สิ่งที่ได้เรียนรู้และตกผลึก “หลังดื่มน้ำเซเลอรี่นาโน” 27 วัน

ที่มาที่ไปของการมาดูคลิปนี้ คือ ช่วงสัปดาห์ก่อน บีม พี่แม็ค (สามี) น้องแคนดี้ มีความรู้สึกเหมือนกัน คือ ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำเกือบตลอดเวลา ไม่ใช่อาการท้องเสีย แต่รู้สึกไม่สบายท้องและเหมือนต้องไปเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายออกทุกครั้งที่ปวด

บีมกับพี่แม็คสันนิษฐานว่า มันเกิดจากที่เรากินเซเลอรี่นาโนผสมน้ำทุกเช้าหรือเปล่า? โดยบีมจะกินทุกวัน ผสมผงเซเลอรี่ 2 ช้อนตวงกับน้ำ 500 มล. กินตอนท้องว่างทุกเช้า ตามสูตรของคุณ Anthony William ผู้นำในการใช้น้ำสกัดเซเลอรี่ในการบำบัดรักษาโรคเรื้อรังต่าง ๆ

ส่วนน้องแคนดี้ ได้กินไม่กี่แก้วเท่านั้น แต่ก็รู้สึกเหมือนกัน

This image has an empty alt attribute; its file name is start_celery_22_06_2020.jpg
วันแรกที่เซเลอรี่มาถึง และ เปิดกินเลย คือ 22 มิ.ย. 2563

แม้จะเกิดอาการ 3 คนเลย แต่บีมขออนุญาตเล่าเฉพาะของตัวเองคนเดียว เพราะ บีมจะรู้ดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำอะไรไปบ้างกับร่างกายของเราเองนะคะ

สำหรับการเริ่มต้นและผลการกินในช่วงแรก ๆ บีมจะเขียนไว้หมดแล้วในหน้านี้ค่ะ เป็นหน้าสินค้าในร้านในไลน์ สามารถเข้าไปดูได้เลย https://shop.line.me/@siwsecret/product/319139158

จำได้ว่า กระปุกแรกที่กิน ไม่มีอาการปวดท้องเกือบตลอดเวลาอย่างที่บอกเลยนะคะ สบายตัวมาก และสิวก็หายไปทั้งหมดจริง ๆ (กระทุ้งออกมาก่อนนะคะ แต่กินต่อเนื่อง มันหายจริง แต่ต้องดูแลสุขภาพตามสิ่งที่สอนไว้ในนี้ไปด้วยนะคะ https://shiningbeam.org/siwsecretonlinecourse/ อย่าไปรับพิษใหม่เข้าไป มันจะช้า)

แต่มันมาเริ่มหลังจากที่พี่แม็คทำคลิปนี้ออกไป เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2563 https://www.facebook.com/mackitch9/videos/741449739939529/ เป็นคลิปการสาธิตว่า เซเลอรี่นาโน กับ น้ำสกัดเซเลอรี่สด ๆ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างค่ะ

ซึ่งวันนั้นเรา 4 คน พ่อ แม่ ลูก ได้กินน้ำเซเลอรี่กันแบบเยอะมาก ส่วนที่สกัดออกมาผสมแอปเปิ้ลเขียว ก็อร่อยมาก ลูก ๆ กินเยอะเลย และส่วนที่เป็นน้ำผงเซเลอรี่นาโน บีมก็กินเข้าไปอีก หลังจากที่กินไปแล้ว 500 มล. ตอนเช้า!!!

บีมสังเกตว่า ทั้งพี่แม็คและน้องแคนดี้ มีอาการกระทุ้งพิษ น้องแคนดี้มีสิวขึ้นกลางหน้าผาก 1 เม็ดใหญ่ ๆ และมีอาการปวดท้องอยากถ่าย ตามภาพด้านล่างนี้เลยค่ะ ซึ่งเป็นวันเวลาจริงของการถ่ายรูป (พอดีมีสินค้ามาใหม่ เป็นเจลสิว เลยให้น้องใช้เลยและเก็บรีวิวค่า ดีจริง :))

This image has an empty alt attribute; its file name is 107665565_307908027012949_2145773597181628376_o.jpg

ช่วงวันที่ 6 – 12 ก.ค. 63 น้องแคนดี้น่าจะไม่ได้กินเซเลอรี่แล้ว หรืออาจจะกินอยู่บ้าง แต่ไม่มาก อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ เพราะ เขาจะเดินไปชงกินเอง ซึ่งเขาชอบผักอีกสูตรมากกว่า

ส่วนพี่แม็ค น่าจะยังกินอยู่ค่ะ แต่ไม่รู้ว่ากินเพียวหรือผสมอย่างอื่นไหม เพราะถ้าตามสูตรเขาเลย ต้องกินเพียว ๆ เลยค่ะ เว้นระยะ 20-30 นาที ถึงจะกินอย่างอื่นได้

