรู้จักร่างกายตัวเองต้องเรียนหมอ มันไม่ใช่ เรานี่แหละ รู้จักตัวเองดีที่สุด ขอแค่ละเอียดอ่อนในการสังเกตตัวเอง และศึกษาความรู้จากหมอศาสตร์ที่เราสนใจเพิ่มเติม ลองปรับใช้เอามาดูแลตัวเองให้อยู่จุดที่สบาย มันก็จบแล้ว แค่นี้เอง ง่าย ๆ มันจะยากก็แค่ เราคิดว่ามันยากและไม่ใส่ใจตัวเองแค่นั้นเองค่ะ

พอเรารู้จักตัวเองดีแล้ว เราก็ดูว่า เรายังขาดตรงไหน ทำอะไร รักษาอะไรด้วยตัวเองไม่ได้บ้าง เราก็ไปพบแพทย์ที่เราเชื่อถือ ศรัทธาในผลงาน ตรงกับจริตของเรา เพื่อให้ช่วยเราในจุดที่เราทำเองไม่ได้จริง ๆ แบบนี้ คุณหมอก็จะทำงานง่าย ไม่ต้องมาสอนเบสิคสุขภาพให้คนไข้อีก อะไรที่คุณติดขัดก็จะหายง่ายขึ้น เรื่องวิธีคิดการดูแลตัวเอง คุณต้องปรับเอาเอง ไม่ใช่ให้หมอปรับให้ ไม่ใช่งานเขาค่ะ ให้เขาได้ช่วยคุณอย่างตรงจุดไปเลยดีกว่า

ส่วนเรื่องการศึกษาข้อมูล บีมจะแนะนำว่า ให้คุณรู้จักตัวเองก่อนดีกว่า ถ้าคุณมีแก่น รู้จักตัวเอง คุณจะรู้ว่า อะไรที่มันใช่ อะไรที่ไม่ใช่ ด้วยสามัญสำนึกง่าย ๆ ของเราเอง แล้วรู้จักเลือกข้อมูลที่มีแหล่งข้อมูลที่ดี ผู้ที่ให้ความรู้นั้นมีประสบการณ์จริงในสายงานนั้น ๆ เรื่องนั้น ๆ จริง มีผลงานประจักษ์จริง ๆ ค่ะ 

เรื่องสุขภาพ เป็นเรื่องของ “ความเชื่อ” อีกรูปแบบหนึ่ง
ที่เหมือน “ศาสนา” และ “การเมือง”

เชื่อของใคร ของมัน อย่าเอามาเป็นประเด็นเถียงกัน

ยกเว้นแต่ว่า ประเด็นนั้นมันเป็นอันตรายต่อผู้คนจริง ๆ ก็ควรต้องทำให้คนรับรู้และไม่สนับสนุนแนวคิดและวิถีนั้น ๆ ค่ะ

แม้แต่สิ่งที่บีมเขียนและเผยแพร่ มันก็เป็นความเชื่อและประสบการณ์ของบีม คุณไม่จำเป็นต้องเชื่อ แต่ถ้าคุณได้ศึกษาเบื้องต้น เห็นว่าตรงจริต น่าสนใจ คุณก็รับมันเข้าไปใช้ดู ถ้ามันตอบโจทย์ ซึ่งคุณจะรู้ด้วยตัวเอง คุณก็ศึกษา ลงมือทำ และรับมันไปใช้มากขึ้น โดยแยกองค์ความรู้ออกจากตัวบีมในฐานะผู้เรียนรู้โลกอีกคนหนึ่งค่ะ ที่ผ่านมาก่อน เดินมาก่อน บีมถือว่าตัวเองไม่ใช่เจ้าสำนักหรือกูรู แต่แค่เรียนรู้มากว่า ประสบมามากกว่า เห็นว่าทางนี้ดี อยากให้ลองดู เท่านั้นเอง ซึ่งองค์ความรู้สามารถปรับเปลี่ยนได้เรื่อย ๆ เพราะ มีอีกหลายเรื่องที่เราไม่รู้ ดังนั้น บีมเองก็ต้องเรียนรู้ตลอดเวลา คุณ.เองก็เช่นกันค่ะ อย่าเชื่อเพราะบีมคือผู้สอน (ครู) ตามหลักกาลามสูตรเลย ต้องเชื่อเพราะคุณ “เห็น” มันเอง

