สิ่งที่ได้เรียนรู้และตกผลึก “หลังดื่มน้ำเซเลอรี่นาโน” 27 วัน

ที่มาที่ไปของการมาดูคลิปนี้ คือ ช่วงสัปดาห์ก่อน บีม พี่แม็ค (สามี) น้องแคนดี้ มีความรู้สึกเหมือนกัน คือ ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำเกือบตลอดเวลา ไม่ใช่อาการท้องเสีย แต่รู้สึกไม่สบายท้องและเหมือนต้องไปเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายออกทุกครั้งที่ปวด

บีมกับพี่แม็คสันนิษฐานว่า มันเกิดจากที่เรากินเซเลอรี่นาโนผสมน้ำทุกเช้าหรือเปล่า? โดยบีมจะกินทุกวัน ผสมผงเซเลอรี่ 2 ช้อนตวงกับน้ำ 500 มล. กินตอนท้องว่างทุกเช้า ตามสูตรของคุณ Anthony William ผู้นำในการใช้น้ำสกัดเซเลอรี่ในการบำบัดรักษาโรคเรื้อรังต่าง ๆ

ส่วนน้องแคนดี้ ได้กินไม่กี่แก้วเท่านั้น แต่ก็รู้สึกเหมือนกัน

This image has an empty alt attribute; its file name is start_celery_22_06_2020.jpg
วันแรกที่เซเลอรี่มาถึง และ เปิดกินเลย คือ 22 มิ.ย. 2563

แม้จะเกิดอาการ 3 คนเลย แต่บีมขออนุญาตเล่าเฉพาะของตัวเองคนเดียว เพราะ บีมจะรู้ดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำอะไรไปบ้างกับร่างกายของเราเองนะคะ

สำหรับการเริ่มต้นและผลการกินในช่วงแรก ๆ บีมจะเขียนไว้หมดแล้วในหน้านี้ค่ะ เป็นหน้าสินค้าในร้านในไลน์ สามารถเข้าไปดูได้เลย https://shop.line.me/@siwsecret/product/319139158

จำได้ว่า กระปุกแรกที่กิน ไม่มีอาการปวดท้องเกือบตลอดเวลาอย่างที่บอกเลยนะคะ สบายตัวมาก และสิวก็หายไปทั้งหมดจริง ๆ (กระทุ้งออกมาก่อนนะคะ แต่กินต่อเนื่อง มันหายจริง แต่ต้องดูแลสุขภาพตามสิ่งที่สอนไว้ในนี้ไปด้วยนะคะ https://shiningbeam.org/siwsecretonlinecourse/ อย่าไปรับพิษใหม่เข้าไป มันจะช้า)

แต่มันมาเริ่มหลังจากที่พี่แม็คทำคลิปนี้ออกไป เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2563 https://www.facebook.com/mackitch9/videos/741449739939529/ เป็นคลิปการสาธิตว่า เซเลอรี่นาโน กับ น้ำสกัดเซเลอรี่สด ๆ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างค่ะ

ซึ่งวันนั้นเรา 4 คน พ่อ แม่ ลูก ได้กินน้ำเซเลอรี่กันแบบเยอะมาก ส่วนที่สกัดออกมาผสมแอปเปิ้ลเขียว ก็อร่อยมาก ลูก ๆ กินเยอะเลย และส่วนที่เป็นน้ำผงเซเลอรี่นาโน บีมก็กินเข้าไปอีก หลังจากที่กินไปแล้ว 500 มล. ตอนเช้า!!!

บีมสังเกตว่า ทั้งพี่แม็คและน้องแคนดี้ มีอาการกระทุ้งพิษ น้องแคนดี้มีสิวขึ้นกลางหน้าผาก 1 เม็ดใหญ่ ๆ และมีอาการปวดท้องอยากถ่าย ตามภาพด้านล่างนี้เลยค่ะ ซึ่งเป็นวันเวลาจริงของการถ่ายรูป (พอดีมีสินค้ามาใหม่ เป็นเจลสิว เลยให้น้องใช้เลยและเก็บรีวิวค่า ดีจริง :))

This image has an empty alt attribute; its file name is 107665565_307908027012949_2145773597181628376_o.jpg

ช่วงวันที่ 6 – 12 ก.ค. 63 น้องแคนดี้น่าจะไม่ได้กินเซเลอรี่แล้ว หรืออาจจะกินอยู่บ้าง แต่ไม่มาก อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ เพราะ เขาจะเดินไปชงกินเอง ซึ่งเขาชอบผักอีกสูตรมากกว่า

ส่วนพี่แม็ค น่าจะยังกินอยู่ค่ะ แต่ไม่รู้ว่ากินเพียวหรือผสมอย่างอื่นไหม เพราะถ้าตามสูตรเขาเลย ต้องกินเพียว ๆ เลยค่ะ เว้นระยะ 20-30 นาที ถึงจะกินอย่างอื่นได้

ส่วนบีม กินเพียว กินเป็นอย่างแรกของวัน (ยกเว้นน้ำเปล่าอุ่นๆ ที่จะดื่มหลังตื่นนอนเป็นปกติ แต่บางวันก็ทดลองกินน้ำเซเลอรี่นาโนไปเลย ไม่ได้ดื่มน้ำเปล่าค่ะ รู้สึกว่า ได้ดื่มน้ำเปล่าอุ่น ๆ จะช่วยขับถ่ายได้มากกว่า) และกินในสัดส่วน 2 ช้อนตวง (เท่ากับเซเลอรี่ 160 กรัม) กับน้ำ 500 มล. (กระบอกน้ำมีตัวเลขค่ะ)

ช่วงประมาณวันที่ 6-12 ก.ค. บีมรู้สึกว่า เหมือนจะปวดท้องตลอดเวลา อาการคล้าย ๆ เหมือนมีกรดในกระเพาะ ไม่สบายท้องเลยค่ะ บีมพยายามกินอะไรที่น่าจะช่วยแก้อาการในกลุ่มแผลในกระเพาะ เช่น กระเจี๊ยบเขียว ฟักทอง … แต่มันกลับยิ่งทำให้รู้สึกอยากถ่ายมากขึ้น ความรู้สึกเหมือนกับว่า ท้องไส้เราพยายามจะกำจัดอะไรออกอยู่ตลอดเวลา

แล้วบีมก็เลยเข้าไปดูข้อมูลใน YouTube ก็ไปเจอคลิปผู้หญิงคนหนึ่ง เล่าว่าทำไมเธอเลิกกินน้ำเซเลอรี่

เธอบอกว่า … หลังจากสิวหายแล้ว เธอก็ไม่ได้กินต่ออีก เพราะ ไม่สะดวกเรื่องงบประมาณ เวลา ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาดของเซเลอรี่ และ รู้สึกว่าท้อง sensitive กับอาหารที่กินมากขึ้น

บีมก็ไม่ได้ค้นข้อมูลอะไรเพิ่ม แต่ก็สังเกตว่า เออ…นั่นสิ กินอะไรก็อยากถ่ายออก หรือมันจะไม่โอเคจริง ๆ นะ…

ก็เลยลองหยุดกินค่ะ พี่แม็คหยุดก่อน แล้วอาการเขาดีขึ้น บีมเลยลองหยุดบ้าง มันก็ดีขึ้น แต่ไม่หาย…

บีมก็เลยมาอ่านของคุณ Anthony William อีกรอบที่เว็บของเขาเลย https://www.medicalmedium.com/medical-medium-celery-juice-movement.htm บีมก็ได้คำอธิบายที่รู้สึกว่า ต้องลองกลับไปกินใหม่อีกรอบดู เพราะ มันอาจจะเป็น healing crisis (ภาวะกระทุ้งพิษ) ก็ได้

บีมก็กลับมาเริ่มกินได้สัก 2 วัน (16-17 ก.ค.) โดยเริ่มต้นที่ 1 ช้อนตวง กับ น้ำ 500 มล. คือ ความเข้มข้นมันเบาลงเท่านึง หลังจากนั้นก็เว้นช่วงแล้วกิน FB5 ปรากฏว่า เฮ้ย อาการมันหายไป! ก็บอกพี่แม็คว่า ต้องกลับมากินนะ จะได้ขับอะไรที่ค้างในกระบวนการอยู่ออกให้หมด คือ ต้องยอมให้พิษมันออก แล้วกินต่อจนกว่าอาการทั้งหมดจะหายไป

บีมก็เลยกลับมากิน โดยกินแค่เวลาเดียวในสัดส่วนที่ 1 ช้อนตวงก่อนค่ะ (ตอนแรกที่เริ่มคือ 2 ช้อนตวง) แล้วเดี๋ยวถ้ามันโอเค ก็ค่อยเพิ่มโดสเข้าไป วันนี้คือ เช้าวันที่ 3 ของการกลับมากิน (เสาร์ที่ 8 ก.ค. 2563) โดยจะดื่มน้ำอุ่นเป็นแก้วแรกก่อน จากนั้นพอขับถ่ายออกแล้ว ก็ค่อยมาดื่มเซเลอรี่ค่ะ

และพอดีว่า ได้ดูคลิปที่แปะลิงค์ไว้ให้ตั้งแต่ต้นจบแล้ว ความมั่นใจก็กลับมาแล้วเพราะได้ข้อมูลเพิ่ม ประกอบกับอาการที่เป็นค้างอยู่เป็นสัปดาห์ก็หายไป (ช่วงที่หยุดกินแล้วพยายามกินผักอื่น ๆ เพื่อรักษาอาการที่เหมือนแผลในกระเพาะ มันไม่เวิร์คค่ะ มันต้องกินเซเลอรี่ต่อ ถึงหาย)

ในช่วงท้ายนี้ เลยขอสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ทดลองของตัวเอง จากการกินน้ำเซเลอรี่นาโนมาได้เกือบ 1 เดือน และ จากคลิปสัมภาษณ์คุณ Anthony นะคะ ซึ่งบีมจับมาเฉพาะในส่วนที่ตกผลึกส่วนตัวและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาสิวเพิ่มเติมค่ะ

