คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณปุ้ย กทม.

สวัสดีค่ะ ชื่อปุ้ยนะคะ อายุ 22 ปี รู้จักสิวซีเคร็ตตั้งแต่สมัยเรียนปี 1
ตอนนั้นเรียนวิชาอายุรเวทแล้วอาจารย์ให้มาหาข้อมูลทำรายงานเพิ่มเติม
ข้อมูลที่พอจะหาได้ในเวอร์ชั่นภาษาไทยก็มาจากเว็ปไซต์สิวซีเคร็ตเป็นส่วนใหญ่นี่ล่ะค่ะ

เกริ่นมาเยอะแล้วมาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าเนอะ…จริง ๆ เป็นคนที่มีภูมิหลังเป็นภูมิแพ้ที่เกี่ยวกับผิวหนังมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ เป็นผื่นแพ้ทุกสิ่งอย่างแบบง่ายมาก ๆ แพ้น้ำ (ที่ใช้อาบ) แพ้หญ้า แพ้แมลง แพ้ฝุ่น แพ้อาหารการกิน

หรือแม้กระทั่งแพ้เหงื่อของตัวเอง ช่วงประถมก็มีสิวขึ้นที่ใบหน้าทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีประจำเดือน หน้าดูแก่กว่าเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ก็ใช้วิธีไปรักษากับคุณหมอที่คลินิกผิวหนังโดยการทำทรีตเมนต์กับรับยามาทาที่บ้าน

ก็เป็นวงจรอยู่แบบนี้ทุกครั้งที่สิวขึ้นหรือหน้าแพ้เห่อเพราะไปโดนอะไรมา
จนมาช่วงมัธยมปลายที่การรักษาแบบนี้มันช่วยเราได้น้อยมาก คือไปรักษาหลายครั้งก็ยังไม่ดีขึ้น

เปลี่ยนคลินิกก็ยังต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าการรักษาในครั้งแรก ๆ
เราก็เริ่มรู้สึกเอะใจนะแต่ก็ยังไม่ได้มีความรู้อะไรมากว่าควรจะใช้วิธีไหนในการดูแลตัวเอง

จนได้เข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต มันทำให้เราค่อย ๆ เข้าใจ “ ชีวิต” ของตัวเองมากยิ่งขึ้น เข้าใจธรรมชาติของร่างกาย รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับจิตใจ

บวกกับความเป็นคนขี้สงสัย และไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ทำให้เวลาว่างเราเองก็หาข้อมูลใหม่ ๆ
จากการอ่านหนังสือและพบปะผู้คน

อ่านไปอ่านมามันก็จะเจอบางจุดที่เราสามารถนำมาผสมผสานเข้ากับความรู้ที่ได้มาจากการเรียนในคลาสที่มอ

จากนั้นก็ลองทำเพื่อทดสอบกับตัวเอง ปรับแก้ไปเรื่อย ๆ ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา
ซึ่งเราว่าเราก็อินแล้วก็สนุกกับมันนะ ประจวบกับช่วงที่ชีวิตเดินทางมาถึงทางแยกที่จะต้องเลือกพอดี

ปัญหาที่เราเผชิญอยู่มันไม่สามารถเยียวยาด้วยวิธีเดิมที่เราเคยใช้ต่อไปได้อีกแล้ว
เราจึงต้องต้องยอมสลายตัวตนเก่าแล้วบอกกับตัวเองว่าฉันจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นพลังชีวิตเหลือแบบจำกัดมาก

รู้สึกว่าแค่สามารถใช้ชีวิตให้ผ่านไปได้จนหมดวันก็เก่งแล้ว โทรมแบบขั้นสุด เพื่อนเห็นก็ตกใจ มีแต่คนทักว่าทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย สิวนี่เต็มหน้า ใต้ตาก็คล้ำ ผมฟู ตัวบวม อึดอัดไปหมด

ภูมิแพ้ผิวหนังก็เริ่มกลับมาขึ้นตามร่างกาย
ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อตัวเองได้ก็ใช้ชีวิตแบบจมอยู่กับปัญหามาสักระยะ
จนเริ่มรู้สึกได้เองว่ามันไม่มีอะไรดีขึ้น ฟีลแบบเหลือทางเลือกแค่ 2 ทางให้กับชีวิต

คือจะอยู่แบบเดิมแล้วให้ชีวิตมีแต่แย่กับแย่ลง

หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างที่มันจะค่อยๆสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น

ซึ่งวันที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างให้ชีวิตมันดีขึ้นอะ เรารู้เลยว่ามันเป็นงานแบบตลอดชีพนะ

คือถ้าเดินทางสายนี้แล้วมันจะไม่มีการมากำหนดว่าให้เวลาเท่านี้แล้วสิวจะหาย เพราะจริง ๆ
แล้วเราสามารถฝึกหรือพัฒนาจุดด้อยของเราได้ตลอดเวลา..ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ
และที่สำคัญคือการทำอย่างสม่ำเสมอจนมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ คลอไปกับอารมณ์ที่เป็นไปในทางบวกคือต้องอินกับสิ่งที่ทำอยู่จริง ๆ อะ ไม่อย่างนั้นมันจะแก้ได้แค่ผิวของปัญหา แต่รากของปัญหาก็ยังคงอยู่ และพร้อมจะปะทุออกมาได้อีกเมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมมากระตุ้น

ซึ่งตอนนั้นแน่นอนว่าเราต้องเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้าอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญมาลำดับแรกเลยคือการนอนหลับ
เพราะช่วงเวลาที่เราได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพและเป็นไปตามนาฬิกาชีวิต

ร่างกายจะเกิดการซ่อมแซมตัวเองในระดับที่อาหารเสริมหรือวิตามินตัวไหนก็ไม่สามารถทำได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าและไม่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นในระยะยาว เราจึงเปลี่ยนเวลาในการเล่นโทรศัพท์กับทำการบ้านช่วงหัวค่ำมาเข้านอนให้เร็วขึ้น แล้วค่อยตื่นมาสะสางงานที่คั่งค้างในตอนเช้าแทน

ซึ่งในตอนแรก แน่นอนว่าระบบมันรวนไปหมดและเกิดปัญหากับการจัดการที่ไม่ดีพออยู่แล้วสำหรับมือใหม่ฝึกหัดอย่างเรา

พอเข้านอนก่อนเวลาก็นอนไม่หลับพลิกไปพลิกมา กว่าจะหลับได้ก็คงเป็นเวลาพอ ๆ
กับตอนที่ไม่ได้เข้านอนให้เร็วขึ้นนั่นหล่ะ พอตื่นเช้าไปก็ง่วง บางวันเผลอหลับต่อ งานที่กะจะเอามาทำตอนเช้าก็ไม่เสร็จ

แต่ก็ค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ปรับแก้กับปัญหาที่เจอเป็นรายวันไป

สิ่งที่สำคัญกับเราในตอนนั้นคือเรายังยืนยันในสิ่งที่เราเลือกด้วยการ “ฝืน” ทำแบบเดิมซ้ำ ๆ ต่อไป

ใช้การสวดมนต์ก่อนเข้านอนสลับกับการฟังดนตรีแนว healing ช่วยให้จิตใจสงบ ก็ทำให้หลับได้ง่ายขึ้นในบางวัน

ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าผลที่ออกมามันจะดีขึ้นแบบที่คิดไว้หรือเปล่า แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เฉย ๆ
แล้วรู้ว่าปลายทางมันมีแต่แย่ลงละกันวะ!!!!

