เข้าใจ “ธรรมชาติชีวิต” ด้วยการเขียน “กราฟชีวิต”

สรุปแผนผังการเดินทางภายในกับเหตุการณ์และชีวิตภายนอกในเวลา 11 ปี (2552 – 2563) ณ วันที่ 23 ส.ค. 2563

อยู่ดี ๆ เช้าวันนี้ บีมก็ได้รับการดลใจให้เขียนกราฟสรุปชีวิตนี้ขึ้นมา ตอนแรกคิดว่า จะทำสรุปไว้ดูเอง แต่พอแบ่งปันออกไปแล้วในไลน์ พบว่ามีประโยชน์ต่อผู้ที่ได้เห็น เพราะมันน่าจะเข้าใจง่าย เลยตัดสินใจนำมาแบ่งปันที่บล็อกนี้ด้วยค่ะ

ซึ่งพอเรามาเขียนทุกอย่างที่เกิดขึ้นทั้งภายในและภายนอกตลอดระยะเวลา 11 ปีที่ผ่านมา มันเข้าใจทุกอย่างได้ชัดเจนมากเลย ว่าชีวิตเป็นไปตามพลังงานจริง ๆ ด้วย!

พลังงานชีวิต เป็นสิ่งที่สำคัญมาก ๆ เพราะเป็น “รากฐาน” ของการดำรงอยู่ของเรา

ในมุมหนึ่ง สามารถเข้าใจได้ว่า หมายถึง ชี่ หรือ ปราณ ที่เราได้หายใจเอาอากาศเข้าไป ได้รับอาหารและน้ำ แล้วทำให้เรามีชีวิตดำรงอยู่ได้

แต่ในอีกมุมหนึ่ง พลังงานของชีวิต คือ คลื่นความถี่ของเรา ซึ่งเมื่อเจาะลึกลงไปมากกว่าอะตอม มนุษย์ก็คืออนุภาคพลังงานที่มารวมกันตามการพลังของจิต (หรือพระปัญญาของพระเจ้า สำหรับผู้เชื่อในพระเจ้า)

แนะนำให้ไปอ่านบทความ เข้าใจตัวเองมากขึ้นด้วยแมนดาล่าและแผนภูมิระดับของ “การตระหนักรู้” โดย Dr.David R. Hawkins ก็จะเข้าใจมากขึ้นค่ะ

ช่วงที่เรามีพลังงานที่สะอาด สงบ สมดุล ปราศจากความกลัว ความกังวล ความโกรธ ความรู้สึกผิด ความรู้สึกอยากเอาชนะ เราจะมองเห็นอะไรตามจริง ชัดเจน ทางมันจะสว่าง โล่ง โปร่ง สบาย ซึ่งคุณภาพชีวิตที่ดี มันจะเริ่มที่ตรงนั้น

ซึ่งเมื่อชีวิตต้องเจอปัญหา แล้วเราเริ่มให้ความรู้สึก “กลัว” เข้ามาสิงอยู่ ซึ่งหลายคนไม่รู้ตัวว่ามีความรู้สึกเหล่านี้อยู่ในตัวเอง มันจะทำให้คลื่นความถี่ของเราต่ำลงทันที คือ รู้สึกปุ๊บ ต่ำปั๊บ ไม่มีดีเลย์!

หลังจากนั้น ความซวยต่าง ๆ ก็จะมาเยือนข้างหน้า ไปทางไหนก็เจอแต่คนไม่ดี สิ่งไม่ดี แล้วก็โทษฟ้าดินกันไป…

จริง ๆ แล้วมันเริ่มที่ “พลังงานของเรา” นี่ล่ะค่ะ ที่บีมตกผลึก…

บีมเองเป็นคนหนึ่งที่เคยอ่านหนังสือมาเยอะ ก็ได้เห็น ได้รู้ ประโยคที่เขาพูดกัน สอนกันว่า “เริ่มเปลี่ยนที่ตัวเอง” แต่ก่อนหน้านั้นมันก็ไม่ได้เก็ต เพราะประสบการณ์ชีวิตมันยังไม่มากพอที่จะทำให้เราเข้าใจทะลุปรุโปร่งด้วยตัวเอง

แต่พอเรามาถึงจุดที่พลังงานเราเป็นบวกโดยธรรมชาติแล้ว จากการเรียนรู้และลงมือปฏิบัติ ในด้านพลังงานบำบัด โยคะหัวเราะ การอธิษฐานที่ถูกวิธีอย่างต่อเนื่อง และการลงมือทำสิ่งที่ต้องทำ มองย้อนไปก็เลยเข้าใจแล้วว่า

“เออ…มันอยู่ที่เรานี้แหละ เราเลือกได้ตลอดแหละว่า เราจะเอายังไงกับชีวิต จะเลือกดีเลือกชั่ว ก็อยู่ที่เรานั้นแหละ ไม่ต้องไปโทษอะไรเลย”

และก็เข้าใจแล้วว่า ไสยศาสตร์ ดูดวง เป็นสิ่งที่ใช้พลังงานความกลัวของคนหล่อเลี้ยงให้มันดำรงอยู่ได้ … ถ้าเราไม่กลัวเสียแล้ว ระบบประสาทเราสมดุลแล้ว สงบแล้ว มันก็จะไม่มีผลอะไรกับชีวิตเลย

เรื่องเปลี่ยนชื่อ เปลี่ยนเบอร์ อิทธิพลของตัวเลข บีมเชื่อว่า ตัวเลขมีพลังนะคะ ทุกอย่างมีพลังในตัวเอง แม้แต่หิน ดิน กรวด ทราย หญ้าเขียว ๆ มันมีพลังหมดล่ะค่ะ ทุกสิ่งบนโลกนี้ ไม่ใช่แค่ตัวเลขหรือตัวหนังสือหรอก

ส่วนตัวแล้ว บีมเปลี่ยนชื่อมาเยอะ บีมเลยเข้าใจว่า ต่อให้เปลี่ยนมากี่ชื่อ แสวงหาอาจารย์ดีแค่ไหน จ่ายแพงแค่ไหน ถ้าพลังงานยังเน่าเหมือนเดิม มันก็ไม่ได้ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไปมากนักหรอก เพราะเราก็จะคิดแบบเดิม ทำแบบเดิม ชีวิตก็อีหร็อปเดิม เสียเงิน เสียเวลาเปล่า

ชื่อแรกสุด​ แม่ตั้ง​ ริตา​ หอมลา (ซึ่งจริง ๆ แล้วน่ารักและดีอยู่แล้ว)
มหาลัย > สันต์ฤทัย​ หอมลา (หาเอง คำนวณเลขเอง เปลี่ยนเอง)
ทำงาน > ริญญาภัทร​์​ หอมลา, พีรญา​ สุขพิมลกุล​ > วรดาภา​ สุขพิมลกุล (หาอาจารย์)

เบอร์โทรก็เหมือนกันค่ะ หมอแต่ละคนก็จะบอกว่า เลขของหมอคนก่อนไม่ดีเลย ต้องเปลี่ยน ๆ จนเรามีคำถามว่า แล้วของใครดีสุดคะ? ทุกคนก็ต้องว่าของตัวเองดีหมด ใช่ไหมคะ เราไม่ได้ลบหลู่อะไร แต่บีมพูดจากประสบการณ์ตรงของตัวเองเท่านั้นค่ะ

สุดท้าย มาสังเกตตัวเองว่า เปลี่ยนแล้ว … เรายังอยากโทรหาคนเดิม ยังเกลียดคนเดิม แล้วมันเปลี่ยนยังไง ชีวิตก็เหมือนเดิม

พลังตัวเลข มันอาจจะดี แต่ถ้าพลังเราแย่กว่าพลังเบอร์ … มันก็คงหักล้างกันไปพอดีค่ะ เปลืองเงินเปล่า ๆ …

สำหรับบีม คลื่นความถี่เหมือนเลนถนนให้รถวิ่ง เรานี้เป็นรถ คลื่นความถี่เป็นเลน ซึ่งคลื่นนี้จะไปตาม “ความรู้สึกของเรา” ดังนั้น ชีวิตของเราก็จะไปตามคลื่นพลังงานต่ำหรือสูงซึ่งคือความรู้สึกต่างๆ นี้ล่ะค่ะ

ซึ่งถ้าจับต้องได้ชัดเจนคือ อยู่ที่ระบบประสาทของเรานั่นเองค่ะ ศาสตร์ TRE จะมีหลักวิทยาศาสตร์อธิบายชัดเจนเรื่องนี้ สามารถหาอ่านได้ในบล็อกนี้ (พิมพ์คำว่า TRE ในช่องค้นหา เดี๋ยวมันจะขึ้นบทความมาให้ค่ะ)

การสังเกตภายในของบีม ที่เห็นตัวเองในช่วงคลื่นความถี่สูงและความถี่ต่ำแบบชัดเจนมากขึ้น เพราะอยู่มาทั้ง 2 สถานะแล้ว พบว่า ปัจจัยสำคัญในการเลื่อนขึ้นลงของระดับพลังงานคือ ระดับของความเครียด

ซึ่งมีงานวิจัยรองรับมากมายว่า ความเครียด คือ เพชรฆาตอันดับ 1 ของคนทั่วโลก ที่ทำให้ป่วยเป็นโรคเรื้อรัง ซึมเศร้า และตายเร็วค่ะ

เครียดเพราะโลกวัตถุนิยมมันกัดกินจิตวิญญาณ ต้องทำงานแลกเงิน ทำงานเพื่อเงิน บูชาเงิน จนไม่มีเวลาได้ดูแลสุขภาพและใช้ชีวิตที่แท้จริง ซึ่งเป็นชีวิตที่มันสุขง่าย สงบง่าย ตั้งแต่ตอนนี้เลย ซึ่งโยคะหัวเราะช่วยทำลายความเครียดได้โดยตรง เร็ว แรง จริง ๆ และได้ผลกับทุกคนที่ทำมันจริงจัง!