ส่วนบีม กินเพียว กินเป็นอย่างแรกของวัน (ยกเว้นน้ำเปล่าอุ่นๆ ที่จะดื่มหลังตื่นนอนเป็นปกติ แต่บางวันก็ทดลองกินน้ำเซเลอรี่นาโนไปเลย ไม่ได้ดื่มน้ำเปล่าค่ะ รู้สึกว่า ได้ดื่มน้ำเปล่าอุ่น ๆ จะช่วยขับถ่ายได้มากกว่า) และกินในสัดส่วน 2 ช้อนตวง (เท่ากับเซเลอรี่ 160 กรัม) กับน้ำ 500 มล. (กระบอกน้ำมีตัวเลขค่ะ)

ช่วงประมาณวันที่ 6-12 ก.ค. บีมรู้สึกว่า เหมือนจะปวดท้องตลอดเวลา อาการคล้าย ๆ เหมือนมีกรดในกระเพาะ ไม่สบายท้องเลยค่ะ บีมพยายามกินอะไรที่น่าจะช่วยแก้อาการในกลุ่มแผลในกระเพาะ เช่น กระเจี๊ยบเขียว ฟักทอง … แต่มันกลับยิ่งทำให้รู้สึกอยากถ่ายมากขึ้น ความรู้สึกเหมือนกับว่า ท้องไส้เราพยายามจะกำจัดอะไรออกอยู่ตลอดเวลา

แล้วบีมก็เลยเข้าไปดูข้อมูลใน YouTube ก็ไปเจอคลิปผู้หญิงคนหนึ่ง เล่าว่าทำไมเธอเลิกกินน้ำเซเลอรี่

เธอบอกว่า … หลังจากสิวหายแล้ว เธอก็ไม่ได้กินต่ออีก เพราะ ไม่สะดวกเรื่องงบประมาณ เวลา ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาดของเซเลอรี่ และ รู้สึกว่าท้อง sensitive กับอาหารที่กินมากขึ้น

บีมก็ไม่ได้ค้นข้อมูลอะไรเพิ่ม แต่ก็สังเกตว่า เออ…นั่นสิ กินอะไรก็อยากถ่ายออก หรือมันจะไม่โอเคจริง ๆ นะ…

ก็เลยลองหยุดกินค่ะ พี่แม็คหยุดก่อน แล้วอาการเขาดีขึ้น บีมเลยลองหยุดบ้าง มันก็ดีขึ้น แต่ไม่หาย…

บีมก็เลยมาอ่านของคุณ Anthony William อีกรอบที่เว็บของเขาเลย https://www.medicalmedium.com/medical-medium-celery-juice-movement.htm บีมก็ได้คำอธิบายที่รู้สึกว่า ต้องลองกลับไปกินใหม่อีกรอบดู เพราะ มันอาจจะเป็น healing crisis (ภาวะกระทุ้งพิษ) ก็ได้

บีมก็กลับมาเริ่มกินได้สัก 2 วัน (16-17 ก.ค.) โดยเริ่มต้นที่ 1 ช้อนตวง กับ น้ำ 500 มล. คือ ความเข้มข้นมันเบาลงเท่านึง หลังจากนั้นก็เว้นช่วงแล้วกิน FB5 ปรากฏว่า เฮ้ย อาการมันหายไป! ก็บอกพี่แม็คว่า ต้องกลับมากินนะ จะได้ขับอะไรที่ค้างในกระบวนการอยู่ออกให้หมด คือ ต้องยอมให้พิษมันออก แล้วกินต่อจนกว่าอาการทั้งหมดจะหายไป

บีมก็เลยกลับมากิน โดยกินแค่เวลาเดียวในสัดส่วนที่ 1 ช้อนตวงก่อนค่ะ (ตอนแรกที่เริ่มคือ 2 ช้อนตวง) แล้วเดี๋ยวถ้ามันโอเค ก็ค่อยเพิ่มโดสเข้าไป วันนี้คือ เช้าวันที่ 3 ของการกลับมากิน (เสาร์ที่ 8 ก.ค. 2563) โดยจะดื่มน้ำอุ่นเป็นแก้วแรกก่อน จากนั้นพอขับถ่ายออกแล้ว ก็ค่อยมาดื่มเซเลอรี่ค่ะ

และพอดีว่า ได้ดูคลิปที่แปะลิงค์ไว้ให้ตั้งแต่ต้นจบแล้ว ความมั่นใจก็กลับมาแล้วเพราะได้ข้อมูลเพิ่ม ประกอบกับอาการที่เป็นค้างอยู่เป็นสัปดาห์ก็หายไป (ช่วงที่หยุดกินแล้วพยายามกินผักอื่น ๆ เพื่อรักษาอาการที่เหมือนแผลในกระเพาะ มันไม่เวิร์คค่ะ มันต้องกินเซเลอรี่ต่อ ถึงหาย)

ในช่วงท้ายนี้ เลยขอสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ทดลองของตัวเอง จากการกินน้ำเซเลอรี่นาโนมาได้เกือบ 1 เดือน และ จากคลิปสัมภาษณ์คุณ Anthony นะคะ ซึ่งบีมจับมาเฉพาะในส่วนที่ตกผลึกส่วนตัวและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาสิวเพิ่มเติมค่ะ

