“รักแท้” แก้ได้ทุก “สิว”

การเป็นสิวเรื้อรังของบีมที่ผ่านมา ทำให้บีมได้ “หยุด” การค้นหาสิ่งภายนอก และเริ่มกลับเข้ามาที่ “ตัวเอง” วิธีการที่บีมใช้ ช่วยให้บีมเข้าใจกาย ใจ จิตวิญญาณ ของตัวเองเพิ่มขึ้นทุกวัน เพราะบีมตั้งเป้าไว้ว่า บีมต้องหายขาด บีมต้องแก้ที่ราก 

… และเมื่อได้เจอรากแท้จริงแล้ว บีมก็ได้เข้าใจ และอดีตที่ตกตะกอนเอาไว้ ก็ถูกคลายมลายหายไปหมดสิ้น จนเหลือแต่ความรัก ความเข้าใจ การให้อภัย ทั้งตัวเองและผู้อื่น รวมไปถึงคนที่เรารักมากที่สุดด้วยคือพ่อแม่ของเรา…

วันนี้มีโอกาสดี บีมได้ไปทานอาหารกับครอบครัว ก็รู้สึกว่าอยากถ่ายรูป 4 คนตรงมุมนี้ มันสวยดี และ ก็นึกถึงรูปที่เคยถ่ายด้วยกันตอนคุณพ่อคุณแม่พาเที่ยวสมัยเด็ก ๆ (วัยรุ่น) เลยลองเอามาเทียบกันดู

สิ่งที่บีมมองเห็น คือ ความรักของท่านนั้นมีอยู่เสมอมาตั้งแต่แรก…

แต่สิ่งที่เป็นปัญหา คือ ตัวบีมเองต่างหาก ..​.​ (สังเกตหน้าของบีม 555) 

มันไม่ใช่หน้าของคนที่อารมณ์ไม่ดีชั่วคราวนะคะ แต่มีหลายสิ่งเหลือเกินที่บีมเองก็ไม่เคยเข้าใจว่าตัวเองเป็นอะไร และมันก็เป็นของมันอย่างนั้น 55 

รู้แต่ว่า หน้าแบบนี้เกือบตลอดเวลา ไม่ค่อยมีคนอยากเข้าใกล้ ว่าเราหยิ่ง อะไรแบบนี้ 

แต่พอในวันที่เราได้ทะลุเข้าไปถึงจุดในสุดของจิตวิญญาณ ผ่านม่านหมอกมายาที่เคลือบเราไว้หลายชั้น การกะเทาะชีวิตหลายชั้น ทั้งกาย อารมณ์ จิตวิญญาณ ตลอดเวลา 11 ปีที่ผ่านมา และบีมได้เห็นรูปเก่า ๆ ตอนเป็นเด็กน้อยมากมาย ทำให้บีมค้นพบว่า … จริง ๆ แล้ว พ่อแม่รักเรามากแค่ไหน และเราก็เป็นเด็กที่มีความสุขมาก ๆ นะ ได้รับการดูแลอย่างดีที่สุดเท่าที่ท่านจะทำให้ได้ในตอนนั้น 

มันอาจจะมีหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น แล้วมันกระทบหัวใจเราโดยที่ใครก็ไม่รู้ตัว เราก็ไม่รู้ พ่อแม่เราก็ไม่รู้ ครูก็ไม่รู้ คือ สมัยนั้นมันไม่ได้เหมือนสมัยนี้ ที่มีองค์ความรู้ด้านการดูแลเด็กมากมายที่พัฒนาขึ้นมามาก ดูแลกันจนถึงจิตวิญญาณตั้งแต่อยู่ในท้อง ไม่พอ…ก่อน 3 ขวบ ก็มีวิธีดูแลอีก ก่อน 7 ขวบก็มีอีก คือ มันครบ มันไม่เหมือนสมัยนั้น

และในความเป็นแม่ลูก 2 ที่เราพยายามเลี้ยงเองให้ได้มากที่สุดกับสามี เรารู้เลยว่า ในความเป็นแม่มันมีอะไรมากมายจริง ๆ หน้าที่ที่ผูกพัน แม้ช่วงเวลาที่เราไม่พร้อม แต่หัวใจของเราก็มีลูกมาก่อนเสมอ บางทีลูกก็ไม่ได้เข้าใจหรอกว่าแม่แบกอะไรอยู่บ้าง มันทำให้บีมทะลุไปถึงหัวใจของแม่และพ่อบีมในตอนนั้น เขาทำดีที่สุดแล้วจริง ๆ ไม่มีวินาทีไหน ที่เขาจะไม่รักเราเลย แต่ความเครียดที่พวกท่านต้องแบกรับนั้น อาจทำให้เราไม่เข้าใจสิ่งต่าง ๆ มากมายที่เกิดขึ้น และเราก็เก็บเหตุการณ์นั้น ๆ มาแทงตัวเองซ้ำ ๆ 

สุดท้ายแล้ว บีมพบว่า การได้เข้าถึง “หัวใจ” ของพ่อแม่เราในตอนนั้นต่างหาก ที่ทำให้เรา “สิวหายได้จริงๆ” มันคือ การปลดปล่อยพลังลบขั้นสุด ของการไม่ให้อภัยที่ขังเราไว้ในมุมสกปรก ๆ มานาน…

และบีมได้แต่หวังว่า ทุกคนที่เป็นสิวเรื้อรัง เมื่ออ่านบทความนี้แล้ว อาจจะได้มีโอกาสย้อนระลึกดูว่า เราได้มีสิ่งเหล่านี้ตกตะกอนนอนก้นอยู่หรือไม่ มันอาจจะไม่ได้ค้นพบกันในไม่กี่วันหรือกี่เดือนหรอกค่ะ กว่าบีมจะค้นพบ บีมใช้เวลาหลายปี จากวันแรกที่เริ่มรักษาสิวถึงวันที่เราเข้าใจทะลุแบบนี้ คือ 11 ปี

มันจึงทำให้บีมพยายามบอกกับทุกคนที่อยากจะให้สิวหายถาวรเสมอว่า จงมองดูให้ลึกกว่าร่างกายและผิวพรรณเถอะ … กายเป็นแค่สิ่งสะท้อนจิต จิตอย่างไร กายอย่างนั้น มันไม่ได้อยู่ลึกหรอกจริง ๆ แล้ว มันเท่ากันเป๊ะเลย

คุณภาพจิตวิญญาณ = คุณภาพผิวกาย 

ไม่ขาดไม่เกินเลยล่ะค่ะ…

เพียงแต่ “พลังลบสะสมหนาแน่น” จนเราไม่เห็น มันบังเรา มันบังให้เราไม่ให้สัมผัสกับหัวใจแห่งรักแท้ หรือพลังบริสุทธิ์ที่มันมีอยู่แล้วในตัวเราเสมอมา แล้วก็มโนไปเรื่อย ๆ คนเดียวทุกวันเวลาว่า “ฉันนี่มันไม่มีใครรักและมันก็ไม่ดีพอจริง ๆ” ซึ่งพลังอย่างนี้ … มันคือระเบิดเวลาทำลายตัวเองให้อายุสั้นนี่ล่ะค่ะ และถ้าเป็นสิวก็หายช้าหรือโอกาสหายก็น้อยมาก ๆ ถ้าไม่แก้ตรงนี้

ดังนั้น เลิกมองภายนอก หยุด แล้วโฟกัสมาแต่ที่ตัวเองเท่านั้น … 

พักดูฟีด social media สักพัก 

พักเสพย์คอนเท้นต์

พักอ่านหนังสือ (ใช่ค่ะ พักไปก่อน)

ได้เวลาอยู่กับตัวเองจริง ๆ เสียที…

ถ้าอยากหายเสียทีนะคะ…

วันนี้มีเท่านี้ที่อยากจะบอก…

ด้วยรัก

#ShininigBeam

https://shiningbeam.org

สิ่งที่ได้เรียนรู้และตกผลึก “หลังดื่มน้ำเซเลอรี่นาโน” 27 วัน

ที่มาที่ไปของการมาดูคลิปนี้ คือ ช่วงสัปดาห์ก่อน บีม พี่แม็ค (สามี) น้องแคนดี้ มีความรู้สึกเหมือนกัน คือ ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำเกือบตลอดเวลา ไม่ใช่อาการท้องเสีย แต่รู้สึกไม่สบายท้องและเหมือนต้องไปเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายออกทุกครั้งที่ปวด

บีมกับพี่แม็คสันนิษฐานว่า มันเกิดจากที่เรากินเซเลอรี่นาโนผสมน้ำทุกเช้าหรือเปล่า? โดยบีมจะกินทุกวัน ผสมผงเซเลอรี่ 2 ช้อนตวงกับน้ำ 500 มล. กินตอนท้องว่างทุกเช้า ตามสูตรของคุณ Anthony William ผู้นำในการใช้น้ำสกัดเซเลอรี่ในการบำบัดรักษาโรคเรื้อรังต่าง ๆ

ส่วนน้องแคนดี้ ได้กินไม่กี่แก้วเท่านั้น แต่ก็รู้สึกเหมือนกัน

This image has an empty alt attribute; its file name is start_celery_22_06_2020.jpg
วันแรกที่เซเลอรี่มาถึง และ เปิดกินเลย คือ 22 มิ.ย. 2563

แม้จะเกิดอาการ 3 คนเลย แต่บีมขออนุญาตเล่าเฉพาะของตัวเองคนเดียว เพราะ บีมจะรู้ดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำอะไรไปบ้างกับร่างกายของเราเองนะคะ

สำหรับการเริ่มต้นและผลการกินในช่วงแรก ๆ บีมจะเขียนไว้หมดแล้วในหน้านี้ค่ะ เป็นหน้าสินค้าในร้านในไลน์ สามารถเข้าไปดูได้เลย https://shop.line.me/@siwsecret/product/319139158

จำได้ว่า กระปุกแรกที่กิน ไม่มีอาการปวดท้องเกือบตลอดเวลาอย่างที่บอกเลยนะคะ สบายตัวมาก และสิวก็หายไปทั้งหมดจริง ๆ (กระทุ้งออกมาก่อนนะคะ แต่กินต่อเนื่อง มันหายจริง แต่ต้องดูแลสุขภาพตามสิ่งที่สอนไว้ในนี้ไปด้วยนะคะ https://shiningbeam.org/siwsecretonlinecourse/ อย่าไปรับพิษใหม่เข้าไป มันจะช้า)

แต่มันมาเริ่มหลังจากที่พี่แม็คทำคลิปนี้ออกไป เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2563 https://www.facebook.com/mackitch9/videos/741449739939529/ เป็นคลิปการสาธิตว่า เซเลอรี่นาโน กับ น้ำสกัดเซเลอรี่สด ๆ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างค่ะ

ซึ่งวันนั้นเรา 4 คน พ่อ แม่ ลูก ได้กินน้ำเซเลอรี่กันแบบเยอะมาก ส่วนที่สกัดออกมาผสมแอปเปิ้ลเขียว ก็อร่อยมาก ลูก ๆ กินเยอะเลย และส่วนที่เป็นน้ำผงเซเลอรี่นาโน บีมก็กินเข้าไปอีก หลังจากที่กินไปแล้ว 500 มล. ตอนเช้า!!!

บีมสังเกตว่า ทั้งพี่แม็คและน้องแคนดี้ มีอาการกระทุ้งพิษ น้องแคนดี้มีสิวขึ้นกลางหน้าผาก 1 เม็ดใหญ่ ๆ และมีอาการปวดท้องอยากถ่าย ตามภาพด้านล่างนี้เลยค่ะ ซึ่งเป็นวันเวลาจริงของการถ่ายรูป (พอดีมีสินค้ามาใหม่ เป็นเจลสิว เลยให้น้องใช้เลยและเก็บรีวิวค่า ดีจริง :))

This image has an empty alt attribute; its file name is 107665565_307908027012949_2145773597181628376_o.jpg

ช่วงวันที่ 6 – 12 ก.ค. 63 น้องแคนดี้น่าจะไม่ได้กินเซเลอรี่แล้ว หรืออาจจะกินอยู่บ้าง แต่ไม่มาก อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ เพราะ เขาจะเดินไปชงกินเอง ซึ่งเขาชอบผักอีกสูตรมากกว่า

ส่วนพี่แม็ค น่าจะยังกินอยู่ค่ะ แต่ไม่รู้ว่ากินเพียวหรือผสมอย่างอื่นไหม เพราะถ้าตามสูตรเขาเลย ต้องกินเพียว ๆ เลยค่ะ เว้นระยะ 20-30 นาที ถึงจะกินอย่างอื่นได้

ส่วนบีม กินเพียว กินเป็นอย่างแรกของวัน (ยกเว้นน้ำเปล่าอุ่นๆ ที่จะดื่มหลังตื่นนอนเป็นปกติ แต่บางวันก็ทดลองกินน้ำเซเลอรี่นาโนไปเลย ไม่ได้ดื่มน้ำเปล่าค่ะ รู้สึกว่า ได้ดื่มน้ำเปล่าอุ่น ๆ จะช่วยขับถ่ายได้มากกว่า) และกินในสัดส่วน 2 ช้อนตวง (เท่ากับเซเลอรี่ 160 กรัม) กับน้ำ 500 มล. (กระบอกน้ำมีตัวเลขค่ะ)

ช่วงประมาณวันที่ 6-12 ก.ค. บีมรู้สึกว่า เหมือนจะปวดท้องตลอดเวลา อาการคล้าย ๆ เหมือนมีกรดในกระเพาะ ไม่สบายท้องเลยค่ะ บีมพยายามกินอะไรที่น่าจะช่วยแก้อาการในกลุ่มแผลในกระเพาะ เช่น กระเจี๊ยบเขียว ฟักทอง … แต่มันกลับยิ่งทำให้รู้สึกอยากถ่ายมากขึ้น ความรู้สึกเหมือนกับว่า ท้องไส้เราพยายามจะกำจัดอะไรออกอยู่ตลอดเวลา

แล้วบีมก็เลยเข้าไปดูข้อมูลใน YouTube ก็ไปเจอคลิปผู้หญิงคนหนึ่ง เล่าว่าทำไมเธอเลิกกินน้ำเซเลอรี่

เธอบอกว่า … หลังจากสิวหายแล้ว เธอก็ไม่ได้กินต่ออีก เพราะ ไม่สะดวกเรื่องงบประมาณ เวลา ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาดของเซเลอรี่ และ รู้สึกว่าท้อง sensitive กับอาหารที่กินมากขึ้น

บีมก็ไม่ได้ค้นข้อมูลอะไรเพิ่ม แต่ก็สังเกตว่า เออ…นั่นสิ กินอะไรก็อยากถ่ายออก หรือมันจะไม่โอเคจริง ๆ นะ…

ก็เลยลองหยุดกินค่ะ พี่แม็คหยุดก่อน แล้วอาการเขาดีขึ้น บีมเลยลองหยุดบ้าง มันก็ดีขึ้น แต่ไม่หาย…

บีมก็เลยมาอ่านของคุณ Anthony William อีกรอบที่เว็บของเขาเลย https://www.medicalmedium.com/medical-medium-celery-juice-movement.htm บีมก็ได้คำอธิบายที่รู้สึกว่า ต้องลองกลับไปกินใหม่อีกรอบดู เพราะ มันอาจจะเป็น healing crisis (ภาวะกระทุ้งพิษ) ก็ได้

บีมก็กลับมาเริ่มกินได้สัก 2 วัน (16-17 ก.ค.) โดยเริ่มต้นที่ 1 ช้อนตวง กับ น้ำ 500 มล. คือ ความเข้มข้นมันเบาลงเท่านึง หลังจากนั้นก็เว้นช่วงแล้วกิน FB5 ปรากฏว่า เฮ้ย อาการมันหายไป! ก็บอกพี่แม็คว่า ต้องกลับมากินนะ จะได้ขับอะไรที่ค้างในกระบวนการอยู่ออกให้หมด คือ ต้องยอมให้พิษมันออก แล้วกินต่อจนกว่าอาการทั้งหมดจะหายไป

บีมก็เลยกลับมากิน โดยกินแค่เวลาเดียวในสัดส่วนที่ 1 ช้อนตวงก่อนค่ะ (ตอนแรกที่เริ่มคือ 2 ช้อนตวง) แล้วเดี๋ยวถ้ามันโอเค ก็ค่อยเพิ่มโดสเข้าไป วันนี้คือ เช้าวันที่ 3 ของการกลับมากิน (เสาร์ที่ 8 ก.ค. 2563) โดยจะดื่มน้ำอุ่นเป็นแก้วแรกก่อน จากนั้นพอขับถ่ายออกแล้ว ก็ค่อยมาดื่มเซเลอรี่ค่ะ

และพอดีว่า ได้ดูคลิปที่แปะลิงค์ไว้ให้ตั้งแต่ต้นจบแล้ว ความมั่นใจก็กลับมาแล้วเพราะได้ข้อมูลเพิ่ม ประกอบกับอาการที่เป็นค้างอยู่เป็นสัปดาห์ก็หายไป (ช่วงที่หยุดกินแล้วพยายามกินผักอื่น ๆ เพื่อรักษาอาการที่เหมือนแผลในกระเพาะ มันไม่เวิร์คค่ะ มันต้องกินเซเลอรี่ต่อ ถึงหาย)

ในช่วงท้ายนี้ เลยขอสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ทดลองของตัวเอง จากการกินน้ำเซเลอรี่นาโนมาได้เกือบ 1 เดือน และ จากคลิปสัมภาษณ์คุณ Anthony นะคะ ซึ่งบีมจับมาเฉพาะในส่วนที่ตกผลึกส่วนตัวและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาสิวเพิ่มเติมค่ะ