ช่วงที่ชีวิตบีมดาวน์มาก ๆ พลังอยู่ในช่วงคลื่นความถี่ต่ำตลอดเวลา ชีวิตจะเป็นอย่างนี้ค่ะ

ช่วงชีวิตตกต่ำสุด ๆ ซึมเศร้าเรื้อรังแบบไม่รู้ตัว หัวเราะไม่ได้ เป็นเวลาประมาณ 3 ปี

ช่วงนั้น แสวงหา “วิธีการหลุดพ้นจากทุกข์” ที่เจออยู่เยอะมาก หนี้สินก้อนโต และ ลูก 2 คนที่ต้องเลี้ยงดู งาน เงิน ที่ร่อยหรอ ทำอะไรก็ไม่สำเร็จ หรือ สำเร็จแป๊บเดียวก็ตกลงมาอีก จนดาวน์หนักมาก ร้องไห้ ทะเลาะกับสามีเกือบทุกวัน เริ่มเหมือนหมาบ้า อยากขังตัวเองไว้ ไม่ให้กัดลูก กัดคนรอบข้าง รู้สึกผิดตลอดเวลา มันแย่มาก ๆ เลยค่ะ

ไปหาเรียนวิชาอะไรที่เขาสอนกันกับครูโค้ชดัง ๆ ช่วงนั้น มันจะได้ผลแค่ช่วงสั้น ๆ ที่เราลองเอากลับมาทำ แต่พอเราทำไปสักพัก คือ มันไม่ใช่ตัวเรา เราเป็นคนเรียบ ๆ จะให้เราโผงผางตึงตังมีพลังแรงแบบเขา มันก็ไม่ใช่!?

พอมีคนทำได้ แต่เราทำไม่ได้ เราก็รู้สึกแย่ … เรานี่มันแย่จริง ๆ รึเปล่า? ทำไมไม่ได้ผลเสียที

พอพ้นจากจุดนั้นมาแล้ว เรามาวิเคราะห์ย้อนหลัง เราเข้าใจแล้วว่า ที่เราทำไม่ได้ มันไม่ใช่ความผิดของเราหรือของใคร แต่มันเป็นเพราะ มันไม่ใช่สิ่งที่ออกมาจากพลังงานและแรงปรารถนาของเราจริง ๆ ต่างหาก

เราพยายามหาสูตรสำเร็จเพื่อให้รวยเร็ว จะได้หมดหนี้เร็ว โจทย์มีแค่นั้น ทำอะไรก็ได้ที่ได้เงินเยอะ ๆ ลูกและครอบครัวจะได้สบาย …

แต่ชีวิตแท้มันไม่ใช่อย่างนั้น

พอใจเราพ้นจากจุดนั้นแล้ว เราเข้าใจแล้วว่า

  • ชีวิตของแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย และมีเพียงหนึ่งเดียว
  • เราเท่านั้นที่จะต้องเข้าใจและรู้ว่าตัวเองเกิดมาเพื่อทำอะไร
  • ไม่มีสูตรสำเร็จของใครใช้ได้กับของใคร
  • อย่าไปคิดว่า หมดหนี้ก่อน แล้วถึงจะสุข เพราะ ชีวิตมันสุขได้ตั้งแต่ตอนยังมีหนี้นี่แหละ และความรู้สึกสุขและอิสระจากหนี้ คือเหตุของการหลุดจากหนี้ต่างหาก
  • อย่าไปเที่ยวแสวงหาคอร์สหรือสูตรสำเร็จจากภายนอกเลย มาจัดการภายในให้สะอาด สงบ สมดุล แทน เข้ามาในตัวเอง เดี๋ยวสติปัญญาจะนำทางเอง และมันออกจากภายในด้วย ไม่ได้มาจากชีวิตคนอื่น ซึ่งมันเวิร์คกับเขา ไม่ใช่กับเรา
  • ความรวย ความมั่งคั่ง คนเอาไปผูกความหมายกับ มีเงินมาก มีวัตถุมาก ชีวิตสบายมาก ซึ่งบีมเลี่ยงการใช้ 2 คำนี้ เพราะ ฟังแล้วหนักชอบกล และมาเข้าใจตัวเองจริง ๆ ว่า เราต้องการอิสระ ไม่ได้ต้องการรวย แต่ถ้าเรามีหนี้ ต้องรับผิดชอบใช้เขาให้หมดด้วย แล้วก็จะได้มีอิสระจริง ๆ หนี้คือกรงขังที่มองไม่เห็นแต่มีอยู่จริง ดังนั้น รีบตัดวงจรจากการก่อหนี้ รู้ทันกิเลส ไม่กลัวเสียหน้า อย่าไปสร้างหนี้เพิ่ม ถ้าไม่มีความรู้ในการบริหารจัดการเงินที่ดีเพียงพอ
  • บีมชอบใช้คำว่า “อุดมสมบูรณ์” มากกว่าค่ะ หรือ ภาษาอังกฤษคือ abundance คือ เหลือเฟือ มากมาย ซึ่งเราจะไม่มีทางรู้สึกได้เลยด้วยความคิด ตอนที่เขาให้ดึงดูด ให้คิด ให้จินตนาการ ก็ไม่เห็นจะได้ผลเลย ก็พึ่งมาเข้าใจตอนหลัง ตอนใจสงบสมดุลว่า อ้อ … เราต้องรู้สึกก่อนสิว่า ทุกวันนี้ แค่มีลมหายใจ มันก็เหลือเฟือแล้วมั้ย ขอบคุณได้มั้ยจากใจที่ยังหายใจอยู่ ถ้ารู้สึกซาบซึ้งตรงนี้ได้ มันถึงจะเข้าถึงความอุดมสมบูรณ์ได้ จุดนี้ต่างหากที่จะทำให้เราหลุดพ้นเป็นอิสระจากหนี้และวัตถุนิยมได้จริง ๆ
  • ความคิดที่ใช้สมองซีกซ้าย บีมใช้เยอะมาก แต่พบว่าช่วยแก้ปัญหาอะไรไม่ได้เลยถ้าความรู้สึกหรือพลังยังขาดแคลน หนี้กับความจนสะท้อนความรู้สึกขาดแคลน
  • ฮวงจุ้ยเนี่ย มันจะดีไปตามพลังงานตัวเราค่ะ และ ถ้าเราลุกมาจัดบ้านให้สะอาด พลังงานเราก็จะดีตามไปด้วย ลุกมาดูแลตัวเอง มาออกกำลังกาย มาทำอะไรดี ๆ ให้ตัวเอง ให้คนอื่น พลังงานเราก็จะดีขึ้นไปด้วยเช่นกัน ไม่ต้องไปจ้างซินแสที่ไหน แค่ออกกำลังกายและทำอะไรดี ๆ ให้ตัวเอง จัดบ้านตามความรู้สึกบวกของเรา ฮวงจุ้ยมันก็ดีละ หรือแค่หัวเราะ พลังมันก็ดีละ จบ…
  • การทำบุญให้ความสบายใจ แต่ควรจบในตัว เช่น ปล่อยปลาไหล ก็ไม่ใช่ให้ชีวิตไหลลื่น แต่เพื่อให้ปลาไหลมันมีชีวิตต่อไป อะไรแบบนี้ อย่าไปทำบุญแล้วหวังจะรวย หวังจะปลดหนี้ เพราะสิ่งเหล่านี้ มันไม่ได้แก้ที่การถวายของ มันแก้ที่พลังงานของเราเองล้วน ๆ พลังงานดี พลังสงบ สติปัญญานำทางเองค่ะ ไม่ต้องไปหวังพึ่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์อะไรเลย มายาทั้งนั้น ยิ่งทำยิ่งติดกับดัก เพราะบางทีมันก็ให้ผลอย่างที่เราต้องการในด้านวัตถุและความร่ำรวย แต่เราไม่มีความสุขจริง ๆ หรอกค่ะเมื่อเวลาผ่านไป … ลองสังเกตดูค่ะ

อ่านแล้วดูเหมือนโจมตีสารพัดสิ่งเลยนะคะ แต่…นี่คือเรื่องจริงที่อิงจากชีวิตจริง ๆ ของคนคนหนึ่งที่ทุกข์ทรมานแสนสาหัสมาก่อน จึงอยากแบ่งปันเท่านั้นค่ะ ลองเปิดใจ และเปิดมุมมองใหม่ ๆ ในการพิจารณาชีวิตดูค่ะ ว่าเป็นอย่างนี้จริงไหม?