สรุปจากประสบการณ์ของตัวเอง

  • ใครที่พึ่งเริ่มต้นในการใช้เซเลอรี่นาโน แนะนำให้ลองที่สัดส่วน 1 ช้อนตวงกับน้ำ 500 มล. ดูก่อนค่ะ ร่างกายจะได้ค่อย ๆ ปรับตัวก่อน (บีมเริ่มที่ 2 ช้อนตวงต่อน้ำ 500 มล.) เพราะ ร่างกายบีมและพี่แม็ค เคยผ่านการล้างพิษมาก่อน แต่บีมจะกินอะไรที่คลีนกว่าเขา เขาจะมีอาการกระทุ้งพิษที่มากกว่าบีมค่ะ
  • บีมเริ่มที่ 4 เวลาต่อวัน (เช้า ก่อนเที่ยง บ่ายแก่ ๆ และก่อนนอน) เลยได้ผลเร็ว … แต่สำหรับคนที่เริ่มต้น บีมแนะนำให้กินแค่ตอนเช้า ท้องว่าง ซึ่งปกติบีมจะกินหลังตื่นนอน บีมเป็นคนตื่นเร็ว บางทีก็ตี 4 บางทีก็ตี 5 บีมเลยจะได้ดื่มเซเลอรี่ก่อน 6 โมงเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าใครที่ไม่ได้ตื่นเวลานี้ ก็ให้กินช่วงประมาณ 6.00 – 8.00 น. ได้อยู่ค่ะ
  • ไม่ว่าจะเกิดอาการอะไรขึ้น ขอให้ทานต่อไป เพื่อให้เขาล้างเชื้อโรคจากตับออกให้หมด เพราะ ถ้าตับสุขภาพดี อาการต่าง ๆ จะหายไปเองค่ะ
  • สำคัญมากกกกก ที่ผู้สนใจ ควรทำความเข้าใจเรื่องภาวะกระทุ้งพิษ Healing Crisis ให้ดี บีมได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ในคลิปนี้ค่ะ แนะนำให้ดูก่อนคิดจะเริ่มกินเซเลอรี่เพื่อรักษาสิว ติวพิเศษ 3 เรื่อง : ข้อสรุปเรื่องล้างตับด้วยน้ำผงผักเซเลอรี่ / ปรับ mindset สิวขับพิษ / วิธีรับมือ https://youtu.be/LNEbpE_3SAo
  • สำหรับบีม … สิวหายจริง รู้สึกตับสะอาดจริง และบีมจะกินต่อไปเรื่อย ๆ เพราะมันง่ายและได้ผลจริงๆ
  • แต่…ขอเน้นย้ำตัวโต ๆ เลยว่า ใครที่คิดจะทานสูตรนี้เพื่อรักษาสิว ต้องเข้าใจกระบวนการธรรมชาติบำบัด พลังงานบำบัด ภาวะกระทุ้งพิษ ให้ดีก่อนนะคะ เพราะ ถ้าคิดจะทำแล้ว ต้องไปให้สุด จึงจะหายขาดจากสิวได้จริง ๆ และในกระบวนการบำบัด หลายคนจะไม่คุ้นเคย รู้สึกแย่เหมือนป่วย แต่จริง ๆแล้ว ร่างกายกำลังซ่อมตัวเอง ถ้าดูแลไม่ถูกวิธี กินน้ำเซเลอรี่แล้วยังมีพฤติกรรมทำลายสุขภาพ อันนี้ไม่เป็นผลดีแน่นอนค่ะ มันต้องปรับทั้งหมดเลย ถ้าคิดจะกินจริง ๆ
  • ถ้าไม่ศึกษาข้อมูล อย่าทำก่อนค่ะ … เพราะถ้าทำอย่างไม่เข้าใจ จะเป็นผลเสียต่อผู้ทำมากกว่า เนื่องจากเขาล้างพิษให้เราค่อนข้างลึก ดังนั้น ต้องรู้วิธีเตรียมกาย เตรียมใจ ซึ่งบีมสรุปและเรียบเรียงไว้หมดแล้วในหนังสือและคอร์สสิวซีเคร็ตค่ะ เป็นพื้นฐานที่ครบสมบูรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสิวแนวทางธรรมชาติให้หลุดจากวงจรสิวด้วยแนวธรรมชาติได้ตลอดไปที่ต้องเรียนรู้และทำไปตามขั้นตอน เมื่อใช้ผักผงและผลิตภัณฑ์ในร้านสิวซีเคร็ตร่วมด้วยจึงจะได้ผลดีค่ะ

สรุปสิ่งที่ได้จากคลิปคุณ William Anthony (เขาให้ความรู้ดี ๆ เยอะมาก แต่บีมขอสรุปที่บีมรู้สึกว่าผู้ติดตามสิวซีเคร็ตน่าจะสนใจเป็นพิเศษนะคะ)