ต่อมาเราเลือกปรับเรื่องอาหารการกินและให้ความสำคัญกับคุณภาพของการขับถ่าย ปกติถ่ายเกือบทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ่ายไม่สุด สีของอุจจาระจะค่อนไปทางดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็นกว่าปกติ

เลยหันมาทำอาหารกินเองเพราะเราสามารถเลือกวัตถุดิบเองได้ ลดโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์ย่อยยากแล้วหันมาเพิ่มผักกับผลไม้ จำได้ว่าช่วงนั้นกินเต้าหู้แทนเนื้อสัตว์บ่อยมาก หมูสับ 1
แพ็คอยู่ได้เป็นอาทิตย์ วัตถุดิบที่เลือกใช้ก็กึ่งไปทาง vegan ปฏิเสธผงปรุงรสที่มีส่วนผสมของผงชูรสทุกชนิดส่วนข้าวก็ยังกินปกติ จะมีสลับกับ เผือก/มัน/กล้วย/ข้าวโพด ต้มหรือย่างบ้างเวลาเบื่อ ๆ

โชคดีที่เป็นคนให้ความสำคัญกับมื้อเช้ามาก ก็จะจัดหนักจัดเต็มกับมื้อเช้า แล้วก็ไปลดมื้อเย็น

ส่วนเรื่องการทำอาหารตอนแรกก็คิดนะว่าแค่เรียนก็หนักแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปทำ แต่พอลองจัดสรรเวลาดูดี ก็ทำให้รู้ว่าเวลาที่ใช้เล่นโทรศัพท์นั่นแหละเอาไปทำอะไรดี ๆ ให้ร่างกายตัวเองได้เยอะแยะเลย

ตลกตรงที่เพื่อนกับอาจารย์ก็อเมซิ่งมากที่เราสามารถทำอาหารใส่กล่องไปกินเองที่มอได้ด้วย

อ๋อ..แล้วก็ช่วงนั้นใช้ตัวดีทอกซ์ยี่ห้อหนึ่งช่วยเพราะต้องการขับของเสียออกจากลำไส้ แต่กินอยู่ได้ไม่นาน ก็หันมาดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นหนึ่งแก้วในตอนเช้าก่อนแปรงฟัน (ปัจจุบันเพิ่มเกลือดำเข้าไปด้วย)

บางวันก็ผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติกับน้ำผึ้ง มะนาว และเกลือ หรือน้ำมะนาวกับโซดาดื่มในตอนท้องว่าง

ส่วนระหว่างวันเราจะดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตร โดยจะไม่ดื่มทีเดียวเยอะ ๆ แต่จะค่อย ๆ แบ่งจิบระหว่างวันไปจนครบ

จำได้ว่าตอนนั้นซื้อน้ำขวดใหญ่ (1.5 ลิตร) ในเซเว่นวันละ 2 ขวด ซื้อตอนเช้าหนึ่งขวดสำหรับแบ่งจิบภายในครึ่งวันเช้า ตอนบ่ายค่อยซื้อเพิ่มอีกขวดแล้วแบ่งจิบไปจนถึงตอนเย็น

นึกไปนึกมามันก็น่าขำ คนอะไรแบกขวดน้ำเดินไปไหนมาไหนด้วยท้างงงวัน555 เรื่องของการกิน นอน และขับถ่ายเนี่ยเค้าจะสัมพันธ์กันอยู่แล้ว

เราก็มีหน้าที่สังเกตผลลัพธ์ซึ่งก็คือสี กลิ่น ลักษณะของอุจจาระ และความรู้สึกหลังขับถ่ายเสร็จ

เมื่อทำเป็นนิสัยจนลืมไปแล้วว่าเคยฝึกเข้านอนให้ตรงตามเวลาของนาฬิกาชีวิต เปลี่ยนอาหารการกิน และขับถ่ายอุจจาระได้เป็นปกติ ค่อยไปส่องกระจกดูคนตรงหน้าว่าหน้าตาสดชื่นแจ่มใสดูมีพลังในการใช้ชีวิตขึ้นมาบ้างไหม

ส่วนเรื่องสิวถ้าเป็นแบบเยอะมาก ๆ มันอาจจะไม่ได้หายไปเร็วดั่งที่ใจเราคาดหวัง แต่ให้ลองสังเกตจากอาการแพ้แสงแดด แสบ คันยุบยิบ หรืออาการอักเสบของสิว ว่าพอเจอแสงหรือฝุ่นแล้วอาการเหล่านี้เป็นน้อยลงไหม ถ้าเป็นน้อยลงก็แสดงว่าชีวิตของเรามีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองนี่แหละคือหลักฐานชั้นดีว่าสิ่งที่เราทำไปมันไม่สูญเปล่าและเราเดินมาถูกทาง

ส่วนทางที่เหลือจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่หลาย ๆ คนต้องการซึ่งก็คือหน้าใสไร้สิวจะมาถึงช้าหรือเร็วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ “ตัวเรา” นั่นแหละว่าจะทำมันให้ออกมาได้ดีแค่ไหน

เรื่องของสภาพจิตใจก็เป็นอะไรที่สำคัญมากและเชื่อมโยงอยู่เสมอกับทางกายภาพซึ่งก็คือร่างกายของเรานั่นเอง

จริง ๆ แล้วหัวใจหลักของฐานใจที่ทำให้เราสามารถก้าวผ่านสภาวะแย่ ๆ แบบเดิมมาได้คือ
“การยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความจริง”

การยึดติดกับเรื่องราวที่ไม่สวยงามในอดีตก็เหมือนกับการที่เราสะสมขยะไว้ในบ้านซึ่งก็คือร่างกายของเรา ทุก ๆครั้งที่เราคิดถึงมันและยังรู้สึกได้ถึงอารมณ์เก่า ๆ ราวกับว่าเรื่องราวนั้นเกิดขึ้น ณ ขณะนี้ อารมณ์ลบ ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกหัวเสีย โกรธ หรือฉุนเฉียวได้ใหม่อีกครั้งแม้ว่าเหตุการณ์นั้นได้จบลงไปนานแล้วนั่นหล่ะคือขยะที่เราสร้างไว้ให้ตัวเราเอง

ลองย้อนกลับไปนึกดูว่าในวัน ๆ นึงเราสร้างขยะให้ตัวเองมากมายแค่ไหนโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว

กุญแจสำคัญดอกแรกของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ “การไม่สร้างขยะเพิ่ม” ในช่วงแรก ๆ เราใช้การอยู่กับลมหายใจ ตามที่คุณยายจ๋า หรือแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน ได้เคยสอนเอาไว้

ไม่ว่าจะมีอีกสักกี่ห้วงความคิดที่มันยังวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ในทุก ๆ ครั้งที่เรารู้สึกตัว
ให้เรากลับมาบอกกับตัวเองว่าเรากำลังหายใจอยู่ แล้วเพ่งความสนใจไปที่ลมหายใจเข้า-ออกของตัวเอง

มันทำให้เราไม่หลงไปกับอารมณ์ลบที่ความคิดเราสร้างขึ้น ทำแรก ๆ มันก็ยาก ในขณะที่เรารับรู้ลมหายใจของตัวเองอยู่

มันจะมีบางช่วงที่เดี๋ยวก็หลุดกลับไปคิด เป็นแบบนี้สลับกันไปมา ทั้งเหนื่อยและท้อใจ หลาย ๆ ครั้งที่นอนน้ำตาไหลอยู่คนเดียวบนเตียง ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวอะไร ๆ มันก็คงดีขึ้น แล้วมันก็จริง

เมื่อเรายืนยันในการสร้างนิสัยใหม่ของเรามากพอ ของเก่ามันจะค่อย ๆ ถูกถอนออกมา จากที่เคยหลุดกลับไปคิดบ่อย ๆ เราก็อยู่กับเรื่องราวในปัจจุบันได้มากขึ้น

