คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณปุ้ย กทม.

สวัสดีค่ะ ชื่อปุ้ยนะคะ อายุ 22 ปี รู้จักสิวซีเคร็ตตั้งแต่สมัยเรียนปี 1
ตอนนั้นเรียนวิชาอายุรเวทแล้วอาจารย์ให้มาหาข้อมูลทำรายงานเพิ่มเติม
ข้อมูลที่พอจะหาได้ในเวอร์ชั่นภาษาไทยก็มาจากเว็ปไซต์สิวซีเคร็ตเป็นส่วนใหญ่นี่ล่ะค่ะ

เกริ่นมาเยอะแล้วมาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าเนอะ…จริง ๆ เป็นคนที่มีภูมิหลังเป็นภูมิแพ้ที่เกี่ยวกับผิวหนังมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ เป็นผื่นแพ้ทุกสิ่งอย่างแบบง่ายมาก ๆ แพ้น้ำ (ที่ใช้อาบ) แพ้หญ้า แพ้แมลง แพ้ฝุ่น แพ้อาหารการกิน

หรือแม้กระทั่งแพ้เหงื่อของตัวเอง ช่วงประถมก็มีสิวขึ้นที่ใบหน้าทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีประจำเดือน หน้าดูแก่กว่าเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ก็ใช้วิธีไปรักษากับคุณหมอที่คลินิกผิวหนังโดยการทำทรีตเมนต์กับรับยามาทาที่บ้าน

ก็เป็นวงจรอยู่แบบนี้ทุกครั้งที่สิวขึ้นหรือหน้าแพ้เห่อเพราะไปโดนอะไรมา
จนมาช่วงมัธยมปลายที่การรักษาแบบนี้มันช่วยเราได้น้อยมาก คือไปรักษาหลายครั้งก็ยังไม่ดีขึ้น

เปลี่ยนคลินิกก็ยังต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าการรักษาในครั้งแรก ๆ
เราก็เริ่มรู้สึกเอะใจนะแต่ก็ยังไม่ได้มีความรู้อะไรมากว่าควรจะใช้วิธีไหนในการดูแลตัวเอง

จนได้เข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต มันทำให้เราค่อย ๆ เข้าใจ “ ชีวิต” ของตัวเองมากยิ่งขึ้น เข้าใจธรรมชาติของร่างกาย รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับจิตใจ

บวกกับความเป็นคนขี้สงสัย และไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ทำให้เวลาว่างเราเองก็หาข้อมูลใหม่ ๆ
จากการอ่านหนังสือและพบปะผู้คน

อ่านไปอ่านมามันก็จะเจอบางจุดที่เราสามารถนำมาผสมผสานเข้ากับความรู้ที่ได้มาจากการเรียนในคลาสที่มอ

จากนั้นก็ลองทำเพื่อทดสอบกับตัวเอง ปรับแก้ไปเรื่อย ๆ ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา
ซึ่งเราว่าเราก็อินแล้วก็สนุกกับมันนะ ประจวบกับช่วงที่ชีวิตเดินทางมาถึงทางแยกที่จะต้องเลือกพอดี

ปัญหาที่เราเผชิญอยู่มันไม่สามารถเยียวยาด้วยวิธีเดิมที่เราเคยใช้ต่อไปได้อีกแล้ว
เราจึงต้องต้องยอมสลายตัวตนเก่าแล้วบอกกับตัวเองว่าฉันจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นพลังชีวิตเหลือแบบจำกัดมาก

รู้สึกว่าแค่สามารถใช้ชีวิตให้ผ่านไปได้จนหมดวันก็เก่งแล้ว โทรมแบบขั้นสุด เพื่อนเห็นก็ตกใจ มีแต่คนทักว่าทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย สิวนี่เต็มหน้า ใต้ตาก็คล้ำ ผมฟู ตัวบวม อึดอัดไปหมด

ภูมิแพ้ผิวหนังก็เริ่มกลับมาขึ้นตามร่างกาย
ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อตัวเองได้ก็ใช้ชีวิตแบบจมอยู่กับปัญหามาสักระยะ
จนเริ่มรู้สึกได้เองว่ามันไม่มีอะไรดีขึ้น ฟีลแบบเหลือทางเลือกแค่ 2 ทางให้กับชีวิต

คือจะอยู่แบบเดิมแล้วให้ชีวิตมีแต่แย่กับแย่ลง

หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างที่มันจะค่อยๆสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น

ซึ่งวันที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างให้ชีวิตมันดีขึ้นอะ เรารู้เลยว่ามันเป็นงานแบบตลอดชีพนะ

คือถ้าเดินทางสายนี้แล้วมันจะไม่มีการมากำหนดว่าให้เวลาเท่านี้แล้วสิวจะหาย เพราะจริง ๆ
แล้วเราสามารถฝึกหรือพัฒนาจุดด้อยของเราได้ตลอดเวลา..ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ
และที่สำคัญคือการทำอย่างสม่ำเสมอจนมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ คลอไปกับอารมณ์ที่เป็นไปในทางบวกคือต้องอินกับสิ่งที่ทำอยู่จริง ๆ อะ ไม่อย่างนั้นมันจะแก้ได้แค่ผิวของปัญหา แต่รากของปัญหาก็ยังคงอยู่ และพร้อมจะปะทุออกมาได้อีกเมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมมากระตุ้น

ซึ่งตอนนั้นแน่นอนว่าเราต้องเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้าอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญมาลำดับแรกเลยคือการนอนหลับ
เพราะช่วงเวลาที่เราได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพและเป็นไปตามนาฬิกาชีวิต

ร่างกายจะเกิดการซ่อมแซมตัวเองในระดับที่อาหารเสริมหรือวิตามินตัวไหนก็ไม่สามารถทำได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าและไม่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นในระยะยาว เราจึงเปลี่ยนเวลาในการเล่นโทรศัพท์กับทำการบ้านช่วงหัวค่ำมาเข้านอนให้เร็วขึ้น แล้วค่อยตื่นมาสะสางงานที่คั่งค้างในตอนเช้าแทน

ซึ่งในตอนแรก แน่นอนว่าระบบมันรวนไปหมดและเกิดปัญหากับการจัดการที่ไม่ดีพออยู่แล้วสำหรับมือใหม่ฝึกหัดอย่างเรา

พอเข้านอนก่อนเวลาก็นอนไม่หลับพลิกไปพลิกมา กว่าจะหลับได้ก็คงเป็นเวลาพอ ๆ
กับตอนที่ไม่ได้เข้านอนให้เร็วขึ้นนั่นหล่ะ พอตื่นเช้าไปก็ง่วง บางวันเผลอหลับต่อ งานที่กะจะเอามาทำตอนเช้าก็ไม่เสร็จ

แต่ก็ค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ปรับแก้กับปัญหาที่เจอเป็นรายวันไป

สิ่งที่สำคัญกับเราในตอนนั้นคือเรายังยืนยันในสิ่งที่เราเลือกด้วยการ “ฝืน” ทำแบบเดิมซ้ำ ๆ ต่อไป

ใช้การสวดมนต์ก่อนเข้านอนสลับกับการฟังดนตรีแนว healing ช่วยให้จิตใจสงบ ก็ทำให้หลับได้ง่ายขึ้นในบางวัน

ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าผลที่ออกมามันจะดีขึ้นแบบที่คิดไว้หรือเปล่า แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เฉย ๆ
แล้วรู้ว่าปลายทางมันมีแต่แย่ลงละกันวะ!!!!