และสุขภาพมันเป็นเรื่องของการ “เลือก” ตาม “ประสบการ์และการตีความ” ของใครของมัน และต้อง “รับผิดชอบ” ผลของการเลือกด้วยตัวเอง เท่านั้นเองค่ะ

เพราะกายและจิตนี้ คุณได้รับมันมา ต้องรู้จักและดูแลเองให้เป็น จึงจะอยู่ได้อย่างมีความสุข มีพลังสร้างสรรค์ชีวิตมากมาย

ขอให้คุณ “พบทางสว่าง” ของสุขภาพคุณเองในเร็ววัน

ช่วงหลับ ก็ปรับสมดุลได้ ด้วย Chakra Balancing & Healing Music

สำหรับใครที่นอนไม่หลับ หลับไม่สนิท ซึ่งการนอนที่มีคุณภาพจะส่งผลต่อการซ่อมแซมร่างกายที่ดี ดนตรีที่นำมาเป็นตัวอย่างนี้อาจจะสามารถช่วยคุณได้

หากอยู่ในช่วงอ่อนล้า เพลีย ทำงานหนัก พักผ่อนน้อย บีมจะมีวิธีในการเยียวยาปรับสมดุลพลังภายในที่ไม่น่าเชื่อว่าจะได้ผล แต่ก็ได้ผลมาก ๆ ค่ะ ทดลองเปิดดนตรีบำบัดแนว Chakra Balancing มาประมาณ 1 ปีแล้ว ทุกครั้งที่ไม่สบาย ร่างกายอ่อนแอ พักน้อย หากได้เปิดดนตรี Chakra Balancing ไปก่อนนอน มักจะตื่นมาพร้อมกับความสมดุลสดชื่นเสมอ

และเมื่อได้แนะนำให้กับพี่ ๆ เพื่อน ๆ ที่รักได้ทดลองทำดู ปรากฏว่า ก็ได้ผลดีเช่นเดียวกัน โดยที่พี่ ๆ เพื่อน ๆ กลุ่มนี้ดำเนินชีวิตตามปกติ ไม่ใช่สายที่ศึกษาธรรมชาติบำบัด จึงคิดว่า น่าจะนำมาแนะนำให้กับทุกคนที่มีปัญหาภาวะอ่อนเพลียเรื้อรัง ลองเปิดฟังก่อนนอนพร้อมหลับไปเป็นประจำทุกคืน มันจะทำงานของมันเองค่ะ แล้วดูว่า รู้สึกแตกต่างไปจากเดิมที่ไม่เคยใช้ดนตรีนี้หรือไม่นะคะ

หากกังวลเรื่องคลื่นพลังงานจากโทรศัพท์มือถือ แนะนำให้อัดคลิปเสียงไว้ในเครื่องเล่นเพลงต่าง ๆ ค่ะ หรือตามสะดวกเลย แล้วกดเล่นก่อนนอนทุกคืน ทิ้งไว้แม้เราจะหลับ ข้างในเราไม่เคยหลับค่ะ

ดูแลตัวเองได้ง่าย ๆ ด้วยคลื่นเสียงปรับสมดุลพลังธรรมชาติ

ตัวอย่างของเพลงที่บีมเปิดฟังนะคะ

ความยาว 35 นาที (อันนี้ฟังบ่อย) https://youtu.be/MvmAYt9KtAM

ความยาว 3 ชั่วโมงครึ่ง https://youtu.be/ARoih8HTPGw

หรือสามารถหาโทนเสียงเพลงที่ตรงจริตตัวเองด้วยคำว่า Chakra Healing, Chakra Balancing ประมาณนี้นะคะ ให้เลือกโทนที่ตัวเราฟังแล้วรู้สึกสงบ ไม่ใช่ฟังแล้วยิ่งนอนไม่หลับค่ะ แต่ละคนจะมีคลื่นเสียงที่ตรงจริตแตกต่างกัน ต้องสังเกตเองค่ะ ถ้าเปิดถูกอัน จะหลับเร็ว หลับง่ายขึ้น ตื่นมาสดชื่นจริงค่ะ