และไม่ได้เขียนเพื่ออวยครูตัวเองแต่อย่างใด ทั้งหมดนี้คือความจริงที่เกิดขึ้น ว่า … เราเข้าใจและตกผลึกเมื่อเราได้ผลลัพธ์จากการปรับที่พลังงานจริง ๆ เราไม่ได้รวยในทันที หรือหมดหนี้แบบปาฏิหาริย์ แต่เรามีกำลังใจ เรามีความหวัง เรามีสติปัญญากลับมานำทาง เรามีความอดทน เรามีความเพียร เรามีความรัก เรามีหัวใจ เราได้ชีวิตกลับคืนมา … สิ่งนี้ต่างหากที่สำคัญกว่าเงิน

เงินเป็นเพียงวัตถุแลกเปลี่ยนของ ที่ในยุคนี้ มันจำเป็นต้องมี เพราะระบบมันเป็นเอาเงินแลกของ ไม่ใช่ของแลกของกันเกือบหมด แต่ต้องเข้าใจว่า มันจำเป็นเฉพาะกับสิ่งที่ต้องใช้เงิน ซึ่งก็อยู่ที่เราดีไซน์ชีวิต ว่าเราจะเอาชีวิตแบบต้องใช้เงิน 100% เลย ไม่มีไม่ได้เลย หรือเราจะสร้างชีวิตในแบบฉบับที่ ไม่มีก็อยู่ได้ เช่น กลุ่มที่ทำเกษตรพอเพียง เขาก็จะรู้สึกมั่นคงระดับหนึ่งเพราะมีอาหารกินเอง หรือเราจะผสมผสาน มีเงินแบบพออยู่พอกิน พอเลี้ยงครอบครัว และได้ใช้ชีวิตที่เงินก็ให้ไม่ได้ มันดีไซน์ได้หมดค่ะ อยู่ที่เราเลือก

ถ้าในมาตรฐานสังคมทุนนิยม ชีวิตบีมไม่ได้สำเร็จอะไรเลยค่ะ และยังล้มเหลวด้วยซ้ำ เพราะ มันไม่ได้รวย มันไม่ได้มีเงินมาก มันไม่ได้หรูหรา มันก็ยังมีหนี้ที่ต้องจัดการ

แต่ในใจของบีม บีมกลับรู้สึกว่า บีมชนะโลกได้แล้วระดับหนึ่ง ใจของบีมเป็นอิสระเหนือวัตถุและเงินได้แล้วระดับหนึ่ง ที่เหลือ เหลือแค่ทำในสิ่งที่ต้องทำเพื่อชำระหนี้ให้หมด เพื่อให้เราได้อิสระแท้จริงของชีวิตกลับมา

อิสระนี้สำคัญที่สุดค่ะ และบีมก็รู้สึกได้ถึงสิ่งนี้แล้วด้วย ที่อยากจะทำอะไรที่อยากทำจริง ๆ โดยเงินไม่ต้องมาบงการอีกต่อไป มันมีความสุขมากขึ้นในแต่ละวันที่ได้มีชีวิต รู้สึกอุดมสมบูรณ์มากขึ้น

สำหรับบีม การเงิน ก็เหมือนกำลังเล่นเกมเศรษฐีหรือเกม Cash Flow ของ Rich Dad มันแค่เกมที่ต้องเล่นให้ผ่าน แต่บีมจะไม่ยอมให้มันมีอิทธิพลเหนือความคิด ความรู้สึก และคุณค่าแท้ในตัวบีมอีกต่อไป ต่อให้เจ้าหนี้หรือใครจะมาทำให้เรารู้สึกแย่ บีมจะปรับพลังงานกลับมาเพื่อเล่นเกมนี้ด้วยความซื่อสัตย์ ความจริงและสติปัญญาของพระเจ้านำทางต่อไป นั่นคือสิ่งที่ตั้งใจไว้กับตัวเอง

แน่นอนว่า ชีวิตคนก็ต้องมีขึ้น ๆ ลง ๆ ชีวิตบีมก็มีสิ่งกระทบทุกวันเช่นกัน แต่การที่เรามีพลังงานเป็นบวกโดยธรรมชาติแล้วจากที่ได้ฟื้นฟูพลังงานกลับมา ผ่านพลังงานบำบัด โยคะหัวเราะ การอธิษฐาน มันทำให้เรารับมือและเดินต่อไปได้อย่างไม่แคร์โลก (ทุนและวัถตุนิยม) อีกต่อไป เดินไปด้วยความเบาสบายใจมากขึ้น มีพื้นที่อิสรภาพของเรามากขึ้นทุกวัน … เท่านี้ก็รู้สึกดีแล้วค่า 🙂

ขอความจริงเป็นแสงสว่างนำทางผู้อ่านทุก ๆ คนนะคะ

และจงสำรวจอยู่เสมอว่า เราทำสิ่งใด ๆ ก็ตาม ด้วยพลัง “รัก” หรือ “กลัว”

จงเลือก “รัก” ค่ะ

ด้วยรัก
บีม 🙂

สนใจศึกษาศาสตร์ด้านพลังงานบำบัดและโยคะหัวเราะเพิ่มเติม ดูได้ที่เว็บของครูของบีมนะคะ https://www.kaymiracles.com/ และ ที่เพจ https://www.facebook.com/KayMiracles/

โยคะหัวเราะ และ TRE : แก้ปัญหาชีวิตและสุขภาพได้ถึง “ราก” ถึง “โคน” พร้อมเสริมภูมิคุ้มกันได้แบบง่าย ๆ

2 นวัตกรรมสุขภาพ ที่ช่วยให้นอนหลับลึก หลับดี ใช้ชีวิตมีความสุขได้มากขึ้นท่ามกลางปัญหาและความเครียดมากมาย

ถ้าคุณได้พยายามเรียนรู้มาหลายอย่าง และทำมาหลายอย่างแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าชีวิตยังไม่เป็นไปตามที่หวัง ตั้งใจ ชีวิตยาก ลำบาก รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง หรือ ชีวิตก็ดีอยู่ แต่รู้สึกว่ายังไม่ถึงที่สุดที่ตัวเองต้องการจะเป็นได้ บีมแนะนำให้เปิดใจศึกษา 2 ศาสตร์ใหม่นี้ดูค่ะ คือ โยคะหัวเราะและ TRE เป็นเหมือนทางด่วนสู่ชีวิตที่สุขและสำเร็จในแบบฉบับตัวเอง และได้มากกว่าสุขภาพ คือ ได้มีชีวิตที่ง่าย สนุก มีความสุข และเติบโตจากภายในอย่างมีทิศทางชัดเจนเป็นของตัวเองได้จริง ๆ แล้วเดี๋ยวสุขภาพดีแบบยั่งยืน ชีวิตดี ๆแบบยั่งยืนจะตามมาเอง โดยไม่ต้องพยายามคิดบวกเลย เพราะเราจะกลายเป็นความบวกโดยธรรมชาติ

หลังจากที่บีมได้เรียนรู้ศาสตร์โยคะหัวเราะแบบจริงจังในคอร์ส ประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะนานาชาติ โดยครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง เมื่อ 8-11 มีนาคม 2562 ได้ฝึกปฏิบัติเรื่อยมา และเรียนซ้ำอีกครั้งเมื่อประมาณเดือนกันยายนที่ผ่านมา และมาเรียนรู้ศาสตร์ TRE (Tension & Trauma Releasing Excercise) กับสถาบัน Freedom Within โดยโค้ช Lori Ann TRE Certified Coach และ คุณ Yahya Bey โดยเข้าคอร์ส Immersive TRE เมื่อวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา และได้นำมาฝึกปฏิบัติกับตัวเองอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทำให้บีมเข้าใจทั้ง 2 ศาสตร์นี้มากขึ้น และบีมมั่นใจว่า ใครก็ตามที่ได้ฝึกทั้งสองอย่างนี้ไปควบคู่กันแล้ว จะทำให้รับมือและสลายความเครียดได้ดีมาก ๆ และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเด็ก ๆ ที่มีความสุข ความอิสระ สดใสร่าเริง และใช้ชีวิตได้ในแบบที่ตัวเองต้องการจริง ๆ ได้ในที่สุดค่ะ โดยไม่อยู่ภายใต้กรอบของสังคมและความคาดหวังที่น่าอึดอัดอีกต่อไป เราจะกลายเป็นคนที่รักและเคารพตัวเองมากขึ้น รักและเคารพผู้อื่นมากขึ้น สันติสุขจะเกิดขึ้นในตัวเรา และเราจะเป็นพลังงานดี ๆ ส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ โดยไม่ต้องพยายามไปเปลี่ยนแปลงโลก แต่ผู้คนรอบ ๆ ตัวเราจะเปลี่ยนไปตามเราเอง