ต่อมาเราเลือกปรับเรื่องอาหารการกินและให้ความสำคัญกับคุณภาพของการขับถ่าย ปกติถ่ายเกือบทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ่ายไม่สุด สีของอุจจาระจะค่อนไปทางดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็นกว่าปกติ

เลยหันมาทำอาหารกินเองเพราะเราสามารถเลือกวัตถุดิบเองได้ ลดโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์ย่อยยากแล้วหันมาเพิ่มผักกับผลไม้ จำได้ว่าช่วงนั้นกินเต้าหู้แทนเนื้อสัตว์บ่อยมาก หมูสับ 1
แพ็คอยู่ได้เป็นอาทิตย์ วัตถุดิบที่เลือกใช้ก็กึ่งไปทาง vegan ปฏิเสธผงปรุงรสที่มีส่วนผสมของผงชูรสทุกชนิดส่วนข้าวก็ยังกินปกติ จะมีสลับกับ เผือก/มัน/กล้วย/ข้าวโพด ต้มหรือย่างบ้างเวลาเบื่อ ๆ

โชคดีที่เป็นคนให้ความสำคัญกับมื้อเช้ามาก ก็จะจัดหนักจัดเต็มกับมื้อเช้า แล้วก็ไปลดมื้อเย็น

ส่วนเรื่องการทำอาหารตอนแรกก็คิดนะว่าแค่เรียนก็หนักแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปทำ แต่พอลองจัดสรรเวลาดูดี ก็ทำให้รู้ว่าเวลาที่ใช้เล่นโทรศัพท์นั่นแหละเอาไปทำอะไรดี ๆ ให้ร่างกายตัวเองได้เยอะแยะเลย

ตลกตรงที่เพื่อนกับอาจารย์ก็อเมซิ่งมากที่เราสามารถทำอาหารใส่กล่องไปกินเองที่มอได้ด้วย

อ๋อ..แล้วก็ช่วงนั้นใช้ตัวดีทอกซ์ยี่ห้อหนึ่งช่วยเพราะต้องการขับของเสียออกจากลำไส้ แต่กินอยู่ได้ไม่นาน ก็หันมาดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นหนึ่งแก้วในตอนเช้าก่อนแปรงฟัน (ปัจจุบันเพิ่มเกลือดำเข้าไปด้วย)

บางวันก็ผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติกับน้ำผึ้ง มะนาว และเกลือ หรือน้ำมะนาวกับโซดาดื่มในตอนท้องว่าง

ส่วนระหว่างวันเราจะดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตร โดยจะไม่ดื่มทีเดียวเยอะ ๆ แต่จะค่อย ๆ แบ่งจิบระหว่างวันไปจนครบ

จำได้ว่าตอนนั้นซื้อน้ำขวดใหญ่ (1.5 ลิตร) ในเซเว่นวันละ 2 ขวด ซื้อตอนเช้าหนึ่งขวดสำหรับแบ่งจิบภายในครึ่งวันเช้า ตอนบ่ายค่อยซื้อเพิ่มอีกขวดแล้วแบ่งจิบไปจนถึงตอนเย็น

นึกไปนึกมามันก็น่าขำ คนอะไรแบกขวดน้ำเดินไปไหนมาไหนด้วยท้างงงวัน555 เรื่องของการกิน นอน และขับถ่ายเนี่ยเค้าจะสัมพันธ์กันอยู่แล้ว

เราก็มีหน้าที่สังเกตผลลัพธ์ซึ่งก็คือสี กลิ่น ลักษณะของอุจจาระ และความรู้สึกหลังขับถ่ายเสร็จ

เมื่อทำเป็นนิสัยจนลืมไปแล้วว่าเคยฝึกเข้านอนให้ตรงตามเวลาของนาฬิกาชีวิต เปลี่ยนอาหารการกิน และขับถ่ายอุจจาระได้เป็นปกติ ค่อยไปส่องกระจกดูคนตรงหน้าว่าหน้าตาสดชื่นแจ่มใสดูมีพลังในการใช้ชีวิตขึ้นมาบ้างไหม

ส่วนเรื่องสิวถ้าเป็นแบบเยอะมาก ๆ มันอาจจะไม่ได้หายไปเร็วดั่งที่ใจเราคาดหวัง แต่ให้ลองสังเกตจากอาการแพ้แสงแดด แสบ คันยุบยิบ หรืออาการอักเสบของสิว ว่าพอเจอแสงหรือฝุ่นแล้วอาการเหล่านี้เป็นน้อยลงไหม ถ้าเป็นน้อยลงก็แสดงว่าชีวิตของเรามีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองนี่แหละคือหลักฐานชั้นดีว่าสิ่งที่เราทำไปมันไม่สูญเปล่าและเราเดินมาถูกทาง

ส่วนทางที่เหลือจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่หลาย ๆ คนต้องการซึ่งก็คือหน้าใสไร้สิวจะมาถึงช้าหรือเร็วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ “ตัวเรา” นั่นแหละว่าจะทำมันให้ออกมาได้ดีแค่ไหน

เรื่องของสภาพจิตใจก็เป็นอะไรที่สำคัญมากและเชื่อมโยงอยู่เสมอกับทางกายภาพซึ่งก็คือร่างกายของเรานั่นเอง

จริง ๆ แล้วหัวใจหลักของฐานใจที่ทำให้เราสามารถก้าวผ่านสภาวะแย่ ๆ แบบเดิมมาได้คือ
“การยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความจริง”

การยึดติดกับเรื่องราวที่ไม่สวยงามในอดีตก็เหมือนกับการที่เราสะสมขยะไว้ในบ้านซึ่งก็คือร่างกายของเรา ทุก ๆครั้งที่เราคิดถึงมันและยังรู้สึกได้ถึงอารมณ์เก่า ๆ ราวกับว่าเรื่องราวนั้นเกิดขึ้น ณ ขณะนี้ อารมณ์ลบ ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกหัวเสีย โกรธ หรือฉุนเฉียวได้ใหม่อีกครั้งแม้ว่าเหตุการณ์นั้นได้จบลงไปนานแล้วนั่นหล่ะคือขยะที่เราสร้างไว้ให้ตัวเราเอง

ลองย้อนกลับไปนึกดูว่าในวัน ๆ นึงเราสร้างขยะให้ตัวเองมากมายแค่ไหนโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว

กุญแจสำคัญดอกแรกของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ “การไม่สร้างขยะเพิ่ม” ในช่วงแรก ๆ เราใช้การอยู่กับลมหายใจ ตามที่คุณยายจ๋า หรือแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน ได้เคยสอนเอาไว้