สรุปจากประสบการณ์ของตัวเอง

  • ใครที่พึ่งเริ่มต้นในการใช้เซเลอรี่นาโน แนะนำให้ลองที่สัดส่วน 1 ช้อนตวงกับน้ำ 500 มล. ดูก่อนค่ะ ร่างกายจะได้ค่อย ๆ ปรับตัวก่อน (บีมเริ่มที่ 2 ช้อนตวงต่อน้ำ 500 มล.) เพราะ ร่างกายบีมและพี่แม็ค เคยผ่านการล้างพิษมาก่อน แต่บีมจะกินอะไรที่คลีนกว่าเขา เขาจะมีอาการกระทุ้งพิษที่มากกว่าบีมค่ะ
  • บีมเริ่มที่ 4 เวลาต่อวัน (เช้า ก่อนเที่ยง บ่ายแก่ ๆ และก่อนนอน) เลยได้ผลเร็ว … แต่สำหรับคนที่เริ่มต้น บีมแนะนำให้กินแค่ตอนเช้า ท้องว่าง ซึ่งปกติบีมจะกินหลังตื่นนอน บีมเป็นคนตื่นเร็ว บางทีก็ตี 4 บางทีก็ตี 5 บีมเลยจะได้ดื่มเซเลอรี่ก่อน 6 โมงเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าใครที่ไม่ได้ตื่นเวลานี้ ก็ให้กินช่วงประมาณ 6.00 – 8.00 น. ได้อยู่ค่ะ
  • ไม่ว่าจะเกิดอาการอะไรขึ้น ขอให้ทานต่อไป เพื่อให้เขาล้างเชื้อโรคจากตับออกให้หมด เพราะ ถ้าตับสุขภาพดี อาการต่าง ๆ จะหายไปเองค่ะ
  • สำคัญมากกกกก ที่ผู้สนใจ ควรทำความเข้าใจเรื่องภาวะกระทุ้งพิษ Healing Crisis ให้ดี บีมได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ในคลิปนี้ค่ะ แนะนำให้ดูก่อนคิดจะเริ่มกินเซเลอรี่เพื่อรักษาสิว ติวพิเศษ 3 เรื่อง : ข้อสรุปเรื่องล้างตับด้วยน้ำผงผักเซเลอรี่ / ปรับ mindset สิวขับพิษ / วิธีรับมือ https://youtu.be/LNEbpE_3SAo
  • สำหรับบีม … สิวหายจริง รู้สึกตับสะอาดจริง และบีมจะกินต่อไปเรื่อย ๆ เพราะมันง่ายและได้ผลจริงๆ
  • แต่…ขอเน้นย้ำตัวโต ๆ เลยว่า ใครที่คิดจะทานสูตรนี้เพื่อรักษาสิว ต้องเข้าใจกระบวนการธรรมชาติบำบัด พลังงานบำบัด ภาวะกระทุ้งพิษ ให้ดีก่อนนะคะ เพราะ ถ้าคิดจะทำแล้ว ต้องไปให้สุด จึงจะหายขาดจากสิวได้จริง ๆ และในกระบวนการบำบัด หลายคนจะไม่คุ้นเคย รู้สึกแย่เหมือนป่วย แต่จริง ๆแล้ว ร่างกายกำลังซ่อมตัวเอง ถ้าดูแลไม่ถูกวิธี กินน้ำเซเลอรี่แล้วยังมีพฤติกรรมทำลายสุขภาพ อันนี้ไม่เป็นผลดีแน่นอนค่ะ มันต้องปรับทั้งหมดเลย ถ้าคิดจะกินจริง ๆ
  • ถ้าไม่ศึกษาข้อมูล อย่าทำก่อนค่ะ … เพราะถ้าทำอย่างไม่เข้าใจ จะเป็นผลเสียต่อผู้ทำมากกว่า เนื่องจากเขาล้างพิษให้เราค่อนข้างลึก ดังนั้น ต้องรู้วิธีเตรียมกาย เตรียมใจ ซึ่งบีมสรุปและเรียบเรียงไว้หมดแล้วในหนังสือและคอร์สสิวซีเคร็ตค่ะ เป็นพื้นฐานที่ครบสมบูรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสิวแนวทางธรรมชาติให้หลุดจากวงจรสิวด้วยแนวธรรมชาติได้ตลอดไปที่ต้องเรียนรู้และทำไปตามขั้นตอน เมื่อใช้ผักผงและผลิตภัณฑ์ในร้านสิวซีเคร็ตร่วมด้วยจึงจะได้ผลดีค่ะ

สรุปสิ่งที่ได้จากคลิปคุณ William Anthony (เขาให้ความรู้ดี ๆ เยอะมาก แต่บีมขอสรุปที่บีมรู้สึกว่าผู้ติดตามสิวซีเคร็ตน่าจะสนใจเป็นพิเศษนะคะ)

  • เซเลอรี่เป็นสมุนไพร ไม่ใช่แค่ผัก ดังนั้นเขาจึงมีสรรพคุณในการบำบัดเยียวยารักษาโรคดังเช่นสมุนไพรอื่น ๆ
  • ที่ต้องเป็นเซเลอรี่ เพราะ เขาได้ยินเสียงที่บอกเขามาตั้งแต่ 4 ขวบ ซึ่งทุกคนที่ป่วย เขาจะแนะนำให้กินน้ำสกัดเซเลอรี่ ซึ่งทุกคนหายจากโรคอย่างสิ้นเชิง ประจักษ์ชัดแก่สายตาของเขา
  • การที่เซเลอรี่ได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์บางส่วน อาจด้วยเหตุผลที่ เซเลอรี่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและได้ผลจริง ซึ่งได้ผลกับคนมากมายมาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะดัง ไม่ใช่การสร้างกระแส แต่เป็นการหายจากโรคจริง ๆ ที่คนได้รับผลลัพธ์จริง ๆ เป็นพายุแห่งผลลัพธ์จริงก้อนใหญ่ก่อนที่เขาจะนำเรื่องนี้เผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งแน่นอนว่า อาจไปขัดผลประโยชน์ของผู้คนในวงการสุขภาพมากมายหลายกลุ่ม
  • ในเซเลอรี่มีกลุ่มของเกลือชนิดพิเศษที่นักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ค้นพบ และคาดเดาว่า น่าจะเป็นสารอาหารอื่นๆ ที่ถูกค้นพบแล้วมากกว่าที่มันช่วยบำบัดอาการต่าง ๆ ให้หายไปได้
  • แต่คำถามคือ ว่า ผักอื่น ๆ ก็มีสารอาหารที่พวกเขาพูดถึง แต่ทำไมไม่มีอะไรที่ให้ผลลัพธ์ได้เท่าเซเลอรี่เลย?
  • และไม่ว่าคุณจะมีความเชื่อในการกินรูปแบบไหนก็ตาม วีแกน มังสวัรัติ พาลีโอ คีโต ฯลฯ การที่เพิ่มน้ำสกัดเซเลอรี่และกินอย่างถูกวิธีตามที่เขาแนะนำเข้าไป จะช่วยทำให้ “ได้ผลลัพธ์” ที่ต้องการแน่นอน
  • เพราะน้ำสกัดเซเลอรี่ ช่วย “ทำลายกำแพงสุดท้าย” ที่ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์นั่นเอง
  • กินสกัดสดเท่านั้น ห้ามกินแบบผ่านความร้อนมาแล้ว หรือห้ามกินผสมอะไรอื่นใด
  • สำคัญที่สุด คือ กลุ่มเกลือนี้ เข้าไปทำงานหลายอย่างในระบบร่างกาย ที่สำคัญ คือ ไปฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ในตับ ถุงน้ำดี ซึ่งตับเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ซึ่งคนที่ป่วย ก็คือ ตับป่วย ตับป่วยก็คือมีเชื้อโรคเยอะ เมื่อเกลือในเซเลอรี่เข้าไปฆ่าเชื้อต่าง ๆ และทำลายพิษในตับแล้ว อาการไม่สบายก็หายไป ง่าย ๆ เท่านี้เอง
  • และเมื่อตับมีสุขภาพดี เขาจะสามารถฟื้นฟูระบบการเก็บและใช้พลังงานในรูปแบบไกลโคเจนและกลูโคสในกระแสเลือดให้เป็นปกติ ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติ ไม่เกิดความอยากกินของหวาน เค้ก เบเกอรี่ น้ำตาล อีกต่อไป ความรู้สึกอยากเสพย์ของพวกนี้จะหายไปเอง
  • นอกจากนี้ เกลือกลุ่มนี้ ยังเข้าไปปรับสมดุลปริมาณกรดเกลือในกระเพาะอาหาร ให้สามารถย่อยโปรตีนที่ตกค้างได้ หรือโปรตีนที่ทานเข้าไปใหม่ได้ ทำให้ไม่มีของบูดเน่าจากอาหารกลุ่มโปรตีนเหลือตกค้าง
  • กลุ่มเกลือนี้ ยังไปเพิ่มอิิเลคโตรไลท์ในปริมาณที่เพียงพอ ที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทกลับมาทำงานเป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยให้สมอง ระบบประสาท ทำงานมีประสิทธิภาพ ระบบร่างกายจึงกลับมาเป็นปกติ
  • นอกจากนี้ เขายังช่วยให้ สมองโล่ง เคลียร์ จะทำให้มีโฟกัสชัดเจนขึ้น จะรู้ว่าชีวิตจะต้องไปอย่างไร คือ มันได้มากกว่าสุขภาพ แต่คือเปลี่ยนชีวิตของคุณแน่นอน
  • ไม่ว่าคุณจะกินสายไหน เชื่ออย่างไร สิ่งที่คุณต้องทำเหมือนกัน คือ ผมแนะนำให้ “เลิกกินไข่” เพราะ มันเป็นอาหารของเชื้อโรค (อันนี้ตรงกับข้อมูลหมอจันทร์ แห่งเมืองพาน จ.เชียงรายค่ะ บีมเคยไปพบท่านมาเมื่อหลายปีก่อน เพราะสนใจสมุนไพรของท่าน หมอจันทร์ท่านเป็น อจ.แพทย์แผนไทยที่รักษามะเร็งให้ชาวบ้านหาย อจ.บอกว่า ห้ามกินไข่เลย คนเป็นมะเร็งนี่นะ ไข่เป็นอาหารของมะเร็ง)
  • น้ำสกัดแตงกวา (cucumber juice) สามารถนำมาดื่มช่วงที่หาเซเลอรี่ไม่ได้ แต่มันทำงานเหมือนเซเลอรี่ไม่ได้ แต่อย่างน้อย การดื่มน้ำสกัดแตงกวา จะช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้น เต็มไปด้วยน้ำ ซึ่งการที่ร่างกายชุ่มน้ำ ก็จะช่วยให้เขาสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ ขับล้างสารพิษออกได้ดีขึ้น แต่จำไว้ว่า มันทำงานเหมือนเซเลอรี่ไม่ได้ (สำหรับลูกค้าสิวซีเคร็ต ตัวที่ช่วยในส่วนนี้ได้คือ หน่อไม้ฝรั่งค่ะ ชุ่มชื้นเต็มๆ)
  • และสุดท้ายที่บีมชอบมาก คือ ร่างกายเขาไม่เคยต่อต้านคุณนะ ร่างกายเขาไม่เคยทำร้ายคุณ ไม่เคยต่อสู้กับคุณเอง เขารักคุณเท่านั้น … ดังนั้น การที่เราคิดหรือรู้สึกกับร่างกายนั้นสำคัญมาก ๆ มันจะส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ขอให้ปรับวิธีคิด วิธีรู้สึกตรงนี้เสียใหม่ เพราะมันสำคัญมากจริง ๆ สำหรับวิธีที่คุณสื่อสารกับร่างกาย

ถึงตรงนี้… บีมตกผลึกเลยค่ะว่า ผู้คนในสมัยนี้ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาสิว จะมีความรู้สึก “ต่อต้านร่างกายตัวเอง” คือ ขอโทษนะคะ ภาษาดิบ ๆ คือ “มึงจะเป็นทำไมวะสิวเนี่ย กูทรมานจะตายอยู่แล้ว ยังจะขึ้นมาอยู่ได้” อันนี้ภาษาจิตใต้สำนึกเลยค่ะ ที่ทุกคนที่มีปัญหาสิวหรือสุขภาพ คงจะไม่ปฏิเสธ ถ้าได้ลองอยู่เงียบ ๆ แล้วฟังเสียงข้างในเมื่อระลึกถึงเรื่องสิวหรือสุขภาพตัวเอง

เราพยายามเหลือเกินที่จะ “กำจัด” “ต่อต้าน” และ “กล่าวหาร่างกาย” ตลอดเวลา…

พอเกิดภาวะกระทุ้งพิษ ร่างกายพยายามขับออกให้ ก็ไปรู้สึกไม่พอใจ รู้สึกไม่ดี อยากจะกดมันเอาไว้

ร่างกายรักเรามากนะคะ … ขอให้ปรับวิธีคิด วิธีรู้สึกเสียใหม่ ไปเป็น “ขอบคุณ” แทนค่ะ มันจะเปลี่ยนคลื่นพลังงาน จากเกลียดเป็นรัก … แล้วความรักนี้แหละ ที่จะเยียวยารักษาทุกอย่างได้ ซึ่งชัดเจนมากในวิธีคิดและวิธีทำของแม่ชีศันสนีย์ที่รับมือกับมะเร็งจนหายดีค่ะ อยากให้ดูจนจบเช่นกัน แล้วนำมาใช้กันค่ะ

สุดท้ายนี้ … บีมได้ถอยหนังสือ Celery Juice ของคุณ Anthony William มาอ่านแล้วค่ะ ซื้อจาก Kinokuniya เพราะบีมเชื่อว่า ตัวนี้แหละ คือ คำตอบสุดท้ายของสิวเรื้อรังจริง ๆ เพราะ คุณแอนโธนี่ ได้พูดถึง “สิว” เสมอในทุก ๆ ครั้งที่คนถามว่า น้ำสกัดเซเลอรี่มันช่วยรักษาอะไรได้บ้างจากประสบการณ์ของคุณ

บีมรู้ว่า การอ่านหนังสือเล่มนี้ จะทำให้บีมเข้าใจมันอย่างถูกต้อง และดูแลทุกคนที่กินน้ำสกัดเซเลอรี่หรือน้ำผักผงเซเลอรี่จนถึงฝั่งได้อย่างถูกต้อง

และบีมเองก็ยังไม่แน่ใจว่า น้ำเซเลอรี่นาโน จะให้ผลได้เหมือนกับ น้ำเซเลอรี่สกัดสด หรือไม่ เพราะ ยังไม่เคยทานแบบสกัดสดต่อเนื่องกันค่ะ แต่ผลลัพธ์ที่บีมได้รับจากการดื่มน้ำเซเลอรี่นาโนตามสูตรเดียวกับที่คุณแอนโธนี่อธิบายนั้น ชัดเจนเรื่อง สิวหาย ตาใส เล็บมีสีชมพู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะของตับที่แข็งแรงและสะอาดขึ้นค่ะ

ขอฝากทิ้งท้ายไว้นะคะว่า หากต้องการจะรักษาสิวให้หายขาดในแนวธรรมชาติจริง ๆ ต้องจัดเวลาศึกษาข้อมูลตามที่บีมได้เตรียมไว้ให้ให้ครบถ้วน และเตรียมกาย เตรียมใจ ที่จะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ อย่าแค่อยาก … เพราะ ปัญหาที่มันเรื้อรัง ต้องการความตั้งใจ ต้องการความรู้ที่ลึกซึ้ง ในการพาตัวเองเดินไป เพราะไม่มีใครจะทำให้คุณได้ นอกจากตัวคุณเองค่ะ …

วิธีการที่ถูกต้อง ได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว ขอเพียงแค่ จุ่มตัวเองลงมาให้มิด … แล้วไปให้สุดทาง

คุณก็จะได้มากกว่า “ผิวใสไร้สิว” แต่คือ “ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล” แน่นอน …

ขอส่งพลังให้ทุกคน มีพลังปฏิบัติ รักษาความหวัง รักษาวินัยได้จนถึงฝั่งนะคะ

ด้วยรัก

บีม…

คำยืนยันจากรุ่นพี่ : คุณปุ้ย กทม.

สวัสดีค่ะ ชื่อปุ้ยนะคะ อายุ 22 ปี รู้จักสิวซีเคร็ตตั้งแต่สมัยเรียนปี 1
ตอนนั้นเรียนวิชาอายุรเวทแล้วอาจารย์ให้มาหาข้อมูลทำรายงานเพิ่มเติม
ข้อมูลที่พอจะหาได้ในเวอร์ชั่นภาษาไทยก็มาจากเว็ปไซต์สิวซีเคร็ตเป็นส่วนใหญ่นี่ล่ะค่ะ

เกริ่นมาเยอะแล้วมาเข้าเรื่องของเรากันดีกว่าเนอะ…จริง ๆ เป็นคนที่มีภูมิหลังเป็นภูมิแพ้ที่เกี่ยวกับผิวหนังมาตั้งแต่เด็กแล้วค่ะ เป็นผื่นแพ้ทุกสิ่งอย่างแบบง่ายมาก ๆ แพ้น้ำ (ที่ใช้อาบ) แพ้หญ้า แพ้แมลง แพ้ฝุ่น แพ้อาหารการกิน

หรือแม้กระทั่งแพ้เหงื่อของตัวเอง ช่วงประถมก็มีสิวขึ้นที่ใบหน้าทั้ง ๆ ที่ยังไม่มีประจำเดือน หน้าดูแก่กว่าเพื่อน ๆ ในวัยเดียวกัน ก็ใช้วิธีไปรักษากับคุณหมอที่คลินิกผิวหนังโดยการทำทรีตเมนต์กับรับยามาทาที่บ้าน

ก็เป็นวงจรอยู่แบบนี้ทุกครั้งที่สิวขึ้นหรือหน้าแพ้เห่อเพราะไปโดนอะไรมา
จนมาช่วงมัธยมปลายที่การรักษาแบบนี้มันช่วยเราได้น้อยมาก คือไปรักษาหลายครั้งก็ยังไม่ดีขึ้น

เปลี่ยนคลินิกก็ยังต้องใช้เวลาในการรักษานานกว่าการรักษาในครั้งแรก ๆ
เราก็เริ่มรู้สึกเอะใจนะแต่ก็ยังไม่ได้มีความรู้อะไรมากว่าควรจะใช้วิธีไหนในการดูแลตัวเอง

จนได้เข้ามาเรียนระดับปริญญาตรีที่วิทยาลัยการแพทย์แผนตะวันออก มหาวิทยาลัยรังสิต มันทำให้เราค่อย ๆ เข้าใจ “ ชีวิต” ของตัวเองมากยิ่งขึ้น เข้าใจธรรมชาติของร่างกาย รวมไปถึงความสัมพันธ์ระหว่างร่างกายกับจิตใจ

บวกกับความเป็นคนขี้สงสัย และไม่เชื่ออะไรง่าย ๆ ทำให้เวลาว่างเราเองก็หาข้อมูลใหม่ ๆ
จากการอ่านหนังสือและพบปะผู้คน

อ่านไปอ่านมามันก็จะเจอบางจุดที่เราสามารถนำมาผสมผสานเข้ากับความรู้ที่ได้มาจากการเรียนในคลาสที่มอ

จากนั้นก็ลองทำเพื่อทดสอบกับตัวเอง ปรับแก้ไปเรื่อย ๆ ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของเรา
ซึ่งเราว่าเราก็อินแล้วก็สนุกกับมันนะ ประจวบกับช่วงที่ชีวิตเดินทางมาถึงทางแยกที่จะต้องเลือกพอดี

ปัญหาที่เราเผชิญอยู่มันไม่สามารถเยียวยาด้วยวิธีเดิมที่เราเคยใช้ต่อไปได้อีกแล้ว
เราจึงต้องต้องยอมสลายตัวตนเก่าแล้วบอกกับตัวเองว่าฉันจะสร้างมันขึ้นมาใหม่ ตอนนั้นพลังชีวิตเหลือแบบจำกัดมาก

รู้สึกว่าแค่สามารถใช้ชีวิตให้ผ่านไปได้จนหมดวันก็เก่งแล้ว โทรมแบบขั้นสุด เพื่อนเห็นก็ตกใจ มีแต่คนทักว่าทำไมไม่ดูแลตัวเองเลย สิวนี่เต็มหน้า ใต้ตาก็คล้ำ ผมฟู ตัวบวม อึดอัดไปหมด