บีมเคยเขียนเกี่ยวกับโยคะหัวเราะ และ TRE ไว้แบบละเอียดมากแล้วนะคะ สามารถคลิกที่ลิงค์ที่เชื่อมไว้ให้ในย่อหน้าแรกได้เลยค่ะ เพื่อเข้าไปอ่านว่า บีมได้เรียนรู้อะไรจากคอร์สมาแล้วบ้าง

ในบทความนี้ ขออนุญาตเขียนสิ่งที่ “ตกผลึก” เพิ่มเติมล่าสุด ว่า 2 ศาสตร์นี้ จะช่วยเหลือทุก ๆ คนที่ต้องเผชิญกับความเครียดและวิธีอื่น ๆ เช่น นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย นวดตัว ฯลฯ ซึ่งสามารถช่วยให้สบายใจได้เพียงชั่วคราว แต่สักพัก ก็จะรู้สึกว่า ยังคงมีความเครียดนั้น ๆ วนเวียนอยู่ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติหรือมีประสิทธิภาพสูง (สำหรับระดับของความเครียดในตัวเราเอง แนะนำให้อ่านบทความ TRE ค่ะ ความเครียดจะมี 5 รูปแบบ ไปทำความเข้าใจกับมัน จะได้รับมือได้ถูกต้องค่ะ)

ขอสรุปเกี่ยวกับความเครียดและกลไกกำจัดความเครียดของร่างกายอีกครั้ง

โดยปกติแล้ว เมื่อเราเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งสารเคมีออกมา ตัวหลัก ๆ ที่มักมีการพูดถึงกันก็คือ อะดรินาลีน และ คอร์ติซอล แต่จริง ๆ แล้วมีมากกว่านี้ รวม ๆ แล้วประมาณ 50 ชนิด (ตามคู่มือของคอร์ส Immersive TRE) เป็นสารที่จำเป็นต้องใช้เมื่อร่างกายกำลังเผชิญสถานการณ์เครียด เพื่อให้เอาตัวรอดได้ตามสัญชาตญาณธรรมชาติ

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ร่างกายจะมีกลไกการกำจัดออกตามธรรมชาติ คือ การสั่น เหมือนที่เด็ก ๆ จะร้องไห้แล้วดีดขาไปมา เพื่อสลายความเครียด (หิว ง่วง ไม่สบอารมณ์) แต่สังคมมนุษย์ไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น เพราะ มันดูไม่ดี ไม่เหมาะสม กลไกนี้จึงหยุดทำงานเรื่อยมาเมื่อเราเติบโตขึ้น

ทำให้มนุษย์มีสุขภาพอ่อนแอจากความเครียดสะสม เพราะร่างกายไม่สามารถใช้กลไกนี้กำจัดออกได้ เป็นร่างกายที่ “สะสมอารมณ์เครียด อารมณ์ลบที่ผูกกับสถานการณ์ และสารเครียด” แม้สถานการณ์นั้นจะผ่านไปนานแล้วเพียงใดก็ตาม

มีงานวิจัยชิ้นใหม่ ๆ ล่าสุด สนับสนุนข้อมูลนี้ว่า โรคภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นโรคที่สาเหตุไม่ได้ สัมพันธ์กับความเครียดในวัยเด็ก เด็กที่มีปัญหาพ่อแม่ไม่รักกัน ครอบครัวแตกแยก ใช้ความรุนแรง ถูกกระทำทางเพศ ฯลฯ มีโอกาสที่จะเป็นโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ เป็นรุนแรง เรื้อรัง และมีโอกาสเสียชีวิตเร็วขึ้น สุขภาพจะอ่อนแอกว่าคนที่เติบโตมาในท่ามกลางสภาพแวดล้อมของความรักและความอบอุ่น (ปัญหาหลักของมนุษย์ยุคนี้ คือ เครียด และ ขาดความรักความเมตตา เท่านั้นเองค่ะ และไม่รู้วิธีจัดการหรือระบายออกที่ได้ผลจริง)

นวัตกรรมโยคะหัวเราะ จะทำงานโดยตรงกับ “ระบบสารเคมีในร่างกาย” และ “จิตใต้สำนึก” ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยการสะกดจิตเลย

การทำงานของโยคะหัวเราะต่อระบบสารเคมีในร่างกาย

เมื่อเราฝึกโยคะหัวเราะ สิ่งที่จะได้รับหลัก ๆ มีดังนี้

  1. การสร้างสารแห่งความสุขขึ้นมา และเป็นสารที่สลายความเครียดได้ในทันที เหมือนเป็นการเอาบวกมาหักล้างลบ ก็จะทำให้สารเคมีเข้าสู่สมดุล สารพิษหายไป สารสุขกลับมาหล่อเลี้ยงร่างกายแทนที่ ก็เหมือนทำให้ระบบเลือดของเรา เต็มไปด้วยสารแห่งความสุขนั่นเอง เซลล์จึงมีความสุขและสุขภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบต่อมไร้ท่อที่เกี่ยวกับการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ ก็จะทำงานเป็นปกติ ทำให้สุขภาพดีขึ้น กินอาหารได้อร่อยขึ้น นอนหลับดีขึ้น มองโลกบวกโดยไม่ต้องพยายามคิดบวก เป็นคนบวกโดยธรรมชาติ เพราะ สารสุขมันหล่อเลี้ยงทุกอณูไปแล้ว เป็นกระแสธรรมชาติของเราไปแล้วนั่นเอง
  2. ดีท็อกซ์จิตใต้สำนึกและกำจัดอารมณ์ลบได้ทันที จากการทดลองของบีมพบว่า การหัวเราะในบางท่า เช่น Aloooo Haaa ท่านี้ สุดท้ายจะลงไปหัวเราะกับหมอน การหัวเราะขณะอยู่ในท่านี้จะทำให้สิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกถูกขับออกมาอย่างเด่นชัด เมื่อแรก ๆ ที่บีมฝึก บีมร้องไห้ออกมาด้วย โดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งภายหลังพบว่า เพื่อน ๆ ที่ได้ลองฝึกช่วงแรก ๆ เมื่อทำท่านี้ จะเป็นแบบนี้ทุกคน ซึ่งถ้าเราทำครบกระบวนการ จะมีวิธีปิดการฝึกด้วยการ Grounding ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกโล่งสบายได้ในทันที เป็นการดีท็อกซ์จิตที่ง่ายและได้ผลจริง เพียงฝึกวันละ 10-15 นาทีต่อวันในช่วงเช้าหลังตื่นนอนเท่าน้ันค่ะ แต่ควรทำทุกวัน จะเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดีมาก ๆ พลังบวกมาเต็ม เหมือนได้ชาร์ตพลังบวกให้ตัวเองไปใช้ได้ตลอดวัน มีภูมิต้านทานกับสิ่งต่าง ๆ ในระดับจิตได้ดีขึ้น บุคลิกภาพมั่นคงแข็งแรงขึ้น สดใสขึ้น ผู้คนอยากจะเข้าใกล้และมอบอะไรดี ๆ ให้มากขึ้น (ด้วยพลังบวกที่เราส่งออกไปตามธรรมชาติอย่างไม่รู้ตัว เพราะมันเป็นกระแสของเราไปแล้ว) ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดกับชีวิตบีมจริง ๆ แตกต่างอย่างมาก ระหว่างชีวิตก่อนฝึก ซึ่งทุกอย่างจะยาก แม้ว่าเราจะคิดดีกับคนอื่น แต่พลังในตัวเรา ทำให้ทุกอย่างมันยาก ก็ทำให้ชีวิตยากไปด้วยค่ะ แต่พอพลังเราดี ด้วยการดีท็อกซ์อารมณ์ตกค้างในจิตใต้สำนึกแบบนี้เป็นประจำ ก็จะทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้นจริงค่ะ
  3. สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง เพราะในสภาวะที่เราหัวเราะนั้น จิตเราจะโล่ง ไม่มีความคิดอยู่เลย เป็นสภาวะที่เปิดสู่จิตใต้สำนึกโดยตรง เราสามารถใช้โอกาสนี้ในการโปรแกรมสมองใหม่ได้ เป็นสิ่งที่ให้ผลเหมือนกับ NLP แต่วิธีเข้าถึงจิตใต้สำนึกนั้นง่ายกว่า เร็วกว่า และได้ผลยั่งยืนกว่า เพราะมันไปล้างสารพิษขณะหัวเราะด้วย ทำให้ความรู้สึกลบ ๆ หายไปเร็ว และไม่มาต่อต้านโปรแกรมที่ใส่เข้าไปใหม่ค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ NLP ทั่วไปไม่ได้ทำจุดนี้ การฝึกโยคะหัวเราะ จะมีท่าที่สอนให้เราโปรแกรมตัวเองใหม่ เช่น ท่าตลับเมตร ที่จะกางแขนออกกว้าง ๆ เงยหน้าขึ้น แล้วหัวเราะดัง ๆ ท่านี้ให้พลังดีมาก ในการกลับมาเป็นตัวของตัวเอง ยอมรับตัวเอง ยิ้มให้ตัวเอง หัวเราะให้ตัวเองได้ อย่างไม่หลงตัวเองค่ะ หรือท่าที่ทำท่าชี้หน้าคนตรงหน้า ในอารมณ์ที่เราโกรธเขา แต่ให้หัวเราะออกมาแทน ซึ่งบีมได้นำเทคนิคนี้มาใช้กับหลาย ๆ เรื่องที่ทำให้อารมณ์เสียง่าย ก็ได้ผลดีขึ้นจริง เราอาจจะยังโกรธได้ แต่เราจะปล่อยมันง่ายมาก บางครั้ง เรารู้ตัวเลยและปล่อยทันที เหมือนเราหัวเราะใส่มันทันทีนั่นล่ะค่ะ เป็นผลมาจากการฝึกตรงนี้ เราสามารถฝึกได้กับทุกเรื่องที่เราอยากจะปล่อยวางมัน ไม่อยากเครียดกับมัน เพราะอารมณ์ลบและความเครียด ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลย ภูมิคุ้มกันชีวิตและการที่จะแก้ปัญหาและเดินต่อได้ เติบโตได้ เราต้องมีพลังบวกเท่านั้นค่ะ และพลังของเสียงหัวเราะ มันให้มากกว่าที่คุณคิดแน่นอน ต้องลองฝึกเองค่ะ คุณจะรู้…