กุญแจดอกที่สอง ที่เราได้พบหลังจากได้เจอกับผู้หญิงอีกคนที่ชื่อ เก๋ วรารักษ์
หรือที่เราเรียกว่า ครูเก๋ คือ “การเอาขยะเก่าออกไป” ด้วยการฝึก tension & trauma releasing exercise และการหัวเราะแบบไร้เงื่อนไข

นอกจากนี้ครูเก๋ยังสอนให้เรารู้จักศิลปะบำบัดผ่านแมนดาลาและเครื่องดนตรีของเธอ
ซึ่งทุกบนเรียนจากครูที่เราได้รับมันช่างเรียบง่าย (ในวิธีที่จะปฏิบัติตาม) หากแต่ทรงพลัง

สารภาพตามจริงนะแม้ว่าวันนี้เราจะสามารถยิ้ม หัวเราะ และมีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ ได้ หัวใจของเราก็เบาสบายขึ้น มีพลังชีวิตมากพอที่จะเริ่มทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้าง ส่วนสภาพผิวหน้าก็อยู่ในจุดที่เราพอใจแล้ว เราก็ยังได้ใช้การระบายสีแมนดาลาที่ครูสอนมาอยู่เลย เพราะในทุก ๆ วันเรามักได้รับแรงกระทบจากคนหรือสื่อที่เราพบเจอ

บางวันก็ระบายเพื่อระบายมันออกมา วันไหนที่สงสัยก็ระบายเพื่อถาม แล้วก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะได้คำตอบ

แต่จากชีวิตที่ผ่านมาก็ทำให้เราได้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องรู้หรือเข้าใจไปก่อนในทุกเรื่อง การลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

หัดตั้งคำถามในสิ่งที่สงสัย และพยายามค้นหาคำตอบ จะนำมาซึ่งความเข้าใจและคำตอบที่แท้จริง

เพราะผลลัพธ์นั้นจะประจักษ์แก่ตัวและหัวใจของเรา

อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าลองสังเกตให้ดีจะพบว่าวิธีที่เราเลือกใช้นั้นให้ความสำคัญกับ “การลงมือทำ”

เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองมากกว่ายี่ห้อของผลิตภัณฑ์ ทุกชีวิตมีความเป็น unique ในตัวของตัวเอง

ไม่มีวิธีที่เป็นสูตรสำเร็จไหนจะสามารถนำไปใช้แล้วได้ผลดีกับคนทุกคน

ถ้าวันนี้คุณตอบตัวเองได้แล้วว่าต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแท้จริง และอยากลองดูสักตั้ง!!!

การทำความรู้จักกับทางเส้นนี้ด้วยข้อมูลบางส่วนจากผู้ที่เคยเดินมาก่อนก็มากพอที่จะทำให้คุณเริ่มต้นออกเดินไปได้

ความสุขระหว่างทางเป็นเรื่องที่คุณต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและรู้จักนำมาปรับแก้ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคุณเอง

สุดท้ายเป้าหมายจะกลายเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่คุณได้รับเมื่อคุณ ไม่..หยุด..เดิน

ส่งกำลังใจให้จากตรงนี้เสมอค่ะ
-ปุ้ย-

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณอ้อม กทม.

สภาวะก่อนรักษาสิวแนวทางนี้

ผู้หญิงตัวขาวๆซีดๆค่อนไปทางเหลือง จะมีสิ่งเดียวที่โดดเด่น คือ สิวแดงๆราวเป็นดอกไม้แซมอยู่บนใบหน้า มีมากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่ช่วงเวลา ซึ่งเราก็ไม่เข้าใจ เฝ้าถามตัวเอง “ทำไมฉันเป็นสิว คนอื่นล้างหน้ากับอะไร ทายาอะไร ไปหาหมอที่ไหน”

พยายามสรรหาอย่างสุดกำลังตามที่เงิน(มีอยู่ไม่มาก)จะเอื้ออำนวย ไปทำเลเซอร์ฆ่าเชื้อสิวแล้ว กินยาก็แล้ว ทายาก็แล้ว แต่…สิวก็ไม่หาย สารพัดคำถามที่วนเวียนและความพยายามในการรักษาเป็นมาตลอดเวลา 15 ปี พร้อมกับความรู้สึกอาย ไม่มั่นใจ มองไม่เห็นคุณค่าของตัวเอง “เพราะหน้าเป็นสิว ใครๆคงมองว่าฉันน่าเกลียด” และเอาตัวออกห่างจากสังคมอยู่เรื่อยๆ

ชีวิตพีคสุดคือตอน ธ.ค.2560-ต้นปี 2561 สิวอัดแน่นบนใบหน้ายิ่งกว่าดาวในท้องฟ้าจำลอง ยิ่งเครียดยิ่งอายยิ่งหงุดหงิดเพราะมีคนมาทักมาถามเยอะมาก “ไปทำอะไรมา ทำไมสิวเยอะจัง อยู่ได้ยังไงเนี่ยสิวขนาดนี้ ดูแลรักษาบ้างนะ” เวลานั้นการมองกระจก คือ ฝันร้าย… (สาเหตุที่เป็นหนักมาจากความเครียด ความกดดันและภาวะซึมเศร้า จากการเรียนป.โท)

สภาพผิวและสิวตอนก่อนรักษา

ผิวมันมาก รูขุมขนกว้าง ผิวขาดน้ำ มีสิวอุดตันหัวปิด สิวอักเสบ บริเวณกราม2ข้าง, หลังหู 2 ข้าง, แก้ม 2 ข้าง, จมูก, หน้าผาก และคางในเมื่อ 15 ปีที่ผ่านมายาหมอ เลเซอร์ก็ไม่ช่วยอะไร เลยลองไปหาแพทย์แผนจีน หาอยู่ได้ 2 เดือน ยังไม่ทันเห็นผลเพราะแบกรับค่าใช้จ่ายไม่ไหว…จนวันหนึ่ง คิดขึ้นมาได้ว่ามีผู้หญิงคนหนึ่งที่รักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติ ลองเสิร์ชหาในgoogleดู เขาเป็นยังไงบ้าง “บีม รักษาสิวเอง” พิมพ์ไปประมาณนี้ค่ะ

ทำอะไรบ้างตอนรักษาแนวธรรมชาติ

การกลับมาพบพี่บีมในครั้งนี้ (เคยติดตามมาก่อนหน้านี้ แต่ก็ลืมหายไป) เป็นการเปิดประตูบานใหม่