สรุปจากประสบการณ์ของตัวเอง

  • ใครที่พึ่งเริ่มต้นในการใช้เซเลอรี่นาโน แนะนำให้ลองที่สัดส่วน 1 ช้อนตวงกับน้ำ 500 มล. ดูก่อนค่ะ ร่างกายจะได้ค่อย ๆ ปรับตัวก่อน (บีมเริ่มที่ 2 ช้อนตวงต่อน้ำ 500 มล.) เพราะ ร่างกายบีมและพี่แม็ค เคยผ่านการล้างพิษมาก่อน แต่บีมจะกินอะไรที่คลีนกว่าเขา เขาจะมีอาการกระทุ้งพิษที่มากกว่าบีมค่ะ
  • บีมเริ่มที่ 4 เวลาต่อวัน (เช้า ก่อนเที่ยง บ่ายแก่ ๆ และก่อนนอน) เลยได้ผลเร็ว … แต่สำหรับคนที่เริ่มต้น บีมแนะนำให้กินแค่ตอนเช้า ท้องว่าง ซึ่งปกติบีมจะกินหลังตื่นนอน บีมเป็นคนตื่นเร็ว บางทีก็ตี 4 บางทีก็ตี 5 บีมเลยจะได้ดื่มเซเลอรี่ก่อน 6 โมงเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าใครที่ไม่ได้ตื่นเวลานี้ ก็ให้กินช่วงประมาณ 6.00 – 8.00 น. ได้อยู่ค่ะ
  • ไม่ว่าจะเกิดอาการอะไรขึ้น ขอให้ทานต่อไป เพื่อให้เขาล้างเชื้อโรคจากตับออกให้หมด เพราะ ถ้าตับสุขภาพดี อาการต่าง ๆ จะหายไปเองค่ะ
  • สำคัญมากกกกก ที่ผู้สนใจ ควรทำความเข้าใจเรื่องภาวะกระทุ้งพิษ Healing Crisis ให้ดี บีมได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ในคลิปนี้ค่ะ แนะนำให้ดูก่อนคิดจะเริ่มกินเซเลอรี่เพื่อรักษาสิว ติวพิเศษ 3 เรื่อง : ข้อสรุปเรื่องล้างตับด้วยน้ำผงผักเซเลอรี่ / ปรับ mindset สิวขับพิษ / วิธีรับมือ https://youtu.be/LNEbpE_3SAo
  • สำหรับบีม … สิวหายจริง รู้สึกตับสะอาดจริง และบีมจะกินต่อไปเรื่อย ๆ เพราะมันง่ายและได้ผลจริงๆ
  • แต่…ขอเน้นย้ำตัวโต ๆ เลยว่า ใครที่คิดจะทานสูตรนี้เพื่อรักษาสิว ต้องเข้าใจกระบวนการธรรมชาติบำบัด พลังงานบำบัด ภาวะกระทุ้งพิษ ให้ดีก่อนนะคะ เพราะ ถ้าคิดจะทำแล้ว ต้องไปให้สุด จึงจะหายขาดจากสิวได้จริง ๆ และในกระบวนการบำบัด หลายคนจะไม่คุ้นเคย รู้สึกแย่เหมือนป่วย แต่จริง ๆแล้ว ร่างกายกำลังซ่อมตัวเอง ถ้าดูแลไม่ถูกวิธี กินน้ำเซเลอรี่แล้วยังมีพฤติกรรมทำลายสุขภาพ อันนี้ไม่เป็นผลดีแน่นอนค่ะ มันต้องปรับทั้งหมดเลย ถ้าคิดจะกินจริง ๆ
  • ถ้าไม่ศึกษาข้อมูล อย่าทำก่อนค่ะ … เพราะถ้าทำอย่างไม่เข้าใจ จะเป็นผลเสียต่อผู้ทำมากกว่า เนื่องจากเขาล้างพิษให้เราค่อนข้างลึก ดังนั้น ต้องรู้วิธีเตรียมกาย เตรียมใจ ซึ่งบีมสรุปและเรียบเรียงไว้หมดแล้วในหนังสือและคอร์สสิวซีเคร็ตค่ะ เป็นพื้นฐานที่ครบสมบูรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสิวแนวทางธรรมชาติให้หลุดจากวงจรสิวด้วยแนวธรรมชาติได้ตลอดไปที่ต้องเรียนรู้และทำไปตามขั้นตอน เมื่อใช้ผักผงและผลิตภัณฑ์ในร้านสิวซีเคร็ตร่วมด้วยจึงจะได้ผลดีค่ะ

สรุปสิ่งที่ได้จากคลิปคุณ William Anthony (เขาให้ความรู้ดี ๆ เยอะมาก แต่บีมขอสรุปที่บีมรู้สึกว่าผู้ติดตามสิวซีเคร็ตน่าจะสนใจเป็นพิเศษนะคะ)

  • เซเลอรี่เป็นสมุนไพร ไม่ใช่แค่ผัก ดังนั้นเขาจึงมีสรรพคุณในการบำบัดเยียวยารักษาโรคดังเช่นสมุนไพรอื่น ๆ
  • ที่ต้องเป็นเซเลอรี่ เพราะ เขาได้ยินเสียงที่บอกเขามาตั้งแต่ 4 ขวบ ซึ่งทุกคนที่ป่วย เขาจะแนะนำให้กินน้ำสกัดเซเลอรี่ ซึ่งทุกคนหายจากโรคอย่างสิ้นเชิง ประจักษ์ชัดแก่สายตาของเขา
  • การที่เซเลอรี่ได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์บางส่วน อาจด้วยเหตุผลที่ เซเลอรี่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและได้ผลจริง ซึ่งได้ผลกับคนมากมายมาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะดัง ไม่ใช่การสร้างกระแส แต่เป็นการหายจากโรคจริง ๆ ที่คนได้รับผลลัพธ์จริง ๆ เป็นพายุแห่งผลลัพธ์จริงก้อนใหญ่ก่อนที่เขาจะนำเรื่องนี้เผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งแน่นอนว่า อาจไปขัดผลประโยชน์ของผู้คนในวงการสุขภาพมากมายหลายกลุ่ม
  • ในเซเลอรี่มีกลุ่มของเกลือชนิดพิเศษที่นักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ค้นพบ และคาดเดาว่า น่าจะเป็นสารอาหารอื่นๆ ที่ถูกค้นพบแล้วมากกว่าที่มันช่วยบำบัดอาการต่าง ๆ ให้หายไปได้
  • แต่คำถามคือ ว่า ผักอื่น ๆ ก็มีสารอาหารที่พวกเขาพูดถึง แต่ทำไมไม่มีอะไรที่ให้ผลลัพธ์ได้เท่าเซเลอรี่เลย?
  • และไม่ว่าคุณจะมีความเชื่อในการกินรูปแบบไหนก็ตาม วีแกน มังสวัรัติ พาลีโอ คีโต ฯลฯ การที่เพิ่มน้ำสกัดเซเลอรี่และกินอย่างถูกวิธีตามที่เขาแนะนำเข้าไป จะช่วยทำให้ “ได้ผลลัพธ์” ที่ต้องการแน่นอน
  • เพราะน้ำสกัดเซเลอรี่ ช่วย “ทำลายกำแพงสุดท้าย” ที่ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์นั่นเอง
  • กินสกัดสดเท่านั้น ห้ามกินแบบผ่านความร้อนมาแล้ว หรือห้ามกินผสมอะไรอื่นใด
  • สำคัญที่สุด คือ กลุ่มเกลือนี้ เข้าไปทำงานหลายอย่างในระบบร่างกาย ที่สำคัญ คือ ไปฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ในตับ ถุงน้ำดี ซึ่งตับเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ซึ่งคนที่ป่วย ก็คือ ตับป่วย ตับป่วยก็คือมีเชื้อโรคเยอะ เมื่อเกลือในเซเลอรี่เข้าไปฆ่าเชื้อต่าง ๆ และทำลายพิษในตับแล้ว อาการไม่สบายก็หายไป ง่าย ๆ เท่านี้เอง
  • และเมื่อตับมีสุขภาพดี เขาจะสามารถฟื้นฟูระบบการเก็บและใช้พลังงานในรูปแบบไกลโคเจนและกลูโคสในกระแสเลือดให้เป็นปกติ ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติ ไม่เกิดความอยากกินของหวาน เค้ก เบเกอรี่ น้ำตาล อีกต่อไป ความรู้สึกอยากเสพย์ของพวกนี้จะหายไปเอง
  • นอกจากนี้ เกลือกลุ่มนี้ ยังเข้าไปปรับสมดุลปริมาณกรดเกลือในกระเพาะอาหาร ให้สามารถย่อยโปรตีนที่ตกค้างได้ หรือโปรตีนที่ทานเข้าไปใหม่ได้ ทำให้ไม่มีของบูดเน่าจากอาหารกลุ่มโปรตีนเหลือตกค้าง
  • กลุ่มเกลือนี้ ยังไปเพิ่มอิิเลคโตรไลท์ในปริมาณที่เพียงพอ ที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทกลับมาทำงานเป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยให้สมอง ระบบประสาท ทำงานมีประสิทธิภาพ ระบบร่างกายจึงกลับมาเป็นปกติ
  • นอกจากนี้ เขายังช่วยให้ สมองโล่ง เคลียร์ จะทำให้มีโฟกัสชัดเจนขึ้น จะรู้ว่าชีวิตจะต้องไปอย่างไร คือ มันได้มากกว่าสุขภาพ แต่คือเปลี่ยนชีวิตของคุณแน่นอน
  • ไม่ว่าคุณจะกินสายไหน เชื่ออย่างไร สิ่งที่คุณต้องทำเหมือนกัน คือ ผมแนะนำให้ “เลิกกินไข่” เพราะ มันเป็นอาหารของเชื้อโรค (อันนี้ตรงกับข้อมูลหมอจันทร์ แห่งเมืองพาน จ.เชียงรายค่ะ บีมเคยไปพบท่านมาเมื่อหลายปีก่อน เพราะสนใจสมุนไพรของท่าน หมอจันทร์ท่านเป็น อจ.แพทย์แผนไทยที่รักษามะเร็งให้ชาวบ้านหาย อจ.บอกว่า ห้ามกินไข่เลย คนเป็นมะเร็งนี่นะ ไข่เป็นอาหารของมะเร็ง)
  • น้ำสกัดแตงกวา (cucumber juice) สามารถนำมาดื่มช่วงที่หาเซเลอรี่ไม่ได้ แต่มันทำงานเหมือนเซเลอรี่ไม่ได้ แต่อย่างน้อย การดื่มน้ำสกัดแตงกวา จะช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้น เต็มไปด้วยน้ำ ซึ่งการที่ร่างกายชุ่มน้ำ ก็จะช่วยให้เขาสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ ขับล้างสารพิษออกได้ดีขึ้น แต่จำไว้ว่า มันทำงานเหมือนเซเลอรี่ไม่ได้ (สำหรับลูกค้าสิวซีเคร็ต ตัวที่ช่วยในส่วนนี้ได้คือ หน่อไม้ฝรั่งค่ะ ชุ่มชื้นเต็มๆ)
  • และสุดท้ายที่บีมชอบมาก คือ ร่างกายเขาไม่เคยต่อต้านคุณนะ ร่างกายเขาไม่เคยทำร้ายคุณ ไม่เคยต่อสู้กับคุณเอง เขารักคุณเท่านั้น … ดังนั้น การที่เราคิดหรือรู้สึกกับร่างกายนั้นสำคัญมาก ๆ มันจะส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ขอให้ปรับวิธีคิด วิธีรู้สึกตรงนี้เสียใหม่ เพราะมันสำคัญมากจริง ๆ สำหรับวิธีที่คุณสื่อสารกับร่างกาย

ถึงตรงนี้… บีมตกผลึกเลยค่ะว่า ผู้คนในสมัยนี้ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาสิว จะมีความรู้สึก “ต่อต้านร่างกายตัวเอง” คือ ขอโทษนะคะ ภาษาดิบ ๆ คือ “มึงจะเป็นทำไมวะสิวเนี่ย กูทรมานจะตายอยู่แล้ว ยังจะขึ้นมาอยู่ได้” อันนี้ภาษาจิตใต้สำนึกเลยค่ะ ที่ทุกคนที่มีปัญหาสิวหรือสุขภาพ คงจะไม่ปฏิเสธ ถ้าได้ลองอยู่เงียบ ๆ แล้วฟังเสียงข้างในเมื่อระลึกถึงเรื่องสิวหรือสุขภาพตัวเอง

เราพยายามเหลือเกินที่จะ “กำจัด” “ต่อต้าน” และ “กล่าวหาร่างกาย” ตลอดเวลา…

พอเกิดภาวะกระทุ้งพิษ ร่างกายพยายามขับออกให้ ก็ไปรู้สึกไม่พอใจ รู้สึกไม่ดี อยากจะกดมันเอาไว้