  • เซเลอรี่เป็นสมุนไพร ไม่ใช่แค่ผัก ดังนั้นเขาจึงมีสรรพคุณในการบำบัดเยียวยารักษาโรคดังเช่นสมุนไพรอื่น ๆ
  • ที่ต้องเป็นเซเลอรี่ เพราะ เขาได้ยินเสียงที่บอกเขามาตั้งแต่ 4 ขวบ ซึ่งทุกคนที่ป่วย เขาจะแนะนำให้กินน้ำสกัดเซเลอรี่ ซึ่งทุกคนหายจากโรคอย่างสิ้นเชิง ประจักษ์ชัดแก่สายตาของเขา
  • การที่เซเลอรี่ได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์บางส่วน อาจด้วยเหตุผลที่ เซเลอรี่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและได้ผลจริง ซึ่งได้ผลกับคนมากมายมาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะดัง ไม่ใช่การสร้างกระแส แต่เป็นการหายจากโรคจริง ๆ ที่คนได้รับผลลัพธ์จริง ๆ เป็นพายุแห่งผลลัพธ์จริงก้อนใหญ่ก่อนที่เขาจะนำเรื่องนี้เผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งแน่นอนว่า อาจไปขัดผลประโยชน์ของผู้คนในวงการสุขภาพมากมายหลายกลุ่ม
  • ในเซเลอรี่มีกลุ่มของเกลือชนิดพิเศษที่นักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ค้นพบ และคาดเดาว่า น่าจะเป็นสารอาหารอื่นๆ ที่ถูกค้นพบแล้วมากกว่าที่มันช่วยบำบัดอาการต่าง ๆ ให้หายไปได้
  • แต่คำถามคือ ว่า ผักอื่น ๆ ก็มีสารอาหารที่พวกเขาพูดถึง แต่ทำไมไม่มีอะไรที่ให้ผลลัพธ์ได้เท่าเซเลอรี่เลย?
  • และไม่ว่าคุณจะมีความเชื่อในการกินรูปแบบไหนก็ตาม วีแกน มังสวัรัติ พาลีโอ คีโต ฯลฯ การที่เพิ่มน้ำสกัดเซเลอรี่และกินอย่างถูกวิธีตามที่เขาแนะนำเข้าไป จะช่วยทำให้ “ได้ผลลัพธ์” ที่ต้องการแน่นอน
  • เพราะน้ำสกัดเซเลอรี่ ช่วย “ทำลายกำแพงสุดท้าย” ที่ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์นั่นเอง
  • กินสกัดสดเท่านั้น ห้ามกินแบบผ่านความร้อนมาแล้ว หรือห้ามกินผสมอะไรอื่นใด
  • สำคัญที่สุด คือ กลุ่มเกลือนี้ เข้าไปทำงานหลายอย่างในระบบร่างกาย ที่สำคัญ คือ ไปฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ในตับ ถุงน้ำดี ซึ่งตับเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ซึ่งคนที่ป่วย ก็คือ ตับป่วย ตับป่วยก็คือมีเชื้อโรคเยอะ เมื่อเกลือในเซเลอรี่เข้าไปฆ่าเชื้อต่าง ๆ และทำลายพิษในตับแล้ว อาการไม่สบายก็หายไป ง่าย ๆ เท่านี้เอง
  • และเมื่อตับมีสุขภาพดี เขาจะสามารถฟื้นฟูระบบการเก็บและใช้พลังงานในรูปแบบไกลโคเจนและกลูโคสในกระแสเลือดให้เป็นปกติ ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติ ไม่เกิดความอยากกินของหวาน เค้ก เบเกอรี่ น้ำตาล อีกต่อไป ความรู้สึกอยากเสพย์ของพวกนี้จะหายไปเอง
  • นอกจากนี้ เกลือกลุ่มนี้ ยังเข้าไปปรับสมดุลปริมาณกรดเกลือในกระเพาะอาหาร ให้สามารถย่อยโปรตีนที่ตกค้างได้ หรือโปรตีนที่ทานเข้าไปใหม่ได้ ทำให้ไม่มีของบูดเน่าจากอาหารกลุ่มโปรตีนเหลือตกค้าง
  • กลุ่มเกลือนี้ ยังไปเพิ่มอิิเลคโตรไลท์ในปริมาณที่เพียงพอ ที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทกลับมาทำงานเป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยให้สมอง ระบบประสาท ทำงานมีประสิทธิภาพ ระบบร่างกายจึงกลับมาเป็นปกติ
  • นอกจากนี้ เขายังช่วยให้ สมองโล่ง เคลียร์ จะทำให้มีโฟกัสชัดเจนขึ้น จะรู้ว่าชีวิตจะต้องไปอย่างไร คือ มันได้มากกว่าสุขภาพ แต่คือเปลี่ยนชีวิตของคุณแน่นอน
  • ไม่ว่าคุณจะกินสายไหน เชื่ออย่างไร สิ่งที่คุณต้องทำเหมือนกัน คือ ผมแนะนำให้ “เลิกกินไข่” เพราะ มันเป็นอาหารของเชื้อโรค (อันนี้ตรงกับข้อมูลหมอจันทร์ แห่งเมืองพาน จ.เชียงรายค่ะ บีมเคยไปพบท่านมาเมื่อหลายปีก่อน เพราะสนใจสมุนไพรของท่าน หมอจันทร์ท่านเป็น อจ.แพทย์แผนไทยที่รักษามะเร็งให้ชาวบ้านหาย อจ.บอกว่า ห้ามกินไข่เลย คนเป็นมะเร็งนี่นะ ไข่เป็นอาหารของมะเร็ง)
  • น้ำสกัดแตงกวา (cucumber juice) สามารถนำมาดื่มช่วงที่หาเซเลอรี่ไม่ได้ แต่มันทำงานเหมือนเซเลอรี่ไม่ได้ แต่อย่างน้อย การดื่มน้ำสกัดแตงกวา จะช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้น เต็มไปด้วยน้ำ ซึ่งการที่ร่างกายชุ่มน้ำ ก็จะช่วยให้เขาสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ ขับล้างสารพิษออกได้ดีขึ้น แต่จำไว้ว่า มันทำงานเหมือนเซเลอรี่ไม่ได้ (สำหรับลูกค้าสิวซีเคร็ต ตัวที่ช่วยในส่วนนี้ได้คือ หน่อไม้ฝรั่งค่ะ ชุ่มชื้นเต็มๆ)
  • และสุดท้ายที่บีมชอบมาก คือ ร่างกายเขาไม่เคยต่อต้านคุณนะ ร่างกายเขาไม่เคยทำร้ายคุณ ไม่เคยต่อสู้กับคุณเอง เขารักคุณเท่านั้น … ดังนั้น การที่เราคิดหรือรู้สึกกับร่างกายนั้นสำคัญมาก ๆ มันจะส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ขอให้ปรับวิธีคิด วิธีรู้สึกตรงนี้เสียใหม่ เพราะมันสำคัญมากจริง ๆ สำหรับวิธีที่คุณสื่อสารกับร่างกาย