ไม่ว่าจะมีอีกสักกี่ห้วงความคิดที่มันยังวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ในทุก ๆ ครั้งที่เรารู้สึกตัว
ให้เรากลับมาบอกกับตัวเองว่าเรากำลังหายใจอยู่ แล้วเพ่งความสนใจไปที่ลมหายใจเข้า-ออกของตัวเอง

มันทำให้เราไม่หลงไปกับอารมณ์ลบที่ความคิดเราสร้างขึ้น ทำแรก ๆ มันก็ยาก ในขณะที่เรารับรู้ลมหายใจของตัวเองอยู่

มันจะมีบางช่วงที่เดี๋ยวก็หลุดกลับไปคิด เป็นแบบนี้สลับกันไปมา ทั้งเหนื่อยและท้อใจ หลาย ๆ ครั้งที่นอนน้ำตาไหลอยู่คนเดียวบนเตียง ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวอะไร ๆ มันก็คงดีขึ้น แล้วมันก็จริง

เมื่อเรายืนยันในการสร้างนิสัยใหม่ของเรามากพอ ของเก่ามันจะค่อย ๆ ถูกถอนออกมา จากที่เคยหลุดกลับไปคิดบ่อย ๆ เราก็อยู่กับเรื่องราวในปัจจุบันได้มากขึ้น

กุญแจดอกที่สอง ที่เราได้พบหลังจากได้เจอกับผู้หญิงอีกคนที่ชื่อ เก๋ วรารักษ์
หรือที่เราเรียกว่า ครูเก๋ คือ “การเอาขยะเก่าออกไป” ด้วยการฝึก tension & trauma releasing exercise และการหัวเราะแบบไร้เงื่อนไข

นอกจากนี้ครูเก๋ยังสอนให้เรารู้จักศิลปะบำบัดผ่านแมนดาลาและเครื่องดนตรีของเธอ
ซึ่งทุกบนเรียนจากครูที่เราได้รับมันช่างเรียบง่าย (ในวิธีที่จะปฏิบัติตาม) หากแต่ทรงพลัง

สารภาพตามจริงนะแม้ว่าวันนี้เราจะสามารถยิ้ม หัวเราะ และมีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ ได้ หัวใจของเราก็เบาสบายขึ้น มีพลังชีวิตมากพอที่จะเริ่มทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้าง ส่วนสภาพผิวหน้าก็อยู่ในจุดที่เราพอใจแล้ว เราก็ยังได้ใช้การระบายสีแมนดาลาที่ครูสอนมาอยู่เลย เพราะในทุก ๆ วันเรามักได้รับแรงกระทบจากคนหรือสื่อที่เราพบเจอ

บางวันก็ระบายเพื่อระบายมันออกมา วันไหนที่สงสัยก็ระบายเพื่อถาม แล้วก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะได้คำตอบ

แต่จากชีวิตที่ผ่านมาก็ทำให้เราได้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องรู้หรือเข้าใจไปก่อนในทุกเรื่อง การลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

หัดตั้งคำถามในสิ่งที่สงสัย และพยายามค้นหาคำตอบ จะนำมาซึ่งความเข้าใจและคำตอบที่แท้จริง

เพราะผลลัพธ์นั้นจะประจักษ์แก่ตัวและหัวใจของเรา

อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าลองสังเกตให้ดีจะพบว่าวิธีที่เราเลือกใช้นั้นให้ความสำคัญกับ “การลงมือทำ”

เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองมากกว่ายี่ห้อของผลิตภัณฑ์ ทุกชีวิตมีความเป็น unique ในตัวของตัวเอง

ไม่มีวิธีที่เป็นสูตรสำเร็จไหนจะสามารถนำไปใช้แล้วได้ผลดีกับคนทุกคน

ถ้าวันนี้คุณตอบตัวเองได้แล้วว่าต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแท้จริง และอยากลองดูสักตั้ง!!!

การทำความรู้จักกับทางเส้นนี้ด้วยข้อมูลบางส่วนจากผู้ที่เคยเดินมาก่อนก็มากพอที่จะทำให้คุณเริ่มต้นออกเดินไปได้

ความสุขระหว่างทางเป็นเรื่องที่คุณต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและรู้จักนำมาปรับแก้ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคุณเอง

สุดท้ายเป้าหมายจะกลายเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่คุณได้รับเมื่อคุณ ไม่..หยุด..เดิน

ส่งกำลังใจให้จากตรงนี้เสมอค่ะ
-ปุ้ย-

โยคะหัวเราะ และ TRE : แก้ปัญหาชีวิตและสุขภาพได้ถึง “ราก” ถึง “โคน” พร้อมเสริมภูมิคุ้มกันได้แบบง่าย ๆ

2 นวัตกรรมสุขภาพ ที่ช่วยให้นอนหลับลึก หลับดี ใช้ชีวิตมีความสุขได้มากขึ้นท่ามกลางปัญหาและความเครียดมากมาย

ถ้าคุณได้พยายามเรียนรู้มาหลายอย่าง และทำมาหลายอย่างแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าชีวิตยังไม่เป็นไปตามที่หวัง ตั้งใจ ชีวิตยาก ลำบาก รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง หรือ ชีวิตก็ดีอยู่ แต่รู้สึกว่ายังไม่ถึงที่สุดที่ตัวเองต้องการจะเป็นได้ บีมแนะนำให้เปิดใจศึกษา 2 ศาสตร์ใหม่นี้ดูค่ะ คือ โยคะหัวเราะและ TRE เป็นเหมือนทางด่วนสู่ชีวิตที่สุขและสำเร็จในแบบฉบับตัวเอง และได้มากกว่าสุขภาพ คือ ได้มีชีวิตที่ง่าย สนุก มีความสุข และเติบโตจากภายในอย่างมีทิศทางชัดเจนเป็นของตัวเองได้จริง ๆ แล้วเดี๋ยวสุขภาพดีแบบยั่งยืน ชีวิตดี ๆแบบยั่งยืนจะตามมาเอง โดยไม่ต้องพยายามคิดบวกเลย เพราะเราจะกลายเป็นความบวกโดยธรรมชาติ