นั่นคือ สิ่งที่บีมตกผลึกและได้รับจากการฝึกโยคะหัวเราะมาตลอดค่ะ ยังไม่นับส่วนที่ฝึกแล้วปิดท้ายการ “ฝึกขอบคุณ” นะคะ ไว้จะมาแบ่งปันกันอีกครั้งในอนาคตค่ะ ครั้งนี้ขอแบ่งปันในส่วนที่เข้าใจได้ง่าย ๆ ก่อน 3 ข้อสำหรับโยคะหัวเราะค่ะ ซึ่งเราก็รู้กันดีอยู่แล้วค่ะว่า แค่หัวเราะ ก็หายเครียดแล้ว

แต่ถ้าคนไม่เคยเรียนรู้และฝึกโยคะหัวเราะ จะยังคงหัวเราะแบบมีเงื่อนไข คือ ต้องรอบางสิ่งมาทำให้หัวเราะ แต่คนที่เรียนและฝึกโยคะหัวเราะ จะสามารถสร้างเสียงหัวเราะได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรออะไรค่ะ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้มีพลังกลับมาได้เร็ว เพราะ เรารู้สึกว่า เราไม่ต้องรออะไรที่จะทำให้เรามีความสุข เราจะเป็นคนที่มีความสุขง่ายขึ้น แม้ชีวิตจะต้องเผชิญอะไรอยู่ก็ตาม เราจะหัวเราะให้มันและเดินต่อไปได้ค่ะ เราจะไม่เลือกจบชีวิตตัวเองแน่นอน อันนี้การันตี (เพราะถ้าใครอ่านบทความเรื่องหนี้ของบีม จะเข้าใจค่ะว่าไม่ Strong จริง ๆ อาจไม่รอด เพราะ ก็มีแว่บเรื่องจบชีวิตอยู่เป็นบางครั้งก่อนจะฝึกโยคะหัวเราะ แต่พอฝึกแล้ว เจอสถานการณ์ที่ยากที่สุดจริง ๆ มันก็ผ่านไปได้ค่ะ เพราะเราปล่อยวางเร็ว ก็ตามนั้น…มันเป็นแบบนั้นค่ะ)

นอกจากนี้ การหัวเราะ คือ การสั่นและเขย่าตามธรรมชาติ เป็นหนึ่งกลไกที่ร่างกายกำจัดความเครียดออกค่ะ ซึ่งในเด็ก ๆ จะหัวเราะวันละ 300-400 ครั้ง ทำให้พวกเขาไม่มีความเครียดสะสม แต่ถ้าเด็กที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เครียด ก็จะทำให้พวกเขาเติบโตไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเองส่วนหนึ่ง และ ถ้าเด็กมีเพียงผู้ใหญ่ 1 คนที่รักและสนับสนุน แม้จะอยู่ท่ามกลางความโหดร้าย ความรักที่บริสุทธิ์จากผู้ใหญ่เพียง 1 คนก็เพียงพอให้เขาเติบโตอย่างเข้มแข็งไปได้ค่ะ

TRE นวัตกรรมการบริหารร่างกายที่ช่วย “ปลดปล่อยความเครียดฝังลึกและสะสมได้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ด้วยกระบวนการธรรมชาติ”

TRE จะทำงานกับระบบประสาทอัตโนมัติ และ สมองส่วนดึกดำบรรพ์ (ก้านสมอง) ซึ่งเป็นส่วนที่ร่างกายจะเก็บสะสมความเครียดเอาไว้ โดยตรง

TRE เป็นการบริหาร 7 ท่า ที่ทำง่าย กระบวนการง่าย แต่สามารถดีท็อกซ์ความเครียดได้ถึงรากเช่นกันค่ะ

บีมเองก็เป็นคนชอบออกกำลังกายมาแต่ไหนแต่ไร เป็นนักกีฬามาตั้งแต่สมัยเรียน เล่นทุกอย่าง และ เมื่อทำงานแล้ว ก็ยังชอบออกกำลังกายและไปซาวน่าหรือสตีมเป็นประจำถ้ามีโอกาสไปได้

ซึ่งการออกกำลังกาย ในตัวมันเอง ก็ช่วยให้มีพลังและความสุขได้จริง ๆ ค่ะ ยิ่งได้อบตัวแล้ว ก็ฟินและผ่อนคลาย

แต่…เมื่อฝึก TRE แล้ว บีมพบความแตกต่างจากการที่เราออกกำลังกายหรือใช้วิธีการผ่อนคลายความเครียดวิธีอื่น ๆ ทั่วไป คือ TRE มันถอนรากถอนโคนความเครียดสะสม โดยที่เราไม่ต้องพยายามไปคิดถึงมัน ไม่ต้องพยายามไปขุดคุ้ย ไม่ต้องพยายามไปแก้ปัญหามัน ซึ่งเวลาที่เราออกกำลังกาย เราจะได้สลายความเครียดที่พึ่งรับมาในปัจจุบันหรือไม่นานมานี้ได้ แต่พวกความรู้สึกผิด ความหลังฝังใจ มันไม่ออกไปไหน มันยังอยู่ และในเวลาที่เรารู้สึกดาวน์ หรือแย่ มันจะวนเวียนมาหาเราใหม่ และดึงให้เราจิตตกไปได้อยู่

นอกจากนี้ TRE จะทำให้เราเข้าสู่ความสงบและมีสติได้อย่างง่ายดายอีกด้วย โดยที่ไม่หลุดล่องลอยไปไหน เป็นสติที่ต้องรู้ตัวตลอดระยะเวลาการฝึก ซึ่งมันจะนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้ดีด้วย ซึ่งต่างจากการฝึกสมาธิของบีมที่ผ่านมา ที่ 80% นั้น จะเป็นการฝึกที่เราหลุดไปจากปัจจุบัน แต่เราหลงว่า มันคือความสงบภายใน จริง ๆ แล้วไม่ใช่ … การฝึกที่ถูกต้อง เราจะต้องอยู่ตรงนี้ รับรู้ทุกสิ่ง และมีความเบา ไม่มีตัวตน ซึ่ง TRE สอนให้เรามีตรงนี้ได้ด้วย ทั้งที่เขาเป็นวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ ไม่มีเรื่องจิตวิญญาณมาเกี่ยวข้องเลยในกระบวนการและการสอนค่ะ แต่ได้ผลเรื่องสติ ความสงบ เป็นปัจจุบัน ดีมาก ๆ