เทคนิคดูแลตัวเองอย่างง่าย บีม

สิว คือ กลุ่มของโรคที่เกิดจากพฤติกรรม (NCDs)

จากที่บีมได้สำรวจข้อมูลเกี่ยวกับเรื่อง “สิว” ใน google มาสักระยะหนึ่งแล้ว พบว่า ฐานข้อมูลของประเทศไทยเรื่อง “สิว” ยังไม่มีใครพูดถึงประเด็นนี้ว่า “สิว” คือ กลุ่มของโรคที่เกิดจากพฤติกรรม ที่ภาษาอังกฤษ เรียกว่า Non-Communicable disease หรือเรียกเป็นภาษาไทยว่า “กลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง”

และในความเป็นจริง ก็เป็นเช่นนั้น…

จากประสบการณ์ของบีมเอง ทั้งในส่วนที่ดูแลตัวเอง และดูแลคนมีปัญหาสิว คนส่วนใหญ่ที่มีปัญหาสิวชนิดเรื้อรัง จะมีปัญหาในเรื่องของการ “ไม่สามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรม” ที่ก่อให้เกิดสิวได้ ทั้ง ๆ ที่รู้อยู่ว่า เพราะอะไร แต่ก็ไม่สามารถ “เปลี่ยนแปลงตัวเองได้”

จากการสังเกตและรวบรวมสถิติทั้งหมด 8 ปี บีมพบว่า 3 พฤติกรรมหลักที่คน “เปลี่ยนได้ยาก” มีดังนี้

อันดับ 1 ยังกินอาหารแบบเดิม

กินอาหารปลอม ไม่ใช่อาหารจริง ซึ่งอาหาร มันจะกลายมาเป็น “ผิว” และถ้าอาหารไม่ย่อย ก็จะกลายเป็น “พิษตกค้าง” ถ้ากินแย่ ๆ ผิวก็แย่ ไม่มีทางจะแข็งแรงและดีขึ้นได้ ต่อจะให้ใช้ skincare ที่เคลมว่าทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น ก็จะได้เฉพาะส่วนของกำแพงผิวที่จะอิ่มน้ำและป้องกันตัวเองจากการติดเชื้อได้ดีขึ้น แต่ก็จะยังมีสิวขึ้นอยู่ดีจากที่ระบบภายในแย่และสกปรก

อันดับ 2 ยังนอนแบบเดิม ไม่สามารถปรับเวลานอน มานอนประมาณ 3-4 ทุ่มได้

ซึ่งเวลาทองในการ “ซ่อมร่าง” และ “แปลงร่าง” ของมนุษย์ อยู่ที่ 4 ทุ่ม – ตี 2 ข้อนี้ แพทย์ทุกแขนงเห็นพ้องต้องกัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มแพทย์ชะลอวัย จะเน้นเป็นพิเศษ ว่าให้นอนให้ได้ช่วงนี้ เพื่อให้ร่างกายได้ผลิต Growth Hormone มาซ่อมร่างได้ช่วงเที่ยงคืนกว่า ๆ ได้อย่างเต็มที่ เป็นฮอร์โมนซ่อมแซม ทำให้อ่อนเยาว์ ถ้าเปรียบเหมือนรถยนต์ ก็ได้รับการเช็คสภาพและซ่อมแซมฟื้นฟูกันในช่วงนี้ ซึ่งถ้าทำงานเป็นกะอยู่ และ ยังนอนหลัง 4 ทุ่ม ก็ไม่ได้รับอาวุธของธรรมชาติ ที่คืนความแข็งแรงให้กับเรา และยังทำให้ ถุงน้ำดี และ ตับร้อน ไฟพุ่งพล่าน เกิดเป็นภาวะร้อนเกินสะสมในตับและถุงน้ำดีอีก ซึ่งแพทย์แผนจีนอธิบายว่า ถ้าสองอวัยวะนี้ร้อน จะทำให้ระบบย่อยไม่ดี มีน้ำเหลืองเสีย ไขมันพิษตกค้าง ไม่ถูกระบายออก อารมณ์หงุดหงิดง่าย ผิวขาดน้ำ ประจำเดือนไม่ปกติ และทำให้ “เป็นสิว” ก็สอดคล้องกันทั้งหมด ยกมาเป็นซีรี่ย์ “ความเสื่อม”