หลังจากที่บีมได้เรียนรู้ศาสตร์โยคะหัวเราะแบบจริงจังในคอร์ส ประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะนานาชาติ โดยครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง เมื่อ 8-11 มีนาคม 2562 ได้ฝึกปฏิบัติเรื่อยมา และเรียนซ้ำอีกครั้งเมื่อประมาณเดือนกันยายนที่ผ่านมา และมาเรียนรู้ศาสตร์ TRE (Tension & Trauma Releasing Excercise) กับสถาบัน Freedom Within โดยโค้ช Lori Ann TRE Certified Coach และ คุณ Yahya Bey โดยเข้าคอร์ส Immersive TRE เมื่อวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา และได้นำมาฝึกปฏิบัติกับตัวเองอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทำให้บีมเข้าใจทั้ง 2 ศาสตร์นี้มากขึ้น และบีมมั่นใจว่า ใครก็ตามที่ได้ฝึกทั้งสองอย่างนี้ไปควบคู่กันแล้ว จะทำให้รับมือและสลายความเครียดได้ดีมาก ๆ และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเด็ก ๆ ที่มีความสุข ความอิสระ สดใสร่าเริง และใช้ชีวิตได้ในแบบที่ตัวเองต้องการจริง ๆ ได้ในที่สุดค่ะ โดยไม่อยู่ภายใต้กรอบของสังคมและความคาดหวังที่น่าอึดอัดอีกต่อไป เราจะกลายเป็นคนที่รักและเคารพตัวเองมากขึ้น รักและเคารพผู้อื่นมากขึ้น สันติสุขจะเกิดขึ้นในตัวเรา และเราจะเป็นพลังงานดี ๆ ส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ โดยไม่ต้องพยายามไปเปลี่ยนแปลงโลก แต่ผู้คนรอบ ๆ ตัวเราจะเปลี่ยนไปตามเราเอง

บีมเคยเขียนเกี่ยวกับโยคะหัวเราะ และ TRE ไว้แบบละเอียดมากแล้วนะคะ สามารถคลิกที่ลิงค์ที่เชื่อมไว้ให้ในย่อหน้าแรกได้เลยค่ะ เพื่อเข้าไปอ่านว่า บีมได้เรียนรู้อะไรจากคอร์สมาแล้วบ้าง

ในบทความนี้ ขออนุญาตเขียนสิ่งที่ “ตกผลึก” เพิ่มเติมล่าสุด ว่า 2 ศาสตร์นี้ จะช่วยเหลือทุก ๆ คนที่ต้องเผชิญกับความเครียดและวิธีอื่น ๆ เช่น นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย นวดตัว ฯลฯ ซึ่งสามารถช่วยให้สบายใจได้เพียงชั่วคราว แต่สักพัก ก็จะรู้สึกว่า ยังคงมีความเครียดนั้น ๆ วนเวียนอยู่ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติหรือมีประสิทธิภาพสูง (สำหรับระดับของความเครียดในตัวเราเอง แนะนำให้อ่านบทความ TRE ค่ะ ความเครียดจะมี 5 รูปแบบ ไปทำความเข้าใจกับมัน จะได้รับมือได้ถูกต้องค่ะ)

ขอสรุปเกี่ยวกับความเครียดและกลไกกำจัดความเครียดของร่างกายอีกครั้ง

โดยปกติแล้ว เมื่อเราเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งสารเคมีออกมา ตัวหลัก ๆ ที่มักมีการพูดถึงกันก็คือ อะดรินาลีน และ คอร์ติซอล แต่จริง ๆ แล้วมีมากกว่านี้ รวม ๆ แล้วประมาณ 50 ชนิด (ตามคู่มือของคอร์ส Immersive TRE) เป็นสารที่จำเป็นต้องใช้เมื่อร่างกายกำลังเผชิญสถานการณ์เครียด เพื่อให้เอาตัวรอดได้ตามสัญชาตญาณธรรมชาติ

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ร่างกายจะมีกลไกการกำจัดออกตามธรรมชาติ คือ การสั่น เหมือนที่เด็ก ๆ จะร้องไห้แล้วดีดขาไปมา เพื่อสลายความเครียด (หิว ง่วง ไม่สบอารมณ์) แต่สังคมมนุษย์ไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น เพราะ มันดูไม่ดี ไม่เหมาะสม กลไกนี้จึงหยุดทำงานเรื่อยมาเมื่อเราเติบโตขึ้น

ทำให้มนุษย์มีสุขภาพอ่อนแอจากความเครียดสะสม เพราะร่างกายไม่สามารถใช้กลไกนี้กำจัดออกได้ เป็นร่างกายที่ “สะสมอารมณ์เครียด อารมณ์ลบที่ผูกกับสถานการณ์ และสารเครียด” แม้สถานการณ์นั้นจะผ่านไปนานแล้วเพียงใดก็ตาม

มีงานวิจัยชิ้นใหม่ ๆ ล่าสุด สนับสนุนข้อมูลนี้ว่า โรคภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นโรคที่สาเหตุไม่ได้ สัมพันธ์กับความเครียดในวัยเด็ก เด็กที่มีปัญหาพ่อแม่ไม่รักกัน ครอบครัวแตกแยก ใช้ความรุนแรง ถูกกระทำทางเพศ ฯลฯ มีโอกาสที่จะเป็นโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ เป็นรุนแรง เรื้อรัง และมีโอกาสเสียชีวิตเร็วขึ้น สุขภาพจะอ่อนแอกว่าคนที่เติบโตมาในท่ามกลางสภาพแวดล้อมของความรักและความอบอุ่น (ปัญหาหลักของมนุษย์ยุคนี้ คือ เครียด และ ขาดความรักความเมตตา เท่านั้นเองค่ะ และไม่รู้วิธีจัดการหรือระบายออกที่ได้ผลจริง)

นวัตกรรมโยคะหัวเราะ จะทำงานโดยตรงกับ “ระบบสารเคมีในร่างกาย” และ “จิตใต้สำนึก” ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยการสะกดจิตเลย

การทำงานของโยคะหัวเราะต่อระบบสารเคมีในร่างกาย

เมื่อเราฝึกโยคะหัวเราะ สิ่งที่จะได้รับหลัก ๆ มีดังนี้

  1. การสร้างสารแห่งความสุขขึ้นมา และเป็นสารที่สลายความเครียดได้ในทันที เหมือนเป็นการเอาบวกมาหักล้างลบ ก็จะทำให้สารเคมีเข้าสู่สมดุล สารพิษหายไป สารสุขกลับมาหล่อเลี้ยงร่างกายแทนที่ ก็เหมือนทำให้ระบบเลือดของเรา เต็มไปด้วยสารแห่งความสุขนั่นเอง เซลล์จึงมีความสุขและสุขภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบต่อมไร้ท่อที่เกี่ยวกับการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ ก็จะทำงานเป็นปกติ ทำให้สุขภาพดีขึ้น กินอาหารได้อร่อยขึ้น นอนหลับดีขึ้น มองโลกบวกโดยไม่ต้องพยายามคิดบวก เป็นคนบวกโดยธรรมชาติ เพราะ สารสุขมันหล่อเลี้ยงทุกอณูไปแล้ว เป็นกระแสธรรมชาติของเราไปแล้วนั่นเอง
  2. ดีท็อกซ์จิตใต้สำนึกและกำจัดอารมณ์ลบได้ทันที จากการทดลองของบีมพบว่า การหัวเราะในบางท่า เช่น Aloooo Haaa ท่านี้ สุดท้ายจะลงไปหัวเราะกับหมอน การหัวเราะขณะอยู่ในท่านี้จะทำให้สิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกถูกขับออกมาอย่างเด่นชัด เมื่อแรก ๆ ที่บีมฝึก บีมร้องไห้ออกมาด้วย โดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งภายหลังพบว่า เพื่อน ๆ ที่ได้ลองฝึกช่วงแรก ๆ เมื่อทำท่านี้ จะเป็นแบบนี้ทุกคน ซึ่งถ้าเราทำครบกระบวนการ จะมีวิธีปิดการฝึกด้วยการ Grounding ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกโล่งสบายได้ในทันที เป็นการดีท็อกซ์จิตที่ง่ายและได้ผลจริง เพียงฝึกวันละ 10-15 นาทีต่อวันในช่วงเช้าหลังตื่นนอนเท่าน้ันค่ะ แต่ควรทำทุกวัน จะเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดีมาก ๆ พลังบวกมาเต็ม เหมือนได้ชาร์ตพลังบวกให้ตัวเองไปใช้ได้ตลอดวัน มีภูมิต้านทานกับสิ่งต่าง ๆ ในระดับจิตได้ดีขึ้น บุคลิกภาพมั่นคงแข็งแรงขึ้น สดใสขึ้น ผู้คนอยากจะเข้าใกล้และมอบอะไรดี ๆ ให้มากขึ้น (ด้วยพลังบวกที่เราส่งออกไปตามธรรมชาติอย่างไม่รู้ตัว เพราะมันเป็นกระแสของเราไปแล้ว) ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดกับชีวิตบีมจริง ๆ แตกต่างอย่างมาก ระหว่างชีวิตก่อนฝึก ซึ่งทุกอย่างจะยาก แม้ว่าเราจะคิดดีกับคนอื่น แต่พลังในตัวเรา ทำให้ทุกอย่างมันยาก ก็ทำให้ชีวิตยากไปด้วยค่ะ แต่พอพลังเราดี ด้วยการดีท็อกซ์อารมณ์ตกค้างในจิตใต้สำนึกแบบนี้เป็นประจำ ก็จะทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้นจริงค่ะ
  3. สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง เพราะในสภาวะที่เราหัวเราะนั้น จิตเราจะโล่ง ไม่มีความคิดอยู่เลย เป็นสภาวะที่เปิดสู่จิตใต้สำนึกโดยตรง เราสามารถใช้โอกาสนี้ในการโปรแกรมสมองใหม่ได้ เป็นสิ่งที่ให้ผลเหมือนกับ NLP แต่วิธีเข้าถึงจิตใต้สำนึกนั้นง่ายกว่า เร็วกว่า และได้ผลยั่งยืนกว่า เพราะมันไปล้างสารพิษขณะหัวเราะด้วย ทำให้ความรู้สึกลบ ๆ หายไปเร็ว และไม่มาต่อต้านโปรแกรมที่ใส่เข้าไปใหม่ค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ NLP ทั่วไปไม่ได้ทำจุดนี้ การฝึกโยคะหัวเราะ จะมีท่าที่สอนให้เราโปรแกรมตัวเองใหม่ เช่น ท่าตลับเมตร ที่จะกางแขนออกกว้าง ๆ เงยหน้าขึ้น แล้วหัวเราะดัง ๆ ท่านี้ให้พลังดีมาก ในการกลับมาเป็นตัวของตัวเอง ยอมรับตัวเอง ยิ้มให้ตัวเอง หัวเราะให้ตัวเองได้ อย่างไม่หลงตัวเองค่ะ หรือท่าที่ทำท่าชี้หน้าคนตรงหน้า ในอารมณ์ที่เราโกรธเขา แต่ให้หัวเราะออกมาแทน ซึ่งบีมได้นำเทคนิคนี้มาใช้กับหลาย ๆ เรื่องที่ทำให้อารมณ์เสียง่าย ก็ได้ผลดีขึ้นจริง เราอาจจะยังโกรธได้ แต่เราจะปล่อยมันง่ายมาก บางครั้ง เรารู้ตัวเลยและปล่อยทันที เหมือนเราหัวเราะใส่มันทันทีนั่นล่ะค่ะ เป็นผลมาจากการฝึกตรงนี้ เราสามารถฝึกได้กับทุกเรื่องที่เราอยากจะปล่อยวางมัน ไม่อยากเครียดกับมัน เพราะอารมณ์ลบและความเครียด ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลย ภูมิคุ้มกันชีวิตและการที่จะแก้ปัญหาและเดินต่อได้ เติบโตได้ เราต้องมีพลังบวกเท่านั้นค่ะ และพลังของเสียงหัวเราะ มันให้มากกว่าที่คุณคิดแน่นอน ต้องลองฝึกเองค่ะ คุณจะรู้…

นั่นคือ สิ่งที่บีมตกผลึกและได้รับจากการฝึกโยคะหัวเราะมาตลอดค่ะ ยังไม่นับส่วนที่ฝึกแล้วปิดท้ายการ “ฝึกขอบคุณ” นะคะ ไว้จะมาแบ่งปันกันอีกครั้งในอนาคตค่ะ ครั้งนี้ขอแบ่งปันในส่วนที่เข้าใจได้ง่าย ๆ ก่อน 3 ข้อสำหรับโยคะหัวเราะค่ะ ซึ่งเราก็รู้กันดีอยู่แล้วค่ะว่า แค่หัวเราะ ก็หายเครียดแล้ว

แต่ถ้าคนไม่เคยเรียนรู้และฝึกโยคะหัวเราะ จะยังคงหัวเราะแบบมีเงื่อนไข คือ ต้องรอบางสิ่งมาทำให้หัวเราะ แต่คนที่เรียนและฝึกโยคะหัวเราะ จะสามารถสร้างเสียงหัวเราะได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรออะไรค่ะ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้มีพลังกลับมาได้เร็ว เพราะ เรารู้สึกว่า เราไม่ต้องรออะไรที่จะทำให้เรามีความสุข เราจะเป็นคนที่มีความสุขง่ายขึ้น แม้ชีวิตจะต้องเผชิญอะไรอยู่ก็ตาม เราจะหัวเราะให้มันและเดินต่อไปได้ค่ะ เราจะไม่เลือกจบชีวิตตัวเองแน่นอน อันนี้การันตี (เพราะถ้าใครอ่านบทความเรื่องหนี้ของบีม จะเข้าใจค่ะว่าไม่ Strong จริง ๆ อาจไม่รอด เพราะ ก็มีแว่บเรื่องจบชีวิตอยู่เป็นบางครั้งก่อนจะฝึกโยคะหัวเราะ แต่พอฝึกแล้ว เจอสถานการณ์ที่ยากที่สุดจริง ๆ มันก็ผ่านไปได้ค่ะ เพราะเราปล่อยวางเร็ว ก็ตามนั้น…มันเป็นแบบนั้นค่ะ)

นอกจากนี้ การหัวเราะ คือ การสั่นและเขย่าตามธรรมชาติ เป็นหนึ่งกลไกที่ร่างกายกำจัดความเครียดออกค่ะ ซึ่งในเด็ก ๆ จะหัวเราะวันละ 300-400 ครั้ง ทำให้พวกเขาไม่มีความเครียดสะสม แต่ถ้าเด็กที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เครียด ก็จะทำให้พวกเขาเติบโตไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเองส่วนหนึ่ง และ ถ้าเด็กมีเพียงผู้ใหญ่ 1 คนที่รักและสนับสนุน แม้จะอยู่ท่ามกลางความโหดร้าย ความรักที่บริสุทธิ์จากผู้ใหญ่เพียง 1 คนก็เพียงพอให้เขาเติบโตอย่างเข้มแข็งไปได้ค่ะ