ปรับmindset ที่มีต่อสิว

  1. การรับรู้และยอมรับ: ศึกษา ทำความเข้าใจสาเหตุที่มาของสิว (จากที่พี่บีมสอน) สำรวจตัวเองพิจารณาวิเคราะห์ว่าตัวเราเป็นสิวเพราะอะไรบ้าง ยอมรับในความจริงที่เกิดขึ้น เช่น ใช่!อาหารการกินของเราไม่สมดุล พฤติกรรมการใช้ชีวิตพัง และที่สำคัญ คือ ความเครียดและความรู้สึกลึกๆเกลียดตัวเอง
  2. เปิดใจทำตามคำแนะนำของพี่บีม: ในเมื่อตัดสินใจแล้วว่าจะรักษาด้วยแนวทางนี้ ตั้งใจทำตามคำแนะนำของพี่บีม ได้ผลอย่างไรเราค่อยพิจารณาสำรวจตัวเอง ค่อยๆปรับไปตามที่เรารู้สึกok ปรับไปตามที่สภาพร่างกายและจิตใจเราตอบสนอง
  3. ไม่คาดหวัง: อ้อมเชื่อว่าการรักษาด้วยธรรมชาติบำบัดสามารถช่วยให้สิวหายได้จริง อ้อมจึงตั้งใจในแนวทางนี้ แต่อ้อมไม่ได้กำหนดว่าจะต้องหายภายในเวลาเมื่อไหร่ จึงไม่ได้เฝ้ารอและกังวล รู้เพียงแค่ทำในสิ่งที่ควรทำและทำได้ให้ดีที่สุด ผลจะเป็นอย่างไรก็ค่อยๆว่ากันไป
  4. ขอบคุณร่างกายและจิตใจ ที่ทำหน้าที่อย่างดีที่สุดให้เรามีชีวิตรอด ขอบคุณสิวที่เกิดขึ้นมาให้เราได้เรียนรู้จักตัวเอง ได้รักษาสุขภาพ ขอโทษร่างกายที่เราละเลยการดูแลสุขภาพ ขอการให้อภัยจากร่างกายและจิตใจ ขอโอกาสในการเริ่มต้นใหม่ฟื้นฟูดูแลร่างกายและจิตใจให้ดีที่สุด ทำแบบนี้บ่อยๆ แทนการโทษตัวเอง แทนการตั้งคำถามว่าทำไมฉันเป็นสิว แทนการเฝ้ารอว่าเมื่อไหร่ฉันจะหาย อาหารที่กินเข้าสู่ร่างกายทุกอย่างในตอนนั้น อ้อมเลือกอย่างดี เชื่อและรับรู้เสมอว่าสิ่งที่กินเข้าไปมีประโยชน์ รู้สึกถึงการฟื้นฟูและได้รับพลัง

ปรับเรื่องอาหาร และพฤติกรรมต่างๆ

  1. ไม่กินนม ไม่กินของทอด ไม่กินของหวาน ไม่กินรสจัด กินคลีน90% ทำอาหารกินเอง เน้นผัก ผลไม้ โปรตีนจากถั่ว ไข่(เล็กน้อย) งดprocess food กินอาหารตามธาตุและโดชา ดื่มน้ำ2-3ลิตรต่อวัน ดื่มสมูทตี้ผักผลไม้ทุกวันตอนเช้า
  2. สังเกตตัวเองตลอดวันในการรักษาสมดุลร้อน-เย็นในร่างกาย
  3. ฝึกการขับถ่ายในตอนเช้าทุกๆวัน โดยการดื่มน้ำมะนาว+น้ำเปล่า+เกลือหิมาลัยเล็กน้อย 500ml. ทันทีเมื่อตื่นนอน นวดลำไส้ ทำโยคะ
  4. ออกกำลังกาย
  5. ใช้ชีวิตตามนาฬิกาชีวิต พยายามนอนให้ได้ไม่เกิน 4 ทุ่ม ตื่นเช้า ตี4-5

พบอุปสรรคอะไรบ้าง แก้ยังไง

สำหรับอ้อม ไม่รู้สึกว่ามีอุปสรรค์อะไรมากนัก เพราะ ที่เราพบเจอมามันก็สุดๆเพียงพอที่เราจะรับไหวแล้ว ประกอบกับเป็นคนทำอาหารค่อนข้างสุขภาพทานเองเป็นประจำและการทำงานในตอนนั้น (เรียนต่อป.โท) ไม่ได้ยุ่งมาก(แต่เครียดและกดดันมากๆ) อ้อมมุ่งแค่ว่าให้ไปในทิศทางของการรักษาแบบธรรมชาติแล้วจะดีขึ้น แต่ก็ไม่ได้คาดหวังว่าเมื่อไหร่จะดีขึ้น ทำไมยังไม่ดีขึ้น รู้แค่เพียงว่าทำเหตุให้ถูกต้องแล้วผลที่ถูกต้องจะเกิดขึ้นเอง

สิ่งที่ปรับตัวยากหน่อยในช่วงนั้น น่าจะเรื่องการนอน เพราะเรามักจะมีสมาธิเขียนวิทยานิพนธ์ตอนดึกๆและติดดื่มกาแฟ เลยต้องปรับตัวรีบนอน4 ทุ่ม แล้วตื่นตี4 (โชคดีที่เป็นคนหลับง่าย) ส่วนการติดกาแฟเย็นก็ยังดื่มปกติ 1 แก้วตอนบ่ายๆ แต่ปรับเป็นดื่มแบบอเมริกาโน no sugar จากเมื่อก่อนลาเต้เท่านั้น และดื่มน้ำให้เยอะขึ้นตลอดวัน เพื่อลดความร้อนในร่างกายและการขาดน้ำ

เริ่มเห็นผลเมื่อไหร่ประมาณ

2 เดือน สิวยุบลง ผิวหน้าดีขึ้น ขับถ่ายได้ทุกวัน อารมณ์เย็นขึ้น สงบได้ง่ายขึ้น

สภาวะปัจจุบัน เปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

สิวไม่ได้ทำให้เราทุกข์อีกต่อไป เข้าใจเหตุปัจจัยต่างๆที่เกิดขึ้นเกี่ยวกับสิว ก็ยังมีสิวบ้างตามเหตุปัจจัยที่เกิดขึ้น เช่น ช่วงที่เครียด นอนน้อย ผิวขาดน้ำ ซึ่งเราก็แก้ไขไปเพราะเราเข้าใจและมีความรู้ “อ่อ สิวขึ้นตรงนี้หรือ อืม ช่วงนี้เครียด ร่างกายร้อนไป ดื่มน้ำเก็กฮวยน้ำย่านาง หัวเราะๆทุกวัน” ไม่กี่วันก็ยุบ สิว ทำให้เรามีสติ รู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของร่างกายและพฤติกรรมของเรา สิว นำพาให้เรากลับมาเห็นคุณค่าในตัวเอง รักตัวเอง ดูแลสุขภาพกายสุขภาพใจ

จุดหลักที่ทำให้สิวหายคืออะไร

“ความเข้าใจ การยอมรับ การปล่อยวาง และการเรียนรู้พัฒนา”ความเข้าใจในความจริง เหตุ ผล และองค์ความรู้ต่างๆที่มีการยอมรับ ความจริงที่เกิดขึ้นการปล่อยวาง เมื่อทำดีที่สุดแล้ว หรือแม้แต่ในสิ่งที่เราไม่สามารถจัดการอะไรได้ก็ปล่อยวาง อะไรที่เราควบคุมไม่ได้ไม่ต้องเครียด ปล่อยวางความเครียด เพราะความเครียดทำให้เป็นสิว เครียดปุ๊ป 1-2วัน สิวหน้าผากมาเลยการเรียนรู้พัฒนา

สำหรับแง่มุมของการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตของเราให้ดีขึ้นในทุกๆวัน (ทำได้ดีบ้าง ทำได้ไม่ดีบ้าง ทำไม่ได้บ้างในบางวัน ก็ไม่เป็นไร แต่ให้พยายามตั้งใจทำไปเรื่อยๆ) พัฒนาความคิดจิตใจในแบบที่เราอยากจะเป็น เชื่อว่าทุกคนก็อยากจะใจเย็นขึ้น สงบ มีสติ ปล่อยวาง มีความสุข หัวเราะทุกๆวัน และเมตตาตัวเอง

อยากให้กำลังใจรุ่นน้องอย่างไร?