อันดับ 3 ยังไม่ออกกำลังกาย

แม้จะรู้ว่า ออกแล้วดี แต่ไม่เห็นว่าสำคัญมากพอ หรือ ชีวิตวุ่นวายมากเกินไป จนจัดเวลาดูแลตัวเองไม่ได้
การออกกำลังกาย เหมือนเป็นการ “เร่งเครื่อง” ให้ร่างกาย “เปลี่ยนแปลง” ข้อนี้ บีมเห็นชัดตอนเล่นเวทและออกกำลังกายจริงจังอยู่ 3 เดือนช่วงก่อน มันเป็นเหมือนอะไรที่ทำให้เรา “แปลงร่างได้” เพราะ มันเพิ่มการเผาผลาญ เพิ่มการหมุนเวียนเลือด เคยเห็นโฆษณาน้ำมันรถรุ่นก่อน ๆ ไหมคะ ที่พอใส่น้ำมันนี้ แล้วลูกสูบทำงานเต็มสตีมมาก ๆ ก็แบบนั้นล่ะค่ะ ตอนออกกำลังกาย ถ้าเราไม่ออกหนักจนเกินไป (ทำแบบพอดีๆ) เขาก็จะช่วยให้เซลล์ทั้งร่าง “เปลี่ยนแปลง” ของเสียถูกขับออกได้ดี อาหารใหม่ ออกซิเจน ไปได้ทั่วถึง แม้กระทั่งหลอดเลือดฝอยที่ปลายผิวหนัง ส่งผลให้การซ่อมแซม ฟื้นฟูร่างทำได้ดีขึ้น แถมเชื้อสิวก็เกลียดออกซิเจนมาก ถ้าอัดออกซิเจนเข้าไปในผิวผ่านเส้นเลือดได้เยอะ ๆ​ (ผ่านเส้นเลือด และ เส้นลมปราณ ซึ่งเส้นลมปราณส่งสารอาหารและออกซิเจนได้เร็วกว่าเลือดหลายเท่าตัว) และส่งทหารเม็ดเลือดขาวจากน้ำเหลืองมาเยอะ ๆ สารอาหารดี ๆ มากับเลือด มีหรือ ผิวจะไม่แข็งแรงขึ้น?

ปกติแล้ว ถ้าสามารถปรับ 3 ข้อนี้ได้ ก็จะหายขาดได้จริง ๆ ค่ะ และไม่กลับมาเป็นอีก

และมีคำถามอีกว่า แล้วต้องทำไปนานเท่าไหร่???

บีมถามกลับว่า “แล้วอยากกลับมาเป็นสิวอีกไหม”???

ถ้าไม่อยาก ก็ปรับเปลี่ยนตัวเอง Drive ตัวเองให้มีพฤติกรรมใหม่ที่ดีนี้ไปเลย ไม่ต้องมาร่องน้ำเดิมให้สิวขึ้นอีก น่าจะดีกว่านะคะ…

มันจะเป็นทางออกที่ยั่งยืนกว่า

สุดท้ายก็อยู่ที่คุณเลือกค่ะ

จะ “เปลี่ยน” เพื่อ “ชีวิตที่ดีกว่า”

หรือจะ “อยู่ที่เดิม” แล้วมีชีวิตแบบเดิม ๆ ที่คุณไม่ชอบ แม้กระทั่ง​ “ตัวคุณเอง”

ชีวิตที่ดี ต้องเริ่มจาก “การหลงรักตัวเอง” ในทุก ๆ ด้าน

บีมขออวยพรให้คุณ ได้พบ “จุดเปลี่ยน” ของตัวเอง โดยเร็วที่สุดค่ะ

 

บีมซีเคร็ต

7 เมษายน 2561

เวลา 05.35