ภูมิแพ้ผิวหนังก็เริ่มกลับมาขึ้นตามร่างกาย
ก่อนจะตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรเพื่อตัวเองได้ก็ใช้ชีวิตแบบจมอยู่กับปัญหามาสักระยะ
จนเริ่มรู้สึกได้เองว่ามันไม่มีอะไรดีขึ้น ฟีลแบบเหลือทางเลือกแค่ 2 ทางให้กับชีวิต

คือจะอยู่แบบเดิมแล้วให้ชีวิตมีแต่แย่กับแย่ลง

หรือจะลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างที่มันจะค่อยๆสร้างการเปลี่ยนแปลงให้กับชีวิตไปในทางที่ดีขึ้น

ซึ่งวันที่ตัดสินใจลุกขึ้นมาทำอะไรสักอย่างให้ชีวิตมันดีขึ้นอะ เรารู้เลยว่ามันเป็นงานแบบตลอดชีพนะ

คือถ้าเดินทางสายนี้แล้วมันจะไม่มีการมากำหนดว่าให้เวลาเท่านี้แล้วสิวจะหาย เพราะจริง ๆ
แล้วเราสามารถฝึกหรือพัฒนาจุดด้อยของเราได้ตลอดเวลา..ตราบเท่าที่เรายังมีลมหายใจ
และที่สำคัญคือการทำอย่างสม่ำเสมอจนมันเป็นไปเองตามธรรมชาติ คลอไปกับอารมณ์ที่เป็นไปในทางบวกคือต้องอินกับสิ่งที่ทำอยู่จริง ๆ อะ ไม่อย่างนั้นมันจะแก้ได้แค่ผิวของปัญหา แต่รากของปัญหาก็ยังคงอยู่ และพร้อมจะปะทุออกมาได้อีกเมื่อมีเหตุปัจจัยที่เหมาะสมมากระตุ้น

ซึ่งตอนนั้นแน่นอนว่าเราต้องเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ใช้กับผิวหน้าอยู่แล้ว
แต่สิ่งที่เราให้ความสำคัญมาลำดับแรกเลยคือการนอนหลับ
เพราะช่วงเวลาที่เราได้นอนหลับอย่างมีคุณภาพและเป็นไปตามนาฬิกาชีวิต

ร่างกายจะเกิดการซ่อมแซมตัวเองในระดับที่อาหารเสริมหรือวิตามินตัวไหนก็ไม่สามารถทำได้มีประสิทธิภาพเทียบเท่าและไม่มีผลข้างเคียงเกิดขึ้นในระยะยาว เราจึงเปลี่ยนเวลาในการเล่นโทรศัพท์กับทำการบ้านช่วงหัวค่ำมาเข้านอนให้เร็วขึ้น แล้วค่อยตื่นมาสะสางงานที่คั่งค้างในตอนเช้าแทน

ซึ่งในตอนแรก แน่นอนว่าระบบมันรวนไปหมดและเกิดปัญหากับการจัดการที่ไม่ดีพออยู่แล้วสำหรับมือใหม่ฝึกหัดอย่างเรา

พอเข้านอนก่อนเวลาก็นอนไม่หลับพลิกไปพลิกมา กว่าจะหลับได้ก็คงเป็นเวลาพอ ๆ
กับตอนที่ไม่ได้เข้านอนให้เร็วขึ้นนั่นหล่ะ พอตื่นเช้าไปก็ง่วง บางวันเผลอหลับต่อ งานที่กะจะเอามาทำตอนเช้าก็ไม่เสร็จ

แต่ก็ค่อย ๆ คิดค่อย ๆ ปรับแก้กับปัญหาที่เจอเป็นรายวันไป

สิ่งที่สำคัญกับเราในตอนนั้นคือเรายังยืนยันในสิ่งที่เราเลือกด้วยการ “ฝืน” ทำแบบเดิมซ้ำ ๆ ต่อไป

ใช้การสวดมนต์ก่อนเข้านอนสลับกับการฟังดนตรีแนว healing ช่วยให้จิตใจสงบ ก็ทำให้หลับได้ง่ายขึ้นในบางวัน

ตอนนั้นก็ไม่รู้หรอกว่าผลที่ออกมามันจะดีขึ้นแบบที่คิดไว้หรือเปล่า แต่ก็ยังดีกว่าอยู่เฉย ๆ
แล้วรู้ว่าปลายทางมันมีแต่แย่ลงละกันวะ!!!!

ต่อมาเราเลือกปรับเรื่องอาหารการกินและให้ความสำคัญกับคุณภาพของการขับถ่าย ปกติถ่ายเกือบทุกวันอยู่แล้ว แต่ถ่ายไม่สุด สีของอุจจาระจะค่อนไปทางดำคล้ำและมีกลิ่นเหม็นกว่าปกติ

เลยหันมาทำอาหารกินเองเพราะเราสามารถเลือกวัตถุดิบเองได้ ลดโปรตีนจำพวกเนื้อสัตว์ย่อยยากแล้วหันมาเพิ่มผักกับผลไม้ จำได้ว่าช่วงนั้นกินเต้าหู้แทนเนื้อสัตว์บ่อยมาก หมูสับ 1
แพ็คอยู่ได้เป็นอาทิตย์ วัตถุดิบที่เลือกใช้ก็กึ่งไปทาง vegan ปฏิเสธผงปรุงรสที่มีส่วนผสมของผงชูรสทุกชนิดส่วนข้าวก็ยังกินปกติ จะมีสลับกับ เผือก/มัน/กล้วย/ข้าวโพด ต้มหรือย่างบ้างเวลาเบื่อ ๆ

โชคดีที่เป็นคนให้ความสำคัญกับมื้อเช้ามาก ก็จะจัดหนักจัดเต็มกับมื้อเช้า แล้วก็ไปลดมื้อเย็น

ส่วนเรื่องการทำอาหารตอนแรกก็คิดนะว่าแค่เรียนก็หนักแล้วจะเอาเวลาที่ไหนไปทำ แต่พอลองจัดสรรเวลาดูดี ก็ทำให้รู้ว่าเวลาที่ใช้เล่นโทรศัพท์นั่นแหละเอาไปทำอะไรดี ๆ ให้ร่างกายตัวเองได้เยอะแยะเลย

ตลกตรงที่เพื่อนกับอาจารย์ก็อเมซิ่งมากที่เราสามารถทำอาหารใส่กล่องไปกินเองที่มอได้ด้วย

อ๋อ..แล้วก็ช่วงนั้นใช้ตัวดีทอกซ์ยี่ห้อหนึ่งช่วยเพราะต้องการขับของเสียออกจากลำไส้ แต่กินอยู่ได้ไม่นาน ก็หันมาดื่มน้ำมะนาวผสมน้ำอุ่นหนึ่งแก้วในตอนเช้าก่อนแปรงฟัน (ปัจจุบันเพิ่มเกลือดำเข้าไปด้วย)

บางวันก็ผสมโยเกิร์ตรสธรรมชาติกับน้ำผึ้ง มะนาว และเกลือ หรือน้ำมะนาวกับโซดาดื่มในตอนท้องว่าง

ส่วนระหว่างวันเราจะดื่มน้ำให้ได้ 2 ลิตร โดยจะไม่ดื่มทีเดียวเยอะ ๆ แต่จะค่อย ๆ แบ่งจิบระหว่างวันไปจนครบ

จำได้ว่าตอนนั้นซื้อน้ำขวดใหญ่ (1.5 ลิตร) ในเซเว่นวันละ 2 ขวด ซื้อตอนเช้าหนึ่งขวดสำหรับแบ่งจิบภายในครึ่งวันเช้า ตอนบ่ายค่อยซื้อเพิ่มอีกขวดแล้วแบ่งจิบไปจนถึงตอนเย็น

นึกไปนึกมามันก็น่าขำ คนอะไรแบกขวดน้ำเดินไปไหนมาไหนด้วยท้างงงวัน555 เรื่องของการกิน นอน และขับถ่ายเนี่ยเค้าจะสัมพันธ์กันอยู่แล้ว

เราก็มีหน้าที่สังเกตผลลัพธ์ซึ่งก็คือสี กลิ่น ลักษณะของอุจจาระ และความรู้สึกหลังขับถ่ายเสร็จ

เมื่อทำเป็นนิสัยจนลืมไปแล้วว่าเคยฝึกเข้านอนให้ตรงตามเวลาของนาฬิกาชีวิต เปลี่ยนอาหารการกิน และขับถ่ายอุจจาระได้เป็นปกติ ค่อยไปส่องกระจกดูคนตรงหน้าว่าหน้าตาสดชื่นแจ่มใสดูมีพลังในการใช้ชีวิตขึ้นมาบ้างไหม

ส่วนเรื่องสิวถ้าเป็นแบบเยอะมาก ๆ มันอาจจะไม่ได้หายไปเร็วดั่งที่ใจเราคาดหวัง แต่ให้ลองสังเกตจากอาการแพ้แสงแดด แสบ คันยุบยิบ หรืออาการอักเสบของสิว ว่าพอเจอแสงหรือฝุ่นแล้วอาการเหล่านี้เป็นน้อยลงไหม ถ้าเป็นน้อยลงก็แสดงว่าชีวิตของเรามีพัฒนาการไปในทางที่ดีขึ้น

ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นกับตัวเราเองนี่แหละคือหลักฐานชั้นดีว่าสิ่งที่เราทำไปมันไม่สูญเปล่าและเราเดินมาถูกทาง

ส่วนทางที่เหลือจนกว่าจะถึงจุดหมายปลายทางที่หลาย ๆ คนต้องการซึ่งก็คือหน้าใสไร้สิวจะมาถึงช้าหรือเร็วนั้น ก็ขึ้นอยู่กับ “ตัวเรา” นั่นแหละว่าจะทำมันให้ออกมาได้ดีแค่ไหน

เรื่องของสภาพจิตใจก็เป็นอะไรที่สำคัญมากและเชื่อมโยงอยู่เสมอกับทางกายภาพซึ่งก็คือร่างกายของเรานั่นเอง

จริง ๆ แล้วหัวใจหลักของฐานใจที่ทำให้เราสามารถก้าวผ่านสภาวะแย่ ๆ แบบเดิมมาได้คือ
“การยอมรับและเรียนรู้ที่จะอยู่กับความจริง”

การยึดติดกับเรื่องราวที่ไม่สวยงามในอดีตก็เหมือนกับการที่เราสะสมขยะไว้ในบ้านซึ่งก็คือร่างกายของเรา ทุก ๆครั้งที่เราคิดถึงมันและยังรู้สึกได้ถึงอารมณ์เก่า ๆ ราวกับว่าเรื่องราวนั้นเกิดขึ้น ณ ขณะนี้ อารมณ์ลบ ๆ ที่ทำให้เรารู้สึกหัวเสีย โกรธ หรือฉุนเฉียวได้ใหม่อีกครั้งแม้ว่าเหตุการณ์นั้นได้จบลงไปนานแล้วนั่นหล่ะคือขยะที่เราสร้างไว้ให้ตัวเราเอง

ลองย้อนกลับไปนึกดูว่าในวัน ๆ นึงเราสร้างขยะให้ตัวเองมากมายแค่ไหนโดยที่เราไม่ทันได้รู้ตัว

กุญแจสำคัญดอกแรกของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ “การไม่สร้างขยะเพิ่ม” ในช่วงแรก ๆ เราใช้การอยู่กับลมหายใจ ตามที่คุณยายจ๋า หรือแม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต แห่งเสถียรธรรมสถาน ได้เคยสอนเอาไว้

ไม่ว่าจะมีอีกสักกี่ห้วงความคิดที่มันยังวนเวียนอยู่กับเรื่องเดิม ๆ ในทุก ๆ ครั้งที่เรารู้สึกตัว
ให้เรากลับมาบอกกับตัวเองว่าเรากำลังหายใจอยู่ แล้วเพ่งความสนใจไปที่ลมหายใจเข้า-ออกของตัวเอง

มันทำให้เราไม่หลงไปกับอารมณ์ลบที่ความคิดเราสร้างขึ้น ทำแรก ๆ มันก็ยาก ในขณะที่เรารับรู้ลมหายใจของตัวเองอยู่

มันจะมีบางช่วงที่เดี๋ยวก็หลุดกลับไปคิด เป็นแบบนี้สลับกันไปมา ทั้งเหนื่อยและท้อใจ หลาย ๆ ครั้งที่นอนน้ำตาไหลอยู่คนเดียวบนเตียง ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเดี๋ยวอะไร ๆ มันก็คงดีขึ้น แล้วมันก็จริง

เมื่อเรายืนยันในการสร้างนิสัยใหม่ของเรามากพอ ของเก่ามันจะค่อย ๆ ถูกถอนออกมา จากที่เคยหลุดกลับไปคิดบ่อย ๆ เราก็อยู่กับเรื่องราวในปัจจุบันได้มากขึ้น

กุญแจดอกที่สอง ที่เราได้พบหลังจากได้เจอกับผู้หญิงอีกคนที่ชื่อ เก๋ วรารักษ์
หรือที่เราเรียกว่า ครูเก๋ คือ “การเอาขยะเก่าออกไป” ด้วยการฝึก tension & trauma releasing exercise และการหัวเราะแบบไร้เงื่อนไข

นอกจากนี้ครูเก๋ยังสอนให้เรารู้จักศิลปะบำบัดผ่านแมนดาลาและเครื่องดนตรีของเธอ
ซึ่งทุกบนเรียนจากครูที่เราได้รับมันช่างเรียบง่าย (ในวิธีที่จะปฏิบัติตาม) หากแต่ทรงพลัง

สารภาพตามจริงนะแม้ว่าวันนี้เราจะสามารถยิ้ม หัวเราะ และมีความสุขกับเรื่องง่าย ๆ ได้ หัวใจของเราก็เบาสบายขึ้น มีพลังชีวิตมากพอที่จะเริ่มทำอะไรเพื่อคนอื่นได้บ้าง ส่วนสภาพผิวหน้าก็อยู่ในจุดที่เราพอใจแล้ว เราก็ยังได้ใช้การระบายสีแมนดาลาที่ครูสอนมาอยู่เลย เพราะในทุก ๆ วันเรามักได้รับแรงกระทบจากคนหรือสื่อที่เราพบเจอ

บางวันก็ระบายเพื่อระบายมันออกมา วันไหนที่สงสัยก็ระบายเพื่อถาม แล้วก็ไม่ใช่ทุกครั้งที่จะได้คำตอบ

แต่จากชีวิตที่ผ่านมาก็ทำให้เราได้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องรู้หรือเข้าใจไปก่อนในทุกเรื่อง การลงมือทำอย่างไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค

หัดตั้งคำถามในสิ่งที่สงสัย และพยายามค้นหาคำตอบ จะนำมาซึ่งความเข้าใจและคำตอบที่แท้จริง

เพราะผลลัพธ์นั้นจะประจักษ์แก่ตัวและหัวใจของเรา

อ่านกันมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าลองสังเกตให้ดีจะพบว่าวิธีที่เราเลือกใช้นั้นให้ความสำคัญกับ “การลงมือทำ”

เพื่อเปลี่ยนแปลงชีวิตของตัวเองมากกว่ายี่ห้อของผลิตภัณฑ์ ทุกชีวิตมีความเป็น unique ในตัวของตัวเอง

ไม่มีวิธีที่เป็นสูตรสำเร็จไหนจะสามารถนำไปใช้แล้วได้ผลดีกับคนทุกคน

ถ้าวันนี้คุณตอบตัวเองได้แล้วว่าต้องการเปลี่ยนแปลงตัวเองอย่างแท้จริง และอยากลองดูสักตั้ง!!!

การทำความรู้จักกับทางเส้นนี้ด้วยข้อมูลบางส่วนจากผู้ที่เคยเดินมาก่อนก็มากพอที่จะทำให้คุณเริ่มต้นออกเดินไปได้

ความสุขระหว่างทางเป็นเรื่องที่คุณต้องเผชิญหน้ากับปัญหาและรู้จักนำมาปรับแก้ให้เหมาะสมกับวิถีชีวิตของคุณเอง

สุดท้ายเป้าหมายจะกลายเป็นของขวัญอันล้ำค่าที่คุณได้รับเมื่อคุณ ไม่..หยุด..เดิน

ส่งกำลังใจให้จากตรงนี้เสมอค่ะ
-ปุ้ย-

วิธีสร้างพลังและความเชื่อในแนวทางรักษาสิวด้วยธรรมชาติสไตล์บีม

#บีมสร้างพลังและความเชื่อบนเส้นทางนี้แบบนี้
มันเริ่มจากช่วง 2 เดือนแรกของการรักษาสิวตัวเอง
ในอำเภอเล็ก ๆ ของจังหวัดเชียงราย บ้านเกิดของบีม

พอดีเช้านี้ บีมตื่นขึ้นมาพร้อมกับความรู้อันลึกซึ้งที่ผุดขึ้นมาเกี่ยวกับความเข้าใจในสรรพสิ่งที่มากขึ้นกว่าเดิม

ประกอบกับบีมได้รับคำถามและได้ตอบคำถามในไลน์กลุ่มไปเมื่อวาน ที่บีมเล่าย้อนไปถึงวันวานที่เริ่มรักษาสิวตัวเองในช่วงปีแรก

บีมอยากจะแบ่งปันเรื่องนี้ เล่าย้อนไปว่า ในช่วงแรก ๆ นั้น บีมเองตัดสินใจคนเดียว และ เดินคนเดียวในการรักษาสิวด้วยวิธีธรรมชาติที่ตั้งปณิธานไว้ว่า จะต้องหายขาดให้ได้ จะต้องไปแก้ที่ราก แก้ข้างใน มันอยู่ไหน จะไปทลายให้สิ้นซาก (วันนั้นคิดแบบนั้นจริง ๆ ล่ะค่ะ)

ในเมืองไทย ไม่มีข้อมูลเลย มีแต่พอกหน้าด้วยดินสอพอง มะนาว ขมิ้น ใช้ยา ฯลฯ ทุกอย่างที่เขาเขียนกันบนอินเตอร์เน็ต คือ ลองมาหมดแล้ว ไม่เวิร์คสักอย่าง รวมทั้งสวนลำไส้ด้วยกาแฟด้วย (เพราะตอนที่ทำนั้นทำไม่เป็น รู้สึกไม่เวิร์ค เลยเลิกไป)

คือ จริง ๆ แล้วพยายามมาตั้งแต่ตอนเรียนชั้นมหาวิทยาลัย ซึ่งชีวจิตกำลังดังมาก และไปเจอหนังสือในห้องสมุดว่าด้วยการรักษาสิวด้วยแนวชีวจิตด้วย เจอบทความในนิตยสารด้วย ก็ลองทำแล้ว ไม่เห็นผลเลย มองจากตรงนี้ที่เราเข้าใจแล้ว เราก็เข้าใจตัวเองในวันนั้นว่า เราเข้าใจไม่ครบไง มันเลยไม่ได้ผล ไม่มีคนให้ปรึกษา ไม่มีคนนำทางด้วย ไม่มีเพื่อนสนใจรักษาแนวทางนี้เลย มีแต่คนไปหาหมอ ก็เลยหมดหวัง เลิกทำดีกว่า ก็ต้องใช้ยาต่อไป แต่ก็พยายามจะหลุดจากวงจรให้ได้ โดยไม่ต้องใช้ยามาตลอด

ต่อนะคะ … ข้อมูลในภาษาไทย ไม่มีเลย โชคดีที่มีทักษะการอ่านเขียนภาษาอังกฤษและการทักษะการค้นหาข้อมูลความรู้อยู่ในระดับใช้งานได้ดีมาก เลยไปค้นหาข้อมูลภาษาอังกฤษ ก็ไปเจอของต่างชาติ มี E-Book ให้เราฟรี ๆ ทุกวันนี้เหมือนยังมีอยู่ บีมเจออันนี้เล่มแรกค่ะ http://www.freeacnebook.com เข้าไปอ่านและทำเลย อ่านเฉพาะส่วนของเรื่องสิว (เพราะมันมีเรื่องเซลลูไลท์ด้วย) ซึ่งว่าด้วยการกินอาหารดิบ ๆ (แม่เจ้า … แปลกใหม่มาก แต่ก็ลองทำนะคะ)

บีมทดลองอยู่ 3 วัน เห็นผลชัดเจนมาก เพราะ สิวที่หน้าผากหายไป (สิวผดและอุดตัน) หน้าหายมันตอนเช้า คือ ผิวดีขึ้นมาก ๆ แค่ 3 วันเอง ตอนนั้นไม่ใช้ครีมอะไรเลย ใช้สบู่ก้อนเดียว แถมเลือกสกินแคร์ไม่เป็นอีก สมัยเมื่อก่อน 10 ปีที่แล้ว ผลิตภัณฑ์ไม่ได้มีเยอะขนาดทุกวันนี้นะคะ ก็แบรนด์เดิม ๆ ที่เคยใช้มาหมดแล้ว เลยไม่ใช้ เพราะไม่ได้ผล และบีมตั้งใจว่าถ้าจะทดลองให้รู้ว่า การซ่อมนั้น มาจากภายในจริง ๆ จะต้องไม่ใช้ครีมรักษาสิวเลย ไม่งั้นจะไม่รู้ว่ามันมีกระบวนการอย่างไร ซ่อมจากภายในได้จริงไหม?