สิ่งสำคัญคือการโฟกัสที่ “เหตุ” ทำเหตุ (input) ให้ถูกต้องแล้วผลลัพธ์ (outcome) ที่เหมาะสมก็จะตามมา ไม่ต้องกังวลว่าผลจะต้องเป็นอย่างไร ทำต่อไปด้วยใจที่เบิกบานค่ะ มีความสุขกับแนวทางนี้ หัวเราะให้เยอะๆ (แบบโยคะหัวเราะ) รับรองค่ะ สดใสขึ้นทันตา จะทำเหตุอย่างไรในการรักษาสิวแนวทางนี้ให้ถูกต้อง ก็ตามที่พี่บีมบอกค่ะ เปิดใจและลองทำตามเพราะอ้อมเชื่อในตัวพี่บีมที่ทุ่มเทกับแนวทางนี้ พี่บีมเป็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนที่สุดของการทำเหตุที่ถูกต้อง

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณปิ๊ก เพชรบุรี

สภาวะก่อนรักษาแนวทางนี้เป็นอย่างไร?

ภาพจำที่จำได้ชัดคือ ทุกๆเช้าวันอาทิตย์ ต้องรีบไปให้ถึงคลินิกรักษาโรคผิวหนัง ให้เช้าที่สุด (ระยะทางห่างจากที่พักประมาณ 15 กม.) เพื่อจะได้เป็นคนแรกๆ จะได้ไม่ต้องรอนาน แต่ไปทุกทีคนล้นคลินิกทุกที เป็นแบบนี้ราวๆ 4-5 ปี

วงจรชีวิตตอนนั้นทำงานจันทร์ –เสาร์ มีโอทีบางวัน วันอาทิตย์ตื่นแต่เช้า(เช้ากว่าทำงานอีก) หรือถ้าวันปกติเลิกงาน  5 โมงไปหาหมอกลับ 3-4 ทุ่ม ตอนนั้นไม่รู้สึกเหนื่อยนะคะ เพราะสิ่งที่เรากังวลที่สุดคือ  “สิวที่อยู่บนหน้า” คิดตลอดว่าทำยังไงให้สิวหาย รอยดำหาย โฟกัสแค่ตรงนั้น เราไม่เคยสนใจเรื่องความแข็งแรงของผิวหรือผิวอิ่มน้ำ  ไม่มีความรู้เรื่องผิวอะไรมากมาย คิดแค่ว่าผิวสวยคือไม่มีสิว ไม่มีรอย ตอนนั้นที่รักษาสิว รอยหายหน้าเกลี้ยงนะคะ แต่ตลอดเวลาที่รักษา กรดวิตามิน A ตัวหลักเลยค่ะ

รักษาจนวันนึงผิวแห้งกร้าน ดำ หมอง คล้ำ แบบไม่รู้ว่าทำไมถึงเป็น ก็รักษาหมอเดิม หมอรักษาไปตามอาการ จนกระทั่งหมอบอกว่า “ถ้าเป็นหมอ หมอคงไปรักษาหมออื่นแล้ว” 

จนย้ายมาดูงานอีกที่ก็ยังวนเวียนเดิม ๆมันก้าวข้ามสภาวะนั้นไม่ได้ สิวยังเป็นๆหายๆ จนตอนนั้นเริ่มรู้สึกเหนื่อยหาหมอบ้าง ซื้อครีมเองบ้าง กลับสู่เบสิคไปที่พอกไข่ขาวบ้าง พอกโน่นนี่นั่นไม่ดีขึ้น  เพื่อนร่วมงานทักบ้าง ทำไมหน้าเป็นสิวอีกแล้ว หน้าปิ๊กอารมณ์ประมาณ 3 เดือนดี 4 สิวค่ะ วนไปแบบนี้ราวๆ เกือบ 4 ปี กว่าจะมาเจอครูบีม

ส่วนสภาพจิตใจ โชคดีที่มีความโดดเด่นในด้านสีผิวมาตั้งแต่เล็ก  โดนเพื่อนล้อตั้งแต่เด็กเลยค่ะ มันเลยพอมีภูมิคุ้มกันอยู่บ้าง จะมีนิดนึงก็ตอนเค้าทัก ณ ตอนนั้น นอกนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไร ปิ๊กว่าหลักๆเลยสิ่งหนึ่งคือ เราต้องมั่นใจในศักยภาพของตัวเองก่อน เอาจริงตอนนั้นคำทักคนรอบตัว มันไม่เท่ากะเราทำร้ายตัวเองด้วยการยืนเป็นพักๆหน้ากระจกแล้วมองหาสิวกะรอยดำหรอกค่ะ    

แต่เราไม่รู้สึกเบา สบายนะคะ ตอนนั้น เหมือนมันตึงๆหนักๆค่ะ คือลึกๆเราอยากหน้าใสอ่ะ เราะพยายามอย่างเต็มที่แล้ว แต่ได้แค่นี้อ่ะ จะปลอบใจตัวเองแบบนี้ตลอด

“ปัญหาของปิ๊กตอนนั้นคิดว่าน่าจะเพราะเราโฟกัสสิว จนเราไม่มองอย่างอื่น เหมือนปิดทางอื่นๆอ่ะคะ ไม่ได้มองรอบๆ เราโฟกัสผิดจุด”

ทำอย่างไรบ้างตอนรักษาแนวทางธรรมชาติ?

เริ่มแรกคือปรับตามแนวทางครูบีมทุกอย่างเลยค่ะ กินผัก ผลไม้ปั่น ไม่ทานหวาน มัน เค็ม เบเกอรี่ ของทอด ผงชูรส  เนื้อสัตว์ นมวัว  เอาความร้อนออกจากร่างกาย ด้วยการดื่มน้ำวันละ 1.5 -2 ลิตร  ไล่ตามขั้นตอนมาเลยค่ะ

ตื่นเช้ามาดื่มน้ำทีอุณหภูมิห้อง ทานผัก ผลไม้ปั่น เลี่ยงอาหารต้องห้ามทั้งหมด ออกกำลังกาย กินระดมผลล้างลำไส้ ขับพิษ  นอนก่อนสี่ทุ่ม ทานโยเกิร์ตถั่วเหลือง ทานผักสดทุกมื้อ ทานสมุนไพรล้างลำไส้ ระบบเลือดและหนอง นั่งสมาธิ เปลี่ยนวิธีคิด ฝึกหัวเราะ คือเคร่งมากๆๆตอนนั้น น้ำหนักแตะ 49 กก.ผอมมาก แต่ก็ปรับจนเข้าที่เข้าทาง จนตอนนี้ปกติ

สำคัญคือการสังเกตตัวเอง อย่างปิ๊กตอนนั้นก่อนจะรักษาแนวธรรมชาติรู้สึกว่าลมหายใจเราร้อน ตัวร้อน แต่เราไม่รู้ว่าเราต้องทำยังไง แต่พอมาเจอแนวนี้ พอเราเริ่มรู้สึกว่าลมหายใจร้อนเราเอาของฤทธิ์เย็นเติม วันไหนรู้สึกขับถ่ายไม่คล่องเติมไฟเบอร์ เติมผัก ล้างสำไส้ คือต้องทำจนจับแนวทางโดยประมาณของตัวเองได้

ในส่วนของผิว ใช้ของครูบีมทั้งหมดค่ะ ชุดเบสิค ไม่ใช้อย่างอื่น ใช้แค่ไม่กี่อย่าง แต่ผิวแข็งแรงขึ้นมาก บางครั้งร่างกายจะมีขับพิษก็พอกด้วยโคลน ทำมาเรื่อยๆค่ะ

พบอุปสรรคอะไรบ้าง?