นอกจากก็ทำได้ง่าย แค่ 15 นาที และ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอแล้วค่ะ และจะทำให้เรามีความสงบ สมดุล ภายในเพิ่มขึ้น ซึ่งบีมทดลองไม่นั่งสมาธิมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ใช้กระบวนการของ โยคะหัวเราะ การฝึกขอบคุณ และการทำ TRE มาอย่างต่อเนื่อง ก็ได้รับผลลัพธ์ที่ดีกว่าการฝึกนั่งสมาธิและสวดมนต์แต่เพียงอย่างเดียวในมุมที่เราใช้ชีวิตกับความจริงได้ดีขึ้น อยู่กับโลกได้ดีขึ้น บวกมากขึ้น ไม่ใช่สงบและสุขแต่เพียงในช่วงปฏิบัติค่ะ แต่อยู่กับโลกไม่ได้เลยหรืออยู่แล้วก็ยังทรมานเหมือนเดิม แต่ถ้าคุณทำแนวที่ทำอยู่ แล้วได้ผลดีอยู่แล้ว ก็ทำต่อไปได้เลยค่ะ และอาจศึกษาและทดลองทำในศาสตร์ใหม่นี้เสริมเข้าไปดู เผื่อว่าผลลัพธ์อาจจะดีเกินกว่าที่คุณเคยคาดเอาไว้ 🙂

บีมมองว่า การฝึก 3 สิ่งนี้ โยคะหัวเราะ การฝึกขอบคุณ และการทำ TRE น่าจะให้ผลดีสำหรับคนที่รู้สึกว่าการฝึกทางศาสนามันอาจจะยากเกินไป ปฏิบัติไม่ได้จนเลิกไป วิธีที่บีมแนะนำนี้ก็ช่วยได้และให้ผลลัพธ์ดีมาก ๆ เช่นกันค่ะ เพราะในที่สุดแล้ว เราทุกคนเพียงแค่อยากมีชีวิตที่เบา สบาย มีความสุข วิธีไหนที่ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ทำลายคนอื่น ไม่ทำลายตัวเอง บีมว่า มันก็ใช้ได้หมด เมื่อเราสงบสุข คนอื่นก็สงบสุขค่ะ สังคมก็จะสงบสุข วิธีอะไรก็ได้ อย่าไปยึดติดค่ะ ผลลัพธ์คือสุขไปด้วยกันทั้งหมด ก็โอเคแล้ว

ประโยชน์ของ TRE ที่บีมได้รับจากการฝึกต่อเนื่อง และ “ตกผลึก”

  1. TRE จะช่วยให้เราปลดปล่อยความเครียดที่สะสมอยู่อย่างตรงไปตรงมาโดยให้ร่างกายจัดการสั่นออกเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากงานที่เราทำทุกวัน การได้ไปพบเจอคนแย่ ๆ สิ่งแย่ ๆ หรืออะไรก็ตามที่ไปเจอมาในแต่ละวัน แล้วเรารับมา รู้สึกเครียดอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งก่อนหน้าที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับ TRE โดยการลงคอร์ส บีมได้เคยฝึกมาบ้าง แต่ก็ยังใช้ไม่ค่อยเป็น แต่พอได้เข้าใจกระบวนการแล้ว และทดลองทำเองดูตามที่โค้ชแนะนำ บีมพบว่า ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตแต่ละวัน การทำงานสร้างความเครียดได้มากเลยค่ะ ถ้าเราต้องอยู่ในความเร่งรีบ ยิ่งไปกันใหญ่ ความคาดหวัง ความกดดัน … พอเรารับพวกนี้มา มันจะมาสะสมในระบบประสาทของเรา ทำให้ระบบประสาทตื่นตัว (ใครที่หลับยาก หลับไม่สนิท ก็คือมีปัญหานี้ล่ะค่ะ ความเครียดสะสมในระบบประสาท ทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายทำงานไม่ได้ ต้องตื่นตัวพร้อมหนีหรือสู้ตลอดเวลา) เมื่อบีมรู้สึกว่า เริ่มคิดลบ เริ่มหัวไม่โปร่ง คิดงานไม่ออก บีมจะทำ TRE สั่นเอาความเครียดออกจากระบบประสาท ซึ่งได้ผลดีมากกก มันหายเครียดได้เลยเมื่อครบ 15 นาทีของการทำแต่ละ session ค่ะ มันดีที่เราจัดการความเครียดได้ง่าย ๆ ที่บ้านเลย ไม่ต้องรอเวลาไปออกกำลังกาย ซึ่งก็มีเงื่อนไขมากมายที่ไม่ได้ไปเสียที (ใครมีลูกก็จะเจอปัญหาประมาณนี้เช่นกันค่ะ ยกเว้นมีคนช่วยดูแลลูกและลูกโตแล้ว ดูแลตัวเองได้แล้ว ก็จะไปออกกำลังกายพร้อมลูกได้)
  2. หายเครียดโดยไม่ต้องขุดคุ้ย พูดคุยปัญหา เพราะ ความเครียดและปัญหาที่ผูกกับความเครียดนั้น มันอยู่ในสมองส่วนก้านสมองค่ะ แต่การคิดแก้ปัญหา มันอยู่ในสมองส่วนหน้า (neo-cortex) ดังนั้น ถ้าเราไม่กำจัดความเครียดจากก้านสมองโดยตรง หรือไม่กำจัดความเจ็บปวดที่ฝังลึก เช่น ถูกล้อตอนเด็ก ๆ ปัญหาหย่าร้างของพ่อแม่ที่ส่งผลต่อจิตใจ การใช้ความรุนแรง ถูกละเมิดทางเพศ ฯลฯ ถ้าเราไม่กำจัดออกจากก้านสมอง มันก็จะอยู่แบบนั้น … การพูดคุย การให้คำปรึกษา อาจได้ผล แต่ต้องใช้ยาและใช้เวลานาน แต่ TRE คือ การเชื่อในร่างกายของเราว่าเขาซ่อมตัวเองได้เอง พลังชีวิตเราซ่อมได้เอง และแค่วางใจให้เขาจัดการเองค่ะ บีมชอบมาก ๆ มันง่ายและได้ผลจริง ๆ อารมณ์ที่ผูกกับความเจ็บปวดฝังลึกก็หายไปด้วย ซึ่งจะต้องทำไปเรื่อย ๆ ค่ะ มันก็จะค่อย ๆ ถูกกำจัดออกไปเอง
  3. ความสงบและผ่อนคลายระดับลึกหลังจบการสั่น จะมีช่วงที่เรียกว่า Intregrated ค่ะ เมื่อเราหยุดกระบวนการสั่นแล้ว เราจะต้องนอนนิ่ง ๆ หงายหรือคว่ำก็ได้ สัก 2 นาที โดยจะต้องประคองสติอยู่กับปัจจุบันให้ได้ (ทั้งกระบวนการก็ต้องประคองสติค่ะ) ในช่วงระหว่างนี้ เราจะรู้สึกได้เลยว่า “ผ่อนคลายของจริง” รู้สึกมีแรง มีพลัง ขึ้นมาเต็ม พร้อมจะไปต่อได้เลยค่ะ เขาเรียกว่า เป็น State of Balance คือ จุดสมดุลของตัวเราเอง ที่เราจะมีบุคลิกภาพที่สงบ มั่นคงด้วยภายในที่มั่นคงจริง ๆ มันต่างจากการถูกปลุกพลังจากคนอื่น … อันนั้นไม่ใช่พลังของเรา แต่นี่คือ เราจะรู้สึกเลยว่า เรามีพลังจากภายในออกมาเลย ไม่ต้องให้ใครมาปลุกพลัง แต่เราสามารถสร้างมันได้ด้วยตัวเองจากกระบวนการ TRE นี้ค่ะ และการที่เราได้ทำให้ระบบประสาทสมดุลแล้ว ระบบผ่อนคลายและระบบกระตุ้นทำงานเป็นปกติ ร่างกายจะหลับพักผ่อนยามค่ำคืนดีขึ้น และจะมีพลังเต็มที่ในการทำงานช่วงกลางวันมากขึ้น ทำให้มีความสุขในการใช้ชีวิตและสำเร็จในการทำงานเพิ่มขึ้นจริง ๆ

ใช้ร่วมกันได้ผลดีมากยิ่งขึ้น

บีมเรียนรู้และฝึกโยคะหัวเราะก่อน TRE ประมาณ 8 เดือน และ ก่อนหน้าเรียนคอร์ส TRE ก็มีฝึกมาบ้างแล้วประมาณ 3 ครั้ง

เมื่อได้เรียนรู้ทั้ง 2 ศาสตร์อย่างลึกซึ้ง และ ตกผลึกเกี่ยวกับ TRE มากขึ้นแล้วก็พบว่า มันเติมเต็มกันได้ดีมาก ๆ

ในส่วนที่ทั้งสองศาสตร์ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน ก็คือ ในส่วนของการ “กำจัดความเครียด” ให้ออกไปได้ในเวลาที่รวดเร็ว ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องรอไปใช้สถานที่ที่ไหน ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรมากเลย ตื่นเช้ามา ทำที่ห้องหรือบ้านได้เองเลย และใช้เวลาสั้นมาก ๆ และได้ผลดีเยี่ยมด้านการคลายเครียดและเพิ่มพลังให้จิตใจและร่างกาย และจะต้องใช้วิธีการ grounding พลังงาน คือ การทำพลังงานให้สงบลงในตอนท้ายเหมือนกัน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจกลับสู่จุดสมดุล พร้อมออกไปใช้ชีวิตอย่างมีพลัง มีสติ และภูมิคุ้มกันมากยิ่งขึ้น แก้ปัญหาต่าง ๆ ในทางบวกได้มากขึ้น