ถึงตรงนี้… บีมตกผลึกเลยค่ะว่า ผู้คนในสมัยนี้ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาสิว จะมีความรู้สึก “ต่อต้านร่างกายตัวเอง” คือ ขอโทษนะคะ ภาษาดิบ ๆ คือ “มึงจะเป็นทำไมวะสิวเนี่ย กูทรมานจะตายอยู่แล้ว ยังจะขึ้นมาอยู่ได้” อันนี้ภาษาจิตใต้สำนึกเลยค่ะ ที่ทุกคนที่มีปัญหาสิวหรือสุขภาพ คงจะไม่ปฏิเสธ ถ้าได้ลองอยู่เงียบ ๆ แล้วฟังเสียงข้างในเมื่อระลึกถึงเรื่องสิวหรือสุขภาพตัวเอง

เราพยายามเหลือเกินที่จะ “กำจัด” “ต่อต้าน” และ “กล่าวหาร่างกาย” ตลอดเวลา…

พอเกิดภาวะกระทุ้งพิษ ร่างกายพยายามขับออกให้ ก็ไปรู้สึกไม่พอใจ รู้สึกไม่ดี อยากจะกดมันเอาไว้

ร่างกายรักเรามากนะคะ … ขอให้ปรับวิธีคิด วิธีรู้สึกเสียใหม่ ไปเป็น “ขอบคุณ” แทนค่ะ มันจะเปลี่ยนคลื่นพลังงาน จากเกลียดเป็นรัก … แล้วความรักนี้แหละ ที่จะเยียวยารักษาทุกอย่างได้ ซึ่งชัดเจนมากในวิธีคิดและวิธีทำของแม่ชีศันสนีย์ที่รับมือกับมะเร็งจนหายดีค่ะ อยากให้ดูจนจบเช่นกัน แล้วนำมาใช้กันค่ะ

สุดท้ายนี้ … บีมได้ถอยหนังสือ Celery Juice ของคุณ Anthony William มาอ่านแล้วค่ะ ซื้อจาก Kinokuniya เพราะบีมเชื่อว่า ตัวนี้แหละ คือ คำตอบสุดท้ายของสิวเรื้อรังจริง ๆ เพราะ คุณแอนโธนี่ ได้พูดถึง “สิว” เสมอในทุก ๆ ครั้งที่คนถามว่า น้ำสกัดเซเลอรี่มันช่วยรักษาอะไรได้บ้างจากประสบการณ์ของคุณ

บีมรู้ว่า การอ่านหนังสือเล่มนี้ จะทำให้บีมเข้าใจมันอย่างถูกต้อง และดูแลทุกคนที่กินน้ำสกัดเซเลอรี่หรือน้ำผักผงเซเลอรี่จนถึงฝั่งได้อย่างถูกต้อง

และบีมเองก็ยังไม่แน่ใจว่า น้ำเซเลอรี่นาโน จะให้ผลได้เหมือนกับ น้ำเซเลอรี่สกัดสด หรือไม่ เพราะ ยังไม่เคยทานแบบสกัดสดต่อเนื่องกันค่ะ แต่ผลลัพธ์ที่บีมได้รับจากการดื่มน้ำเซเลอรี่นาโนตามสูตรเดียวกับที่คุณแอนโธนี่อธิบายนั้น ชัดเจนเรื่อง สิวหาย ตาใส เล็บมีสีชมพู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะของตับที่แข็งแรงและสะอาดขึ้นค่ะ

ขอฝากทิ้งท้ายไว้นะคะว่า หากต้องการจะรักษาสิวให้หายขาดในแนวธรรมชาติจริง ๆ ต้องจัดเวลาศึกษาข้อมูลตามที่บีมได้เตรียมไว้ให้ให้ครบถ้วน และเตรียมกาย เตรียมใจ ที่จะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ อย่าแค่อยาก … เพราะ ปัญหาที่มันเรื้อรัง ต้องการความตั้งใจ ต้องการความรู้ที่ลึกซึ้ง ในการพาตัวเองเดินไป เพราะไม่มีใครจะทำให้คุณได้ นอกจากตัวคุณเองค่ะ …