อุปสรรคหลักๆ ของแนวนี้คือ ใจเรา นี่แหละคะ

ด้วยความที่เห็นผลช้า ระยะเวลาในการรอนาน จนทำให้เราไขว้เขว้ว่า เฮ้ย!มันใช่เหรอ มันมาถูกทางเหรอ ไปเจออันนู้น บอกว่าหายใน 3 สัปดาห์  ชั้นทำแนวนี้มาจะปีแระสิวยังไม่หาย เอาไงดีว่ะ คิดแบบนี้วนเลยค่ะ  คนรอบตัวก็บอกว่านานไปนะ ยังไม่ได้ผลอีกเหรอ ลองตัวนี้มั้ย

อุปสรรคต่อมาคือ ความยุ่งยาก ความดูแปลกแยกจากกลุ่ม ที่เมื่อก่อนจะกินอะไรก็ได้ แต่ตอนนี้ อันนี้ก็ไม่กิน อันนั้นก็กินไม่ได้  ค่าใช้จ่ายในการดูแลสุขภาพค่อนข้างสูง

แก้ไขอย่างไร?

ก่อนอื่นเราต้องเข้าใจก่อนว่า ก่อนที่เราจะมาเจอแนวนี้ เราใช้ชีวิตมาแบบไหน ทำร้ายร่างกายมายังไง   สิวมันคือผลที่แสดงให้เราเห็น เราต้องไปแก้ที่ราก รากตาย ผล ใบมันก็หล่น  พอเข้าใจแล้ว  แน่วแน่ค่ะ และมองภาพรวม เลิกโฟกัสสิว เราทำแล้วมีอะไรดีขึ้นบ้าง ร่างกายดีขึ้นมั้ย สุขภาพแข็งแรงขึ้นมั้ย ระบบขับถ่ายดีกว่าเมื่อก่อนมั้ย ลมหายใจ การนอนหลับ  คือมองบริบทก่อนเลยค่ะ  แล้วมันจะค่อยส่งออกมาข้างนอก  สิ่งที่ชัดมากสำหรับปิ๊กคือ ตั้งแต่ใช้แนวนี้ ไม่เคยเป็นหวัด ทั้งที่ในออฟฟิสเป็นกันทึกคน  ผิวหน้า เมื่อก่อนออกแดดแป๊บๆกลับเข้ามาหน้าหมองคล้ำกว่าจะกลับมาปกติต้องใช้เวลา  แต่ตอนนี้แทบจะไม่เป็นไร นอกจากเราตากนานจริงๆแต่ก็ฟื้นเร็ว

ส่วนอุปสรรคเรื่องความยุ่งยากและแปลกแยก เราแค่ไม่ตึงเกินเวลาเข้าสังคม เลือกกินในส่วนที่กินได้ ถ้าเลี่ยงไม่ได้เราพกไปเอง แถมเผื่อเค้าด้วย เค้าไม่กินไม่เป็นไร เราเอากลับบ้านได้ ปิ๊กพกผักสดไปทานร้านข้าวเอง  พกผลไม้ พกของที่เราต้องใช้ แต่เราร่วมแจมกับเค้าได้ เค้านั่งปิ้ง ย่างหมูกระทะ เราพกผักไปกินกับหมูย่างแต่เลือกแค่ชิ้นเล็กๆให้หายอยาก น้ำจิ้มไม่ใส่ ไม่ปรุงรสเพิ่ม ทำแบบนี้เรื่อยๆ จนตอนนี้ รอบตัวเลือกกินตามปิ๊กบ้างแล้วค่ะ คือเค้าเห็นว่ามันดี แต่อันไหนที่เค้าไม่ชอบเค้าไม่ตาม แต่เค้าไม่ได้รู้สึกแปลกแยก  ส่วนค่าใช้จ่าย แนะนำให้ปรับเลือกผักผลไม้ตามฤดูกาลค่ะ อันนี้ช่วยได้ ผักพื้นบ้านต่างๆ

สำคัญคือวิธีคิดของเราค่ะ มองความสุขของตัวเอง อันไหนไม่ดีข้ามไปบ้าง สิ่งที่ทำให้เราสุขจริงๆคือใจเรา  ยังไงก็ผ่านอุปสรรคไปได้ค่ะ

เริ่มเห็นผลตั้งแต่เมื่อไหร่?

เริ่มเห็นผลทางด้านสุขภาพก่อน อันนี้ชัดสุด จากนั้นเรื่องสิวราวๆ1 ปี หลังทำแนวนี้ อย่างที่บอกค่ะ ปิ๊กกินกรดวิตามิน A เรื่อยมาตลอดระยะเวลาการเป็นสิวกว่ามันจะหมดนานมากๆๆๆๆ มีสิวลดลงแต่จุดหลักคือแก้ม มาเรื่อยๆตั้งแต่มีหัว จนอักเสบไม่มีหัว จนตอนนี้แค่อุดตันเล็กๆ

แต่ชัดสุดตอนทานสมุนไพรล้างลำไส้และระบบเลือดหนอง ทาน้ำมันดอกทานตะวัน อันนี้สิวอักเสบลดลงชัดเจนมาก ผิวดูแข็งแรงขึ้นมาก

สภาวะปัจจุบันเปลี่ยนไปอย่างไร?

ผิวแข็งแรงขึ้น สิวน้อยลง สุขภาพกายและจิตของเราดีขึ้น ตัวเบา รับมือกับปัญหาได้ดี  มีสติ และมีความสุขกับสิ่งใกล้ๆตัว  สำคัญคือเรารู้สึกว่าเราอยากให้ความรู้สึกดีๆกับคนอื่น อยากให้สิ่งดีๆกะคนอื่น เราไม่โมโหง่ายๆเวลาเจอคนงี่เง่า เราจะมองมุมกลับ มองอีกมุม

จุดหลักที่ทำให้สิวหาย คืออะไร?

การล้างลำไส้ ระบบเลือดและหนอง อันนี้ชัดและเราตั้งแต่ช่วงแรกของการทาน ประกอบกับตัวชุดเบสิค ที่ช่วยให้ผิวแข็งแรง ตอนนี้สิวน้อยลงมากๆ แต่จะมีรอยดำอยู่ แต่ที่ชัดคือผิวดีขึ้นชัดเจนและดูแข็งแรงขึ้น

กับอีกเรื่องคือการเลิกโฟกัสสิว ปรับวิถีชีวิต เน้นกินผักสด ลดเนื้อสัตว์ และของต้องเลี่ยง ปรับจนเป็นนิสัยแล้วค่ะตอนนี้ ไม่นึกอยากกินของหวาน เบเกอรรี่นี่ไม่กินนานมากแล้ว เมื่อก่อนเดินตลาดสดจะได้ ไก่ทอด หมูทอด ลูกชิ้นทอด แหนม ได้พวกอาหารสำเร็จรูปพร้อมกินกลับมาเยอะแยะ แต่ตอนนี้เดินตลาดได้แค่ผักสดกะผลไม้บางอย่าง มันไม่มีอะไรที่เราอยากกินเลย ไม่นึกอยากกิน ตอนนี้ทำอาหารเองปรุงเอง

อยากให้กำลังใจรุ่นน้องอย่างไรบ้าง?

อยากบอกว่า พี่เป็นสิวมา 10 กว่าปี กินกรดวิตามิน A มาเกือบ 10 ปี ข้างในนี่หายใจออกมาร้อน  พี่รักษาแนวนี้มาแค่ 1 ปีกว่าๆชีวิตพี่เปลี่ยน ผิวดีขึ้น สุขภาพกายดีขึ้น  สุขภาพจิตดีขึ้น  มันคุ้มที่เราจะเปลี่ยน และมันดีกับเราไปตลอด มันยั่งยืน

เพิ่มอีกอย่างคือความตั้งใจ ถ้าตั้งใจมาแนวนี้อย่าเขวค่ะ มันจะมีอุปสรรคให้เราพิสูจน์ค่ะว่าเราผ่านได้มั้ย ถ้าผ่านได้นอกจากสิวหายเราได้เรียนรู้อีกหลายอย่าง ลองดูค่ะ อย่าเชื่อพี่

 “ด้วยรัก”                        

คุยกับปิ๊กได้ที่นี่นะคะ https://www.facebook.com/sujikac

                                                   

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณนัน กทม.