ส่วนที่เป็นจุดแข็งของแต่ละศาสตร์ (ที่เป็นสิ่งที่บีมสังเกตได้กับตัวเอง) คือ

  • โยคะหัวเราะ จะเด่นเรื่อง การดีท็อกซ์จิตใต้สำนึก การเปิดจิตใต้สำนึกเพื่อรีโปรแกรมตัวเองต่อเหตุการณ์ที่กระทบเชิงลบ การปล่อยวาง ถ้าได้หัวเราะเป็นกลุ่ม จะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ มนุษย์ได้ดีมาก ซึ่งนี่เป็นอาหารทางใจอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ค่ะ เพราะ การทำโยคะหัวเราะ จะเน้นการสบตาด้วย จะยิ่งทำให้รู้สึกเป็นสุขและอิ่มใจ ปลอดภัยมากขึ้น และทำให้เราหายใจได้เต็มปอดมากขึ้น สูบออกซิเจนและคายแก๊สพิษจากปอดได้มากขึ้นมาก ๆ
  • TRE จะเด่นเรื่อง การกำจัดความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึกหรือที่ถูกกระทบแรงมากจริง ๆ ที่โยคะหัวเราะอาจจะยังเอาไม่ออกในตอนนั้น หรือตอนที่เราหัวเราะไม่ออกจริง ๆ ใช้ TRE จัดการก่อนได้เพื่อให้เบาลง เพราะอารมณ์ที่ลึกและแรง มันฝังไปที่ก้านสมอง ต้องแก้ที่ระบบประสาทอัตโนมัติเท่านั้น โดยที่ให้ร่างกายจัดการเอง ไม่ต้องใช้ความคิด ไม่ต้องพูดคุยถึงมัน มันจะออกไปเองแบบอัตโนมัติได้เลยค่ะ และเข้าสู่จุดสมดุลได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามีพลังไปต่อได้เร็วขึ้น

ถ้าวันไหนทำร่วมกัน ทำ TRE ก่อนก็ได้ค่ะ แล้วค่อยมาทำโยคะหัวเราต่อ มันก็จะเบา ๆ ง่าย ๆ สบาย ๆ หัวเราะแบบเบา ๆ ได้มากขึ้น

ทั้ง 2 ศาสตร์ เป็นวิธีจัดการความเครียดที่ ทะลุทะลวง สั้น ง่าย เร็ว ทำได้เอง ประหยัดในระยะยาว สุขภาพดี ป้องกันความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังและโรคจิตทั้งปวง

ซึ่งโยคะหัวเราะเต็มที่และครบกระบวนการประมาณ 10-15 นาที ได้ผลลัพธ์เท่ากับการวิ่งบนสายพานประมาณ 30 นาที (อ้างอิงจากคู่มือประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะ จากมหาวิทยาลัยโยคะหัวเราะ ประเทศอินเดีย) และสามารถทำได้ทุกวันเพื่อเคลียร์อารมณ์ลบตกค้างในจิตใต้สำนึก ไม่ให้สะสมใหม่เพิ่มเติม

ส่วน TRE ก็ใช้เวลาเพียง session ละไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้น (สำหรับช่วงของการสั่น) ซึ่งเมื่อฝึกร่างกายไปสักพักแล้ว ระบบการสั่นจะสามารถกลับมาทำงานได้เอง โดยไม่ต้องทำท่าบริหาร 7 ท่าก่อน (ซึ่งตอนนี้บีมมาถึงจุดนี้แล้วค่ะ เชื่อว่าที่มาถึงจุดนี้ได้เร็ว เพราะได้ฝึกโยคะหัวเราะมาก่อนด้วย มันเคลียร์ไปแล้วระดับหนึ่ง) ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ ทำช่วงไหนก็ได้ค่ะ ที่รู้สึกเครียด จะตอนเช้า ก่อนนอน ได้หมด อยู่ที่เราเลยว่าอยากจะสั่นออกตอนไหน

ดังนั้น รวมทั้งหมด ก็ไม่เกิน 30 นาทีถ้าทำร่วมกัน บางวัน ก็สั้นกว่านี้ อยู่ที่ว่าวันก่อนหน้าหรือช่วงนั้น มีความเครียดมากน้อยเพียงใด ซึ่งบีมพบว่า ช่วยให้รู้สึกเบาสบายมาก ๆ ใกล้เคียงกับการได้ไปออกกำลังกายแบบพอดี ๆ (ไม่ฝืนตัวเอง ไม่หนักเกินไป) ประมาณ 30 นาทีเลยค่ะ

ถ้าวันที่ไม่มีการทำ TRE ก็จะหัวเราะ + ขอบคุณเป็นหลักค่ะ ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 15 นาที

สรุปส่งท้าย

โยคะหัวเราะ TRE และ grounding เป็นศาสตร์ใหม่ที่ในเมืองไทยยังไม่มีคนรู้จักมากนักค่ะ แต่เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมานานแล้ว และมีการวางหลักสูตรและการเรียนการสอน การ Certified อย่างเป็นระบบ

เหมาะสำหรับทุกคนที่กำลังซึมเศร้า เครียด หาทางออกไม่เจอ มืดมน สับสน หลงทาง และที่สำคัญคือ ใช้มาทุกวิธีแล้ว … เรียนมาหลายศาสตร์ … เรียนมาหลายโค้ชแล้ว ยังไม่ดีขึ้น หรือ ดีขึ้นชั่วคราว แล้วกลับไปเป็นอย่างเดิมอีก … ชีวิตไม่ไปไหน ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เมื่อได้เรียนและฝึกแล้ว จะกลับมามีพลังชีวิต มีทิศทาง บวกโดยธรรมชาติ แบบไม่ต้องคิด ไม่ต้องไปสะกดจิต สร้างพลังได้ด้วยตัวเองทุกวัน ประหยัดเงินค่าเรียนคอร์สมากมายเลยค่ะ จบ…

หรือปกติชีวิตก็ดีอยู่แล้ว แต่รู้สึกว่า ยังทำอะไรได้มากกว่านี้ อยากเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นดีที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บีมแนะนำเลยค่ะ รับรองว่า ทะลุตัวตนและออกแบบชีวิตได้ตามที่ตัวเองต้องการได้แน่นอน

หากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับ โยคะหัวเราะ และ TRE สามารถสอบถามทาง inbox ของเพจ สิวซีเคร็ตมิติใหม่ได้เลยนะคะ


ข้อมูลคอร์สของครูเก๋ วรารักษ์ และ TRE โดย คุณ Lori Ann สำหรับผู้สนใจ

26 – 28 ธ.ค. 62 คอร์สประกาศนีบัตรผู้นำโยคะหัวเราะ (โบนัส : ศาสตร์ซ่อมร่างแบบองค์รวมสไตล์ครูเก๋) https://www.facebook.com/KayMiracles/posts/3146232032084717?__tn__=K-R

11 – 12 ม.ค. 62 2-Day TRE® Immersive Workshop (อยากรู้ลึก รู้จริงและเอาไปทำได้เองที่บ้านแบบเข้าใจและต่อเนื่อง ต้องลงคอร์สนี้ค่ะ เป็นคอร์สที่บีมไปลงเรียนมานี่เอง) https://www.facebook.com/events/2258103490925722/

18 ม.ค. 62 Intro to TRE® Workshop (แนะนำพื้นฐานที่ควรรู้เกี่ยวกับ TRE ทั้งหมดใน 1 วัน) https://www.facebook.com/events/269193897358173/

เคล็ดลับ 3 ขั้นตอนปรับสมองสู่ผิวใสถาวร

#บีมค้นพบเคล็ดลับ 3 ขั้นตอนปรับสมองสู่ผิวใส มาอ่านอัพเดทกันนะคะ 🙂

บอกวิธีตั้งค่าสมองใหม่ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เป็นคนที่มีผิวใสตลอดไป ที่เราสามารถฝึกฝนสมองและทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองทุกวัน ที่ทำแล้วจะช่วยให้ผิวใสเร็วกว่าการดูแลเฉพาะส่วนของร่างกายและผิวอย่างเดียวค่ะ

ก่อนอื่น ต้องอธิบายการทำงานของสมองนิดนึง เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของสมองอย่างง่าย ๆ ก่อนนะคะ เพราะถ้าเข้าใจแล้ว จะสามารถฝึกฝน “ความคิด” และ “บังคับ” ให้สมองคิด โฟกัสและมองเห็นเฉพาะสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นได้จริง ๆ

สมองเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่หลักในการ “เก็บความทรงจำ” และ “คิด” ซึ่งตรงกับที่อาจารย์ด้านปรัชญา ไพฑูรย์ ดัชเซ่ ที่ท่านสอนวิชาปรัชญาการเมืองให้บีมสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้เคยกล่าวไว้ (แต่บีมไม่เคยเข้าใจเลย พึ่งจะมาเข้าใจจริง ๆ ปีนี้เองค่ะ) ว่า “มนุษย์แตกต่างกับสัตว์ตรงที่มีความคิดและความจำ” ก็คือสมองของมนุษย์นี่เองค่ะ ที่ทำให้มนุษย์ สามารถจดจำได้และเอามาคิดต่อได้ แตกต่างจากสัตว์และสรรพสิ่งอื่น ๆ ที่เขาจะไหลไปตามแรงผลักตามธรรมชาติแบบ 100% ไม่สามารถควบคุมบังคับทิศทางให้เป็นอย่างที่เขาต้องการได้เลย

ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาทางประสาทการรับรู้ทั้ง 5 และสัมผัสมาที่ใจ (เป็นความรู้สึกค่ะ) คือ ทวาร 6 สมองจะนำมาจดจำไว้ เป็นความจำระยะสั้น และถ้าได้รับการตอกย้ำบ่อย ๆ เรียนรู้บ่อย ๆ เส้นประสาทในสมองเส้นนั้น ๆ จะแข็งแรง หนาใหญ่ขึ้น ก็จะทำให้ความทรงจำนั้น ทักษะนั้น ๆ ไปอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก และเป็นโปรแกรมที่เล่นอัตโนมัติ ทำให้เราทำหลายสิ่งได้เองโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิด เช่น เดิน กิน นั่ง นอน (พวกนี้เกิดมาไม่ได้ทำได้เลย เราก็ต้องฝึกฝนจนทำได้ถูกไหมคะ พ่อแม่เราก็ดีใจมากที่เราทำแต่ละขั้นได้สำเร็จ) การพูดภาษาไทย หรือภาษาต่าง ๆ การขับรถ ฯลฯ

อะไรที่เราคิดบ่อย ๆ ย้ำบ่อย ๆ โฟกัสบ่อย ๆ สิ่งนั้นจะกลายเป็น “โปรแกรม” ที่เล่นอยู่ซ้ำ ๆ เหมือนเพลงหรือภาพยนตร์ที่ถูกเล่นซ้ำ ๆ แบบอัตโนมัติ และ ทุกสิ่งที่เล่นเป็นภาพซ้ำ ๆ เป็นความรู้สึกซ้ำ ๆ ในจิตใต้สำนึก จะสะท้อนออกมาทางกายภาพในสัดส่วนเท่ากันทั้งหมดค่ะ

เหมือนกับต้นไม้ ถ้ารากแข็งแรง ได้รับสารอาหารครบถ้วน น้ำครบถ้วน อากาศครบถ้วน รากเป็นส่วนที่เรามองไม่เห็นจมอยู่ใต้ดิน ส่วนต้นและใบคือผลลัพธ์ คือสิ่งที่มองเห็น

และกฎแห่งความจริงก็คือ ส่วนที่มองไม่เห็น = ส่วนที่มองเห็น และควบคุมส่วนที่มองเห็นเสมอค่ะ

ดังนั้น … วันนี้ ถ้าใครกำลังมีปัญหาสุขภาพ ปัญหาผิว ก็แสดงว่า “ส่วนที่มองไม่เห็น” หรือ จิตใต้สำนึกนั้นกำลังเล่นภาพ เสียง บางอย่างซ้ำ ๆ ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพและผิวที่ยังไม่แข็งแรงอยู่นั่นเองค่ะ

วิธีแก้ไขและตั้งค่าสมองใหม่ที่บีมค้นพบและใช้ได้ผลดีมาก ๆ มีเพียง 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

  1. ฝึกฝนสติ ตระหนักรู้ ว่ากายและใจของเราเป็นอย่างไร ฝึกในแบบที่คุณดังตฤณสอนสำหรับมือใหม่ง่าย ๆ เลยนะคะ ตาม playlist นี้เลยค่ะ https://youtu.be/6E__9n2gQS4
  2. ตระหนักรู้ถึง “ความคิด” ที่ผุดขึ้นมาแต่ละครั้งว่ามันเป็นความคิดที่ทำให้เรารู้สึก “หนัก” หรือ “เบา” “ร้อน” หรือ “เย็น” ทุก ๆ ความคิดมักจะผูกกับความรู้สึกเสมอ เช่น คิดถึงคนที่เรารัก แล้วรู้สึกอบอุ่น มีความสุข คิดถึงอาหารที่เราไม่ชอบ แล้วรู้สึกอยากอาเจียน เป็นต้น ซึ่งทุกสิ่ง คือ ความทรงจำเท่านั้นเองค่ะ ที่เคยผ่านมาในประสาทสัมผัส (ทวาร 6) และสมองเอามาเก็บไว้ในระบบประสาท สำคัญคือ แค่ตระหนักรู้ แต่ไม่คิดต่อ ไม่ปรุงต่อ ปล่อยผ่าน เหมือนลมมาโดนตัวแล้วปล่อยไปค่ะ ตรงนี้ทำเพื่อให้เราหยุดการปรุงแต่งต่อ เพื่อให้จิตไม่แบก เบาสบาย เมื่อหยุดคิด ร่างกายจะผ่อนคลายได้ทันที เข้าสู่สมดุลได้เร็วทันทีค่ะ
  3. ฝึกฝนการขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันให้ได้มากที่สุด แรก ๆ อาจจะใช้เวลาช่วงเช้าและก่อนนอน ทบทวนหาสิ่งที่ดี ๆ โชคดีที่ได้รับ คนดี ๆ ที่ได้เจอ พร้อมบอกเหตุผลด้วยว่า ทำไมจึงต้องขอบคุณสิ่งนั้น จะทำให้ความรู้สึกของการขอบคุณแจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่จะเปลี่ยนสารเคมีในร่างกายของเราทั้งหมดให้มีสุขภาพดี ผิวพรรณดี ดูเหมือนจะไม่เกี่ยว แต่เกี่ยวกันและให้ผล 100% ค่ะ ต้องขอบคุณร่างกายเป็นพื้นฐานก่อนนะคะ แล้วก็ขอบคุณทุกสิ่งที่เราได้รับค่ะ พอฝึกมาครบเดือน เราจะยิ่งมองหาสิ่งดี ๆ ได้ง่ายขึ้น และดูเหมือนจะมีอะไรให้เรารู้สึกขอบคุณและโชคดีตลอดเวลาเลยล่ะค่ะ เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ของสมองค่ะ ไม่มีอะไรลี้ลับเลยตรงนี้ ให้ทดลองทำค่ะ เงื่อนไขคือต้องทำทุกวันจนกว่าจะครบ 30 วันค่ะ คุณจะรู้เองว่า ชีวิตคุณจะได้เจอแต่สิ่งที่ดี ๆ มากขึ้น ๆ ๆ ๆ

การฝึกฝนสติ > เราจะรับรู้ “ตามจริง” ว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นกับเราตอนนี้บ้าง หยุดการอยู่กับโลกของความคิดที่ทำให้เราวิ่งไม่หยุด เหนื่อยตลอดเวลา

การตระหนักรู้ > เราจะเริ่มมองเห็นและคัดกรองได้ว่า ความคิดแบบไหนที่ส่งผลดีหรือเสียต่อเราอย่างไร เราจะรู้สึกเป็นอิสระและเริ่มควบคุมความคิดได้มากขึ้น

การขอบคุณ > เราเปลี่ยนเส้นประสาทสมองใหม่ ทำได้ง่าย ๆ โดยการ “ย้ายโฟกัส” แล้ว “ปักหมุด” เฉพาะ “สิ่งดี ๆ ที่ได้รับ” เท่านั้น เส้นประสาทของโชคดีจะประสานกันแน่นและแข็งแรงขึ้น เมื่อทำไปทุกวันจนเส้นสมองโชคดีแข็งแรงแล้ว สารเคมีในร่างกายของเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรค่ะ ระบบในร่างกายจะเปลี่ยนหมดเลยตามเส้นสมองที่เปลี่ยนแปลงไป การคิด พูด ทำ จะเปลี่ยนแปลง ผลลัพธ์จะเปลี่ยนแปลง และผิวจะใส โดยที่ทาครีมน้อยลง และชีวิตจะดีขึ้นในทุกมิติที่เราขอบคุณจากใจอย่างแท้จริงค่ะ

ทดลองทำกันดูนะคะ
แล้วมาเล่าสู่กันฟัง
หรือติดปัญหาตรงไหน
สอบถามทาง inbox เพจ สิวซีเคร็ตมิติใหม่ ได้ค่ะ
บีมจะนำมาตอบใน Live ค่ะ

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ 🙂

#บีมวรดาภา
#ต้นตำรับการรักษาสิวจากภายในให้หายขาด
#เข้าสู่ปีที่10