วิธีการที่ถูกต้อง ได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว ขอเพียงแค่ จุ่มตัวเองลงมาให้มิด … แล้วไปให้สุดทาง

คุณก็จะได้มากกว่า “ผิวใสไร้สิว” แต่คือ “ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล” แน่นอน …

ขอส่งพลังให้ทุกคน มีพลังปฏิบัติ รักษาความหวัง รักษาวินัยได้จนถึงฝั่งนะคะ

ด้วยรัก

บีม…

5 เทคนิคป้องกันสิว “ช่วงไฟกำเริบ”

เดือนเมษายนนี้ ไฟช่างร้อนแรง…

ทั้งไฟป่าเชียงใหม่ ไฟป่าเชียงราย ไฟไหม้ Central World และ ไฟไหม้มหาวิหารนอเทรอดาม

ยังไม่รวมถึงความเครียดทางการเมือง เศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้น

สภาพแวดล้อมความร้อนสูงเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อตัวเราที่เป็นคนไทยในเขตร้อน

เป็น ร้อน x ร้อน คือ คูณสอง (หรือมากกว่า) ย่อมส่งผลให้ร่างกายแห้ง ขาดน้ำ กระหายน้ำ

เมื่อภายในขาดน้ำ ก็จะส่งผลมาที่ผิว ซึ่งคนที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ก็จะแสดงออกมาชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นอาการผดผื่น สิวอักเสบ รอยแดงที่เข้มขึ้น การคันที่ผิวโดยไม่ทราบสาเหตุ

ในบทความนี้ บีมนำเทคนิคง่าย ๆ มาแบ่งปันเพื่อช่วยปรับสมดุลให้ผิว “มีน้ำหล่อเลี้ยง” จากภายใน

เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาเช่นนี้ไปได้ด้วยดีที่สุดค่ะ

อาการที่บ่งบอกว่าเรามีภาวะร้อนเกิน

อ้างอิงจากองค์ความรู้ของคุณ หมอเขียว ใจเพชร มีทรัพย์ ซึ่งบีมสรุปให้สั้น ๆ ไว้สังเกตตัวเองง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

  • ริมฝีปากแห้ง แตก ลอก ทาลิปบำรุงแล้ว พอลิปหมดก็ลอกแตกอยู่
  • รู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา ยิ่งดื่มน้ำเย็น ยิ่งเป็น ยิ่งไม่หาย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย อ่อนแรง อยากนอน อยากพัก เกือบตลอดเวลา
  • รู้สึกขับถ่ายยากขึ้น หรือมีอาการท้องผูก
  • มีสิวอักเสบและรอยแดงเพิ่มขึ้น
  • มีผดผื่น หรือ คันตามเนื้อตัวแบบไม่มีสาเหตุ

 

เทคนิคปรับสมดุลที่บีมใช้เองแบบง่าย ๆ ที่บ้านมาฝากค่ะ

เทคนิคที่ 1 : งดอาหารฤทธิ์ร้อน

จากประสบการณ์ทดลองด้วยตัวเองเรื่องอาหารมา 10 ปี และมาทานตามหลักปรับสมดุลด้วยแนวอายุรเวทประมาณเกือบ 3 ปี พบว่า “อาหารจะเปลี่ยนเป็นกายของเรา และ อาหารจะส่งผลต่ออารมณ์ของเราโดยตรง” ดังนั้น การที่เราได้งดกินของที่มีฤทธิ์ร้อนในตัวเอง เช่น พริกไทยดำ พริกขี้หนู กระเทียม ทุเรียน เงาะ ขิง และของรสจัดทั้งปวง (ทุกรสชาติ ไม่ใช่แค่เผ็ดจัดและเปรี้ยวจัด ทุกรสชาติที่มากไป ทำให้ร้อนเกิน)เนื้อสัตว์ใหญ่ อาหารปิ้งย่างที่ใช้ความร้อนสูง ๆ ในช่วงเวลาแบบนี้ ก็จะช่วยให้ความร้อนลดลงอย่างมาก เพียงแค่ตัดสินใจไม่กินไปก่อน พอสภาพแวดล้อมมันเย็นลง ก็ค่อยกลับมากินได้ค่ะ เอาร่างกายให้รอดก่อน

รายการอาหารฤทธิ์ร้อน http://foodmorkeaw.blogspot.com/p/blog-page_7.html

 

เทคนิคที่ 2 : ดื่มและทานสมุนไพรและอาหารฤทธิ์เย็น

โดยส่วนตัวแล้ว บีมมักจะใช้ผลไม้และน้ำเปล่าเป็นตัวปรับสมดุลอย่างง่ายก่อนค่ะ ผลไม้ที่มีน้ำมากและรสจืดโดยธรรมชาติ เช่น แตงโม แคนตาลูป ชมพู่ ส่วนผักจะเป็นแตงกวา สะเดา (เอามาต้มดื่มน้ำกิน ลดความร้อนได้เร็วมาก)