บีมตื่นเต้นกับแนวทางและผลลัพธ์มาก ก็เขียนแปลไว้ในบล็อก เป็นบทความแรกของบล็อกแรกที่บีมเขียนค่ะ https://bye-bye2acne.blogspot.com/2009/08/12.html ชื่อว่า “กฎเหล็ก 12 ข้อสำหรับการบอกลาสิวอย่างถาวร” (ให้อ่านเป็นสิ่งอ้างอิง ไม่ได้ให้ทำตามนะคะ เพราะที่บีมตกผลึกแล้วสำหรับคนไทย ที่ใช้แล้วเวิร์ค ให้ศึกษาตามที่แนะนำไว้ในกลุ่มไลน์ห้องสมุดก็พอค่ะ)

ใครที่อยากรู้ว่า ช่วง 3 เดือนแรก บีมทำยังไงบ้าง หรือ ปีแรกบีมทำอะไรบ้าง ไปอ่านในบล็อกนี้ได้เลย คลิกไปดูที่คลังบทความเดือน สิงหาคมถึงตุลาคม 2552 นะคะ ก็จะรู้สึกเหมือนมีเพื่อนเดินทางไปด้วย เพราะบีมในวันนั้น ก็พึ่งเริ่มต้น และเดินคนเดียวด้วย ไม่มีใครเห็นด้วยกับวิธีของบีม เพราะ ห่วงบีม เนื่องจากบีมผอมลงและกินแต่ผักผลไม้ ไม่กินอาหารปกติเหมือนคนอื่นเขา

บีมพลิกวิกฤติการไม่มีงานประจำทำ เป็นโอกาสในการฟื้นฟูสุขภาพกายและจิต ตามแนวทางที่บีมค้นพบ ซึ่งในภายหลัง ได้พบกับเคสของคุณ Seppo Puusa ผู้เขียนหนังสือ Clear for Life ซึ่งปัจจุบันเขาเปลี่ยนเป็น https://www.acneeinstein.com แทนค่ะ แต่บีมก็ได้ข้อมูลพื้นฐานที่ดีมาก ๆ ที่ทำให้เข้าใจเรื่องระบบภายในกับการเกิดสิว และเป็นแนวทางเบื้องต้นหลัก ๆ ที่บีมปฏิบัติและเผยแพร่ในช่วงแรก ๆ เลย และมีผู้อ่านหนังสือ ผู้ปฏิบัติตามแล้วหายจริง ๆ

ของคุณ Seppo จะเดินทางสายกลางมากกว่าของฉบับแรกที่อ่าน อันแรกนั้นสุดโต่งมาก ไปต่อไม่ไหว แต่รู้แล้วว่า เปลี่ยนอาหารจริงจัง หายได้จริง ๆ

ของคุณ Seppo จะเน้นการดูแลสุขภาพองค์รวมเพื่อแก้ปัญหาภาวะอักเสบเรื้อรัง น้ำตาลในเลือดแกว่ง เบาหวานชนิดที่ 2 ในคนที่มีปัญหาสิว ซึ่งอ่านแล้วเก็ตค่ะ เอามาทำแล้วเวิร์ค

สิ่งที่บีมทำตอนนั้น คือ ต้องดูแลให้ครบ อาหาร จิตใจ บีมตื่นเช้าทุกวัน ถ้าคุณยายยังไม่ตื่น บีมก็จะมาเล่นโยคะสไตล์ของบีมนั่นแหละ ไม่ได้ไปเรียนที่ไหน ทำง่ายๆ ท่าสุริยนมัสการ ก็รู้สึกดีมากกก สาย ๆ ก็ไปปั่นจักรยานเล่นที่ทุ่งนา ไปนั่งเล่นสักพัก อยู่กับธรรมชาติ สูดหายใจลึก ๆ ช้า ๆ รู้สึกสบายแล้วค่อยกลับบ้าน บางวันก็ออกไปวิ่งค่ะ

อาหาร ก็ปั่นน้ำผักผลไม้กิน กินเป็นอาหารหลัก เคยทดลองกินอาหารเจแล้ว แต่สิวขึ้น เพราะมันเป็นแป้งที่แปรรูป ไม่ใช่อาหารสดที่มีโครงสร้างที่ร่างกายย่อยได้ง่ายกว่า และก็ไปซื้อที่มัน ๆ มากิน พอกลับมากินผักผลไม้ปั่น สิวก็หายไปเอง เราก็เห็นแล้วว่า ผักผลไม้ปริมาณมาก ๆ ช่วยได้จริง

บีมก็อินมาก ยิ่งทำยิ่งดี ยิ่งหาย ไปค้นหาข้อมูลมาเพิ่มอีก ก็ไปเจอเรื่องการกินโอเมก้า 3 แก้การอักเสบ กินพร้อมนมหมักบัวหิมะ (kefir) จะช่วยเรื่องสิวฮอร์โมน ก็ทดลองค่ะ ก็หายจริงๆ นะ สิวแนวกรามคางนี่แหละ

แล้วก็เริ่มมาอ่านหนังสือของผู้เขียนชาวไทย ซึ่งโชคดีที่อำเภอนั้น มีร้านหนังสือซีเอ็ดอยู่ บีมก็ไปบ่อยมาก ไปดูว่ามีอะไรที่น่าสนใจ ก็เจอของคุณหมอบุญชัย อิศราพิสิษฐ์ “พิชิตโรคร้ายโดยไม่ใช้ยา เล่ม 1 ปฏิวัติชีวิต ปฏิวัติสุขภาพ” ท่านรักษา 4 โรคร้ายของตัวเองจนหายใน 4 เดือน และชื่อหนังสือยังตรงกับชื่อบล็อกบีมเลย เลยถูกใจเป็นพิเศษ (ของบีมตั้งเองคือ ปฏิวัติความคิด พิชิตสิว) อ่านบทนำแล้ว ต้องซื้อกลับมาเลย เพราะมันคือเรื่องเดียวกันกับสิวเลย บีมก็เลยเกิดความเชื่อและทดลองทำตามที่ท่านแนะนำในหนังสือค่ะ แล้วสังเกต มันเป็นเรื่องเดียวกันจริง ๆ แต่คุณหมอมีเครื่องมือและข้อมูลครบองค์กว่า แม้จะไม่ได้พูดเรื่องสิว แต่ก็เป็นสิ่งพิสูจน์แล้วว่า ธรรมชาติที่เราทำอยู่นี่แหละ ใช่คำตอบที่ดีที่สุดแล้ว

ต่อมาก็พบหนังสือหมอเขียว ดร.ใจเพชร มีทรัพย์ “ความลับฟ้า ถอดรหัสสุขภาพ เล่ม 2” ว่าด้วยสมดุลร้อนเย็นและการรักษาดูแลที่จิตใจภายใน บีมก็ทดลองดู สรุปว่า เวิร์คอีก ก็ยิ่งเชื่อมั่นค่ะ

สรุปว่า ที่บีม “เชื่อมั่นและศรัทธา” ในธรรมชาติและแนวทางมาก ๆ เป็นเพราะ

  1. บีมตัดสินใจเด็ดขาดแล้วว่า ทางที่เคยใช้รักษาสิวมาทั้งหมดนั้น ไม่เวิร์ค ไม่เอาแล้ว คือ #ตัดสินใจว่าไม่เอาแล้ว และมุ่งมั่นกับแนวทางธรรมชาติ บอกตัวเองเลยว่า “ถ้าภายใน 1 ปีที่ตั้งใจจริงกับแนวทางนี้ ไม่เวิร์ค จะยอมกลับไปกินยาทายาตลอดชีวิต” ขอให้ได้ทำก่อน ทำสุด ๆ ก่อน นั่นทำให้บีมไม่สั่นคลอนเวลามีคนทัก
  2. ข้อมูลที่หามาได้ทั้งหมด ได้ศึกษาให้เข้าใจ แล้วปฏิบัติจริงจัง แล้วสังเกตผลลัพธ์ มันก็ได้ผลจริง ๆ “เห็นประจักษ์กับตัวเอง” ไม่ได้มีใครมาบอกให้เชื่อ เชื่อเองจากผลการปฏิบัตินั้นเอง
  3. ไม่เคยหยุดศึกษา ไม่ปล่อยให้ตัวเองสงสัย เมื่อสงสัย ก็ค้นหาความรู้เพิ่มเติมเสมอ ๆ เพราะความสงสัยเป็นบ่อเกิดของการชะลอความสำเร็จ ความไม่ใส่พลังเต็มร้อย บีมต้องเคลียร์ตัวเองทุกคำถามถ้าไม่ชัวร์
  4. บีมบอกต่อเพื่อน ๆ ในเว็บบอร์ด และในบล็อก สมัยนั้นบีมยังไม่เล่นเฟสบุ๊คมากนัก แทบไม่ใช้เลย ใช้แต่อีเมล ก็มีคนเขียนมาเล่าบอกว่า เอาสิ่งที่เขียนไว้ไปใช้แล้ว เวิร์คจริง ๆ ทำให้บีมเชื่อมั่นมากขึ้น

    สรุปมีเพียงเท่านี้ค่ะ
    เป็นจุดเริ่มต้นที่แข็งแรงมาก
    เป็นพลังความเชื่อที่เกิดขึ้นในตัวเอง
    ที่ใครก็มาสั่นคลอนไม่ได้เลย

มีท้อบ้าง แต่ไม่เคยหยุดฝัน
ฝันที่จะมีผิวดี ๆ กลับคืนมา
ผิวก่อนเป็นสิว ผิวตอนเด็ก ๆ

บีมไม่เคยหยุด
ทำมาเรื่อย ๆ
ค้นหาวิธีและแนวทาง
ทลายรากสิวจากภายในมาเรื่อย ๆ

สุดท้าย ก็ค้นพบ …
และช่วยให้อีกหลายคน
ได้หลุดพ้นจากปัญหาสิวเช่นกัน

พลังที่ได้ช่วยให้คนหลุดพ้น
ก็เป็นอีกหนึ่งแรงที่เสริม
ให้บีมได้ค้นพบทางหลุดพ้นของตัวเอง
เพราะเราแบ่งปันค่ะ…
เราจึงได้กลับ โดยที่ไม่ต้องคาดหวังเลย
มันจะเจอเส้นทางที่ใช่ของมันเอง

ให้ = ได้เอง
ช่วยเท่าที่ช่วยได้ ด้วยใจบริสุทธิ์ ก็จะได้รับกลับมาโดยธรรมชาติเอง

แบ่งปัน…
เพื่อเป็นกำลังใจ
ให้กับทุก ๆ คนที่กำลังท้อในช่วงแรก ๆ
ให้เดินต่อไปนะคะ
บนเส้นทางและวิธีคิดที่ถูกต้อง

ถ้าจะรักษาสิวเฉย ๆ
มีข้อมูลให้เยอะค่ะปัจจุบันนี้

แต่ถ้าจะทลายรากสิว
และเปลี่ยนชีวิตไปด้วย
ที่นี่มีให้เต็มสตีม

ด้วยรัก
#ShiningBeam
#สิวซีเคร็ตมิติใหม่
#มากกว่าสิวหายคือได้ชีวิตคืนมา

กลุ่มไลน์ห้องสมุด สำหรับศึกษาข้อมูลที่บีมแนะนำล่าสุด และสอบถามถึงวิธีปฏิบัติเข้าร่วมที่ https://line.me/R/ti/g/UTDl6mgZqH

ต้องใช้เวลานานเท่าไหร่ จึงจะหายขาดจากสิว?

สืบเนื่องมาจากภาพประกอบข้อความที่ลงแฟนเพจ สิวซีเคร็ตมิติใหม่ ที่เขียนไว้ว่า ไม่สามารถบอกระยะเวลาที่สิวจะหายแน่นอนได้ เพราะ ต้องให้เวลาในการที่เซลล์ประมาณ 40 ล้านล้านเซลล์ปรับตัวสู่การมีสุขภาพที่ดีทุก ๆ เซลล์ อาจทำให้บางคนรู้สึกว่า “นี่จะต้องรอต่อไปอีกเหรอ เป็นมานานแล้วนะ ก็อยากจะหายเร็ว ๆ สักที” บีมจึงเขียนบทความนี้มาเพื่อขยายความต่อและตอบคำถามนี้ให้นะคะ เพื่อความกระจ่าง ชัดเจน และเพื่อการตัดสินใจของคุณเอง

ตามที่บีมเคยทำภาพอธิบายไว้อีกภาพหนึ่ง คือ ภาพนี้

บีมได้แบ่งระดับปัญหาสิวไว้เป็นระดับ ตามสาเหตุที่เป็น

ถ้าเป็นแค่ผิว ๆ คือ เหตุเกิดเพราะ แพ้ครีม ก็จะแก้ง่ายและหายเร็วที่สุด เพราะ เซลล์ที่เสียหาย มีเฉพาะเซลล์ผิวหน้าเท่านั้น พื้นที่ของความเสียหายมันน้อย เมื่อเราหยุดรบกวนด้วยตัวที่ทำให้แพ้หรือระคายเคือง ปัญหาก็จบ และนี่คือ ระดับที่บีมให้ความช่วยเหลือโดยแนะนำผลิตภัณฑ์กลุ่ม skincare ที่คัดสรรให้

ในระดับต่อมาก็คือ เป็นระดับของเซลล์ร่างกายที่เสียหาย ไม่เกี่ยวกับจิตใจ เพราะ ปกติแล้วก็เป็นคนที่จิตใจโปร่งโล่งสบายดี ไม่เครียดสะสม สุขภาพจิตดี ปัญหาก็อาจจะเกิดขึ้นที่ “วิถีการกินของเขา” แค่นั้น คนกลุ่มนี้ อาจจะกินอิ่ม นอนหลับดี แต่กินไม่ดี ก็ทำให้เซลล์ไขมันเพิ่มจำนวน พิษก็สะสมในเซลล์ไขมัน นาน ๆ เข้าร่างกายก็อักเสบจากไขมัน น้ำตาล เลือดหนืด ข้น หลอดเลือดอักเสบ ก็ขนอาหาร อากาศ น้ำ เข้าเซลล์ไม่ได้มาก จะเอาพิษออกก็ไม่ค่อยได้ เลยขังอยู่ในเซลล์ที่ต่างๆ แบบนั้น ก็ทำให้ป่วย ทำให้ผิวสุขภาพไม่ดี และ พอไขมันเยอะไป พิษก็สะสมมากขึ้น มันต้องหาทางระบาย ออกทางท่อน้ำดีไม่ได้ เพราะ ตีบลง ก็ต้องวนอยู่ในเลือด ในน้ำเหลือง และไประบายออกทางต่อมไขมันที่หน้า คอ อก หลัง รักแร้ ทำให้เป็นสิวและมีกลิ่นตัวแรงนั่นเอง

แต่ระดับที่เสียหายมากที่สุด คือ ระดับจิตใต้สำนึก ระบบประสาท และพลังชีวิต หรือ พลังลมปราณ นั่นเอง ซึ่งตัวบีมเองจัดอยู่ในกลุ่มนี้ ซึ่งถ้าระบบนี้พัง ก็คือกายที่จับต้องได้ก็ต้องพังแน่นอน เพราะ กายที่จับต้องได้ เป็นแค่สิ่งสะท้อน

พลังชีวิตนี้ ยังพอเพิ่มได้จากการนอนหลับ การทานสมุนไพรเพื่อให้เลือดลมหมุนเวียน หรือ บำรุงไต (ไต คือ แหล่งพลังชีวิต) จากผักผลไม้สดสะอาด หรือการได้อยู่กับคนที่พลังชีวิตเต็ม (จนล้นออกมา) หรืออยู่กับเด็ก ๆ ที่สุขภาพจิตดี

ระดับจิตใต้สำนึกนี้ เป็นการสะสมของ “ความทรงจำ” หรือ โปรแกรมที่เล่นอัตโนมัติที่เกิดจากการที่เราได้รับการโปรแกรมตั้งแต่อยู่ในท้องแม่ถึงอายุ 7 ขวบ ที่เราจะได้รับมาเต็ม ๆ โดยไม่ได้คัดกรอง (เป็นธรรมชาติของมนุษย์ที่จะไม่คัดกรองอะไรเลยจนกระทั่ง 7 ขวบ) สำหรับเด็กที่อยู่ในครอบครัวที่มีความรักเต็มที่จากหัวใจบริสุทธิ์ ครอบครัวอบอุ่น และมีการพูด คิด ทำ แต่สิ่งที่ดี ๆ เสริมสร้างความมั่นใจ เคารพตัวเอง เคารพผู้อื่น มีสุขภาพแข็งแรง ก็จะมีโปรแกรมที่ดี เมื่อซอฟท์แวร์ดี ชีวิตที่แสดงออกภายนอกก็จะแข็งแรงตามไปด้วย รวมถึงเซลล์ที่มีสุขภาพดีด้วย เพราะได้มีการสั่งจากภายในแบบนั้นแล้วเรียบร้อย