ร่างกายรักเรามากนะคะ … ขอให้ปรับวิธีคิด วิธีรู้สึกเสียใหม่ ไปเป็น “ขอบคุณ” แทนค่ะ มันจะเปลี่ยนคลื่นพลังงาน จากเกลียดเป็นรัก … แล้วความรักนี้แหละ ที่จะเยียวยารักษาทุกอย่างได้ ซึ่งชัดเจนมากในวิธีคิดและวิธีทำของแม่ชีศันสนีย์ที่รับมือกับมะเร็งจนหายดีค่ะ อยากให้ดูจนจบเช่นกัน แล้วนำมาใช้กันค่ะ

สุดท้ายนี้ … บีมได้ถอยหนังสือ Celery Juice ของคุณ Anthony William มาอ่านแล้วค่ะ ซื้อจาก Kinokuniya เพราะบีมเชื่อว่า ตัวนี้แหละ คือ คำตอบสุดท้ายของสิวเรื้อรังจริง ๆ เพราะ คุณแอนโธนี่ ได้พูดถึง “สิว” เสมอในทุก ๆ ครั้งที่คนถามว่า น้ำสกัดเซเลอรี่มันช่วยรักษาอะไรได้บ้างจากประสบการณ์ของคุณ

บีมรู้ว่า การอ่านหนังสือเล่มนี้ จะทำให้บีมเข้าใจมันอย่างถูกต้อง และดูแลทุกคนที่กินน้ำสกัดเซเลอรี่หรือน้ำผักผงเซเลอรี่จนถึงฝั่งได้อย่างถูกต้อง

และบีมเองก็ยังไม่แน่ใจว่า น้ำเซเลอรี่นาโน จะให้ผลได้เหมือนกับ น้ำเซเลอรี่สกัดสด หรือไม่ เพราะ ยังไม่เคยทานแบบสกัดสดต่อเนื่องกันค่ะ แต่ผลลัพธ์ที่บีมได้รับจากการดื่มน้ำเซเลอรี่นาโนตามสูตรเดียวกับที่คุณแอนโธนี่อธิบายนั้น ชัดเจนเรื่อง สิวหาย ตาใส เล็บมีสีชมพู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะของตับที่แข็งแรงและสะอาดขึ้นค่ะ

ขอฝากทิ้งท้ายไว้นะคะว่า หากต้องการจะรักษาสิวให้หายขาดในแนวธรรมชาติจริง ๆ ต้องจัดเวลาศึกษาข้อมูลตามที่บีมได้เตรียมไว้ให้ให้ครบถ้วน และเตรียมกาย เตรียมใจ ที่จะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ อย่าแค่อยาก … เพราะ ปัญหาที่มันเรื้อรัง ต้องการความตั้งใจ ต้องการความรู้ที่ลึกซึ้ง ในการพาตัวเองเดินไป เพราะไม่มีใครจะทำให้คุณได้ นอกจากตัวคุณเองค่ะ …

วิธีการที่ถูกต้อง ได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว ขอเพียงแค่ จุ่มตัวเองลงมาให้มิด … แล้วไปให้สุดทาง

คุณก็จะได้มากกว่า “ผิวใสไร้สิว” แต่คือ “ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล” แน่นอน …

ขอส่งพลังให้ทุกคน มีพลังปฏิบัติ รักษาความหวัง รักษาวินัยได้จนถึงฝั่งนะคะ

ด้วยรัก

บีม…

โยคะหัวเราะ และ TRE : แก้ปัญหาชีวิตและสุขภาพได้ถึง “ราก” ถึง “โคน” พร้อมเสริมภูมิคุ้มกันได้แบบง่าย ๆ

ถ้าคุณได้พยายามเรียนรู้มาหลายอย่าง และทำมาหลายอย่างแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าชีวิตยังไม่เป็นไปตามที่หวัง ตั้งใจ ชีวิตยาก ลำบาก รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง หรือ ชีวิตก็ดีอยู่ แต่รู้สึกว่ายังไม่ถึงที่สุดที่ตัวเองต้องการจะเป็นได้ บีมแนะนำให้เปิดใจศึกษา 2 ศาสตร์ใหม่นี้ดูค่ะ คือ โยคะหัวเราะและ TRE เป็นเหมือนทางด่วนสู่ชีวิตที่สุขและสำเร็จในแบบฉบับตัวเอง และได้มากกว่าสุขภาพ คือ ได้มีชีวิตที่ง่าย สนุก มีความสุข และเติบโตจากภายในอย่างมีทิศทางชัดเจนเป็นของตัวเองได้จริง ๆ แล้วเดี๋ยวสุขภาพดีแบบยั่งยืน ชีวิตดี ๆแบบยั่งยืนจะตามมาเอง โดยไม่ต้องพยายามคิดบวกเลย เพราะเราจะกลายเป็นความบวกโดยธรรมชาติ

หลังจากที่บีมได้เรียนรู้ศาสตร์โยคะหัวเราะแบบจริงจังในคอร์ส ประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะนานาชาติ โดยครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง เมื่อ 8-11 มีนาคม 2562 ได้ฝึกปฏิบัติเรื่อยมา และเรียนซ้ำอีกครั้งเมื่อประมาณเดือนกันยายนที่ผ่านมา และมาเรียนรู้ศาสตร์ TRE (Tension & Trauma Releasing Excercise) กับสถาบัน Freedom Within โดยโค้ช Lori Ann TRE Certified Coach และ คุณ Yahya Bey โดยเข้าคอร์ส Immersive TRE เมื่อวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา และได้นำมาฝึกปฏิบัติกับตัวเองอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทำให้บีมเข้าใจทั้ง 2 ศาสตร์นี้มากขึ้น และบีมมั่นใจว่า ใครก็ตามที่ได้ฝึกทั้งสองอย่างนี้ไปควบคู่กันแล้ว จะทำให้รับมือและสลายความเครียดได้ดีมาก ๆ และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเด็ก ๆ ที่มีความสุข ความอิสระ สดใสร่าเริง และใช้ชีวิตได้ในแบบที่ตัวเองต้องการจริง ๆ ได้ในที่สุดค่ะ โดยไม่อยู่ภายใต้กรอบของสังคมและความคาดหวังที่น่าอึดอัดอีกต่อไป เราจะกลายเป็นคนที่รักและเคารพตัวเองมากขึ้น รักและเคารพผู้อื่นมากขึ้น สันติสุขจะเกิดขึ้นในตัวเรา และเราจะเป็นพลังงานดี ๆ ส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ โดยไม่ต้องพยายามไปเปลี่ยนแปลงโลก แต่ผู้คนรอบ ๆ ตัวเราจะเปลี่ยนไปตามเราเอง

บีมเคยเขียนเกี่ยวกับโยคะหัวเราะ และ TRE ไว้แบบละเอียดมากแล้วนะคะ สามารถคลิกที่ลิงค์ที่เชื่อมไว้ให้ในย่อหน้าแรกได้เลยค่ะ เพื่อเข้าไปอ่านว่า บีมได้เรียนรู้อะไรจากคอร์สมาแล้วบ้าง

ในบทความนี้ ขออนุญาตเขียนสิ่งที่ “ตกผลึก” เพิ่มเติมล่าสุด ว่า 2 ศาสตร์นี้ จะช่วยเหลือทุก ๆ คนที่ต้องเผชิญกับความเครียดและวิธีอื่น ๆ เช่น นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย นวดตัว ฯลฯ ซึ่งสามารถช่วยให้สบายใจได้เพียงชั่วคราว แต่สักพัก ก็จะรู้สึกว่า ยังคงมีความเครียดนั้น ๆ วนเวียนอยู่ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติหรือมีประสิทธิภาพสูง (สำหรับระดับของความเครียดในตัวเราเอง แนะนำให้อ่านบทความ TRE ค่ะ ความเครียดจะมี 5 รูปแบบ ไปทำความเข้าใจกับมัน จะได้รับมือได้ถูกต้องค่ะ)

ขอสรุปเกี่ยวกับความเครียดและกลไกกำจัดความเครียดของร่างกายอีกครั้ง

โดยปกติแล้ว เมื่อเราเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งสารเคมีออกมา ตัวหลัก ๆ ที่มักมีการพูดถึงกันก็คือ อะดรินาลีน และ คอร์ติซอล แต่จริง ๆ แล้วมีมากกว่านี้ รวม ๆ แล้วประมาณ 50 ชนิด (ตามคู่มือของคอร์ส Immersive TRE) เป็นสารที่จำเป็นต้องใช้เมื่อร่างกายกำลังเผชิญสถานการณ์เครียด เพื่อให้เอาตัวรอดได้ตามสัญชาตญาณธรรมชาติ

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ร่างกายจะมีกลไกการกำจัดออกตามธรรมชาติ คือ การสั่น เหมือนที่เด็ก ๆ จะร้องไห้แล้วดีดขาไปมา เพื่อสลายความเครียด (หิว ง่วง ไม่สบอารมณ์) แต่สังคมมนุษย์ไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น เพราะ มันดูไม่ดี ไม่เหมาะสม กลไกนี้จึงหยุดทำงานเรื่อยมาเมื่อเราเติบโตขึ้น

ทำให้มนุษย์มีสุขภาพอ่อนแอจากความเครียดสะสม เพราะร่างกายไม่สามารถใช้กลไกนี้กำจัดออกได้ เป็นร่างกายที่ “สะสมอารมณ์เครียด อารมณ์ลบที่ผูกกับสถานการณ์ และสารเครียด” แม้สถานการณ์นั้นจะผ่านไปนานแล้วเพียงใดก็ตาม

มีงานวิจัยชิ้นใหม่ ๆ ล่าสุด สนับสนุนข้อมูลนี้ว่า โรคภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นโรคที่สาเหตุไม่ได้ สัมพันธ์กับความเครียดในวัยเด็ก เด็กที่มีปัญหาพ่อแม่ไม่รักกัน ครอบครัวแตกแยก ใช้ความรุนแรง ถูกกระทำทางเพศ ฯลฯ มีโอกาสที่จะเป็นโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ เป็นรุนแรง เรื้อรัง และมีโอกาสเสียชีวิตเร็วขึ้น สุขภาพจะอ่อนแอกว่าคนที่เติบโตมาในท่ามกลางสภาพแวดล้อมของความรักและความอบอุ่น (ปัญหาหลักของมนุษย์ยุคนี้ คือ เครียด และ ขาดความรักความเมตตา เท่านั้นเองค่ะ และไม่รู้วิธีจัดการหรือระบายออกที่ได้ผลจริง)

นวัตกรรมโยคะหัวเราะ จะทำงานโดยตรงกับ “ระบบสารเคมีในร่างกาย” และ “จิตใต้สำนึก” ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยการสะกดจิตเลย

การทำงานของโยคะหัวเราะต่อระบบสารเคมีในร่างกาย

เมื่อเราฝึกโยคะหัวเราะ สิ่งที่จะได้รับหลัก ๆ มีดังนี้

  1. การสร้างสารแห่งความสุขขึ้นมา และเป็นสารที่สลายความเครียดได้ในทันที เหมือนเป็นการเอาบวกมาหักล้างลบ ก็จะทำให้สารเคมีเข้าสู่สมดุล สารพิษหายไป สารสุขกลับมาหล่อเลี้ยงร่างกายแทนที่ ก็เหมือนทำให้ระบบเลือดของเรา เต็มไปด้วยสารแห่งความสุขนั่นเอง เซลล์จึงมีความสุขและสุขภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบต่อมไร้ท่อที่เกี่ยวกับการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ ก็จะทำงานเป็นปกติ ทำให้สุขภาพดีขึ้น กินอาหารได้อร่อยขึ้น นอนหลับดีขึ้น มองโลกบวกโดยไม่ต้องพยายามคิดบวก เป็นคนบวกโดยธรรมชาติ เพราะ สารสุขมันหล่อเลี้ยงทุกอณูไปแล้ว เป็นกระแสธรรมชาติของเราไปแล้วนั่นเอง
  2. ดีท็อกซ์จิตใต้สำนึกและกำจัดอารมณ์ลบได้ทันที จากการทดลองของบีมพบว่า การหัวเราะในบางท่า เช่น Aloooo Haaa ท่านี้ สุดท้ายจะลงไปหัวเราะกับหมอน การหัวเราะขณะอยู่ในท่านี้จะทำให้สิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกถูกขับออกมาอย่างเด่นชัด เมื่อแรก ๆ ที่บีมฝึก บีมร้องไห้ออกมาด้วย โดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งภายหลังพบว่า เพื่อน ๆ ที่ได้ลองฝึกช่วงแรก ๆ เมื่อทำท่านี้ จะเป็นแบบนี้ทุกคน ซึ่งถ้าเราทำครบกระบวนการ จะมีวิธีปิดการฝึกด้วยการ Grounding ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกโล่งสบายได้ในทันที เป็นการดีท็อกซ์จิตที่ง่ายและได้ผลจริง เพียงฝึกวันละ 10-15 นาทีต่อวันในช่วงเช้าหลังตื่นนอนเท่าน้ันค่ะ แต่ควรทำทุกวัน จะเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดีมาก ๆ พลังบวกมาเต็ม เหมือนได้ชาร์ตพลังบวกให้ตัวเองไปใช้ได้ตลอดวัน มีภูมิต้านทานกับสิ่งต่าง ๆ ในระดับจิตได้ดีขึ้น บุคลิกภาพมั่นคงแข็งแรงขึ้น สดใสขึ้น ผู้คนอยากจะเข้าใกล้และมอบอะไรดี ๆ ให้มากขึ้น (ด้วยพลังบวกที่เราส่งออกไปตามธรรมชาติอย่างไม่รู้ตัว เพราะมันเป็นกระแสของเราไปแล้ว) ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดกับชีวิตบีมจริง ๆ แตกต่างอย่างมาก ระหว่างชีวิตก่อนฝึก ซึ่งทุกอย่างจะยาก แม้ว่าเราจะคิดดีกับคนอื่น แต่พลังในตัวเรา ทำให้ทุกอย่างมันยาก ก็ทำให้ชีวิตยากไปด้วยค่ะ แต่พอพลังเราดี ด้วยการดีท็อกซ์อารมณ์ตกค้างในจิตใต้สำนึกแบบนี้เป็นประจำ ก็จะทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้นจริงค่ะ
  3. สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง เพราะในสภาวะที่เราหัวเราะนั้น จิตเราจะโล่ง ไม่มีความคิดอยู่เลย เป็นสภาวะที่เปิดสู่จิตใต้สำนึกโดยตรง เราสามารถใช้โอกาสนี้ในการโปรแกรมสมองใหม่ได้ เป็นสิ่งที่ให้ผลเหมือนกับ NLP แต่วิธีเข้าถึงจิตใต้สำนึกนั้นง่ายกว่า เร็วกว่า และได้ผลยั่งยืนกว่า เพราะมันไปล้างสารพิษขณะหัวเราะด้วย ทำให้ความรู้สึกลบ ๆ หายไปเร็ว และไม่มาต่อต้านโปรแกรมที่ใส่เข้าไปใหม่ค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ NLP ทั่วไปไม่ได้ทำจุดนี้ การฝึกโยคะหัวเราะ จะมีท่าที่สอนให้เราโปรแกรมตัวเองใหม่ เช่น ท่าตลับเมตร ที่จะกางแขนออกกว้าง ๆ เงยหน้าขึ้น แล้วหัวเราะดัง ๆ ท่านี้ให้พลังดีมาก ในการกลับมาเป็นตัวของตัวเอง ยอมรับตัวเอง ยิ้มให้ตัวเอง หัวเราะให้ตัวเองได้ อย่างไม่หลงตัวเองค่ะ หรือท่าที่ทำท่าชี้หน้าคนตรงหน้า ในอารมณ์ที่เราโกรธเขา แต่ให้หัวเราะออกมาแทน ซึ่งบีมได้นำเทคนิคนี้มาใช้กับหลาย ๆ เรื่องที่ทำให้อารมณ์เสียง่าย ก็ได้ผลดีขึ้นจริง เราอาจจะยังโกรธได้ แต่เราจะปล่อยมันง่ายมาก บางครั้ง เรารู้ตัวเลยและปล่อยทันที เหมือนเราหัวเราะใส่มันทันทีนั่นล่ะค่ะ เป็นผลมาจากการฝึกตรงนี้ เราสามารถฝึกได้กับทุกเรื่องที่เราอยากจะปล่อยวางมัน ไม่อยากเครียดกับมัน เพราะอารมณ์ลบและความเครียด ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลย ภูมิคุ้มกันชีวิตและการที่จะแก้ปัญหาและเดินต่อได้ เติบโตได้ เราต้องมีพลังบวกเท่านั้นค่ะ และพลังของเสียงหัวเราะ มันให้มากกว่าที่คุณคิดแน่นอน ต้องลองฝึกเองค่ะ คุณจะรู้…

นั่นคือ สิ่งที่บีมตกผลึกและได้รับจากการฝึกโยคะหัวเราะมาตลอดค่ะ ยังไม่นับส่วนที่ฝึกแล้วปิดท้ายการ “ฝึกขอบคุณ” นะคะ ไว้จะมาแบ่งปันกันอีกครั้งในอนาคตค่ะ ครั้งนี้ขอแบ่งปันในส่วนที่เข้าใจได้ง่าย ๆ ก่อน 3 ข้อสำหรับโยคะหัวเราะค่ะ ซึ่งเราก็รู้กันดีอยู่แล้วค่ะว่า แค่หัวเราะ ก็หายเครียดแล้ว

แต่ถ้าคนไม่เคยเรียนรู้และฝึกโยคะหัวเราะ จะยังคงหัวเราะแบบมีเงื่อนไข คือ ต้องรอบางสิ่งมาทำให้หัวเราะ แต่คนที่เรียนและฝึกโยคะหัวเราะ จะสามารถสร้างเสียงหัวเราะได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรออะไรค่ะ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้มีพลังกลับมาได้เร็ว เพราะ เรารู้สึกว่า เราไม่ต้องรออะไรที่จะทำให้เรามีความสุข เราจะเป็นคนที่มีความสุขง่ายขึ้น แม้ชีวิตจะต้องเผชิญอะไรอยู่ก็ตาม เราจะหัวเราะให้มันและเดินต่อไปได้ค่ะ เราจะไม่เลือกจบชีวิตตัวเองแน่นอน อันนี้การันตี (เพราะถ้าใครอ่านบทความเรื่องหนี้ของบีม จะเข้าใจค่ะว่าไม่ Strong จริง ๆ อาจไม่รอด เพราะ ก็มีแว่บเรื่องจบชีวิตอยู่เป็นบางครั้งก่อนจะฝึกโยคะหัวเราะ แต่พอฝึกแล้ว เจอสถานการณ์ที่ยากที่สุดจริง ๆ มันก็ผ่านไปได้ค่ะ เพราะเราปล่อยวางเร็ว ก็ตามนั้น…มันเป็นแบบนั้นค่ะ)

นอกจากนี้ การหัวเราะ คือ การสั่นและเขย่าตามธรรมชาติ เป็นหนึ่งกลไกที่ร่างกายกำจัดความเครียดออกค่ะ ซึ่งในเด็ก ๆ จะหัวเราะวันละ 300-400 ครั้ง ทำให้พวกเขาไม่มีความเครียดสะสม แต่ถ้าเด็กที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เครียด ก็จะทำให้พวกเขาเติบโตไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเองส่วนหนึ่ง และ ถ้าเด็กมีเพียงผู้ใหญ่ 1 คนที่รักและสนับสนุน แม้จะอยู่ท่ามกลางความโหดร้าย ความรักที่บริสุทธิ์จากผู้ใหญ่เพียง 1 คนก็เพียงพอให้เขาเติบโตอย่างเข้มแข็งไปได้ค่ะ

TRE นวัตกรรมการบริหารร่างกายที่ช่วย “ปลดปล่อยความเครียดฝังลึกและสะสมได้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ด้วยกระบวนการธรรมชาติ”

TRE จะทำงานกับระบบประสาทอัตโนมัติ และ สมองส่วนดึกดำบรรพ์ (ก้านสมอง) ซึ่งเป็นส่วนที่ร่างกายจะเก็บสะสมความเครียดเอาไว้ โดยตรง

TRE เป็นการบริหาร 7 ท่า ที่ทำง่าย กระบวนการง่าย แต่สามารถดีท็อกซ์ความเครียดได้ถึงรากเช่นกันค่ะ

บีมเองก็เป็นคนชอบออกกำลังกายมาแต่ไหนแต่ไร เป็นนักกีฬามาตั้งแต่สมัยเรียน เล่นทุกอย่าง และ เมื่อทำงานแล้ว ก็ยังชอบออกกำลังกายและไปซาวน่าหรือสตีมเป็นประจำถ้ามีโอกาสไปได้

ซึ่งการออกกำลังกาย ในตัวมันเอง ก็ช่วยให้มีพลังและความสุขได้จริง ๆ ค่ะ ยิ่งได้อบตัวแล้ว ก็ฟินและผ่อนคลาย

แต่…เมื่อฝึก TRE แล้ว บีมพบความแตกต่างจากการที่เราออกกำลังกายหรือใช้วิธีการผ่อนคลายความเครียดวิธีอื่น ๆ ทั่วไป คือ TRE มันถอนรากถอนโคนความเครียดสะสม โดยที่เราไม่ต้องพยายามไปคิดถึงมัน ไม่ต้องพยายามไปขุดคุ้ย ไม่ต้องพยายามไปแก้ปัญหามัน ซึ่งเวลาที่เราออกกำลังกาย เราจะได้สลายความเครียดที่พึ่งรับมาในปัจจุบันหรือไม่นานมานี้ได้ แต่พวกความรู้สึกผิด ความหลังฝังใจ มันไม่ออกไปไหน มันยังอยู่ และในเวลาที่เรารู้สึกดาวน์ หรือแย่ มันจะวนเวียนมาหาเราใหม่ และดึงให้เราจิตตกไปได้อยู่

นอกจากนี้ TRE จะทำให้เราเข้าสู่ความสงบและมีสติได้อย่างง่ายดายอีกด้วย โดยที่ไม่หลุดล่องลอยไปไหน เป็นสติที่ต้องรู้ตัวตลอดระยะเวลาการฝึก ซึ่งมันจะนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้ดีด้วย ซึ่งต่างจากการฝึกสมาธิของบีมที่ผ่านมา ที่ 80% นั้น จะเป็นการฝึกที่เราหลุดไปจากปัจจุบัน แต่เราหลงว่า มันคือความสงบภายใน จริง ๆ แล้วไม่ใช่ … การฝึกที่ถูกต้อง เราจะต้องอยู่ตรงนี้ รับรู้ทุกสิ่ง และมีความเบา ไม่มีตัวตน ซึ่ง TRE สอนให้เรามีตรงนี้ได้ด้วย ทั้งที่เขาเป็นวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ ไม่มีเรื่องจิตวิญญาณมาเกี่ยวข้องเลยในกระบวนการและการสอนค่ะ แต่ได้ผลเรื่องสติ ความสงบ เป็นปัจจุบัน ดีมาก ๆ