ส่วนน้ำดื่มอาจจะเป็นน้ำเปล่าธรรมดาแบบไม่เย็นหรือไม่อุ่น และน้ำ pi-water (เป็นน้ำที่เคลมสรรพคุณว่า มีโมเลกุลใกล้เคียงกับน้ำในร่างกายของเรามากที่สุด ซึ่งส่วนตัวบีมกับครอบครัวดื่มเป็นประจำ ยิ่งช่วงมีไฟป่าที่เชียงราย มีฝุ่น P.M 2.5 ก็จะต้องดื่มสัปดาห์ละอย่างน้อยคนละ 1 ขวดค่ะ (ขวดละ 20 บาท) ซึ่งเราจะเห็นผลด้านสุขภาพเร็วกว่าดื่มน้ำธรรมดาจริง ๆ (ต้องช่างสังเกตนิดนึงนะคะ และต้องเป็นคนดูแลสุขภาพประมาณนึง ดื่มแล้วจะสังเกตได้เอง)

และบางครั้ง ก็จะต้มน้ำเก๊กฮวยแบบไม่เติมน้ำตาล ดื่มอุ่น ๆ ก็จะช่วยเพิ่มการดีท็อกซ์เอาสารพิษออกได้ดี หรือจะรอให้เย็นก็ได้ค่ะ ถ้าร้อนจัดกระหายน้ำมาก บางทีก็ดื่มเย็น ๆ ไปเลย แต่ก็นาน ๆ ครั้ง เพราะ การดื่มน้ำเย็น จะทำให้ไฟย่อยในกระเพาะหายไป ทำให้อาหารที่กินย่อยไม่ได้หมด บูดเน่าสะสมในลำไส้ได้ง่ายค่ะ

หรือจะดื่มน้ำย่านางใบเตย จะคั้นสด ปั่น สกัด ต้ม ได้หมดค่ะ ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้มีขายทั่วไปตามร้านสมุนไพร เลือกเจ้าที่บรรจุดี มีมาตรฐาน และผสมกับน้ำเปล่าสะอาดตามสัดส่วนที่ฉลากหรือผู้ขายแนะนำค่ะ

ควรทานสิ่งเหล่านี้ตอนท้องว่างค่ะ ไม่ควรดื่มและทานก่อนและหลังอาหารภายใน 30 นาที เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารลดลง และเมื่อภาวะร้อนเกินหมดไป (เราจะรู้สึกสบายตัวขึ้น) ก็ให้ลดปริมาณการทานหรือดื่มลงจนสามารถหยุดได้ พอมีภาวะร้อนเกินอีก ก็ค่อยทำอีกค่ะ

เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ เป็นอาหารและสมุนไพรที่ไม่ได้อยู่ในระดับที่แพทย์ต้องควบคุมการใช้ ดังนั้น ในการทาน ก็ให้เน้นการสังเกตตัวเองเป็นหลัก ไม่สามารถบอกปริมาณที่แน่นอนได้สำหรับแต่ละคนเพราะร่างกายแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งเมื่อไหร่ที่รู้สึก “สบาย” แล้ว ถือว่าทำสำเร็จค่ะ

รายการอาหารฤทธิ์เย็น http://foodmorkeaw.blogspot.com/p/blog-page.html

 

เทคนิคที่ 3 : ปล่อยวาง

เมื่อสถานการณ์มันร้อนอยู่แล้ว ตัวเราต้องพยายามมีสติตามดูรู้ทันร่างกายและจิตใจ สถานการณ์แบบนี้ จะรอดได้ถ้า “เย็นและปล่อยวาง” ถ้าใครที่โมโหง่าย ๆ ต้องรีบฝึกฝน เพราะ ต่อไปโลกมันก็อาจจะร้อนกว่านี้ ถ้าไม่ฝึกตั้งแต่ตอนที่ร้อนระดับนี้จนโกรธน้อยลงหรือตัดความโกรธออกได้ ไฟโทษะจะทำลายตัวเอง การโมโหแบบขาดสติอาจนำไปสู่การทำลายทั้งตัวเองและผู้อื่น ดังนั้น…ปล่อยวางค่ะ

สำหรับตัวบีมเอง บีมจะใช้เทคนิค “โยคะหัวเราะ” และการพูดภาษา “Gibberish” ในการปลดปล่อยพลังความเครียดและความโกรธที่สะสมอยู่ในตัวทุกเช้า

ใช้เพลงบรรเลงที่มีเสียงน้ำไหลเย็น ๆ เปิดฟัง นอนหงาย ทิ้งร่างกาย ตามดูความว้าวุ่นในใจ เห็นแล้ววาง แล้วขอทิ้งร่างไว้บนโลก หายใจเข้าออกยาว ๆ ลึก ๆ ช้า ๆ จินตนาการว่า เหมือนเราเป็นลูกโป่งแล้วลมที่หายใจเข้าไปทำให้ฟูและแฟ่บไปทั่วร่าง วางชื่อ วางอาชีพ วางทุกอย่าง แล้วกลับมาดูทั้งกายทั้งใจ แล้วขอทิ้งทุกอย่าง

เพลงบรรเลงหลากหลายประเภทที่บีมเลือกไว้จะช่วยได้ ปรับสมดุลง่าย ๆ ตามสภาวะตอนนั้น ส่วนใหญ่จะใช้ Chakra Balancing & Healing Music, Tibetan Bowl และ Healing Music ถ้ารู้สึกจิตใจว้าวุ่น จะดื่มนมถั่วเหลืองอุ่น ๆ สัก 1 แก้ว แล้วไปนอนตามเทคนิคที่บอกเลยค่ะ พวกนี้จะช่วยได้ ทำให้เราผ่อนคลายระดับลึก ตื่นมาสดชื่นได้จริง ๆ ลดไฟในตัวได้จริง ๆ