ในทางกลับกัน หากเด็กขาดความรักและอบอุ่น อยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีการคิด พูด ทำ ที่ไม่ดี ด่า ว่า ให้รู้สึกต่ำต้อยด้อยค่า ถูกเปรียบเทียบตลอดเวลา ในจิตใต้สำนึกก็จะจำค่าเหล่านี้ไว้ และส่งผลให้ชีวิตภายนอกเป็นแบบนั้นจริง ๆ รวมถึงสุขภาพที่ไม่ดีและพฤติกรรมที่ไม่ดีต่าง ๆ ที่จดจำมาทั้งหมดโดยไม่ได้คัดกรองด้วย

และอีกเหตุปัจจัยก็คือ ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก ที่ฝังในก้านสมอง เพราะระบบการสั่นออกโดยธรรมชาติของมนุษย์นั้นถูกปิดเอาไว้ (อ่านเพิ่มเติมเรื่องนี้ได้ในบทความนี้นะคะ สรุปคอร์ส TRE ศาสตร์เพื่อการขจัดความเครียดชนิดฝังลึก ซึ่งระบบนี้ จะต้องแก้ที่ “ก้านสมอง” และ ระบบประสาทเท่านั้น จึงจะออกไปได้จริง ๆ และตัวบีมเองก็มีเหตุการณ์ที่เป็น “ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก” เยอะมาก ๆ ซึ่งศาสตร์จิตใต้สำนึก การนั่งสมาธิ การสวดมนต์ การออกกำลังกาย และการดูแลสุขภาพที่เคยทำมาทั้งหมดนั้น ไม่สามารถเอาตรงนี้ออกได้เลย จนกระทั่งมาทำ TRE ค่ะ ก็เป็นอิสระจากความเครียดและเจ็บปวดฝังลึกทั้งหมดเลย ซึ่งเป็น “ราก” ของสิวของบีมเลยค่ะ และด้วยความที่ป่วยระดับระบบประสาทและจิตหนักมาก เซลล์ย่อมเสียหายมาก ไตก็แย่ลงด้วย พลังชีวิตก็ตก ดังนั้น บีมก็เลือกทานสมุนไพร ดร.ทักษิณาร์ เพราะ เป็นตัวยาสมุนไพรที่ช่วยเรื่องฟื้นฟูไต และ รักษาเบาหวานและหลอดเลือดโดยตรง ซึ่งพอบีมศึกษาและเรียนรู้จากท่านแล้ว ก็รู้ว่า โดยหลักการแล้วช่วยเราและคนเป็นสิวได้แน่ ๆ ซึ่งพอทดลองผ่านไป 1 เดือนร่วมกับทำ TRE แล้ว ก็ได้ผลจริง ๆ ค่ะ เพราะ skincare และวิธีดูแลสุขภาพของบีมโดยปกติก็ได้ผลดีอยู่แล้วค่ะ

นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมของบีมจึงใช้เวลานานกว่าคนอื่น ๆ ซึ่งผู้อ่านหนังสือสิวซีเคร็ต เช่น ดร.พู่กัน แฟน ๆ และลูกค้า จำนวนมาก ก็สิวหายขาดไปก่อนล่วงหน้าแล้ว…

ดังนั้น ที่บีมไล่เรียงมาให้นี้ จะให้ทุกท่านเข้าใจชัดเจนว่า ระยะเวลาที่ใช้ในการแก้ปัญหาสิวของแต่ละคนย่อมแตกต่างกันไปตาม “สาเหตุ” ของการเกิดสิว ว่ามันจะอยู่ในระดับใดและคุณใช้กุญแจปลดล็อคถูกอันไหม

ของน้องบิ๊ว ไม่ต้องทำ TRE เขาก็หายแล้ว (น้องบิ๊วเป็นน้องสาวแท้ ๆ ของบีม เป็นสิวหนักมากเหมือนกัน ใช้ยามาเหมือนกัน แต่สาเหตุต่างกัน บิ๊วเขาหายเพราะเขาล้างพิษลำไส้ ล้างพิษตับ กิน RESERVE ใช้ลูมิเนส บริจาคเลือด และก็หายยาวเลยจนถึงตอนนี้หน้าใสไม่เป็นสิวแล้วค่ะ ดูบันทึกของเขาได้ที่เพจนี้นะคะ Build’s Good Health Story

ของแฟน ๆ และลูกค้า ระยะเวลาที่แต่ละท่านใช้ก็แตกต่างกันไป ถ้าเราจะวัดเรื่อง “หายขาด” นะคะ

บางคนอายุน้อย เหตุของสิวไม่ได้หนักมาก เดือนเดียวก็หายแล้ว

บางคนอายุมาก เหตุของสิวก็หนักมาก เพราะกินยาและมีปัญหาสุขภาพหลายอย่าง (จริง ๆ แล้วปัญหาสุขภาพเป็นสาเหตุของสิวค่ะในคนอายุมากกว่า 20 ปี มีปัญหาสุขภาพ เลยแสดงออกมาเป็นสิวด้วย) และก็เลิกพฤติกรรมบางอย่างไม่ได้ ใช้เวลา 1-2 ปีก็มี

แต่ไม่ว่าจะหายขาดหรือไม่ สิ่งที่ทุกคนได้รับเหมือนกัน และบีมการันตีได้ว่า ทุกท่านที่เลือกเส้นทางเดียวกับที่บีมเดินนี้จะได้รับแน่นอนคือ ความสบายใจ ความรู้สึกดีและภาคภูมิใจในตัวเอง การรู้จักตัวเองที่เพิ่มขึ้น ความรักตัวเองที่เพิ่มขึ้น และสิวจะไม่สามารถทำให้เราเป็นทุกข์ได้อีกต่อไป เพราะเราเขาใจตัวเอง เข้าใจธรรมชาติของสิว และเรารู้ว่าจะทำอย่างไรให้มันหายค่ะ อยู่ที่จะฝึกตัวเองให้ทำได้มากหรือน้อยเท่านั้น หรือจะได้ทำเหตุที่ทำให้สิวหายหรือไม่เท่านั้นเอง คือ คุณจะรู้รอบ รู้ครบ และรู้ได้ด้วยตัวเองเรื่องสิวทั้งหมด พอเรารู้แล้ว เราก็จะหายกังวลไปเองค่ะ และใจที่สบายนั่นแหละ คือ เหตุปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะทำให้สิวหายได้จริง ๆ

ใจที่สบาย ไม่ทุกข์ และลงมือทำเหตุที่นำไปสู่ผลลัพธ์ จะทำให้ได้ผลลัพธ์ โดยไม่ต้องไปคิดว่าจะได้หรือไม่ได้ เพราะมันได้แน่ ๆ ค่ะ

บีมได้ทำมาทุกทางแล้วเช่นเดียวกับทุกท่าน …

ไม่มีทางใดที่เป็นทางออกที่ยั่งยืนและทำให้เรามีชีวิตที่ดีขึ้นได้และมีพลังชีวิตกลับมาได้เหมือนเส้นทางที่บีมเลือกเดินนี้ค่ะ

ดังแท็กที่เขียนว่า “มากกว่าสิวหายคือได้ชีวิตกลับมา”

ข้อนี้จริงที่สุดค่ะ

สรุปส่งท้าย คือ ไม่มีใครสามารถบอกระยะเวลาที่แน่นอนได้ว่าสิวของคุณจะหายเมื่อไหร่ แม้จะกระทั่งบีม เพราะ ร่างกายแต่ละคนและวิถีชีวิตแต่ละคนไม่เหมือนกันเลย มีแต่คุณเท่านั้น ที่จะต้องหัดอ่านสัญญาณแห่งสมดุลหรือเสียสมดุลด้วยตัวเองค่ะ สุขภาพดีและผิวใส คือ สภาวะของสมดุล เป็นสภาวะที่เราจะรู้สึก “สบายที่สุด” ไม่มากไป ไม่น้อยไป สบายใจ สบายกาย และเมื่อไหร่ที่รู้สึกไม่สบาย ก็คือ เสียสมดุล ก็ปรับเข้าสู่สมดุล มันก็จะดีขึ้น ๆ เรื่อย ๆ เองค่ะ คิดเสียว่าคือการวิ่งมาราธอนระยะไกลที่มีจุดหมายคือ สุขภาพดีจากภายใน จากราก จากแก่นจริง ๆ เป็นเราที่สบายใจที่สุดจริง ๆ ในทุก ๆ มิติของชีวิต

อย่าไปตั้งเป้าแค่สิวค่ะ มันเป็นแค่สิ่งสะท้อนภายในแค่นั้นเอง

ซึ่งตัวบีมเอง เมื่อเริ่มต้น ก็ตั้งเป้าอยากให้สิวหาย แต่…ต้องทะลวงแก่นให้สิ้นซาก ไม่เอาแค่ผิวใส แต่ภายในต้องทะลุทะลวง ไม่ให้เชื้อสิวมันอาศัยอยู่ได้อีกต่อไป และในระหว่างทาง บีมก็ไม่ได้ผิวใสตลอดเวลา เพราะสิ่งกระทบชีวิตก็มาตลอดค่ะ เป็นปกติของชีวิตเรา และบางครั้งสิวก็กลับมาจนท้อ แต่บีมเชื่อมั่นว่า If there is a will, there will be a way ถ้าเรามีความตั้งใจ มันต้องเจอหนทางค่ะ บีมเชื่อแบบนั้นในทุกเรื่อง จึงทำให้บีมมีผลลัพธ์ชีวิตในวันนี้ค่ะ บีมไม่สนใจว่า จะใช้เวลาเท่าไหร่ บีมเพียงแค่เดินทางของตัวเองมาเรื่อย ๆ ตามที่ในใจเขาบอก และนี่ก็คือประโยคที่จะแบ่งปันให้เพื่อน ๆ พี่ ๆ น้อง ๆ ที่กำลังมีปัญหาสิวอยู่ทุกคนนะคะ

ให้ตั้งใจไปเลยว่า …

จะนานแค่ไหนก็ตาม ฉันจะตั้งใจล้างพิษภายใน ภายนอก

และปรับสมดุลชีวิตไปเรื่อย ๆ

ให้อยู่ในจุดที่ฉันรู้สึกสบายทั้งกายและใจได้จริง ๆ

เพราะฉันรู้และเชื่ออย่างมากว่า ในจุดนั้นเอง ฉันจะมีสุขภาพที่ดีและผิวที่ดีได้เอง

โยคะหัวเราะ และ TRE : แก้ปัญหาชีวิตและสุขภาพได้ถึง “ราก” ถึง “โคน” พร้อมเสริมภูมิคุ้มกันได้แบบง่าย ๆ

ถ้าคุณได้พยายามเรียนรู้มาหลายอย่าง และทำมาหลายอย่างแล้ว แต่ก็ยังรู้สึกว่าชีวิตยังไม่เป็นไปตามที่หวัง ตั้งใจ ชีวิตยาก ลำบาก รู้สึกไม่เป็นตัวของตัวเอง หรือ ชีวิตก็ดีอยู่ แต่รู้สึกว่ายังไม่ถึงที่สุดที่ตัวเองต้องการจะเป็นได้ บีมแนะนำให้เปิดใจศึกษา 2 ศาสตร์ใหม่นี้ดูค่ะ คือ โยคะหัวเราะและ TRE เป็นเหมือนทางด่วนสู่ชีวิตที่สุขและสำเร็จในแบบฉบับตัวเอง และได้มากกว่าสุขภาพ คือ ได้มีชีวิตที่ง่าย สนุก มีความสุข และเติบโตจากภายในอย่างมีทิศทางชัดเจนเป็นของตัวเองได้จริง ๆ แล้วเดี๋ยวสุขภาพดีแบบยั่งยืน ชีวิตดี ๆแบบยั่งยืนจะตามมาเอง โดยไม่ต้องพยายามคิดบวกเลย เพราะเราจะกลายเป็นความบวกโดยธรรมชาติ

หลังจากที่บีมได้เรียนรู้ศาสตร์โยคะหัวเราะแบบจริงจังในคอร์ส ประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะนานาชาติ โดยครูเก๋ วรารักษ์ สู่โนนทอง เมื่อ 8-11 มีนาคม 2562 ได้ฝึกปฏิบัติเรื่อยมา และเรียนซ้ำอีกครั้งเมื่อประมาณเดือนกันยายนที่ผ่านมา และมาเรียนรู้ศาสตร์ TRE (Tension & Trauma Releasing Excercise) กับสถาบัน Freedom Within โดยโค้ช Lori Ann TRE Certified Coach และ คุณ Yahya Bey โดยเข้าคอร์ส Immersive TRE เมื่อวันที่ 2-3 พฤศจิกายน 2562 ที่ผ่านมา และได้นำมาฝึกปฏิบัติกับตัวเองอย่างต่อเนื่อง วันนี้ทำให้บีมเข้าใจทั้ง 2 ศาสตร์นี้มากขึ้น และบีมมั่นใจว่า ใครก็ตามที่ได้ฝึกทั้งสองอย่างนี้ไปควบคู่กันแล้ว จะทำให้รับมือและสลายความเครียดได้ดีมาก ๆ และสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้เหมือนเด็ก ๆ ที่มีความสุข ความอิสระ สดใสร่าเริง และใช้ชีวิตได้ในแบบที่ตัวเองต้องการจริง ๆ ได้ในที่สุดค่ะ โดยไม่อยู่ภายใต้กรอบของสังคมและความคาดหวังที่น่าอึดอัดอีกต่อไป เราจะกลายเป็นคนที่รักและเคารพตัวเองมากขึ้น รักและเคารพผู้อื่นมากขึ้น สันติสุขจะเกิดขึ้นในตัวเรา และเราจะเป็นพลังงานดี ๆ ส่วนหนึ่งของโลกใบนี้ โดยไม่ต้องพยายามไปเปลี่ยนแปลงโลก แต่ผู้คนรอบ ๆ ตัวเราจะเปลี่ยนไปตามเราเอง

บีมเคยเขียนเกี่ยวกับโยคะหัวเราะ และ TRE ไว้แบบละเอียดมากแล้วนะคะ สามารถคลิกที่ลิงค์ที่เชื่อมไว้ให้ในย่อหน้าแรกได้เลยค่ะ เพื่อเข้าไปอ่านว่า บีมได้เรียนรู้อะไรจากคอร์สมาแล้วบ้าง

ในบทความนี้ ขออนุญาตเขียนสิ่งที่ “ตกผลึก” เพิ่มเติมล่าสุด ว่า 2 ศาสตร์นี้ จะช่วยเหลือทุก ๆ คนที่ต้องเผชิญกับความเครียดและวิธีอื่น ๆ เช่น นั่งสมาธิ ปฏิบัติธรรม ออกกำลังกาย นวดตัว ฯลฯ ซึ่งสามารถช่วยให้สบายใจได้เพียงชั่วคราว แต่สักพัก ก็จะรู้สึกว่า ยังคงมีความเครียดนั้น ๆ วนเวียนอยู่ทำให้ไม่สามารถใช้ชีวิตได้เป็นปกติหรือมีประสิทธิภาพสูง (สำหรับระดับของความเครียดในตัวเราเอง แนะนำให้อ่านบทความ TRE ค่ะ ความเครียดจะมี 5 รูปแบบ ไปทำความเข้าใจกับมัน จะได้รับมือได้ถูกต้องค่ะ)

ขอสรุปเกี่ยวกับความเครียดและกลไกกำจัดความเครียดของร่างกายอีกครั้ง

โดยปกติแล้ว เมื่อเราเกิดความเครียด ร่างกายจะหลั่งสารเคมีออกมา ตัวหลัก ๆ ที่มักมีการพูดถึงกันก็คือ อะดรินาลีน และ คอร์ติซอล แต่จริง ๆ แล้วมีมากกว่านี้ รวม ๆ แล้วประมาณ 50 ชนิด (ตามคู่มือของคอร์ส Immersive TRE) เป็นสารที่จำเป็นต้องใช้เมื่อร่างกายกำลังเผชิญสถานการณ์เครียด เพื่อให้เอาตัวรอดได้ตามสัญชาตญาณธรรมชาติ

ซึ่งจริง ๆ แล้ว ร่างกายจะมีกลไกการกำจัดออกตามธรรมชาติ คือ การสั่น เหมือนที่เด็ก ๆ จะร้องไห้แล้วดีดขาไปมา เพื่อสลายความเครียด (หิว ง่วง ไม่สบอารมณ์) แต่สังคมมนุษย์ไม่อนุญาตให้ทำแบบนั้น เพราะ มันดูไม่ดี ไม่เหมาะสม กลไกนี้จึงหยุดทำงานเรื่อยมาเมื่อเราเติบโตขึ้น

ทำให้มนุษย์มีสุขภาพอ่อนแอจากความเครียดสะสม เพราะร่างกายไม่สามารถใช้กลไกนี้กำจัดออกได้ เป็นร่างกายที่ “สะสมอารมณ์เครียด อารมณ์ลบที่ผูกกับสถานการณ์ และสารเครียด” แม้สถานการณ์นั้นจะผ่านไปนานแล้วเพียงใดก็ตาม

มีงานวิจัยชิ้นใหม่ ๆ ล่าสุด สนับสนุนข้อมูลนี้ว่า โรคภัยต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นโรคที่สาเหตุไม่ได้ สัมพันธ์กับความเครียดในวัยเด็ก เด็กที่มีปัญหาพ่อแม่ไม่รักกัน ครอบครัวแตกแยก ใช้ความรุนแรง ถูกกระทำทางเพศ ฯลฯ มีโอกาสที่จะเป็นโรคที่หาสาเหตุไม่ได้ เป็นรุนแรง เรื้อรัง และมีโอกาสเสียชีวิตเร็วขึ้น สุขภาพจะอ่อนแอกว่าคนที่เติบโตมาในท่ามกลางสภาพแวดล้อมของความรักและความอบอุ่น (ปัญหาหลักของมนุษย์ยุคนี้ คือ เครียด และ ขาดความรักความเมตตา เท่านั้นเองค่ะ และไม่รู้วิธีจัดการหรือระบายออกที่ได้ผลจริง)

นวัตกรรมโยคะหัวเราะ จะทำงานโดยตรงกับ “ระบบสารเคมีในร่างกาย” และ “จิตใต้สำนึก” ซึ่งไม่จำเป็นต้องอาศัยการสะกดจิตเลย