นอกจากก็ทำได้ง่าย แค่ 15 นาที และ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอแล้วค่ะ และจะทำให้เรามีความสงบ สมดุล ภายในเพิ่มขึ้น ซึ่งบีมทดลองไม่นั่งสมาธิมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ใช้กระบวนการของ โยคะหัวเราะ การฝึกขอบคุณ และการทำ TRE มาอย่างต่อเนื่อง ก็ได้รับผลลัพธ์ที่ดีกว่าการฝึกนั่งสมาธิและสวดมนต์แต่เพียงอย่างเดียวในมุมที่เราใช้ชีวิตกับความจริงได้ดีขึ้น อยู่กับโลกได้ดีขึ้น บวกมากขึ้น ไม่ใช่สงบและสุขแต่เพียงในช่วงปฏิบัติค่ะ แต่อยู่กับโลกไม่ได้เลยหรืออยู่แล้วก็ยังทรมานเหมือนเดิม แต่ถ้าคุณทำแนวที่ทำอยู่ แล้วได้ผลดีอยู่แล้ว ก็ทำต่อไปได้เลยค่ะ และอาจศึกษาและทดลองทำในศาสตร์ใหม่นี้เสริมเข้าไปดู เผื่อว่าผลลัพธ์อาจจะดีเกินกว่าที่คุณเคยคาดเอาไว้ 🙂

บีมมองว่า การฝึก 3 สิ่งนี้ โยคะหัวเราะ การฝึกขอบคุณ และการทำ TRE น่าจะให้ผลดีสำหรับคนที่รู้สึกว่าการฝึกทางศาสนามันอาจจะยากเกินไป ปฏิบัติไม่ได้จนเลิกไป วิธีที่บีมแนะนำนี้ก็ช่วยได้และให้ผลลัพธ์ดีมาก ๆ เช่นกันค่ะ เพราะในที่สุดแล้ว เราทุกคนเพียงแค่อยากมีชีวิตที่เบา สบาย มีความสุข วิธีไหนที่ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ทำลายคนอื่น ไม่ทำลายตัวเอง บีมว่า มันก็ใช้ได้หมด เมื่อเราสงบสุข คนอื่นก็สงบสุขค่ะ สังคมก็จะสงบสุข วิธีอะไรก็ได้ อย่าไปยึดติดค่ะ ผลลัพธ์คือสุขไปด้วยกันทั้งหมด ก็โอเคแล้ว

ประโยชน์ของ TRE ที่บีมได้รับจากการฝึกต่อเนื่อง และ “ตกผลึก”

  1. TRE จะช่วยให้เราปลดปล่อยความเครียดที่สะสมอยู่อย่างตรงไปตรงมาโดยให้ร่างกายจัดการสั่นออกเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากงานที่เราทำทุกวัน การได้ไปพบเจอคนแย่ ๆ สิ่งแย่ ๆ หรืออะไรก็ตามที่ไปเจอมาในแต่ละวัน แล้วเรารับมา รู้สึกเครียดอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งก่อนหน้าที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับ TRE โดยการลงคอร์ส บีมได้เคยฝึกมาบ้าง แต่ก็ยังใช้ไม่ค่อยเป็น แต่พอได้เข้าใจกระบวนการแล้ว และทดลองทำเองดูตามที่โค้ชแนะนำ บีมพบว่า ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตแต่ละวัน การทำงานสร้างความเครียดได้มากเลยค่ะ ถ้าเราต้องอยู่ในความเร่งรีบ ยิ่งไปกันใหญ่ ความคาดหวัง ความกดดัน … พอเรารับพวกนี้มา มันจะมาสะสมในระบบประสาทของเรา ทำให้ระบบประสาทตื่นตัว (ใครที่หลับยาก หลับไม่สนิท ก็คือมีปัญหานี้ล่ะค่ะ ความเครียดสะสมในระบบประสาท ทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายทำงานไม่ได้ ต้องตื่นตัวพร้อมหนีหรือสู้ตลอดเวลา) เมื่อบีมรู้สึกว่า เริ่มคิดลบ เริ่มหัวไม่โปร่ง คิดงานไม่ออก บีมจะทำ TRE สั่นเอาความเครียดออกจากระบบประสาท ซึ่งได้ผลดีมากกก มันหายเครียดได้เลยเมื่อครบ 15 นาทีของการทำแต่ละ session ค่ะ มันดีที่เราจัดการความเครียดได้ง่าย ๆ ที่บ้านเลย ไม่ต้องรอเวลาไปออกกำลังกาย ซึ่งก็มีเงื่อนไขมากมายที่ไม่ได้ไปเสียที (ใครมีลูกก็จะเจอปัญหาประมาณนี้เช่นกันค่ะ ยกเว้นมีคนช่วยดูแลลูกและลูกโตแล้ว ดูแลตัวเองได้แล้ว ก็จะไปออกกำลังกายพร้อมลูกได้)
  2. หายเครียดโดยไม่ต้องขุดคุ้ย พูดคุยปัญหา เพราะ ความเครียดและปัญหาที่ผูกกับความเครียดนั้น มันอยู่ในสมองส่วนก้านสมองค่ะ แต่การคิดแก้ปัญหา มันอยู่ในสมองส่วนหน้า (neo-cortex) ดังนั้น ถ้าเราไม่กำจัดความเครียดจากก้านสมองโดยตรง หรือไม่กำจัดความเจ็บปวดที่ฝังลึก เช่น ถูกล้อตอนเด็ก ๆ ปัญหาหย่าร้างของพ่อแม่ที่ส่งผลต่อจิตใจ การใช้ความรุนแรง ถูกละเมิดทางเพศ ฯลฯ ถ้าเราไม่กำจัดออกจากก้านสมอง มันก็จะอยู่แบบนั้น … การพูดคุย การให้คำปรึกษา อาจได้ผล แต่ต้องใช้ยาและใช้เวลานาน แต่ TRE คือ การเชื่อในร่างกายของเราว่าเขาซ่อมตัวเองได้เอง พลังชีวิตเราซ่อมได้เอง และแค่วางใจให้เขาจัดการเองค่ะ บีมชอบมาก ๆ มันง่ายและได้ผลจริง ๆ อารมณ์ที่ผูกกับความเจ็บปวดฝังลึกก็หายไปด้วย ซึ่งจะต้องทำไปเรื่อย ๆ ค่ะ มันก็จะค่อย ๆ ถูกกำจัดออกไปเอง
  3. ความสงบและผ่อนคลายระดับลึกหลังจบการสั่น จะมีช่วงที่เรียกว่า Intregrated ค่ะ เมื่อเราหยุดกระบวนการสั่นแล้ว เราจะต้องนอนนิ่ง ๆ หงายหรือคว่ำก็ได้ สัก 2 นาที โดยจะต้องประคองสติอยู่กับปัจจุบันให้ได้ (ทั้งกระบวนการก็ต้องประคองสติค่ะ) ในช่วงระหว่างนี้ เราจะรู้สึกได้เลยว่า “ผ่อนคลายของจริง” รู้สึกมีแรง มีพลัง ขึ้นมาเต็ม พร้อมจะไปต่อได้เลยค่ะ เขาเรียกว่า เป็น State of Balance คือ จุดสมดุลของตัวเราเอง ที่เราจะมีบุคลิกภาพที่สงบ มั่นคงด้วยภายในที่มั่นคงจริง ๆ มันต่างจากการถูกปลุกพลังจากคนอื่น … อันนั้นไม่ใช่พลังของเรา แต่นี่คือ เราจะรู้สึกเลยว่า เรามีพลังจากภายในออกมาเลย ไม่ต้องให้ใครมาปลุกพลัง แต่เราสามารถสร้างมันได้ด้วยตัวเองจากกระบวนการ TRE นี้ค่ะ และการที่เราได้ทำให้ระบบประสาทสมดุลแล้ว ระบบผ่อนคลายและระบบกระตุ้นทำงานเป็นปกติ ร่างกายจะหลับพักผ่อนยามค่ำคืนดีขึ้น และจะมีพลังเต็มที่ในการทำงานช่วงกลางวันมากขึ้น ทำให้มีความสุขในการใช้ชีวิตและสำเร็จในการทำงานเพิ่มขึ้นจริง ๆ

ใช้ร่วมกันได้ผลดีมากยิ่งขึ้น

บีมเรียนรู้และฝึกโยคะหัวเราะก่อน TRE ประมาณ 8 เดือน และ ก่อนหน้าเรียนคอร์ส TRE ก็มีฝึกมาบ้างแล้วประมาณ 3 ครั้ง

เมื่อได้เรียนรู้ทั้ง 2 ศาสตร์อย่างลึกซึ้ง และ ตกผลึกเกี่ยวกับ TRE มากขึ้นแล้วก็พบว่า มันเติมเต็มกันได้ดีมาก ๆ

ในส่วนที่ทั้งสองศาสตร์ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน ก็คือ ในส่วนของการ “กำจัดความเครียด” ให้ออกไปได้ในเวลาที่รวดเร็ว ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องรอไปใช้สถานที่ที่ไหน ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรมากเลย ตื่นเช้ามา ทำที่ห้องหรือบ้านได้เองเลย และใช้เวลาสั้นมาก ๆ และได้ผลดีเยี่ยมด้านการคลายเครียดและเพิ่มพลังให้จิตใจและร่างกาย และจะต้องใช้วิธีการ grounding พลังงาน คือ การทำพลังงานให้สงบลงในตอนท้ายเหมือนกัน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจกลับสู่จุดสมดุล พร้อมออกไปใช้ชีวิตอย่างมีพลัง มีสติ และภูมิคุ้มกันมากยิ่งขึ้น แก้ปัญหาต่าง ๆ ในทางบวกได้มากขึ้น

ส่วนที่เป็นจุดแข็งของแต่ละศาสตร์ (ที่เป็นสิ่งที่บีมสังเกตได้กับตัวเอง) คือ

  • โยคะหัวเราะ จะเด่นเรื่อง การดีท็อกซ์จิตใต้สำนึก การเปิดจิตใต้สำนึกเพื่อรีโปรแกรมตัวเองต่อเหตุการณ์ที่กระทบเชิงลบ การปล่อยวาง ถ้าได้หัวเราะเป็นกลุ่ม จะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ มนุษย์ได้ดีมาก ซึ่งนี่เป็นอาหารทางใจอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ค่ะ เพราะ การทำโยคะหัวเราะ จะเน้นการสบตาด้วย จะยิ่งทำให้รู้สึกเป็นสุขและอิ่มใจ ปลอดภัยมากขึ้น และทำให้เราหายใจได้เต็มปอดมากขึ้น สูบออกซิเจนและคายแก๊สพิษจากปอดได้มากขึ้นมาก ๆ
  • TRE จะเด่นเรื่อง การกำจัดความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึกหรือที่ถูกกระทบแรงมากจริง ๆ ที่โยคะหัวเราะอาจจะยังเอาไม่ออกในตอนนั้น หรือตอนที่เราหัวเราะไม่ออกจริง ๆ ใช้ TRE จัดการก่อนได้เพื่อให้เบาลง เพราะอารมณ์ที่ลึกและแรง มันฝังไปที่ก้านสมอง ต้องแก้ที่ระบบประสาทอัตโนมัติเท่านั้น โดยที่ให้ร่างกายจัดการเอง ไม่ต้องใช้ความคิด ไม่ต้องพูดคุยถึงมัน มันจะออกไปเองแบบอัตโนมัติได้เลยค่ะ และเข้าสู่จุดสมดุลได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามีพลังไปต่อได้เร็วขึ้น