ที่สำคัญ เราจะต้องสังเกตว่า ดนตรีไหน เรารู้สึกดีและสบายนะคะ เพราะ บางเพลงคลื่นความถี่จะช่วยเราได้ บางเพลงคลื่นยังไม่ตรงกับเรา ถ้าไม่สบายอาจต้องปรับไปฟังเพลงอื่นที่ฟังแล้วสบายก่อนค่ะ พอระดับพลังงานเราดีขึ้นแล้ว แล้วกลับมาฟังใหม่ อาจปรับเข้ากันได้ดีแล้ว

ตัวอย่างเพลงที่บีมเปิดฟังเพื่อการฟื้นฟูพลังหรือผ่อนคลายระดับลึก (เปิดให้ลูกและสามีด้วย)

 

เทคนิคที่ 4 : อาบน้ำเย็นหรืออุณหภูมิธรรมดา

ปกติบีมเป็นคนติดน้ำอุ่นจนเกือบร้อนมาก ๆ ไม่ว่าจะฤดูไหน ก็ต้องอาบน้ำแบบนี้ค่ะ แต่หน้าร้อนปีนี้ ไม่ไหวจริง ๆ ต้องอาบน้ำเย็น

สำหรับใครที่ร้อนมาก ๆ เพลียมาก ๆ ให้ก้มหัวลง หรือ ถ้าฝักบัวอยู่สูง แค่เปิดน้ำให้ไหลลงมาเลยค่ะ ออกมาแรง ๆ สัก 3-5 นาที อยู่กับปัจจุบัน หายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ จินตนาการว่า อณูของน้ำได้ล้างเอาความร้อนเกินออกไปทั้งตัว โมเลกุลของน้ำสะอาดและใสเย็นเข้าแทนที่ รู้สึกได้ถึงความเย็นที่แผ่ทั่วร่างกาย แล้วค่อยหยุดค่ะ

 

เทคนิคที่ 5 : เลือกใช้เครื่องสำอางและครีมบำรุงที่เน้นการเติมน้ำให้ผิว ลดความร้อนในผิว เป็นหลัก

เครื่องสำอางในกลุ่มนี้จะมี น้ำแร่บริสุทธิ์ อโลเวร่า ไฮยาลูรอน คาโมไมด์ เป็นส่วนผสมที่เคลมหลัก และควรเป็นสเปคแนวออร์แกนิคหรือธรรมชาติที่ปลอดสารกันเสีย จะช่วยได้มาก

ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ -paraben ที่พบบ่อย ๆ ในเครื่องสำอางที่จำหน่ายในเมืองไทยทั่วไป คือ methylparaben และ propylparaben และบางชิ้นอาจมีมากกว่านี้ที่ลงท้ายด้วย paraben ค่ะ ซึ่งเป็นสารกันเสียที่มีราคาถูกและมีข้อมูลในต่างประเทศว่ามีผลเสียต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Alcohol Denat, Sodium Laureth Sulfate, Sodium Lauryl Ether Sulfate ด้วยค่ะ

เป็นคำแนะนำที่ให้สแกนกันแบบง่าย ๆ ซึ่งก็จะพบด้วยตัวเองว่า ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทั่วไป จะมีส่วนผสมเหล่านี้แทบทั้งสิ้น แม้กระทั่งแบรนด์ที่ฉลากเขียนว่า ธรรมชาติ และ สมุนไพรเองก็ตาม ดังนั้น ต้องหาแบรนด์ที่เป็นออร์แกนิคและธรรมชาติตัวจริง และตรวจสอบที่ส่วนผสมอีกทีค่ะ

แนะนำให้งดการทำเลเซอร์และการทำทรีทเมนต์อะไรก็ตามที่ทำให้ผิวต้องเป็นแผล รวมถึงงดการใช้กรดกับผิวหน้าในช่วงนี้ไปก่อน ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นให้ต้องซ่อมผิวจริง ๆ หรือไม่มีครีมบำรุงฟื้นฟูที่สามารถทำให้ผิวซ่อมแซมฟื้นฟูและอิ่มน้ำได้มากหลังทำ ไม่เช่นนั้น จะเป็น ร้อนคูณสาม คือ ร้อนในกาย ร้อนที่ผิว และร้อนภายนอก จะทำให้ผิวแย่กว่าเดิมมาก ๆ และการรักษาผิวอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร (เราพูดตามหลักสมดุลธรรมชาตินะคะ เพราะการดูแลผิวรูปแบบนี้ คือ การเพิ่มไฟให้ผิว ยิ่งทำให้ผิวเสียสมดุล ถ้าครีมบำรุงไม่สามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้เร็วจริง ๆ ก็จะลำบากและผิวอาจเกิดรอยแผลได้ค่ะ)

หวังว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้และนำไปทดลองใช้ดูนะคะ รับรองว่าจะช่วยให้รู้สึกสบายตัวและสบายผิวขึ้นได้จริง ๆ ค่ะ