การทำงานของโยคะหัวเราะต่อระบบสารเคมีในร่างกาย

เมื่อเราฝึกโยคะหัวเราะ สิ่งที่จะได้รับหลัก ๆ มีดังนี้

  1. การสร้างสารแห่งความสุขขึ้นมา และเป็นสารที่สลายความเครียดได้ในทันที เหมือนเป็นการเอาบวกมาหักล้างลบ ก็จะทำให้สารเคมีเข้าสู่สมดุล สารพิษหายไป สารสุขกลับมาหล่อเลี้ยงร่างกายแทนที่ ก็เหมือนทำให้ระบบเลือดของเรา เต็มไปด้วยสารแห่งความสุขนั่นเอง เซลล์จึงมีความสุขและสุขภาพดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งระบบต่อมไร้ท่อที่เกี่ยวกับการหลั่งฮอร์โมนต่าง ๆ ก็จะทำงานเป็นปกติ ทำให้สุขภาพดีขึ้น กินอาหารได้อร่อยขึ้น นอนหลับดีขึ้น มองโลกบวกโดยไม่ต้องพยายามคิดบวก เป็นคนบวกโดยธรรมชาติ เพราะ สารสุขมันหล่อเลี้ยงทุกอณูไปแล้ว เป็นกระแสธรรมชาติของเราไปแล้วนั่นเอง
  2. ดีท็อกซ์จิตใต้สำนึกและกำจัดอารมณ์ลบได้ทันที จากการทดลองของบีมพบว่า การหัวเราะในบางท่า เช่น Aloooo Haaa ท่านี้ สุดท้ายจะลงไปหัวเราะกับหมอน การหัวเราะขณะอยู่ในท่านี้จะทำให้สิ่งที่อยู่ในจิตใต้สำนึกถูกขับออกมาอย่างเด่นชัด เมื่อแรก ๆ ที่บีมฝึก บีมร้องไห้ออกมาด้วย โดยไม่มีสาเหตุ ซึ่งภายหลังพบว่า เพื่อน ๆ ที่ได้ลองฝึกช่วงแรก ๆ เมื่อทำท่านี้ จะเป็นแบบนี้ทุกคน ซึ่งถ้าเราทำครบกระบวนการ จะมีวิธีปิดการฝึกด้วยการ Grounding ซึ่งจะทำให้เรารู้สึกโล่งสบายได้ในทันที เป็นการดีท็อกซ์จิตที่ง่ายและได้ผลจริง เพียงฝึกวันละ 10-15 นาทีต่อวันในช่วงเช้าหลังตื่นนอนเท่าน้ันค่ะ แต่ควรทำทุกวัน จะเป็นการเริ่มต้นวันใหม่ที่ดีมาก ๆ พลังบวกมาเต็ม เหมือนได้ชาร์ตพลังบวกให้ตัวเองไปใช้ได้ตลอดวัน มีภูมิต้านทานกับสิ่งต่าง ๆ ในระดับจิตได้ดีขึ้น บุคลิกภาพมั่นคงแข็งแรงขึ้น สดใสขึ้น ผู้คนอยากจะเข้าใกล้และมอบอะไรดี ๆ ให้มากขึ้น (ด้วยพลังบวกที่เราส่งออกไปตามธรรมชาติอย่างไม่รู้ตัว เพราะมันเป็นกระแสของเราไปแล้ว) ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดกับชีวิตบีมจริง ๆ แตกต่างอย่างมาก ระหว่างชีวิตก่อนฝึก ซึ่งทุกอย่างจะยาก แม้ว่าเราจะคิดดีกับคนอื่น แต่พลังในตัวเรา ทำให้ทุกอย่างมันยาก ก็ทำให้ชีวิตยากไปด้วยค่ะ แต่พอพลังเราดี ด้วยการดีท็อกซ์อารมณ์ตกค้างในจิตใต้สำนึกแบบนี้เป็นประจำ ก็จะทำให้ชีวิตมันง่ายขึ้นจริงค่ะ
  3. สร้างภูมิคุ้มกันให้กับตัวเอง เพราะในสภาวะที่เราหัวเราะนั้น จิตเราจะโล่ง ไม่มีความคิดอยู่เลย เป็นสภาวะที่เปิดสู่จิตใต้สำนึกโดยตรง เราสามารถใช้โอกาสนี้ในการโปรแกรมสมองใหม่ได้ เป็นสิ่งที่ให้ผลเหมือนกับ NLP แต่วิธีเข้าถึงจิตใต้สำนึกนั้นง่ายกว่า เร็วกว่า และได้ผลยั่งยืนกว่า เพราะมันไปล้างสารพิษขณะหัวเราะด้วย ทำให้ความรู้สึกลบ ๆ หายไปเร็ว และไม่มาต่อต้านโปรแกรมที่ใส่เข้าไปใหม่ค่ะ ซึ่งเป็นสิ่งที่ NLP ทั่วไปไม่ได้ทำจุดนี้ การฝึกโยคะหัวเราะ จะมีท่าที่สอนให้เราโปรแกรมตัวเองใหม่ เช่น ท่าตลับเมตร ที่จะกางแขนออกกว้าง ๆ เงยหน้าขึ้น แล้วหัวเราะดัง ๆ ท่านี้ให้พลังดีมาก ในการกลับมาเป็นตัวของตัวเอง ยอมรับตัวเอง ยิ้มให้ตัวเอง หัวเราะให้ตัวเองได้ อย่างไม่หลงตัวเองค่ะ หรือท่าที่ทำท่าชี้หน้าคนตรงหน้า ในอารมณ์ที่เราโกรธเขา แต่ให้หัวเราะออกมาแทน ซึ่งบีมได้นำเทคนิคนี้มาใช้กับหลาย ๆ เรื่องที่ทำให้อารมณ์เสียง่าย ก็ได้ผลดีขึ้นจริง เราอาจจะยังโกรธได้ แต่เราจะปล่อยมันง่ายมาก บางครั้ง เรารู้ตัวเลยและปล่อยทันที เหมือนเราหัวเราะใส่มันทันทีนั่นล่ะค่ะ เป็นผลมาจากการฝึกตรงนี้ เราสามารถฝึกได้กับทุกเรื่องที่เราอยากจะปล่อยวางมัน ไม่อยากเครียดกับมัน เพราะอารมณ์ลบและความเครียด ไม่ได้ช่วยแก้ปัญหาเลย ภูมิคุ้มกันชีวิตและการที่จะแก้ปัญหาและเดินต่อได้ เติบโตได้ เราต้องมีพลังบวกเท่านั้นค่ะ และพลังของเสียงหัวเราะ มันให้มากกว่าที่คุณคิดแน่นอน ต้องลองฝึกเองค่ะ คุณจะรู้…

นั่นคือ สิ่งที่บีมตกผลึกและได้รับจากการฝึกโยคะหัวเราะมาตลอดค่ะ ยังไม่นับส่วนที่ฝึกแล้วปิดท้ายการ “ฝึกขอบคุณ” นะคะ ไว้จะมาแบ่งปันกันอีกครั้งในอนาคตค่ะ ครั้งนี้ขอแบ่งปันในส่วนที่เข้าใจได้ง่าย ๆ ก่อน 3 ข้อสำหรับโยคะหัวเราะค่ะ ซึ่งเราก็รู้กันดีอยู่แล้วค่ะว่า แค่หัวเราะ ก็หายเครียดแล้ว

แต่ถ้าคนไม่เคยเรียนรู้และฝึกโยคะหัวเราะ จะยังคงหัวเราะแบบมีเงื่อนไข คือ ต้องรอบางสิ่งมาทำให้หัวเราะ แต่คนที่เรียนและฝึกโยคะหัวเราะ จะสามารถสร้างเสียงหัวเราะได้ด้วยตัวเอง โดยไม่ต้องรออะไรค่ะ ซึ่งเป็นจุดที่ทำให้มีพลังกลับมาได้เร็ว เพราะ เรารู้สึกว่า เราไม่ต้องรออะไรที่จะทำให้เรามีความสุข เราจะเป็นคนที่มีความสุขง่ายขึ้น แม้ชีวิตจะต้องเผชิญอะไรอยู่ก็ตาม เราจะหัวเราะให้มันและเดินต่อไปได้ค่ะ เราจะไม่เลือกจบชีวิตตัวเองแน่นอน อันนี้การันตี (เพราะถ้าใครอ่านบทความเรื่องหนี้ของบีม จะเข้าใจค่ะว่าไม่ Strong จริง ๆ อาจไม่รอด เพราะ ก็มีแว่บเรื่องจบชีวิตอยู่เป็นบางครั้งก่อนจะฝึกโยคะหัวเราะ แต่พอฝึกแล้ว เจอสถานการณ์ที่ยากที่สุดจริง ๆ มันก็ผ่านไปได้ค่ะ เพราะเราปล่อยวางเร็ว ก็ตามนั้น…มันเป็นแบบนั้นค่ะ)

นอกจากนี้ การหัวเราะ คือ การสั่นและเขย่าตามธรรมชาติ เป็นหนึ่งกลไกที่ร่างกายกำจัดความเครียดออกค่ะ ซึ่งในเด็ก ๆ จะหัวเราะวันละ 300-400 ครั้ง ทำให้พวกเขาไม่มีความเครียดสะสม แต่ถ้าเด็กที่ต้องอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เครียด ก็จะทำให้พวกเขาเติบโตไม่มีคุณภาพเท่าที่ควร ทั้งนี้ ก็ขึ้นอยู่กับตัวเด็กเองส่วนหนึ่ง และ ถ้าเด็กมีเพียงผู้ใหญ่ 1 คนที่รักและสนับสนุน แม้จะอยู่ท่ามกลางความโหดร้าย ความรักที่บริสุทธิ์จากผู้ใหญ่เพียง 1 คนก็เพียงพอให้เขาเติบโตอย่างเข้มแข็งไปได้ค่ะ

TRE นวัตกรรมการบริหารร่างกายที่ช่วย “ปลดปล่อยความเครียดฝังลึกและสะสมได้มีประสิทธิภาพและปลอดภัย ด้วยกระบวนการธรรมชาติ”

TRE จะทำงานกับระบบประสาทอัตโนมัติ และ สมองส่วนดึกดำบรรพ์ (ก้านสมอง) ซึ่งเป็นส่วนที่ร่างกายจะเก็บสะสมความเครียดเอาไว้ โดยตรง

TRE เป็นการบริหาร 7 ท่า ที่ทำง่าย กระบวนการง่าย แต่สามารถดีท็อกซ์ความเครียดได้ถึงรากเช่นกันค่ะ

บีมเองก็เป็นคนชอบออกกำลังกายมาแต่ไหนแต่ไร เป็นนักกีฬามาตั้งแต่สมัยเรียน เล่นทุกอย่าง และ เมื่อทำงานแล้ว ก็ยังชอบออกกำลังกายและไปซาวน่าหรือสตีมเป็นประจำถ้ามีโอกาสไปได้

ซึ่งการออกกำลังกาย ในตัวมันเอง ก็ช่วยให้มีพลังและความสุขได้จริง ๆ ค่ะ ยิ่งได้อบตัวแล้ว ก็ฟินและผ่อนคลาย

แต่…เมื่อฝึก TRE แล้ว บีมพบความแตกต่างจากการที่เราออกกำลังกายหรือใช้วิธีการผ่อนคลายความเครียดวิธีอื่น ๆ ทั่วไป คือ TRE มันถอนรากถอนโคนความเครียดสะสม โดยที่เราไม่ต้องพยายามไปคิดถึงมัน ไม่ต้องพยายามไปขุดคุ้ย ไม่ต้องพยายามไปแก้ปัญหามัน ซึ่งเวลาที่เราออกกำลังกาย เราจะได้สลายความเครียดที่พึ่งรับมาในปัจจุบันหรือไม่นานมานี้ได้ แต่พวกความรู้สึกผิด ความหลังฝังใจ มันไม่ออกไปไหน มันยังอยู่ และในเวลาที่เรารู้สึกดาวน์ หรือแย่ มันจะวนเวียนมาหาเราใหม่ และดึงให้เราจิตตกไปได้อยู่

นอกจากนี้ TRE จะทำให้เราเข้าสู่ความสงบและมีสติได้อย่างง่ายดายอีกด้วย โดยที่ไม่หลุดล่องลอยไปไหน เป็นสติที่ต้องรู้ตัวตลอดระยะเวลาการฝึก ซึ่งมันจะนำมาใช้กับชีวิตประจำวันได้ดีด้วย ซึ่งต่างจากการฝึกสมาธิของบีมที่ผ่านมา ที่ 80% นั้น จะเป็นการฝึกที่เราหลุดไปจากปัจจุบัน แต่เราหลงว่า มันคือความสงบภายใน จริง ๆ แล้วไม่ใช่ … การฝึกที่ถูกต้อง เราจะต้องอยู่ตรงนี้ รับรู้ทุกสิ่ง และมีความเบา ไม่มีตัวตน ซึ่ง TRE สอนให้เรามีตรงนี้ได้ด้วย ทั้งที่เขาเป็นวิทยาศาสตร์ล้วน ๆ ไม่มีเรื่องจิตวิญญาณมาเกี่ยวข้องเลยในกระบวนการและการสอนค่ะ แต่ได้ผลเรื่องสติ ความสงบ เป็นปัจจุบัน ดีมาก ๆ

นอกจากก็ทำได้ง่าย แค่ 15 นาที และ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ ก็เพียงพอแล้วค่ะ และจะทำให้เรามีความสงบ สมดุล ภายในเพิ่มขึ้น ซึ่งบีมทดลองไม่นั่งสมาธิมาสักพักใหญ่แล้ว แต่ใช้กระบวนการของ โยคะหัวเราะ การฝึกขอบคุณ และการทำ TRE มาอย่างต่อเนื่อง ก็ได้รับผลลัพธ์ที่ดีกว่าการฝึกนั่งสมาธิและสวดมนต์แต่เพียงอย่างเดียวในมุมที่เราใช้ชีวิตกับความจริงได้ดีขึ้น อยู่กับโลกได้ดีขึ้น บวกมากขึ้น ไม่ใช่สงบและสุขแต่เพียงในช่วงปฏิบัติค่ะ แต่อยู่กับโลกไม่ได้เลยหรืออยู่แล้วก็ยังทรมานเหมือนเดิม แต่ถ้าคุณทำแนวที่ทำอยู่ แล้วได้ผลดีอยู่แล้ว ก็ทำต่อไปได้เลยค่ะ และอาจศึกษาและทดลองทำในศาสตร์ใหม่นี้เสริมเข้าไปดู เผื่อว่าผลลัพธ์อาจจะดีเกินกว่าที่คุณเคยคาดเอาไว้ 🙂

บีมมองว่า การฝึก 3 สิ่งนี้ โยคะหัวเราะ การฝึกขอบคุณ และการทำ TRE น่าจะให้ผลดีสำหรับคนที่รู้สึกว่าการฝึกทางศาสนามันอาจจะยากเกินไป ปฏิบัติไม่ได้จนเลิกไป วิธีที่บีมแนะนำนี้ก็ช่วยได้และให้ผลลัพธ์ดีมาก ๆ เช่นกันค่ะ เพราะในที่สุดแล้ว เราทุกคนเพียงแค่อยากมีชีวิตที่เบา สบาย มีความสุข วิธีไหนที่ไม่ผิดศีลธรรม ไม่ทำลายคนอื่น ไม่ทำลายตัวเอง บีมว่า มันก็ใช้ได้หมด เมื่อเราสงบสุข คนอื่นก็สงบสุขค่ะ สังคมก็จะสงบสุข วิธีอะไรก็ได้ อย่าไปยึดติดค่ะ ผลลัพธ์คือสุขไปด้วยกันทั้งหมด ก็โอเคแล้ว

ประโยชน์ของ TRE ที่บีมได้รับจากการฝึกต่อเนื่อง และ “ตกผลึก”

  1. TRE จะช่วยให้เราปลดปล่อยความเครียดที่สะสมอยู่อย่างตรงไปตรงมาโดยให้ร่างกายจัดการสั่นออกเอง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะมาจากงานที่เราทำทุกวัน การได้ไปพบเจอคนแย่ ๆ สิ่งแย่ ๆ หรืออะไรก็ตามที่ไปเจอมาในแต่ละวัน แล้วเรารับมา รู้สึกเครียดอย่างไม่รู้ตัว ซึ่งก่อนหน้าที่จะเรียนรู้เกี่ยวกับ TRE โดยการลงคอร์ส บีมได้เคยฝึกมาบ้าง แต่ก็ยังใช้ไม่ค่อยเป็น แต่พอได้เข้าใจกระบวนการแล้ว และทดลองทำเองดูตามที่โค้ชแนะนำ บีมพบว่า ทุกอย่างที่เข้ามาในชีวิตแต่ละวัน การทำงานสร้างความเครียดได้มากเลยค่ะ ถ้าเราต้องอยู่ในความเร่งรีบ ยิ่งไปกันใหญ่ ความคาดหวัง ความกดดัน … พอเรารับพวกนี้มา มันจะมาสะสมในระบบประสาทของเรา ทำให้ระบบประสาทตื่นตัว (ใครที่หลับยาก หลับไม่สนิท ก็คือมีปัญหานี้ล่ะค่ะ ความเครียดสะสมในระบบประสาท ทำให้ระบบประสาทผ่อนคลายทำงานไม่ได้ ต้องตื่นตัวพร้อมหนีหรือสู้ตลอดเวลา) เมื่อบีมรู้สึกว่า เริ่มคิดลบ เริ่มหัวไม่โปร่ง คิดงานไม่ออก บีมจะทำ TRE สั่นเอาความเครียดออกจากระบบประสาท ซึ่งได้ผลดีมากกก มันหายเครียดได้เลยเมื่อครบ 15 นาทีของการทำแต่ละ session ค่ะ มันดีที่เราจัดการความเครียดได้ง่าย ๆ ที่บ้านเลย ไม่ต้องรอเวลาไปออกกำลังกาย ซึ่งก็มีเงื่อนไขมากมายที่ไม่ได้ไปเสียที (ใครมีลูกก็จะเจอปัญหาประมาณนี้เช่นกันค่ะ ยกเว้นมีคนช่วยดูแลลูกและลูกโตแล้ว ดูแลตัวเองได้แล้ว ก็จะไปออกกำลังกายพร้อมลูกได้)
  2. หายเครียดโดยไม่ต้องขุดคุ้ย พูดคุยปัญหา เพราะ ความเครียดและปัญหาที่ผูกกับความเครียดนั้น มันอยู่ในสมองส่วนก้านสมองค่ะ แต่การคิดแก้ปัญหา มันอยู่ในสมองส่วนหน้า (neo-cortex) ดังนั้น ถ้าเราไม่กำจัดความเครียดจากก้านสมองโดยตรง หรือไม่กำจัดความเจ็บปวดที่ฝังลึก เช่น ถูกล้อตอนเด็ก ๆ ปัญหาหย่าร้างของพ่อแม่ที่ส่งผลต่อจิตใจ การใช้ความรุนแรง ถูกละเมิดทางเพศ ฯลฯ ถ้าเราไม่กำจัดออกจากก้านสมอง มันก็จะอยู่แบบนั้น … การพูดคุย การให้คำปรึกษา อาจได้ผล แต่ต้องใช้ยาและใช้เวลานาน แต่ TRE คือ การเชื่อในร่างกายของเราว่าเขาซ่อมตัวเองได้เอง พลังชีวิตเราซ่อมได้เอง และแค่วางใจให้เขาจัดการเองค่ะ บีมชอบมาก ๆ มันง่ายและได้ผลจริง ๆ อารมณ์ที่ผูกกับความเจ็บปวดฝังลึกก็หายไปด้วย ซึ่งจะต้องทำไปเรื่อย ๆ ค่ะ มันก็จะค่อย ๆ ถูกกำจัดออกไปเอง
  3. ความสงบและผ่อนคลายระดับลึกหลังจบการสั่น จะมีช่วงที่เรียกว่า Intregrated ค่ะ เมื่อเราหยุดกระบวนการสั่นแล้ว เราจะต้องนอนนิ่ง ๆ หงายหรือคว่ำก็ได้ สัก 2 นาที โดยจะต้องประคองสติอยู่กับปัจจุบันให้ได้ (ทั้งกระบวนการก็ต้องประคองสติค่ะ) ในช่วงระหว่างนี้ เราจะรู้สึกได้เลยว่า “ผ่อนคลายของจริง” รู้สึกมีแรง มีพลัง ขึ้นมาเต็ม พร้อมจะไปต่อได้เลยค่ะ เขาเรียกว่า เป็น State of Balance คือ จุดสมดุลของตัวเราเอง ที่เราจะมีบุคลิกภาพที่สงบ มั่นคงด้วยภายในที่มั่นคงจริง ๆ มันต่างจากการถูกปลุกพลังจากคนอื่น … อันนั้นไม่ใช่พลังของเรา แต่นี่คือ เราจะรู้สึกเลยว่า เรามีพลังจากภายในออกมาเลย ไม่ต้องให้ใครมาปลุกพลัง แต่เราสามารถสร้างมันได้ด้วยตัวเองจากกระบวนการ TRE นี้ค่ะ และการที่เราได้ทำให้ระบบประสาทสมดุลแล้ว ระบบผ่อนคลายและระบบกระตุ้นทำงานเป็นปกติ ร่างกายจะหลับพักผ่อนยามค่ำคืนดีขึ้น และจะมีพลังเต็มที่ในการทำงานช่วงกลางวันมากขึ้น ทำให้มีความสุขในการใช้ชีวิตและสำเร็จในการทำงานเพิ่มขึ้นจริง ๆ