TRE นวัตกรรมการบริหารร่างกายที่ช่วย “ปลดปล่อยความเครียดฝังลึกและสะสมได้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ด้วยกระบวนการธรรมชาติ”

TRE จะทำงานกับระบบประสาทอัตโนมัติ และ สมองส่วนดึกดำบรรพ์ (ก้านสมอง) ซึ่งเป็นส่วนที่ร่างกายจะเก็บสะสมความเครียดเอาไว้ โดยตรง

TRE เป็นการบริหาร 7 ท่า ที่ทำง่าย กระบวนการง่าย แต่สามารถดีท็อกซ์ความเครียดได้ถึงรากเช่นกันค่ะ

บีมเองก็เป็นคนชอบออกกำลังกายมาแต่ไหนแต่ไร เป็นนักกีฬามาตั้งแต่สมัยเรียน เล่นทุกอย่าง และ เมื่อทำงานแล้ว ก็ยังชอบออกกำลังกายและไปซาวน่าหรือสตีมเป็นประจำถ้ามีโอกาสไปได้

ซึ่งการออกกำลังกาย ในตัวมันเอง ก็ช่วยให้มีพลังและความสุขได้จริง ๆ ค่ะ ยิ่งได้อบตัวแล้ว ก็ฟินและผ่อนคลาย

แต่…เมื่อฝึก TRE แล้ว บีมพบความแตกต่างจากการที่เราออกกำลังกายหรือใช้วิธีการผ่อนคลายความเครียดวิธีอื่น ๆ ทั่วไป คือ TRE มันถอนรากถอนโคนความเครียดสะสม โดยที่เราไม่ต้องพยายามไปคิดถึงมัน ไม่ต้องพยายามไปขุดคุ้ย ไม่ต้องพยายามไปแก้ปัญหามัน ซึ่งเวลาที่เราออกกำลังกาย เราจะได้สลายความเครียดที่พึ่งรับมาในปัจจุบันหรือไม่นานมานี้ได้ แต่พวกความรู้สึกผิด ความหลังฝังใจ มันไม่ออกไปไหน มันยังอยู่ และในเวลาที่เรารู้สึกดาวน์ หรือแย่ มันจะวนเวียนมาหาเราใหม่ และดึงให้เราจิตตกไปได้อยู่

นอกจากนี้ TRE จะทำให้เราเข้าสู่ความสงบและมีสติได้อย่างง่ายดายอีกด้วย โดยที่ไม่หลุดล่องลอยไปไหน เป็นสติที่ต้องรู้ตัวตลอดระยะเวลาการฝึก ซึ่งมันจะนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้ดีด้วย ซึ่งต่างจากการฝึกสมาธิของบีมที่ผ่านมา ที่ 80% นั้น จะเป็นการฝึกที่เราหลุดไปจากปัจจุบัน แต่เราหลงว่า มันคือความสงบภายใน จริง ๆ แล้วไม่ใช่ … การฝึกที่ถูกต้อง เราจะต้องอยู่ตรงนี้ รับรู้ทุกสิ่ง และมีความเบา ไม่มีตัวตน ซึ่ง TRE สอนให้เรามีตรงนี้ได้ด้วย ทั้งที่เขาเป็นวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ ไม่มีเรื่องจิตวิญญาณมาเกี่ยวข้องเลยในกระบวนการและการสอนค่ะ แต่ได้ผลเรื่องสติ ความสงบ เป็นปัจจุบัน ดีมาก ๆ

นอกจากก็ทำได้ง่าย แค่ 15 นาที และ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอแล้วค่ะ และจะทำให้เรามีความสงบ สมดุล ภายในเพิ่มขึ้น ซึ่งบีมทดลองไม่นั่งสมาธิมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ใช้กระบวนการของ โยคะหัวเราะ การฝึกขอบคุณ และการทำ TRE มาอย่างต่อเนื่อง ก็ได้รับผลลัพธ์ที่ดีกว่าการฝึกนั่งสมาธิและสวดมนต์แต่เพียงอย่างเดียวในมุมที่เราใช้ชีวิตกับความจริงได้ดีขึ้น อยู่กับโลกได้ดีขึ้น บวกมากขึ้น ไม่ใช่สงบและสุขแต่เพียงในช่วงปฏิบัติค่ะ แต่อยู่กับโลกไม่ได้เลยหรืออยู่แล้วก็ยังทรมานเหมือนเดิม แต่ถ้าคุณทำแนวที่ทำอยู่ แล้วได้ผลดีอยู่แล้ว ก็ทำต่อไปได้เลยค่ะ และอาจศึกษาและทดลองทำในศาสตร์ใหม่นี้เสริมเข้าไปดู เผื่อว่าผลลัพธ์อาจจะดีเกินกว่าที่คุณเคยคาดเอาไว้ 🙂

บีมมองว่า การฝึก 3 สิ่งนี้ โยคะหัวเราะ การฝึกขอบคุณ และการทำ TRE น่าจะให้ผลดีสำหรับคนที่รู้สึกว่าการฝึกทางศาสนามันอาจจะยากเกินไป ปฏิบัติไม่ได้จนเลิกไป วิธีที่บีมแนะนำนี้ก็ช่วยได้และให้ผลลัพธ์ดีมาก ๆ เช่นกันค่ะ เพราะในที่สุดแล้ว เราทุกคนเพียงแค่อยากมีชีวิตที่เบา สบาย มีความสุข วิธีไหนที่ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ทำลายคนอื่น ไม่ทำลายตัวเอง บีมว่า มันก็ใช้ได้หมด เมื่อเราสงบสุข คนอื่นก็สงบสุขค่ะ สังคมก็จะสงบสุข วิธีอะไรก็ได้ อย่าไปยึดติดค่ะ ผลลัพธ์คือสุขไปด้วยกันทั้งหมด ก็โอเคแล้ว

ประโยชน์ของ TRE ที่บีมได้รับจากการฝึกต่อเนื่อง และ “ตกผลึก”