ถ้าวันไหนทำร่วมกัน ทำ TRE ก่อนก็ได้ค่ะ แล้วค่อยมาทำโยคะหัวเราต่อ มันก็จะเบา ๆ ง่าย ๆ สบาย ๆ หัวเราะแบบเบา ๆ ได้มากขึ้น

ทั้ง 2 ศาสตร์ เป็นวิธีจัดการความเครียดที่ ทะลุทะลวง สั้น ง่าย เร็ว ทำได้เอง ประหยัดในระยะยาว สุขภาพดี ป้องกันความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังและโรคจิตทั้งปวง

ซึ่งโยคะหัวเราะเต็มที่และครบกระบวนการประมาณ 10-15 นาที ได้ผลลัพธ์เท่ากับการวิ่งบนสายพานประมาณ 30 นาที (อ้างอิงจากคู่มือประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะ จากมหาวิทยาลัยโยคะหัวเราะ ประเทศอินเดีย) และสามารถทำได้ทุกวันเพื่อเคลียร์อารมณ์ลบตกค้างในจิตใต้สำนึก ไม่ให้สะสมใหม่เพิ่มเติม

ส่วน TRE ก็ใช้เวลาเพียง session ละไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้น (สำหรับช่วงของการสั่น) ซึ่งเมื่อฝึกร่างกายไปสักพักแล้ว ระบบการสั่นจะสามารถกลับมาทำงานได้เอง โดยไม่ต้องทำท่าบริหาร 7 ท่าก่อน (ซึ่งตอนนี้บีมมาถึงจุดนี้แล้วค่ะ เชื่อว่าที่มาถึงจุดนี้ได้เร็ว เพราะได้ฝึกโยคะหัวเราะมาก่อนด้วย มันเคลียร์ไปแล้วระดับหนึ่ง) ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ ทำช่วงไหนก็ได้ค่ะ ที่รู้สึกเครียด จะตอนเช้า ก่อนนอน ได้หมด อยู่ที่เราเลยว่าอยากจะสั่นออกตอนไหน

ดังนั้น รวมทั้งหมด ก็ไม่เกิน 30 นาทีถ้าทำร่วมกัน บางวัน ก็สั้นกว่านี้ อยู่ที่ว่าวันก่อนหน้าหรือช่วงนั้น มีความเครียดมากน้อยเพียงใด ซึ่งบีมพบว่า ช่วยให้รู้สึกเบาสบายมาก ๆ ใกล้เคียงกับการได้ไปออกกำลังกายแบบพอดี ๆ (ไม่ฝืนตัวเอง ไม่หนักเกินไป) ประมาณ 30 นาทีเลยค่ะ

ถ้าวันที่ไม่มีการทำ TRE ก็จะหัวเราะ + ขอบคุณเป็นหลักค่ะ ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 15 นาที

สรุปส่งท้าย

โยคะหัวเราะ TRE และ grounding เป็นศาสตร์ใหม่ที่ในเมืองไทยยังไม่มีคนรู้จักมากนักค่ะ แต่เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมานานแล้ว และมีการวางหลักสูตรและการเรียนการสอน การ Certified อย่างเป็นระบบ

เหมาะสำหรับทุกคนที่กำลังซึมเศร้า เครียด หาทางออกไม่เจอ มืดมน สับสน หลงทาง และที่สำคัญคือ ใช้มาทุกวิธีแล้ว … เรียนมาหลายศาสตร์ … เรียนมาหลายโค้ชแล้ว ยังไม่ดีขึ้น หรือ ดีขึ้นชั่วคราว แล้วกลับไปเป็นอย่างเดิมอีก … ชีวิตไม่ไปไหน ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เมื่อได้เรียนและฝึกแล้ว จะกลับมามีพลังชีวิต มีทิศทาง บวกโดยธรรมชาติ แบบไม่ต้องคิด ไม่ต้องไปสะกดจิต สร้างพลังได้ด้วยตัวเองทุกวัน ประหยัดเงินค่าเรียนคอร์สมากมายเลยค่ะ จบ…

หรือปกติชีวิตก็ดีอยู่แล้ว แต่รู้สึกว่า ยังทำอะไรได้มากกว่านี้ อยากเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นดีที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บีมแนะนำเลยค่ะ รับรองว่า ทะลุตัวตนและออกแบบชีวิตได้ตามที่ตัวเองต้องการได้แน่นอน

หากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับ โยคะหัวเราะ และ TRE สามารถสอบถามทาง inbox ของเพจ สิวซีเคร็ตมิติใหม่ได้เลยนะคะ


ข้อมูลคอร์สของครูเก๋ วรารักษ์ และ TRE โดย คุณ Lori Ann สำหรับผู้สนใจ

26 – 28 ธ.ค. 62 คอร์สประกาศนีบัตรผู้นำโยคะหัวเราะ (โบนัส : ศาสตร์ซ่อมร่างแบบองค์รวมสไตล์ครูเก๋) https://www.facebook.com/KayMiracles/posts/3146232032084717?__tn__=K-R

11 – 12 ม.ค. 62 2-Day TRE® Immersive Workshop (อยากรู้ลึก รู้จริงและเอาไปทำได้เองที่บ้านแบบเข้าใจและต่อเนื่อง ต้องลงคอร์สนี้ค่ะ เป็นคอร์สที่บีมไปลงเรียนมานี่เอง) https://www.facebook.com/events/2258103490925722/

18 ม.ค. 62 Intro to TRE® Workshop (แนะนำพื้นฐานที่ควรรู้เกี่ยวกับ TRE ทั้งหมดใน 1 วัน) https://www.facebook.com/events/269193897358173/

สรุปความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ TRE ความเครียด และการจัดการระบบประสาทเพื่อให้สุขภาพกลับมาสมดุลแข็งแรง และสิวเรื้อรังหายถาวร

บีมรับใบประกาศนียบัตร “การเข้าร่วมอบรมคอร์ส TRE” จัดขึ้นโดย https://www.yourfreedomwithin.com โดยคุณ Lori Ann Arsenault และ คุณ​ Yahya Bey ที่โรงแรม Holiday Garden Hotel & Resort จ.เชียงใหม่ วันที่ 2-3 พ.ย. 2562

เกี่ยวกับ TRE

TRE ย่อมาจากคำว่า Tension & Trauma Releasing Exercise เป็นการออกกำลังกายที่จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทที่เป็นกลไกการ “สั่นออก” ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในมนุษย์ทุกคน เพื่อช่วยระบายความเครียดและพลังงานที่ก่อตัวในขณะที่เครียดออกไปจนร่างกายเข้าสู่สภาวะสมดุลตามปกติที่เรียกว่าภาวะ State of Balance หรือ Homeostasis เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงหรือความเครียดระลอกใหม่ที่จะเข้ามากระทบชีวิตต่อไป คิดค้นโดย ดร.เดวิด เบเซลลี่ (Dr.David Berceli) ที่เผยแพร่ไปแล้วกว่า 67 ประเทศทั่วโลก และมีคนมากกว่า 5 ล้านคนทั่วโลกที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ TRE

ความสำคัญของ TRE ต่อสุขภาพ

จริง ๆ แล้วมนุษย์เราใช้กลไกนี้ต้ังแต่เกิด ซึ่งเราจะเห็นทารกมักจะสั่นขาไปมา ประกอบกับการร้องไห้เมื่อรู้สึกเครียดหรือไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ และกลไกนี้จะยังคงทำงานอยู่จนกระทั่งเราเริ่มโตพอที่จะฟังภาษาและคำสั่งรู้เรื่อง และเราก็ถูกสั่งให้ “หยุดการสั่น” “การร้องไห้” เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นกลไกธรรมชาติในการระบายความเครียดทั้งปวงออกไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการ “สะสมความเครียด” ซึ่งกล้ามเนื้อที่ทำงานตรงต่อระบบการจัดการความเครียดนี้มีชื่อเรียกว่า “PSOAS” (อ่านว่า โซแอส) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ยึดกระดูกสันหลังส่วนเอวถึงโคนขา ตามภาพนี้ค่ะ

ภาพจาก https://naturalhealthcourses.com/2016/06/psoas-the-muscle-of-the-soul/

ซึ่งการฝึก TRE คือ การกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนนี้ให้กลับมาทำงานอีกครั้ง โดยจะมีท่าบริหารทั้งหมด 7 ท่าง่าย ๆ ด้วยกัน และการบริหารกล้ามเนื้อส่วนนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนล่างหรือก้านสมอง (Brain Stem) ซึ่งเป็นสมองส่วนดึกดำบรรพ์ที่สุดที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดและระบบประสาททั้งหมด โดยที่ไม่ต้องผ่านการคิด และ ความเจ็บปวดทั้งหลาย (trauma) ที่ประทับฝังอยู่ในจิตใจของเรา ก็ประทับอยู่ในสมองส่วนนี้นั่นเอง

กระบวนการที่เกี่ยวกับความอยู่รอดโดยที่ไม่ต้องผ่านการคิดได้แก่ การหายใจ การย่อยอาหาร การบีบเต้นของหัวใจ เป็นต้น

TRE จึงเป็นกระบวนการ “ปลดปล่อย” ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก ที่ต้องจัดการในระบบประสาทและที่ก้านสมองเท่านั้น

ซึ่งการไปแก้ที่สมองส่วนหน้า Neo-Cortex หรือสมองส่วนมนุษย์ที่เกี่ยวกับการคิด เหตุผล จินตนาการ และ สมองส่วนกลาง Limbic System ซึ่งเป็นสมองส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึก ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้

ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึกส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพ

เราได้เรียนรู้มาจากข้อมูลจำนวนมากแล้วว่า ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร ซึ่งจากข้อมูลระดับสากล แพทย์ทุกศาสตร์ที่แม้จะมีแนวทางที่แตกต่างกันไป ต่างลงความเห็นไปทางเดียวกันว่า “ความเครียดคือเพชรฆาตอันดับหนึ่งสำหรับผู้คนในยุคนี้” ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคเรื้อรังชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง มะเร็ง อัมพาตย์ ฯลฯ จนกระทั่งส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้าที่เป็นมากขึ้น การตัดขาดจากสังคม การเกิดอาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่รุนแรงและแปลกประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ เป็นต้น

แต่ในบทความนี้ บีมจะกล่าวเฉพาะเจาะจงถึงความเครียดที่ส่งผลให้เกิดสิวชนิดเรื้อรัง เพราะเมื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับ TRE แล้ว บีมจึงตกผลึกว่าความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกที่บีมมีส่งผลต่อสิวและผิวได้อย่างไร โดยบีมจะขอยกเคสของตัวเองเลยนะคะ ทุกคนจะได้เห็นภาพเข้าใจง่าย ทั้งความเครียดและความเจ็บปวดที่สะสมตลอดมา และ ระหว่างขั้นตอนการทำ TRE มันออกมาเป็นอย่างไร และเราจะต้องไปต่ออย่างไร

ความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกของบีม

บีมเริ่มรักษาสิวด้วยแนวธรรมชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 และสิวหายไปแล้วรอบนึง แต่ประมาณปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา การมีลูก 2 คน กับภาระงานและเงินที่มากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายสะสมสารเคมีจากความเครียดจำนวนมาก และ มาพบกับวิกฤติทางการเงินของครอบครัวอีกซ้ำเข้าไปอีกประมาณปี พ.ศ. 2557 และ พอหาทางออกยังไม่ได้ ก็เกิดความเครียดสะสมเข้าไปอีก โดยไม่ได้ระบายออกเลย และถูกซ้ำไปด้วยบาดแผลทางจิตใจอีกหลายอย่างที่เป็นผลมาจากกระทำจากฝ่ายเจ้าหนี้บางราย และรวมไปถึงการถูกปฏิเสธจากผู้คนมากมายหลังจากที่เราประสบปัญหาภาวะทางการเงิน ก็วนหลูบอยู่แบบนั้นเรื่อยมา จนกลายเป็นซึมเศร้าแบบไม่รู้ตัว (พึ่งมารู้ตอนหายแล้วนี่ล่ะค่ะ 555 เพราะไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับภาวะนี้ตอนที่มีข่าวดาราจบชีวิตตัวเองเพราะภาวะนี้ เลยกลายเป็นโชคดีเพราะเราไม่เคยกินยารักษาเลย และได้รับความรักเยียวยามาตลอด)

และยังมีร่วมกับภาวะความเครียดแบบหมดแรงสงสาร ซึ่งด้านล่างจะมีรายละเอียดค่ะ

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงเหตุการณ์สะเทือนใจในอดีตเก่า ๆ อีกมากมาย ซึ่งบีมได้เรียนรู้จากในคอร์ส TRE ว่า ความเครียดมีหลายระดับดังนี้ค่ะ

  1. ความเครียดฉับพลัน (acute stress) คือ เกิดจากความกดดัน ความคาดหวัง พบการเปลี่ยนแปลง จะเกิดแป๊บเดียว เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ก็หายไปได้
  2. บาดแผลทางใจ (trauma) มักจะเป็นเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุที่เคยเกิดกับเรา ของบีมจะเป็นแขนขวาหักจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้ม หรือ การที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ความรุนแรง คำหยาบคาย การด่าทอ การถูกล้อเลียน การถูกปฏิเสธอย่างรุนแรง การถูกกระทำทารุณทางเพศ การถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ การประสบภัยพิบัติ ฯลฯ
  3. บาดแผลทางใจที่เกิดจากการฟังหรือรับรู้เรื่องขมขื่นของคนอื่น (Vicarious Trauma) เช่น เวลาที่เราได้ยินข่าวร้าย ข่าวลบ ข่าวฆาตกรรม ข่าวภัยพิบัติ ยิ่งตอนที่เมืองไทยมีสึนามิ บีมดูข่าวซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ จนเก็บมาฝันอยู่หลายปี แบบนี้เป็นต้นค่ะ มันไม่ใช่เรื่องของเรา แต่เราเก็บมาเครียด
  4. อาการหมดแรงสงสาร (Compassion Fatigue) ซึ่งมักจะเกิดกับบุคคลที่มีอาชีพต้องช่วยเหลือดูแลผู้อื่น เช่น หมอ พยาบาล ที่ปรึกษา ที่โดยธรรมชาติแล้ว กลุ่มนี้จะมีธรรมชาติที่อยากช่วยเหลือคนอยู่แล้ว และมีความสุขในการได้ช่วยเหลือ แต่เมื่อทำไปนาน ๆ และไม่ได้ระบายออก จะทำให้เกิดความเครียดสะสม และทำให้รู้สึกอยากแยกตัวเองออกมา ไม่อยากทำงานที่เคยทำ รู้สึกอยากช่วยคนน้อยลง ซึ่งถ้าใครที่ติดตามบีมมาตั้งแต่ต้นคือ 10 ปีที่แล้ว จะเห็นช่วงที่มีภาวะนี้ชัดเจนในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – 2562 (ต้นปี ก่อนเจอโยคะหัวเราะ TRE และศาสตร์บูรณาการของครูเก๋ วรารักษ์) เพราะบีมจะเขียนและอัดคลิปสื่อออกแบบนี้มาโดยไม่รู้ตัว (ก็พึ่งรู้นี่ล่ะค่ะว่าเป็นความเครียดรูปแบบหนึ่ง :))
  5. ความเจ็บปวดหลังจากเหตุการ์ที่เจ็บปวด (Post Traumatic Stress) ก็จะต่อเนื่องมาจากข้อ 2. แต่มันจะเล่นเหมือนเทปซ้ำ ๆ อยู่ในใจเรา จะพยายามนั่งสมาธิ ให้อภัย คิดบวก มันก็ยากมากที่จะทำให้หายไป อย่างน้อยก็ได้รู้ตัว มีสติ ไม่เอามันมาเป็นของเรา แต่มันไม่ไปไหน มันยังอยู่ตรงนั้น เพราะมันฝังไปในระบบประสาทเรียบร้อยแล้วนั่นเอง (ที่ก้านสมอง)

พอได้เรียนรู้แบบนี้แล้ว จึงได้เข้าใจเลยว่า ทำไม “บีมยังคงเป็นสิวขับพิษเยอะทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนว กราม และ ขมับ เมื่อเวลาที่มีการล้างพิษ” เพราะ สารพิษจากความเครียดมากมายสะสมอยู่ในตัวและเมื่อมันไม่ได้ถูกระบายออกไปเลย ก็ย่อมต้องผลิตสารพิษออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราอยู่ในภาวะ “สู้/หนี” (flight / fight) ที่อะดรีนาลีน คอร์ติซอล และ โอปิออยด์ หลั่งตลอดเวลา และบางครั้งเมื่อเครียดมาก ๆ ร่างกายก็จะ freeze ระบบตัวเองไปเลย คือ อยากแยกจากสังคม กลายเป็นคนนอนเยอะ พลังหมดเร็ว ซึ่งเป็นกลไกการรับมือกับความเครียดโดยระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกายเพื่อให้เรายังคงอยู่รอดค่ะ

และเมื่อได้ทำโยคะหัวเราะร่วมกับ TRE แล้วก็พบว่า สิวโซนที่เป็นปัญหาที่ยังไม่หายและจะมาทุกครั้งเมื่อเครียด คือ แนวกราม คาง ก็ลดลงไปมาก ๆ ด้วยค่ะ

ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อผิวและสิวโดยตรงเพราะ

  1. มันจะทำให้สมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) ถูกกระตุ้นและทำงานตลอดเวลา ซึ่งสมองส่วนนี้จะทำงานเกี่ยวกับการส่งสัญญาณเตือนภัยให้ร่างกายโดยตรง เมื่อรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมไม่ปลอดภัย ซึ่งเมื่อความเครียดยังฝังอยู่ในร่างกาย มันก็จะถูกกระตุ้นอยู่แบบนั้น ทำให้ส่งสัญญาณให้ร่างกายต้องสู้หรือหนีตลอดเวลา (ไม่สามารถสงบได้เลย)
  2. ส่งผลให้ร่างกายผลิตอะดรินาลีน คอร์ติซอล และโอปิออยด์ ในระดับต่ำตลอดเวลา ซึ่งอะดรินาลีน จะไปขยายหลอดเลือด ทางเดินหายใจ เพิ่มสมาธิจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า คอร์ติซอลจะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูงขึ้น ดูเหมือนคนที่คอยระแวดระวังภัยตลอดเวลา สายตาที่หวาดระแวง ไม่ไว้ใจ และทำให้ร่างกายกักเก็บของเหลว น้ำตาลในเลือดสูง ส่วนโอปิออยด์ จะกดทับการรับรู้ถึงความเจ็บปวด ทำให้ทนทานต่อความเจ็บปวดได้นานขึ้น
  3. เมื่อสารเคมีเหล่านี้วนอยู่ในร่างกายตลอดเวลา จึงส่งผลให้ระบบฮอร์โมนแปรปรวน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเบาหวาน น้ำตาลในเลือดแกว่ง โรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันสูง และแน่นอนว่า สิวก็คือหนึ่งในภาวะของโรคเรื้อรังกลุ่มนี้นี่เอง ซึ่งมีคนเคยกล่าวได้ว่า “สิวก็คือเบาหวานที่ขึ้นบนใบหน้า” ภูมิคุ้มกันที่ลดต่ำลง ส่งผลให้ผิวติดเชื้อง่าย สิวและรอยสิวจึงหายยาก หายช้า ถ้าปล่อยไว้ ก็จะมีแต่ทำให้ผิวอ่อนแอลงเรื่อย ๆ เป็นสิวเรื้อรังเพราะไม่สามารถควบคุมเชื้อโรคได้และขยายวงอักเสบไปเรื่อย ๆ

การฝึก TRE จะช่วยแก้ปัญหาสิวได้อย่างไร

การฝึก TRE จะช่วยกำจัดความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกที่สะสมอยู่ในระบบประสาทให้หมดไป และป้องกันไม่ให้ความเครียดใหม่สะสมเข้ามา ส่งผลให้ระบบประสาทของเราผ่อนคลายกลับมาอยู่ในสมดุลหรือที่เรียกว่า State of Balance

เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ ระบบการสั่นความเครียดออก จะกลับมาทำงานอัตโนมัติและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องบริหารให้ครบ 7 ท่า อาจจะนอนแล้วสั่นออกเองได้เลย

ในภาวะที่ว่างจากความเครียดนี้ จะช่วยให้ระบบผ่อนคลายกลับมา ในระบบผ่อนคลายหรือพาราซิมพาเธติกที่กลับมาสมดุลนี้ จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ระบบขับถ่ายดีขึ้น การนอนหลับดีขึ้น ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น มั่นคงภายใน สมองโล่ง เห็นทางออกของปัญหาได้มากขึ้น และสารเครียด คือ อะดรีนาลีน คอร์ติซอล และ โอปิออยด์ ที่สลายไป จะทำให้น้ำตาลในเลือดกลับมาสู่ภาวะปกติ การหมุนเวียนของของเหลวในร่างกายเป็นปกติ (เป็นเหตุของน้ำเหลืองเสียคั่ง และกลุ่มสิวซีสต์ที่ไม่มีหัว – ความเห็นส่วนตัวของบีม) ทำให้สิวหาย หน้ามันน้อยลง ทุกอย่างกลับสู่โหมดปกติ สิวที่แนวกรามที่เกิดจากความเครียดและฮอร์โมนทำงานผิดปกติ จะค่อย ๆ ลดลงและหายไป (เมื่อความเครียดและความเจ็บปวดที่ฝังลึกถูกสลายไปหมดแล้ว)

การนั่งสมาธิจะสามารถทำให้เข้าสู่ภาวะนี้ได้หรือไม่?