ใช้ร่วมกันได้ผลดีมากยิ่งขึ้น

บีมเรียนรู้และฝึกโยคะหัวเราะก่อน TRE ประมาณ 8 เดือน และ ก่อนหน้าเรียนคอร์ส TRE ก็มีฝึกมาบ้างแล้วประมาณ 3 ครั้ง

เมื่อได้เรียนรู้ทั้ง 2 ศาสตร์อย่างลึกซึ้ง และ ตกผลึกเกี่ยวกับ TRE มากขึ้นแล้วก็พบว่า มันเติมเต็มกันได้ดีมาก ๆ

ในส่วนที่ทั้งสองศาสตร์ให้ผลลัพธ์เหมือนกัน ก็คือ ในส่วนของการ “กำจัดความเครียด” ให้ออกไปได้ในเวลาที่รวดเร็ว ไม่ต้องรอเวลา ไม่ต้องรอไปใช้สถานที่ที่ไหน ไม่ต้องมีเงื่อนไขอะไรมากเลย ตื่นเช้ามา ทำที่ห้องหรือบ้านได้เองเลย และใช้เวลาสั้นมาก ๆ และได้ผลดีเยี่ยมด้านการคลายเครียดและเพิ่มพลังให้จิตใจและร่างกาย และจะต้องใช้วิธีการ grounding พลังงาน คือ การทำพลังงานให้สงบลงในตอนท้ายเหมือนกัน เพื่อให้ร่างกายและจิตใจกลับสู่จุดสมดุล พร้อมออกไปใช้ชีวิตอย่างมีพลัง มีสติ และภูมิคุ้มกันมากยิ่งขึ้น แก้ปัญหาต่าง ๆ ในทางบวกได้มากขึ้น

ส่วนที่เป็นจุดแข็งของแต่ละศาสตร์ (ที่เป็นสิ่งที่บีมสังเกตได้กับตัวเอง) คือ

  • โยคะหัวเราะ จะเด่นเรื่อง การดีท็อกซ์จิตใต้สำนึก การเปิดจิตใต้สำนึกเพื่อรีโปรแกรมตัวเองต่อเหตุการณ์ที่กระทบเชิงลบ การปล่อยวาง ถ้าได้หัวเราะเป็นกลุ่ม จะช่วยเชื่อมความสัมพันธ์กับเพื่อน ๆ มนุษย์ได้ดีมาก ซึ่งนี่เป็นอาหารทางใจอีกอย่างหนึ่งของมนุษย์ค่ะ เพราะ การทำโยคะหัวเราะ จะเน้นการสบตาด้วย จะยิ่งทำให้รู้สึกเป็นสุขและอิ่มใจ ปลอดภัยมากขึ้น และทำให้เราหายใจได้เต็มปอดมากขึ้น สูบออกซิเจนและคายแก๊สพิษจากปอดได้มากขึ้นมาก ๆ
  • TRE จะเด่นเรื่อง การกำจัดความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึกหรือที่ถูกกระทบแรงมากจริง ๆ ที่โยคะหัวเราะอาจจะยังเอาไม่ออกในตอนนั้น หรือตอนที่เราหัวเราะไม่ออกจริง ๆ ใช้ TRE จัดการก่อนได้เพื่อให้เบาลง เพราะอารมณ์ที่ลึกและแรง มันฝังไปที่ก้านสมอง ต้องแก้ที่ระบบประสาทอัตโนมัติเท่านั้น โดยที่ให้ร่างกายจัดการเอง ไม่ต้องใช้ความคิด ไม่ต้องพูดคุยถึงมัน มันจะออกไปเองแบบอัตโนมัติได้เลยค่ะ และเข้าสู่จุดสมดุลได้เร็วขึ้น ซึ่งจะทำให้เรามีพลังไปต่อได้เร็วขึ้น

ถ้าวันไหนทำร่วมกัน ทำ TRE ก่อนก็ได้ค่ะ แล้วค่อยมาทำโยคะหัวเราต่อ มันก็จะเบา ๆ ง่าย ๆ สบาย ๆ หัวเราะแบบเบา ๆ ได้มากขึ้น

ทั้ง 2 ศาสตร์ เป็นวิธีจัดการความเครียดที่ ทะลุทะลวง สั้น ง่าย เร็ว ทำได้เอง ประหยัดในระยะยาว สุขภาพดี ป้องกันความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังและโรคจิตทั้งปวง

ซึ่งโยคะหัวเราะเต็มที่และครบกระบวนการประมาณ 10-15 นาที ได้ผลลัพธ์เท่ากับการวิ่งบนสายพานประมาณ 30 นาที (อ้างอิงจากคู่มือประกาศนียบัตรผู้นำโยคะหัวเราะ จากมหาวิทยาลัยโยคะหัวเราะ ประเทศอินเดีย) และสามารถทำได้ทุกวันเพื่อเคลียร์อารมณ์ลบตกค้างในจิตใต้สำนึก ไม่ให้สะสมใหม่เพิ่มเติม

ส่วน TRE ก็ใช้เวลาเพียง session ละไม่เกิน 15 นาทีเท่านั้น (สำหรับช่วงของการสั่น) ซึ่งเมื่อฝึกร่างกายไปสักพักแล้ว ระบบการสั่นจะสามารถกลับมาทำงานได้เอง โดยไม่ต้องทำท่าบริหาร 7 ท่าก่อน (ซึ่งตอนนี้บีมมาถึงจุดนี้แล้วค่ะ เชื่อว่าที่มาถึงจุดนี้ได้เร็ว เพราะได้ฝึกโยคะหัวเราะมาก่อนด้วย มันเคลียร์ไปแล้วระดับหนึ่ง) ทำสัปดาห์ละ 2-3 ครั้งก็เพียงพอ ทำช่วงไหนก็ได้ค่ะ ที่รู้สึกเครียด จะตอนเช้า ก่อนนอน ได้หมด อยู่ที่เราเลยว่าอยากจะสั่นออกตอนไหน

ดังนั้น รวมทั้งหมด ก็ไม่เกิน 30 นาทีถ้าทำร่วมกัน บางวัน ก็สั้นกว่านี้ อยู่ที่ว่าวันก่อนหน้าหรือช่วงนั้น มีความเครียดมากน้อยเพียงใด ซึ่งบีมพบว่า ช่วยให้รู้สึกเบาสบายมาก ๆ ใกล้เคียงกับการได้ไปออกกำลังกายแบบพอดี ๆ (ไม่ฝืนตัวเอง ไม่หนักเกินไป) ประมาณ 30 นาทีเลยค่ะ

ถ้าวันที่ไม่มีการทำ TRE ก็จะหัวเราะ + ขอบคุณเป็นหลักค่ะ ใช้เวลาทั้งหมดไม่เกิน 15 นาที

สรุปส่งท้าย

โยคะหัวเราะ TRE และ grounding เป็นศาสตร์ใหม่ที่ในเมืองไทยยังไม่มีคนรู้จักมากนักค่ะ แต่เป็นวิธีการที่ได้รับการยอมรับในระดับสากลมานานแล้ว และมีการวางหลักสูตรและการเรียนการสอน การ Certified อย่างเป็นระบบ

เหมาะสำหรับทุกคนที่กำลังซึมเศร้า เครียด หาทางออกไม่เจอ มืดมน สับสน หลงทาง และที่สำคัญคือ ใช้มาทุกวิธีแล้ว … เรียนมาหลายศาสตร์ … เรียนมาหลายโค้ชแล้ว ยังไม่ดีขึ้น หรือ ดีขึ้นชั่วคราว แล้วกลับไปเป็นอย่างเดิมอีก … ชีวิตไม่ไปไหน ลุ่ม ๆ ดอน ๆ เมื่อได้เรียนและฝึกแล้ว จะกลับมามีพลังชีวิต มีทิศทาง บวกโดยธรรมชาติ แบบไม่ต้องคิด ไม่ต้องไปสะกดจิต สร้างพลังได้ด้วยตัวเองทุกวัน ประหยัดเงินค่าเรียนคอร์สมากมายเลยค่ะ จบ…

หรือปกติชีวิตก็ดีอยู่แล้ว แต่รู้สึกว่า ยังทำอะไรได้มากกว่านี้ อยากเป็นตัวเองในเวอร์ชั่นดีที่ที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ บีมแนะนำเลยค่ะ รับรองว่า ทะลุตัวตนและออกแบบชีวิตได้ตามที่ตัวเองต้องการได้แน่นอน

หากมีข้อสงสัยใด ๆ เกี่ยวกับ โยคะหัวเราะ และ TRE สามารถสอบถามทาง inbox ของเพจ สิวซีเคร็ตมิติใหม่ได้เลยนะคะ


ข้อมูลคอร์สของครูเก๋ วรารักษ์ และ TRE โดย คุณ Lori Ann สำหรับผู้สนใจ

26 – 28 ธ.ค. 62 คอร์สประกาศนีบัตรผู้นำโยคะหัวเราะ (โบนัส : ศาสตร์ซ่อมร่างแบบองค์รวมสไตล์ครูเก๋) https://www.facebook.com/KayMiracles/posts/3146232032084717?__tn__=K-R

11 – 12 ม.ค. 62 2-Day TRE® Immersive Workshop (อยากรู้ลึก รู้จริงและเอาไปทำได้เองที่บ้านแบบเข้าใจและต่อเนื่อง ต้องลงคอร์สนี้ค่ะ เป็นคอร์สที่บีมไปลงเรียนมานี่เอง) https://www.facebook.com/events/2258103490925722/

18 ม.ค. 62 Intro to TRE® Workshop (แนะนำพื้นฐานที่ควรรู้เกี่ยวกับ TRE ทั้งหมดใน 1 วัน) https://www.facebook.com/events/269193897358173/

สรุปความรู้เกี่ยวกับศาสตร์ TRE ความเครียด และการจัดการระบบประสาทเพื่อให้สุขภาพกลับมาสมดุลแข็งแรง และสิวเรื้อรังหายถาวร

บีมรับใบประกาศนียบัตร “การเข้าร่วมอบรมคอร์ส TRE” จัดขึ้นโดย https://www.yourfreedomwithin.com โดยคุณ Lori Ann Arsenault และ คุณ​ Yahya Bey ที่โรงแรม Holiday Garden Hotel & Resort จ.เชียงใหม่ วันที่ 2-3 พ.ย. 2562

เกี่ยวกับ TRE

TRE ย่อมาจากคำว่า Tension & Trauma Releasing Exercise เป็นการออกกำลังกายที่จะช่วยกระตุ้นระบบประสาทที่เป็นกลไกการ “สั่นออก” ที่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติในมนุษย์ทุกคน เพื่อช่วยระบายความเครียดและพลังงานที่ก่อตัวในขณะที่เครียดออกไปจนร่างกายเข้าสู่สภาวะสมดุลตามปกติที่เรียกว่าภาวะ State of Balance หรือ Homeostasis เพื่อเตรียมรับการเปลี่ยนแปลงหรือความเครียดระลอกใหม่ที่จะเข้ามากระทบชีวิตต่อไป คิดค้นโดย ดร.เดวิด เบเซลลี่ (Dr.David Berceli) ที่เผยแพร่ไปแล้วกว่า 67 ประเทศทั่วโลก และมีคนมากกว่า 5 ล้านคนทั่วโลกที่ได้เรียนรู้เกี่ยวกับ TRE

ความสำคัญของ TRE ต่อสุขภาพ

จริง ๆ แล้วมนุษย์เราใช้กลไกนี้ต้ังแต่เกิด ซึ่งเราจะเห็นทารกมักจะสั่นขาไปมา ประกอบกับการร้องไห้เมื่อรู้สึกเครียดหรือไม่ได้รับสิ่งที่ต้องการ และกลไกนี้จะยังคงทำงานอยู่จนกระทั่งเราเริ่มโตพอที่จะฟังภาษาและคำสั่งรู้เรื่อง และเราก็ถูกสั่งให้ “หยุดการสั่น” “การร้องไห้” เพราะเป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม ซึ่งแท้จริงแล้วเป็นกลไกธรรมชาติในการระบายความเครียดทั้งปวงออกไป และนั่นคือจุดเริ่มต้นของการ “สะสมความเครียด” ซึ่งกล้ามเนื้อที่ทำงานตรงต่อระบบการจัดการความเครียดนี้มีชื่อเรียกว่า “PSOAS” (อ่านว่า โซแอส) ซึ่งเป็นกล้ามเนื้อที่ยึดกระดูกสันหลังส่วนเอวถึงโคนขา ตามภาพนี้ค่ะ

ภาพจาก https://naturalhealthcourses.com/2016/06/psoas-the-muscle-of-the-soul/

ซึ่งการฝึก TRE คือ การกระตุ้นการทำงานของกล้ามเนื้อส่วนนี้ให้กลับมาทำงานอีกครั้ง โดยจะมีท่าบริหารทั้งหมด 7 ท่าง่าย ๆ ด้วยกัน และการบริหารกล้ามเนื้อส่วนนี้จะไปกระตุ้นการทำงานของสมองส่วนล่างหรือก้านสมอง (Brain Stem) ซึ่งเป็นสมองส่วนดึกดำบรรพ์ที่สุดที่ทำงานเกี่ยวข้องกับความอยู่รอดและระบบประสาททั้งหมด โดยที่ไม่ต้องผ่านการคิด และ ความเจ็บปวดทั้งหลาย (trauma) ที่ประทับฝังอยู่ในจิตใจของเรา ก็ประทับอยู่ในสมองส่วนนี้นั่นเอง

กระบวนการที่เกี่ยวกับความอยู่รอดโดยที่ไม่ต้องผ่านการคิดได้แก่ การหายใจ การย่อยอาหาร การบีบเต้นของหัวใจ เป็นต้น

TRE จึงเป็นกระบวนการ “ปลดปล่อย” ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก ที่ต้องจัดการในระบบประสาทและที่ก้านสมองเท่านั้น

ซึ่งการไปแก้ที่สมองส่วนหน้า Neo-Cortex หรือสมองส่วนมนุษย์ที่เกี่ยวกับการคิด เหตุผล จินตนาการ และ สมองส่วนกลาง Limbic System ซึ่งเป็นสมองส่วนสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เกี่ยวกับอารมณ์และความรู้สึก ไม่สามารถช่วยแก้ปัญหาได้

ความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึกส่งผลอย่างไรต่อสุขภาพ

เราได้เรียนรู้มาจากข้อมูลจำนวนมากแล้วว่า ความเครียดส่งผลเสียต่อสุขภาพอย่างไร ซึ่งจากข้อมูลระดับสากล แพทย์ทุกศาสตร์ที่แม้จะมีแนวทางที่แตกต่างกันไป ต่างลงความเห็นไปทางเดียวกันว่า “ความเครียดคือเพชรฆาตอันดับหนึ่งสำหรับผู้คนในยุคนี้” ที่เป็นสาเหตุหลักของโรคเรื้อรังชนิดต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง มะเร็ง อัมพาตย์ ฯลฯ จนกระทั่งส่งผลต่อสุขภาพจิต เช่น โรคซึมเศร้าที่เป็นมากขึ้น การตัดขาดจากสังคม การเกิดอาชญากรรมในรูปแบบต่าง ๆ ที่รุนแรงและแปลกประหลาดขึ้นเรื่อย ๆ เป็นต้น

แต่ในบทความนี้ บีมจะกล่าวเฉพาะเจาะจงถึงความเครียดที่ส่งผลให้เกิดสิวชนิดเรื้อรัง เพราะเมื่อได้เรียนรู้เกี่ยวกับ TRE แล้ว บีมจึงตกผลึกว่าความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกที่บีมมีส่งผลต่อสิวและผิวได้อย่างไร โดยบีมจะขอยกเคสของตัวเองเลยนะคะ ทุกคนจะได้เห็นภาพเข้าใจง่าย ทั้งความเครียดและความเจ็บปวดที่สะสมตลอดมา และ ระหว่างขั้นตอนการทำ TRE มันออกมาเป็นอย่างไร และเราจะต้องไปต่ออย่างไร

ความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกของบีม

บีมเริ่มรักษาสิวด้วยแนวธรรมชาติตั้งแต่ปี พ.ศ. 2552 และสิวหายไปแล้วรอบนึง แต่ประมาณปี พ.ศ. 2553 เป็นต้นมา การมีลูก 2 คน กับภาระงานและเงินที่มากเกินไป ส่งผลให้ร่างกายสะสมสารเคมีจากความเครียดจำนวนมาก และ มาพบกับวิกฤติทางการเงินของครอบครัวอีกซ้ำเข้าไปอีกประมาณปี พ.ศ. 2557 และ พอหาทางออกยังไม่ได้ ก็เกิดความเครียดสะสมเข้าไปอีก โดยไม่ได้ระบายออกเลย และถูกซ้ำไปด้วยบาดแผลทางจิตใจอีกหลายอย่างที่เป็นผลมาจากกระทำจากฝ่ายเจ้าหนี้บางราย และรวมไปถึงการถูกปฏิเสธจากผู้คนมากมายหลังจากที่เราประสบปัญหาภาวะทางการเงิน ก็วนหลูบอยู่แบบนั้นเรื่อยมา จนกลายเป็นซึมเศร้าแบบไม่รู้ตัว (พึ่งมารู้ตอนหายแล้วนี่ล่ะค่ะ 555 เพราะไปอ่านข้อมูลเกี่ยวกับภาวะนี้ตอนที่มีข่าวดาราจบชีวิตตัวเองเพราะภาวะนี้ เลยกลายเป็นโชคดีเพราะเราไม่เคยกินยารักษาเลย และได้รับความรักเยียวยามาตลอด)