  1. TRE จะช่วยให้เราปลดปล่อยความเครียดที่สะสมอยู่อย่างตรงไปตรงมาโดยให้ร่างกายจัดการสั่นออกเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากงานที่เราทำทุกวัน การได้ไปพบเจอคนแย่ ๆ สิ่งแย่ ๆ หรืออะไรก็ตามที่ไปเจอมาในแต่ละวัน แล้วเรารับมา รู้สึกเครียดอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งก่อนหน้าที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับ TRE โดยการลงคอร์ส บีมได้เคยฝึกมาบ้าง แต่ก็ยังใช้ไม่ค่อยเป็น แต่พอได้เข้าใจกระบวนการแล้ว และทดลองทำเองดูตามที่โค้ชแนะนำ บีมพบว่า ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตแต่ละวัน การทำงานสร้างความเครียดได้มากเลยค่ะ ถ้าเราต้องอยู่ในความเร่งรีบ ยิ่งไปกันใหญ่ ความคาดหวัง ความกดดัน … พอเรารับพวกนี้มา มันจะมาสะสมในระบบประสาทของเรา ทำให้ระบบประสาทตื่นตัว (ใครที่หลับยาก หลับไม่สนิท ก็คือมีปัญหานี้ล่ะค่ะ ความเครียดสะสมในระบบประสาท ทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายทำงานไม่ได้ ต้องตื่นตัวพร้อมหนีหรือสู้ตลอดเวลา) เมื่อบีมรู้สึกว่า เริ่มคิดลบ เริ่มหัวไม่โปร่ง คิดงานไม่ออก บีมจะทำ TRE สั่นเอาความเครียดออกจากระบบประสาท ซึ่งได้ผลดีมากกก มันหายเครียดได้เลยเมื่อครบ 15 นาทีของการทำแต่ละ session ค่ะ มันดีที่เราจัดการความเครียดได้ง่าย ๆ ที่บ้านเลย ไม่ต้องรอเวลาไปออกกำลังกาย ซึ่งก็มีเงื่อนไขมากมายที่ไม่ได้ไปเสียที (ใครมีลูกก็จะเจอปัญหาประมาณนี้เช่นกันค่ะ ยกเว้นมีคนช่วยดูแลลูกและลูกโตแล้ว ดูแลตัวเองได้แล้ว ก็จะไปออกกำลังกายพร้อมลูกได้)
  2. หายเครียดโดยไม่ต้องขุดคุ้ย พูดคุยปัญหา เพราะ ความเครียดและปัญหาที่ผูกกับความเครียดนั้น มันอยู่ในสมองส่วนก้านสมองค่ะ แต่การคิดแก้ปัญหา มันอยู่ในสมองส่วนหน้า (neo-cortex) ดังนั้น ถ้าเราไม่กำจัดความเครียดจากก้านสมองโดยตรง หรือไม่กำจัดความเจ็บปวดที่ฝังลึก เช่น ถูกล้อตอนเด็ก ๆ ปัญหาหย่าร้างของพ่อแม่ที่ส่งผลต่อจิตใจ การใช้ความรุนแรง ถูกละเมิดทางเพศ ฯลฯ ถ้าเราไม่กำจัดออกจากก้านสมอง มันก็จะอยู่แบบนั้น … การพูดคุย การให้คำปรึกษา อาจได้ผล แต่ต้องใช้ยาและใช้เวลานาน แต่ TRE คือ การเชื่อในร่างกายของเราว่าเขาซ่อมตัวเองได้เอง พลังชีวิตเราซ่อมได้เอง และแค่วางใจให้เขาจัดการเองค่ะ บีมชอบมาก ๆ มันง่ายและได้ผลจริง ๆ อารมณ์ที่ผูกกับความเจ็บปวดฝังลึกก็หายไปด้วย ซึ่งจะต้องทำไปเรื่อย ๆ ค่ะ มันก็จะค่อย ๆ ถูกกำจัดออกไปเอง
  3. ความสงบและผ่อนคลายระดับลึกหลังจบการสั่น จะมีช่วงที่เรียกว่า Intregrated ค่ะ เมื่อเราหยุดกระบวนการสั่นแล้ว เราจะต้องนอนนิ่ง ๆ หงายหรือคว่ำก็ได้ สัก 2 นาที โดยจะต้องประคองสติอยู่กับปัจจุบันให้ได้ (ทั้งกระบวนการก็ต้องประคองสติค่ะ) ในช่วงระหว่างนี้ เราจะรู้สึกได้เลยว่า “ผ่อนคลายของจริง” รู้สึกมีแรง มีพลัง ขึ้นมาเต็ม พร้อมจะไปต่อได้เลยค่ะ เขาเรียกว่า เป็น State of Balance คือ จุดสมดุลของตัวเราเอง ที่เราจะมีบุคลิกภาพที่สงบ มั่นคงด้วยภายในที่มั่นคงจริง ๆ มันต่างจากการถูกปลุกพลังจากคนอื่น … อันนั้นไม่ใช่พลังของเรา แต่นี่คือ เราจะรู้สึกเลยว่า เรามีพลังจากภายในออกมาเลย ไม่ต้องให้ใครมาปลุกพลัง แต่เราสามารถสร้างมันได้ด้วยตัวเองจากกระบวนการ TRE นี้ค่ะ และการที่เราได้ทำให้ระบบประสาทสมดุลแล้ว ระบบผ่อนคลายและระบบกระตุ้นทำงานเป็นปกติ ร่างกายจะหลับพักผ่อนยามค่ำคืนดีขึ้น และจะมีพลังเต็มที่ในการทำงานช่วงกลางวันมากขึ้น ทำให้มีความสุขในการใช้ชีวิตและสำเร็จในการทำงานเพิ่มขึ้นจริง ๆ

ใช้ร่วมกันได้ผลดีมากยิ่งขึ้น

บีมเรียนรู้และฝึกโยคะหัวเราะก่อน TRE ประมาณ 8 เดือน และ ก่อนหน้าเรียนคอร์ส TRE ก็มีฝึกมาบ้างแล้วประมาณ 3 ครั้ง

เมื่อได้เรียนรู้ทั้ง 2 ศาสตร์อย่างลึกซึ้ง และ ตกผลึกเกี่ยวกับ TRE มากขึ้นแล้วก็พบว่า มันเติมเต็มกันได้ดีมาก ๆ

ในส่วนที่ทั้งสองศาสตร์ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน ก็คือ ในส่วนของการ “กำจัดความเครียด” ให้ออกไปได้ในเวลาที่รวดเร็ว ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องรอไปใช้สถานที่ที่ไหน ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรมากเลย ตื่นเช้ามา ทำที่ห้องหรือบ้านได้เองเลย และใช้เวลาสั้นมาก ๆ และได้ผลดีเยี่ยมด้านการคลายเครียดและเพิ่มพลังให้จิตใจและร่างกาย และจะต้องใช้วิธีการ grounding พลังงาน คือ การทำพลังงานให้สงบลงในตอนท้ายเหมือนกัน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจกลับสู่จุดสมดุล พร้อมออกไปใช้ชีวิตอย่างมีพลัง มีสติ และภูมิคุ้มกันมากยิ่งขึ้น แก้ปัญหาต่าง ๆ ในทางบวกได้มากขึ้น