ขออธิบายด้วยทฤษฎีโพลีเวกัลที่ว่าด้วยระบบการตอบสนองต่อสิ่งกระทบ 3 ระดับ จากระบบประสาทอัตโนมัติ ดังนี้ คือ (ระบบประสาทเวกัสเป็นระบบหลักของระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกาย ที่เกี่ยวกับการอยู่รอดของเรา ประกอบด้วย 80-90% ของเส้นประสาทรับความรู้สึก)

  1. ระบบประสาทเวกัสส่วนล่าง (Ventral Vagal Complex)
  2. ระบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System)
  3. ระบบประสาทเวกัสส่วนบน (Dorsal Vagal Complex)

อธิบายให้เข้าใจแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ คือ เมื่อเรารู้สึกปลอดภัย เราจะอยู่ในโซนการทำงานของระบบประสาทเวกัสส่วนล่าง ทำให้เราเป็นคนที่เป็นมิตร มีความเห็นอกเห็นใจ มีความเบิกบาน มีความรักในหัวใจ พร้อมแบ่งปัน และอยากเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนมนุษย์

เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกกังวล เครียด กลัว โกรธ ระบบประสาทซิมพาเธติกจะทำงาน เป็นปฏิกิริยาของการสู้หรือถอยหนี ซึ่งจะเกิดการถอยหนีก่อน แต่เมื่อจำเป็น หนีไม่ได้แล้ว ก็จะต้องสู้

แต่เมื่อไม่สามารถสู้ได้แล้ว … ก็จะปิดระบบเหมือนกับตาย (เคยเห็นสัตว์แกล้งตายไหมคะ) หรือตอนที่ใครกลัวอะไรมาก ๆ ก็เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ หรือตอนที่เราเจ็บปวดมาก ๆ เราอยากปิดประตูอยู่แต่ในห้องมืด ๆ อยากนอนเฉย ๆ ไม่อยากรับรู้อะไร ซึ่งจุดนี้จะเป็นระบบที่ช่วยเซฟพลังงานให้เหลือไปหล่อเลี้ยงเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น เช่น การหายใจ เป็นต้นค่ะ ระบบประสาทส่วน เวกัสส่วนบนจะทำงาน

ภาพจาก https://vivifychangecatalyst.wordpress.com/2016/10/06/polyvagal-theory-fight-freeze-or-engage/

จากการเรียนในคอร์ส workshop และเทียบเคียงกับประสบการณ์ที่เคยนั่งสมาธิมานานหลายปีทุกวัน บีมเข้าใจแล้วว่า การนั่งสมาธิหากไม่มี “สติรู้ตัว” หรือ mindfulness อยู่ในนั้น จะทำให้เราอยู่ในภาวะ freeze เป็นภาวะที่เราจะหลุดลอย ตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมไปโดยสิ้นเชิง คือ ส่วนของระบบประสาทเวกัสส่วนบน ซึ่งจะพบว่า เมื่อเรากลับมาใช้ชีวิตประจำวัน เราก็ยังคงจะหลุด เราจะไม่สามารถมีสติ ไม่สามารถแสดงความรัก ความเห็นใจ ความอดทน ความเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์และโลกใบนี้ได้ คือ มันสงบในสมาธินั้น แต่มันอยู่กับโลกไม่ได้ ….

ดังนั้น ใครที่ต้องการฝึกสมาธิ หรือ โยคะ ก็ต้องระวังการหลุดโลกหรือภาวะ freeze นี้ ต้องมีสติรู้ตัว เรียกว่า ให้ฝึก mindfulness จะดีกว่าค่ะ ระบบประสาทเวกัสส่วนล่างที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลกได้ อยู่กับโลกได้ มีความเห็นอกเห็นใจ กล้าสบตาเพื่อนมนุษย์ ก็จะทำงาน เป็นจุดที่เราจะรู้สึกว่า เป็นตัวของตัวเอง มีพื้นที่ของตัวเอง ในขณะที่ก็รับรู้ความเป็นไปของโลกนี้โดยไม่ถูกกระทบให้กระเทือนได้ด้วย

แต่คุณลอรี่ แอน ผู้ฝึกสอน TRE ก็บอกว่าเรา เราไม่ได้ฝึก TRE เพื่อให้เราอยู่ในภาวะนี้ตลอดเวลา แต่การฝึก TRE ทำให้เราตระหนักรู้ตัวเองมากกว่าเคย … เราจะเข้าถึงความสงบที่ยังคงเชื่อมต่อกับโลกใบนี้ได้อยู่ เราจะรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และมีความรักจากภายในออกมา เป็นอิสรภาพภายในที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการจริง ๆ ตามชื่อบริษัทเลยค่ะ Freedom Within 🙂

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน บีมจะฝากคลิปไว้ 3 คลิปนะคะ ว่า TRE คืออะไร และ วิธีฝึก ฝึกอย่างไร และ ความประทับใจของคุณจอห์นนี่ อันวา ต่อการฝึก TRE ค่ะ

TRE คืออะไร?
ตัวอย่างการฝึก TRE

สำหรับความประทับใจของคุณจอห์นนี่ อันวา คลิกดูที่นี่นะคะ https://www.facebook.com/YourFreedomWithin/videos/654634035063506/?t=25

ข้อควรระวังในการฝึก TRE

TRE แม้จะเป็นการออกกำลังที่ง่าย มีเพียงไม่กี่ท่า แต่ในกระบวนการสั่นความเครียดและความเจ็บปวดออกนั้น จะมีภาวะต่าง ๆ เช่น ภาวะการท่วมท้น บางคนอาจหัวเราะ ร้องไห้ กรีดร้อง หรือภาวะการหยุด คือ freeze หรือการหลุดลอยออกไป ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องก่อนที่จะนำไปฝึกด้วยตัวเอง

มีข้อจำกัดในการใช้ TRE ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ใช้ยาบางประเภท ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกกับ Certified Trainer หรือ Provider ก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถไปฝึกเองต่อได้จนกว่าจะเข้าใจกระบวนการทั้งหมดและดูแลสิ่งที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง

และการฝึกมากเกินไป อาจส่งผลตรงกันข้ามคือ แทนที่จะสงบ ปลอดภัย และเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์ ก็รู้สึกแกว่ง ไม่เป็นตัวของตัวเอง ถูกกระทบกระเทือนง่าย เป็นต้น

ดังนั้น การเรียนรู้วิธีทำอย่างถูกต้องก่อน เป็นสิ่งที่แนะนำมากที่สุดค่ะ

สำหรับในประเทศไทย มีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่ได้รับการรับรองจาก TRE คือที่นี่ค่ะ https://www.yourfreedomwithin.com/

https://www.facebook.com/YourFreedomWithin/

ภาพบรรยากาศในคอร์สที่บีมไปเรียนค่ะ

เป็นคอร์สที่น่าประทับใจมาก ๆ ค่ะ เพื่อนร่วมคลาสประมาณ 25 คน เป็นชาวต่างชาติที่บินตรงมาเลย อีกส่วนคือชาวต่างชาติที่อยู่ในเชียงใหม่อยู่แล้ว และมีชาวไทยที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ระดับกลางขึ้นไป มีหลายคนที่เคยฝึก TRE กับที่นี่มาอยู่แล้ว แต่ต้องการยกระดับความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้น ซึ่งคุณ Lori Ann และ คุณ Yahya ผู้บริหารต้องการเผยแพร่ศาสตร์นี้สู่คนไทยให้มากที่สุด เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์มาก ๆ จากผลลัพธ์ที่ท่านเองได้รับจาก TRE มาโดยเสมอและจากที่ผู้เรียนได้รับในทุกคอร์สและ workshop และกำลังจะเปิดคอร์สที่มีล่ามภาษาไทยเป็นระบบมากขึ้นด้วยค่ะ ติดตามในเพจได้เลยนะคะ :))

ค่าใช้จ่ายในการเรียน

คอร์สนี้ บีมสมัครช่วงลด 50% ค่ะ ชำระเพียง 7,500 บาท เป็นคอร์ส 2 วัน 1 คืน รวมอาหารกลางวัน 1 มื้อ

บีมเลือกพักที่โรงแรมที่เขาจัดคอร์สเลย คือ Holiday Garden Hotel & Resort http://www.holidaygardenhotel.com เขาจะมี 2 เรทราคา คือ 900 และ 1,100 บาท บีมเลือกห้อง 900 บาทค่ะ ราคารวมอาหารเช้า

ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติมระหว่างคอร์สค่ะ

สรุปสิ่งที่บีมได้รับจากคอร์สนี้

  1. ได้เรียนรู้ TRE แบบเจาะลึกจริง ๆ และเข้าใจจริง ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ บีมได้เคยทำมาบ้างแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งบีมรู้สึกประทับใจในวิธีการและผลลัพธ์หลังทำที่ชัดเจนในเรื่องความผ่อนคลาย เบา เข้าสู่สมดุลได้เร็ว และยังได้เคยเห็นผลลัพธ์ที่เกิดกับเพื่อนอย่างอัศจรรย์ที่ร่างกายซ่อมตัวเองได้จริงจากวิธีนี้ แต่ไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไร พอมาเรียนก็เข้าใจแบบเต็มที่เลย เพราะมีทั้งภาคทฤษฎีที่จัดเรียงให้พอเหมาะ ไม่มากไป ไม่น้อยไป และมี workshop ให้เราทำในรูปแบบแตกต่างกันถึง 4 ครั้ง ทำให้ได้รับประสบการณ์เพิ่มมากมาย
  2. เราสามารถนำเอาวิชานี้มาใช้ได้เองอย่างปลอดภัยจริง ๆ ทำได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเมื่อมาทำเองแล้ว ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีจริง ๆ ซึ่งทำให้บีมรู้สึกดีมาก ๆ ที่มีวิชากำจัดความเครียดฝังลึกและความเครียดที่พึ่งเกิดขึ้นใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการสะสมความเครียดใด ๆ ในร่างกาย เป็นอีกวิธีที่ป้องกันโรคให้เราได้มาก ๆ
  3. มีเพื่อนใหม่ที่มีแนวทางพัฒนาชีวิตไปทิศทางเดียวกัน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งหลังจากจบคอร์ส เราก็ยังสามารถสานต่องานได้กับบางท่านอีกด้วย หรือ อาจเป็นเพื่อนที่มีอะไรที่เราสนใจที่จะแลกเปลี่ยนกันได้ด้วย เช่นในคอร์ส จะมีนักเขียนท่านหนึ่ง เขียนหนังสือที่น่าสนใจขายใน Amazon เป็นต้น และแต่ละคนก็จะมีการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมีหลายสิ่งที่น่าสนใจ ก็มาติดตามกันต่อในเฟสบุ๊ค
  4. มีครูและโค้ชที่ช่วยชี้แนะเราได้ถูกทาง (คุณ Lori Ann และ คุณ Yahya) ซึ่งคอยซัพพอร์ตเราเสมอ เมื่อเราต้องการ
  5. ได้ฝึกฝนวิชาภาษาอังกฤษ เพราะในคอร์สต้องใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมดเลย ทั้งการฟัง การพูด ได้ทะลุกรอบความไม่กล้าพูด ในที่สุด เราก็รู้ว่าเราสื่อสารได้ดีพอสมควร เกินกว่าที่เราคิดไว้

เป็นคอร์สที่ดีมาก ๆ คอร์สหนึ่งเลยค่ะ ที่ทางผู้สอนได้ตั้งใจจัดเตรียมไว้ให้เราได้เข้าใจ TRE และนำมันไปใช้ได้จริง ๆ และบรรยากาศในการเรียนการสอนก็ดีมาก ๆ แนะนำค่ะ ถ้ามีโอกาส ควรไปเรียนให้ได้สักครั้งนะคะ 🙂