สภาวะก่อนรักษาสิวแนวทางนี้
ก่อนจะมาแนวนี้นี่คือสิวเยอะมาก!!! คือจริงๆก็มีมาตลอดนะตั้งแต่เด็กเลย คือประถมนี่ก็จะมีแบบผดๆมาเรื่อยๆ พอมัธยมก็จะเริ่มเยอะขึ้นหน่อย ก็ไปหาหมอคลีนิค ไปก็ไม่หาย ไม่กินยานะคะ เน้นใช้แต่ยาทา พอไม่หายก็เลิกไป พอเข้ามหาลัยก็มี

จนพอเรียนจบถึงจริงจังกับการรักษามาก! ไปคลีนิคแบบจริงๆจังๆเลย แต่ไม่ทานยานะคะ เน้นยาทากับทำทรีทเม้นท์ หน้าคือดีค่ะ จนพอมาทำงานที่ต้องทำสลับ 2 อาทิตย์เช้า อีก 2 อาทิตย์ทำกลางคืน สักพักคุณสิวมากันแน่นเลยค่ะทีนี้!!! ที่หน้า แผ่นหลัง หน้าอก คือตรงไหนขึ้นได้คุณสิวขอจองพื้นที่เลยค่ะ หาหมอคลีนิคก็เอาไม่อยู่แล้วค่ะ ตอนนั้นคืองงมากว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับฉันนี่???

ที่นี้เลยลองเปลี่ยนแนวไปหาหมอแนว Homeopathy มั่ง ระหว่างนั่งรอหมอนี่แหละค่ะไปเจอหนังสือเล่มนึงเกี่ยวกับสิว ก็จะมีนักเขียนหลายๆคนมาเขียนเรื่องสิว เราก็ไปอ่านเจอของคุณบีมเข้าตอนนั้นก็จดชื่อบล็อคไว้ก่อน ก็พบคุณหมอไป คุณหมอบอกว่าสาเหตุที่คุณสิวมาบุกเยอะขนาดนี้เพราะเรานอนไม่เป็นเวลาร่างกายปรับตัวไม่ทัน แล้วยังไม่ได้ออกกำลังกายอีก แต่เราก็บอกหมอไปว่ามันก็คงเปลี่ยนไม่ได้อะค่ะ หมอก็บอกมันก็คงทรงๆไปแหละเราก็ตามนั้นอะค่ะ

จนพอเลิกทำแบบสลับกลางวันกลางคืนแล้ว แล้วทำตามที่หมอบอกคือออกกำลังกายให้เหงื่อออกอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน ตอนนั้นเลือกไปเรียนโยคะค่ะ แล้วก็ทานยาของหมอเป็นยาน้ำใสๆนะค่ะแนว Homeopathy เค้านะค่ะ แล้วก็ทำทรีทเม้นท์ด้วยทีนี้สักพักคือหน้าคือดีค่ะ ระหว่างนี้เราก็ตามอ่านแนวทางของคุณบีมมาเรื่อยๆนะค่ะ พอหน้าเราดีละเราก็หยุดไปหาหมอละค่ะ สักพักมันก็ยังมีมาเรื่อยๆอะค่ะ ทีนี้เราก็ลองไม่หาละหมอ ตามดูคุณบีมมาสักพักละเค้ายังหายได้เราก็ต้องหายได้แบบไม่พึ่งหมอบ้างสิ!!!

ทำอะไรบ้างตอนรักษาแนวธรรมชาติ?
ตอนรักษาแนวทางนี้ก็จะเน้นเรื่องการกินอาหารมากขึ้นค่ะ จากคนที่ไม่ค่อยจะกินผักก็หันมาลองทำน้ำผักผลไม้ปั่นทานทุกเช้า ถ้าเลือกวัตถุดิบมาผสมในการปั่นดีๆนี่ก็อร่อยนะค่ะ อยากให้ทุกคนลองดูค่ะ ออกกำลังกายนี่ไปเจอโยคะแนวที่ชอบก็สนุกค่ะรักการออกกำลังกายไปเลย จากที่เป็นคนไม่ชอบออกกำลังกายเลย กีฬานี่คือห่วยมาตั้งแต่เด็กเลยค่ะไม่เคยเกินเกรด 2 เลยค่ะ ไม่ชอบกีฬาเอามากๆค่ะ! ยกเว้นว่ายน้ำคลองแถวบ้านปู่บ้านย่านี่ชอบมากค่ะ 555

พบอุปสรรคอะไรบ้าง แก้ยังไง?
อุปสรรคด่านแรกเลยคือเวลาค่ะ เพราะสมัยที่ยังทำงานนี่ก็ต้องมีทำโอที กลับบ้านดึก ก็ทำให้ต้องนอนดึกไปด้วย ตรงนี้คือแก้ไม่ได้ค่ะ ต้องทำใจค่ะ

อุปสรรคที่สำคัญอีกอย่างคือนิสัยการกินค่ะ เป็นพวกสายแป้งค่ะ ชอบมากค่ะ ขนมปัง เบเกอรี่ ขนมหวานต่างๆนี่ คือแบบเห็นแล้วอดใจไม่ไหวตลอดๆ แก้ไม่ได้เหมือนกันค่ะ แต่ก็กินน้อยลงจากเมื่อก่อนมากนะค่ะ พอเริ่มรู้ว่ากินไปแล้วผลมันเป็นยังไงก็จะเริ่มๆเฟสตัวเองออกมา แบบไหนที่เคยกินแล้วรู้รสชาติแล้วก็จะเฉยๆค่ะ ไม่ได้อยากกินแล้ว แต่ถ้าอะไรแปลกใหม่มาถึงจะยั่วเราได้บ้างค่ะ 555

เริ่มเห็นผลเมื่อไหร่?
ต้องบอกก่อนนะค่ะว่าเป็นแนวปฏิบัติสายชิว คือเราปฏิบัติแนวนี้มาเรื่อยๆ ไม่ได้จริงจังเวอร์ ก็ยังมีนอนดึก นอนไม่เป็นเวลา ขับถ่ายไม่ได้ทุกวัน ยังกินจั๊งฟู๊ดบ้าง ขนมหวานก็มา ก็เรื่อยเปื่อยอะค่ะ แต่น้ำปั่นกับโยคะนี่คือสม่ำเสมอมากค่ะเกือบทุกวัน เพราะชอบค่ะ คือทำอย่างนี้มา 4 ปี หน้าก็จะไม่ได้ดีเวอร์ ยังมีสิวบ้างนิดหน่อย แต่คือถ้าเทียบกับสมัยทำงานเป็นกะนี่คือมาไกลมากค่ะ!!!เราก็เลยพอใจแล้วละ

จุดเปลี่ยนจริงๆคือตอนท้องค่ะ เป็นคนที่แปลกนิดนึง ปกติคนท้องมักจะสิวขึ้นใช่ไหมค่ะ แต่เราพอท้องแล้วคุณสิวหายเกลี้ยงเลยค่ะ ทุกคนจะทักเกี่ยวกับผิวหน้าหมด คือหน้าเกลี้ยงผิวดีขึ้นแบบชัดเจนจนสังเกตได้ไงค่ะ แต่ช่วงท้องนี่บอกเลยว่าเน้นเรื่องการกินมาก!!! นอกจากน้ำผักผลไม้ปั่นแล้ว ยังกินสลัดผักอีก อาหารก็จะเน้นสิ่งดีๆมีประโยชน์ น้ำปั่นนี่ทานเช้าเย็นเลยนะค่ะ คาดว่าน่าจะจากตรงนี้ที่ทำให้หน้าเราดีชัดเจน ระบบขับถ่ายก็ดีไปด้วย ช่วงท้องนี่ถ่ายทุกวันจริงๆค่ะ เป็นเวลาด้วย ที่สำคัญไม่เครียดด้วยค่ะ เพราะตอนท้องนี่ทุกคนจะปฏิบัติกับคุณแบบสเปเชี่ยลนิดนึง 555

สภาวะปัจจุบันเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง?
ปัจจุบันคุณสิวเริ่มมาเยี่ยมเยียนบ้างแล้วค่ะ แต่เราก็ไม่ได้ซีเรียสอะไรกับเค้าหรอกนะค่ะ เพราะเราเข้าใจว่าทำไมเค้าถึงกลับมาหาเราอีกครั้งค่ะ 555 เหตุเกิดจาก 3-4 ปีที่ผ่านมานี่เราไม่เคยได้นอนเป็นเวลาเลย กินข้าวก็ไม่เป็นเวลา คนที่มีลูกอ่อนจะเข้าใจดีค่ะ ออกกำลังกายนี่คือยากมากค่ะ พอจะเริ่มโยค่ะคุณลูกก็มาแย่งเสื่อแม่อีก! จบค่ะ!!! คุณสิวถึงได้เริ่มมาเยือนประมาณช่วงปลายปีที่แล้วอะค่ะ ถือว่าใช้เวลานานอยู่นะค่ะกว่าคุณสิวจะมาเยือนอีกครั้งนี่!!! 555 อาจเป็นเพราะเรื่องอาหารที่เราก็ยังทานเหมือนเดิมไงค่ะ ยังทานน้ำผักผลไม้ปั่นเกือบทุกเช้า ขนมถุงๆ น้ำอัดลม นี่คือเลิกกินไปตั้งแต่ตอนท้องแล้วค่ะ ทุกวันนี้ก็ไม่ได้กินกันเลยทั้ง พ่อ แม่ ลูก เลยเป็นอานิสงส์ให้คุณสิวมาเยือนช้าหน่อย 😊

จุดหลักที่ทำให้สิวหายคืออะไร?
ต้องบอกเลยว่าสิวหายเพราะท้องจริงๆค่ะ อาจจะแปลกกว่าคนอื่นตรงนี้ แต่กว่าจะท้องเราก็ปฏิบัติสายนี้มาก่อนจนหน้าเราเริ่มดีขึ้นมากแล้วแค่ไม่ได้หายเกลี้ยงไงค่ะ เพราะเราเดินทางสายชิวอันไหนทำได้เราก็ทำ เอาที่สบายใจที่จะทำอะค่ะ ผลที่ได้ก็ตามสิ่งที่ทำแหละค่ะ 😊

อยากให้กำลังใจอะไรกับรุ่นน้อง
ถ้าเลือกจะมาทางนี้แล้วก็ขอให้ทำไปเถอค่ะ อันไหนทำได้ก็ทำค่ะ ค่อยๆเริ่มเปลี่ยนไปทีละนิด แต่ถ้าใครเป็นสายฮาร์ดคอร์ก็ยินดีด้วยค่ะ คุณจะเห็นผลเร็วกว่าคนอื่นค่ะ แต่ถ้าไม่ไหวมาเดินทางสายชิวแบบเราได้นะค่ะ ค่อยๆเริ่มค่อยๆปรับไปค่ะ หาทางที่มันใช่สำหรับเรา ทางที่เราไม่ต้องฝืน ทำแบบสบายๆ ผลลัพธ์มันมาแน่นอนค่ะ แต่แค่อาจจะไม่ทันใจไงค่ะ แต่อย่าลืมนะค่ะว่ากว่าคุณสิวจะมาหาคุณนี่คุณผ่านอะไรมาบ้าง? คุณทำอะไรกับตัวคุณเองมาบ้าง? สะสมมาเท่าไหร่แล้ว? ลองนึกกันดูดีๆนะ มันต้องมีเหตุค่ะไม่งั้นคุณสิวเค้าไม่มาเยี่ยมเยียนกันหรอกค่ะ 555 กว่าเค้าจะมายังใช้เวลาจะให้เค้าไปก็ต้องใช้เวลาเหมือนกันค่ะ เรานี่ไม่ได้เจอคุณสิวมา 3 ปี แต่สร้างเหตุที่จะทำให้พบกับคุณสิวไว้เยอะในที่สุดคุณเค้าก็กลับมาหาได้อีกเห็นไหมค่ะ! แต่อย่าไปซีเรียสค่ะ คุณเค้ามาได้เค้าก็กลับไปได้ค่ะ!!!
ช่วงที่มีสิวขับพิษก็อย่าไปโฟกัสกับคุณสิวเค้ามากค่ะ ใครมาทักก็ปล่อยผ่าน ทำเบลอ เข้าหูซ้ายทะลุหูขวาไปค่ะ เดี๋ยวพอเราหน้าดีขึ้นเค้าก็มาทักอีกแหละค่ะ 555

อยากให้ทุกคนลองดูคุณแม่เกด(คุณแม่ของคุณบีม)เป็นตัวอย่างนะค่ะ (ที่เพจ Long Do Ter – บีม) เมื่อก่อนคุณแม่ก็ผิวแย่มากนะค่ะแต่ทุกวันนี้ท่านผิวดีขึ้นเยอะมาก แล้วท่านวัยเกษียณแล้วนะค่ะผิวท่านยังฟื้นฟูได้ขนาดนี้ ทุกคนที่ได้มาอ่านบทความนี้คาดว่าคงไม่มีใครอายุมากกว่าท่านแน่นอน ยังไงผิวและระบบต่างๆในร่างกายย่อมฟื้นฟูได้เร็วกว่าท่านแน่นอนค่ะ ขอแค่เริ่มค่ะ อย่าท้อนะค่ะ ค่อยๆเปลี่ยนให้มันเป็นสิ่งที่คุณทำมันได้ทุกวันแบบไม่ต้องมาฝืน ไม่ต้องมาใช้คำว่าอดทนทำไป เพราะถ้าแบบนั้นมันมีวันที่ตะบะแตกแน่นอนค่ะ แต่ถ้าเราค่อยๆเปลี่ยนพฤติกรรมของเราไปแบบนี้มันยั่งยืนกว่าค่ะ แล้วก็รู้สึกดีกว่าด้วยค่ะ

อยากจะบอกว่าผลพวงของการเดินสายนี้คือตั้งแต่คลอดลูกมานี่ 3-4 ปีแล้ว อดหลับอดนอนแค่ไหนเราก็ไม่เคยป่วยเลยนะค่ะ ยกเว้นครั้งเดียวที่ลูกป่วยแล้วเราติดลูกมาค่ะ หลังจากนั้นก็ไม่ติดอีกแล้วนะค่ะ สุขภาพแข็งแรงมากค่ะถึงแม้จะไม่ค่อยได้ออกกำลังกายก็เถอะ! เห็นไหมค่ะเดินทางสายนี้นอกจากจะบอกลาคุณสิวได้แล้ว ยังได้สุขภาพที่แข็งแรงเป็นของแถมด้วยนะค่ะ

อย่าลืมนะค่ะคุณสิวมาได้คุณสิวเค้าก็ไปได้นะค่ะ เกิดขึ้น ตั้งอยู่ และดับไป เป็นสัจธรรมจริงๆค่ะ 😊

ถ้าพร้อมแล้วก็ลงมือทำกันเลยค๊าาาาาาา 😊