ส่วนที่เป็นจุดแข็งของแต่ละศาสตร์ (ที่เป็นสิ่งที่บีมสังเกตได้กับตัวเอง) คือ

  • โยคะหัวเราะ จะเด่นเรื่อง การดีท็อกซ์จิตใต้สำนึก การเปิดจิตใต้สำนึกเพื่อรีโปรแกรมตัวเองต่อเหตุการณ์ที่กระทบเชิงลบ การปล่อยวาง ถ้าได้หัวเราะเป็นกลุ่ม จะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ มนุษย์ได้ดีมาก ซึ่งนี่เป็นอาหารทางใจอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ค่ะ เพราะ การทำโยคะหัวเราะ จะเน้นการสบตาด้วย จะยิ่งทำให้รู้สึกเป็นสุขและอิ่มใจ ปลอดภัยมากขึ้น และทำให้เราหายใจได้เต็มปอดมากขึ้น สูบออกซิเจนและคายแก๊สพิษจากปอดได้มากขึ้นมาก ๆ
  • TRE จะเด่นเรื่อง การกำจัดความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึกหรือที่ถูกกระทบแรงมากจริง ๆ ที่โยคะหัวเราะอาจจะยังเอาไม่ออกในตอนนั้น หรือตอนที่เราหัวเราะไม่ออกจริง ๆ ใช้ TRE จัดการก่อนได้เพื่อให้เบาลง เพราะอารมณ์ที่ลึกและแรง มันฝังไปที่ก้านสมอง ต้องแก้ที่ระบบประสาทอัตโนมัติเท่านั้น โดยที่ให้ร่างกายจัดการเอง ไม่ต้องใช้ความคิด ไม่ต้องพูดคุยถึงมัน มันจะออกไปเองแบบอัตโนมัติได้เลยค่ะ และเข้าสู่จุดสมดุลได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามีพลังไปต่อได้เร็วขึ้น

ถ้าวันไหนทำร่วมกัน ทำ TRE ก่อนก็ได้ค่ะ แล้วค่อยมาทำโยคะหัวเราต่อ มันก็จะเบา ๆ ง่าย ๆ สบาย ๆ หัวเราะแบบเบา ๆ ได้มากขึ้น

ทั้ง 2 ศาสตร์ เป็นวิธีจัดการความเครียดที่ ทะลุทะลวง สั้น ง่าย เร็ว ทำได้เอง ประหยัดในระยะยาว สุขภาพดี ป้องกันความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังและโรคจิตทั้งปวง

ซึ่งโยคะหัวเราะเต็มที่และครบกระบวนการประมาณ 10-15 นาที ได้ผลลัพธ์เท่ากับการวิ่งบนสายพานประมาณ 30 นาที (อ้างอิงจากคู่มือประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะ จากมหาวิทยาลัยโยคะหัวเราะ ประเทศอินเดีย) และสามารถทำได้ทุกวันเพื่อเคลียร์อารมณ์ลบตกค้างในจิตใต้สำนึก ไม่ให้สะสมใหม่เพิ่มเติม

ส่วน TRE ก็ใช้เวลาเพียง session ละไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้น (สำหรับช่วงของการสั่น) ซึ่งเมื่อฝึกร่างกายไปสักพักแล้ว ระบบการสั่นจะสามารถกลับมาทำงานได้เอง โดยไม่ต้องทำท่าบริหาร 7 ท่าก่อน (ซึ่งตอนนี้บีมมาถึงจุดนี้แล้วค่ะ เชื่อว่าที่มาถึงจุดนี้ได้เร็ว เพราะได้ฝึกโยคะหัวเราะมาก่อนด้วย มันเคลียร์ไปแล้วระดับหนึ่ง) ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ ทำช่วงไหนก็ได้ค่ะ ที่รู้สึกเครียด จะตอนเช้า ก่อนนอน ได้หมด อยู่ที่เราเลยว่าอยากจะสั่นออกตอนไหน

ดังนั้น รวมทั้งหมด ก็ไม่เกิน 30 นาทีถ้าทำร่วมกัน บางวัน ก็สั้นกว่านี้ อยู่ที่ว่าวันก่อนหน้าหรือช่วงนั้น มีความเครียดมากน้อยเพียงใด ซึ่งบีมพบว่า ช่วยให้รู้สึกเบาสบายมาก ๆ ใกล้เคียงกับการได้ไปออกกำลังกายแบบพอดี ๆ (ไม่ฝืนตัวเอง ไม่หนักเกินไป) ประมาณ 30 นาทีเลยค่ะ

ถ้าวันที่ไม่มีการทำ TRE ก็จะหัวเราะ + ขอบคุณเป็นหลักค่ะ ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 15 นาที

สรุปส่งท้าย

โยคะหัวเราะ TRE และ grounding เป็นศาสตร์ใหม่ที่ในเมืองไทยยังไม่มีคนรู้จักมากนักค่ะ แต่เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมานานแล้ว และมีการวางหลักสูตรและการเรียนการสอน การ Certified อย่างเป็นระบบ

เหมาะสำหรับทุกคนที่กำลังซึมเศร้า เครียด หาทางออกไม่เจอ มืดมน สับสน หลงทาง และที่สำคัญคือ ใช้มาทุกวิธีแล้ว … เรียนมาหลายศาสตร์ … เรียนมาหลายโค้ชแล้ว ยังไม่ดีขึ้น หรือ ดีขึ้นชั่วคราว แล้วกลับไปเป็นอย่างเดิมอีก … ชีวิตไม่ไปไหน ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เมื่อได้เรียนและฝึกแล้ว จะกลับมามีพลังชีวิต มีทิศทาง บวกโดยธรรมชาติ แบบไม่ต้องคิด ไม่ต้องไปสะกดจิต สร้างพลังได้ด้วยตัวเองทุกวัน ประหยัดเงินค่าเรียนคอร์สมากมายเลยค่ะ จบ…

หรือปกติชีวิตก็ดีอยู่แล้ว แต่รู้สึกว่า ยังทำอะไรได้มากกว่านี้ อยากเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นดีที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บีมแนะนำเลยค่ะ รับรองว่า ทะลุตัวตนและออกแบบชีวิตได้ตามที่ตัวเองต้องการได้แน่นอน

หากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับ โยคะหัวเราะ และ TRE สามารถสอบถามทาง inbox ของเพจ สิวซีเคร็ตมิติใหม่ได้เลยนะคะ


ข้อมูลคอร์สของครูเก๋ วรารักษ์ และ TRE โดย คุณ Lori Ann สำหรับผู้สนใจ

26 – 28 ธ.ค. 62 คอร์สประกาศนีบัตรผู้นำโยคะหัวเราะ (โบนัส : ศาสตร์ซ่อมร่างแบบองค์รวมสไตล์ครูเก๋) https://www.facebook.com/KayMiracles/posts/3146232032084717?__tn__=K-R

11 – 12 ม.ค. 62 2-Day TRE® Immersive Workshop (อยากรู้ลึก รู้จริงและเอาไปทำได้เองที่บ้านแบบเข้าใจและต่อเนื่อง ต้องลงคอร์สนี้ค่ะ เป็นคอร์สที่บีมไปลงเรียนมานี่เอง) https://www.facebook.com/events/2258103490925722/

18 ม.ค. 62 Intro to TRE® Workshop (แนะนำพื้นฐานที่ควรรู้เกี่ยวกับ TRE ทั้งหมดใน 1 วัน) https://www.facebook.com/events/269193897358173/