และยังมีร่วมกับภาวะความเครียดแบบหมดแรงสงสาร ซึ่งด้านล่างจะมีรายละเอียดค่ะ

นอกจากนี้ ยังรวมไปถึงเหตุการณ์สะเทือนใจในอดีตเก่า ๆ อีกมากมาย ซึ่งบีมได้เรียนรู้จากในคอร์ส TRE ว่า ความเครียดมีหลายระดับดังนี้ค่ะ

  1. ความเครียดฉับพลัน (acute stress) คือ เกิดจากความกดดัน ความคาดหวัง พบการเปลี่ยนแปลง จะเกิดแป๊บเดียว เมื่อเหตุการณ์ผ่านไปแล้ว ก็หายไปได้
  2. บาดแผลทางใจ (trauma) มักจะเป็นเหตุการณ์สะเทือนอารมณ์อย่างรุนแรง เช่น อุบัติเหตุที่เคยเกิดกับเรา ของบีมจะเป็นแขนขวาหักจากอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ล้ม หรือ การที่อยู่ในสภาพแวดล้อมที่ใช้ความรุนแรง คำหยาบคาย การด่าทอ การถูกล้อเลียน การถูกปฏิเสธอย่างรุนแรง การถูกกระทำทารุณทางเพศ การถูกทำร้ายร่างกายและจิตใจ การประสบภัยพิบัติ ฯลฯ
  3. บาดแผลทางใจที่เกิดจากการฟังหรือรับรู้เรื่องขมขื่นของคนอื่น (Vicarious Trauma) เช่น เวลาที่เราได้ยินข่าวร้าย ข่าวลบ ข่าวฆาตกรรม ข่าวภัยพิบัติ ยิ่งตอนที่เมืองไทยมีสึนามิ บีมดูข่าวซ้ำไปซ้ำมาหลายรอบ จนเก็บมาฝันอยู่หลายปี แบบนี้เป็นต้นค่ะ มันไม่ใช่เรื่องของเรา แต่เราเก็บมาเครียด
  4. อาการหมดแรงสงสาร (Compassion Fatigue) ซึ่งมักจะเกิดกับบุคคลที่มีอาชีพต้องช่วยเหลือดูแลผู้อื่น เช่น หมอ พยาบาล ที่ปรึกษา ที่โดยธรรมชาติแล้ว กลุ่มนี้จะมีธรรมชาติที่อยากช่วยเหลือคนอยู่แล้ว และมีความสุขในการได้ช่วยเหลือ แต่เมื่อทำไปนาน ๆ และไม่ได้ระบายออก จะทำให้เกิดความเครียดสะสม และทำให้รู้สึกอยากแยกตัวเองออกมา ไม่อยากทำงานที่เคยทำ รู้สึกอยากช่วยคนน้อยลง ซึ่งถ้าใครที่ติดตามบีมมาตั้งแต่ต้นคือ 10 ปีที่แล้ว จะเห็นช่วงที่มีภาวะนี้ชัดเจนในช่วงตั้งแต่ปี พ.ศ. 2554 – 2562 (ต้นปี ก่อนเจอโยคะหัวเราะ TRE และศาสตร์บูรณาการของครูเก๋ วรารักษ์) เพราะบีมจะเขียนและอัดคลิปสื่อออกแบบนี้มาโดยไม่รู้ตัว (ก็พึ่งรู้นี่ล่ะค่ะว่าเป็นความเครียดรูปแบบหนึ่ง :))
  5. ความเจ็บปวดหลังจากเหตุการ์ที่เจ็บปวด (Post Traumatic Stress) ก็จะต่อเนื่องมาจากข้อ 2. แต่มันจะเล่นเหมือนเทปซ้ำ ๆ อยู่ในใจเรา จะพยายามนั่งสมาธิ ให้อภัย คิดบวก มันก็ยากมากที่จะทำให้หายไป อย่างน้อยก็ได้รู้ตัว มีสติ ไม่เอามันมาเป็นของเรา แต่มันไม่ไปไหน มันยังอยู่ตรงนั้น เพราะมันฝังไปในระบบประสาทเรียบร้อยแล้วนั่นเอง (ที่ก้านสมอง)

พอได้เรียนรู้แบบนี้แล้ว จึงได้เข้าใจเลยว่า ทำไม “บีมยังคงเป็นสิวขับพิษเยอะทุกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแนว กราม และ ขมับ เมื่อเวลาที่มีการล้างพิษ” เพราะ สารพิษจากความเครียดมากมายสะสมอยู่ในตัวและเมื่อมันไม่ได้ถูกระบายออกไปเลย ก็ย่อมต้องผลิตสารพิษออกมาอย่างต่อเนื่อง ทำให้เราอยู่ในภาวะ “สู้/หนี” (flight / fight) ที่อะดรีนาลีน คอร์ติซอล และ โอปิออยด์ หลั่งตลอดเวลา และบางครั้งเมื่อเครียดมาก ๆ ร่างกายก็จะ freeze ระบบตัวเองไปเลย คือ อยากแยกจากสังคม กลายเป็นคนนอนเยอะ พลังหมดเร็ว ซึ่งเป็นกลไกการรับมือกับความเครียดโดยระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกายเพื่อให้เรายังคงอยู่รอดค่ะ

และเมื่อได้ทำโยคะหัวเราะร่วมกับ TRE แล้วก็พบว่า สิวโซนที่เป็นปัญหาที่ยังไม่หายและจะมาทุกครั้งเมื่อเครียด คือ แนวกราม คาง ก็ลดลงไปมาก ๆ ด้วยค่ะ

ความเครียดเรื้อรังส่งผลต่อผิวและสิวโดยตรงเพราะ

  1. มันจะทำให้สมองส่วนอะมิกดาลา (Amygdala) ถูกกระตุ้นและทำงานตลอดเวลา ซึ่งสมองส่วนนี้จะทำงานเกี่ยวกับการส่งสัญญาณเตือนภัยให้ร่างกายโดยตรง เมื่อรู้สึกว่าสภาพแวดล้อมไม่ปลอดภัย ซึ่งเมื่อความเครียดยังฝังอยู่ในร่างกาย มันก็จะถูกกระตุ้นอยู่แบบนั้น ทำให้ส่งสัญญาณให้ร่างกายต้องสู้หรือหนีตลอดเวลา (ไม่สามารถสงบได้เลย)
  2. ส่งผลให้ร่างกายผลิตอะดรินาลีน คอร์ติซอล และโอปิออยด์ ในระดับต่ำตลอดเวลา ซึ่งอะดรินาลีน จะไปขยายหลอดเลือด ทางเดินหายใจ เพิ่มสมาธิจดจ่อกับสิ่งตรงหน้า คอร์ติซอลจะเพิ่มระดับน้ำตาลในเลือด ความดันโลหิตสูงขึ้น ดูเหมือนคนที่คอยระแวดระวังภัยตลอดเวลา สายตาที่หวาดระแวง ไม่ไว้ใจ และทำให้ร่างกายกักเก็บของเหลว น้ำตาลในเลือดสูง ส่วนโอปิออยด์ จะกดทับการรับรู้ถึงความเจ็บปวด ทำให้ทนทานต่อความเจ็บปวดได้นานขึ้น
  3. เมื่อสารเคมีเหล่านี้วนอยู่ในร่างกายตลอดเวลา จึงส่งผลให้ระบบฮอร์โมนแปรปรวน ไม่ว่าจะเป็นภาวะเบาหวาน น้ำตาลในเลือดแกว่ง โรคอ้วน โรคหลอดเลือดหัวใจ ความดันสูง และแน่นอนว่า สิวก็คือหนึ่งในภาวะของโรคเรื้อรังกลุ่มนี้นี่เอง ซึ่งมีคนเคยกล่าวได้ว่า “สิวก็คือเบาหวานที่ขึ้นบนใบหน้า” ภูมิคุ้มกันที่ลดต่ำลง ส่งผลให้ผิวติดเชื้อง่าย สิวและรอยสิวจึงหายยาก หายช้า ถ้าปล่อยไว้ ก็จะมีแต่ทำให้ผิวอ่อนแอลงเรื่อย ๆ เป็นสิวเรื้อรังเพราะไม่สามารถควบคุมเชื้อโรคได้และขยายวงอักเสบไปเรื่อย ๆ

การฝึก TRE จะช่วยแก้ปัญหาสิวได้อย่างไร

การฝึก TRE จะช่วยกำจัดความเครียดและความเจ็บปวดฝังลึกที่สะสมอยู่ในระบบประสาทให้หมดไป และป้องกันไม่ให้ความเครียดใหม่สะสมเข้ามา ส่งผลให้ระบบประสาทของเราผ่อนคลายกลับมาอยู่ในสมดุลหรือที่เรียกว่า State of Balance

เมื่อฝึกไปเรื่อย ๆ ระบบการสั่นความเครียดออก จะกลับมาทำงานอัตโนมัติและเป็นธรรมชาติมากขึ้น โดยไม่จำเป็นต้องบริหารให้ครบ 7 ท่า อาจจะนอนแล้วสั่นออกเองได้เลย

ในภาวะที่ว่างจากความเครียดนี้ จะช่วยให้ระบบผ่อนคลายกลับมา ในระบบผ่อนคลายหรือพาราซิมพาเธติกที่กลับมาสมดุลนี้ จะช่วยให้ระบบย่อยอาหารดีขึ้น ระบบขับถ่ายดีขึ้น การนอนหลับดีขึ้น ภูมิคุ้มกันแข็งแรงขึ้น สุขภาพจิตดีขึ้น มั่นคงภายใน สมองโล่ง เห็นทางออกของปัญหาได้มากขึ้น และสารเครียด คือ อะดรีนาลีน คอร์ติซอล และ โอปิออยด์ ที่สลายไป จะทำให้น้ำตาลในเลือดกลับมาสู่ภาวะปกติ การหมุนเวียนของของเหลวในร่างกายเป็นปกติ (เป็นเหตุของน้ำเหลืองเสียคั่ง และกลุ่มสิวซีสต์ที่ไม่มีหัว – ความเห็นส่วนตัวของบีม) ทำให้สิวหาย หน้ามันน้อยลง ทุกอย่างกลับสู่โหมดปกติ สิวที่แนวกรามที่เกิดจากความเครียดและฮอร์โมนทำงานผิดปกติ จะค่อย ๆ ลดลงและหายไป (เมื่อความเครียดและความเจ็บปวดที่ฝังลึกถูกสลายไปหมดแล้ว)

การนั่งสมาธิจะสามารถทำให้เข้าสู่ภาวะนี้ได้หรือไม่?

ขออธิบายด้วยทฤษฎีโพลีเวกัลที่ว่าด้วยระบบการตอบสนองต่อสิ่งกระทบ 3 ระดับ จากระบบประสาทอัตโนมัติ ดังนี้ คือ (ระบบประสาทเวกัสเป็นระบบหลักของระบบประสาทอัตโนมัติของร่างกาย ที่เกี่ยวกับการอยู่รอดของเรา ประกอบด้วย 80-90% ของเส้นประสาทรับความรู้สึก)

  1. ระบบประสาทเวกัสส่วนล่าง (Ventral Vagal Complex)
  2. ระบประสาทซิมพาเทติก (Sympathetic Nervous System)
  3. ระบบประสาทเวกัสส่วนบน (Dorsal Vagal Complex)

อธิบายให้เข้าใจแบบสั้น ๆ ง่าย ๆ คือ เมื่อเรารู้สึกปลอดภัย เราจะอยู่ในโซนการทำงานของระบบประสาทเวกัสส่วนล่าง ทำให้เราเป็นคนที่เป็นมิตร มีความเห็นอกเห็นใจ มีความเบิกบาน มีความรักในหัวใจ พร้อมแบ่งปัน และอยากเชื่อมโยงกับสิ่งแวดล้อม เพื่อนมนุษย์

เมื่อมีเหตุการณ์บางอย่างที่ทำให้เรารู้สึกกังวล เครียด กลัว โกรธ ระบบประสาทซิมพาเธติกจะทำงาน เป็นปฏิกิริยาของการสู้หรือถอยหนี ซึ่งจะเกิดการถอยหนีก่อน แต่เมื่อจำเป็น หนีไม่ได้แล้ว ก็จะต้องสู้

แต่เมื่อไม่สามารถสู้ได้แล้ว … ก็จะปิดระบบเหมือนกับตาย (เคยเห็นสัตว์แกล้งตายไหมคะ) หรือตอนที่ใครกลัวอะไรมาก ๆ ก็เคลื่อนไหวร่างกายไม่ได้ หรือตอนที่เราเจ็บปวดมาก ๆ เราอยากปิดประตูอยู่แต่ในห้องมืด ๆ อยากนอนเฉย ๆ ไม่อยากรับรู้อะไร ซึ่งจุดนี้จะเป็นระบบที่ช่วยเซฟพลังงานให้เหลือไปหล่อเลี้ยงเฉพาะส่วนที่จำเป็นเท่านั้น เช่น การหายใจ เป็นต้นค่ะ ระบบประสาทส่วน เวกัสส่วนบนจะทำงาน

ภาพจาก https://vivifychangecatalyst.wordpress.com/2016/10/06/polyvagal-theory-fight-freeze-or-engage/

จากการเรียนในคอร์ส workshop และเทียบเคียงกับประสบการณ์ที่เคยนั่งสมาธิมานานหลายปีทุกวัน บีมเข้าใจแล้วว่า การนั่งสมาธิหากไม่มี “สติรู้ตัว” หรือ mindfulness อยู่ในนั้น จะทำให้เราอยู่ในภาวะ freeze เป็นภาวะที่เราจะหลุดลอย ตัดขาดจากสิ่งแวดล้อมไปโดยสิ้นเชิง คือ ส่วนของระบบประสาทเวกัสส่วนบน ซึ่งจะพบว่า เมื่อเรากลับมาใช้ชีวิตประจำวัน เราก็ยังคงจะหลุด เราจะไม่สามารถมีสติ ไม่สามารถแสดงความรัก ความเห็นใจ ความอดทน ความเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์และโลกใบนี้ได้ คือ มันสงบในสมาธินั้น แต่มันอยู่กับโลกไม่ได้ ….

ดังนั้น ใครที่ต้องการฝึกสมาธิ หรือ โยคะ ก็ต้องระวังการหลุดโลกหรือภาวะ freeze นี้ ต้องมีสติรู้ตัว เรียกว่า ให้ฝึก mindfulness จะดีกว่าค่ะ ระบบประสาทเวกัสส่วนล่างที่ทำให้เราเชื่อมโยงกับโลกได้ อยู่กับโลกได้ มีความเห็นอกเห็นใจ กล้าสบตาเพื่อนมนุษย์ ก็จะทำงาน เป็นจุดที่เราจะรู้สึกว่า เป็นตัวของตัวเอง มีพื้นที่ของตัวเอง ในขณะที่ก็รับรู้ความเป็นไปของโลกนี้โดยไม่ถูกกระทบให้กระเทือนได้ด้วย

แต่คุณลอรี่ แอน ผู้ฝึกสอน TRE ก็บอกว่าเรา เราไม่ได้ฝึก TRE เพื่อให้เราอยู่ในภาวะนี้ตลอดเวลา แต่การฝึก TRE ทำให้เราตระหนักรู้ตัวเองมากกว่าเคย … เราจะเข้าถึงความสงบที่ยังคงเชื่อมต่อกับโลกใบนี้ได้อยู่ เราจะรู้สึกมั่นคง ปลอดภัย และมีความรักจากภายในออกมา เป็นอิสรภาพภายในที่เกิดขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่มนุษย์ทุกคนต้องการจริง ๆ ตามชื่อบริษัทเลยค่ะ Freedom Within 🙂

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจน บีมจะฝากคลิปไว้ 3 คลิปนะคะ ว่า TRE คืออะไร และ วิธีฝึก ฝึกอย่างไร และ ความประทับใจของคุณจอห์นนี่ อันวา ต่อการฝึก TRE ค่ะ

TRE คืออะไร?
ตัวอย่างการฝึก TRE

สำหรับความประทับใจของคุณจอห์นนี่ อันวา คลิกดูที่นี่นะคะ https://www.facebook.com/YourFreedomWithin/videos/654634035063506/?t=25

ข้อควรระวังในการฝึก TRE

TRE แม้จะเป็นการออกกำลังที่ง่าย มีเพียงไม่กี่ท่า แต่ในกระบวนการสั่นความเครียดและความเจ็บปวดออกนั้น จะมีภาวะต่าง ๆ เช่น ภาวะการท่วมท้น บางคนอาจหัวเราะ ร้องไห้ กรีดร้อง หรือภาวะการหยุด คือ freeze หรือการหลุดลอยออกไป ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้วิธีการที่ถูกต้องก่อนที่จะนำไปฝึกด้วยตัวเอง

มีข้อจำกัดในการใช้ TRE ในหญิงตั้งครรภ์ ผู้ใช้ยาบางประเภท ซึ่งจำเป็นต้องเรียนรู้และฝึกกับ Certified Trainer หรือ Provider ก่อนเท่านั้น จึงจะสามารถไปฝึกเองต่อได้จนกว่าจะเข้าใจกระบวนการทั้งหมดและดูแลสิ่งที่เกิดขึ้นได้ด้วยตัวเอง

และการฝึกมากเกินไป อาจส่งผลตรงกันข้ามคือ แทนที่จะสงบ ปลอดภัย และเชื่อมโยงกับเพื่อนมนุษย์ ก็รู้สึกแกว่ง ไม่เป็นตัวของตัวเอง ถูกกระทบกระเทือนง่าย เป็นต้น

ดังนั้น การเรียนรู้วิธีทำอย่างถูกต้องก่อน เป็นสิ่งที่แนะนำมากที่สุดค่ะ

สำหรับในประเทศไทย มีเพียงที่เดียวเท่านั้นที่ได้รับการรับรองจาก TRE คือที่นี่ค่ะ https://www.yourfreedomwithin.com/

https://www.facebook.com/YourFreedomWithin/

ภาพบรรยากาศในคอร์สที่บีมไปเรียนค่ะ

เป็นคอร์สที่น่าประทับใจมาก ๆ ค่ะ เพื่อนร่วมคลาสประมาณ 25 คน เป็นชาวต่างชาติที่บินตรงมาเลย อีกส่วนคือชาวต่างชาติที่อยู่ในเชียงใหม่อยู่แล้ว และมีชาวไทยที่สามารถสื่อสารภาษาอังกฤษได้ระดับกลางขึ้นไป มีหลายคนที่เคยฝึก TRE กับที่นี่มาอยู่แล้ว แต่ต้องการยกระดับความเข้าใจให้ลึกซึ้งขึ้น ซึ่งคุณ Lori Ann และ คุณ Yahya ผู้บริหารต้องการเผยแพร่ศาสตร์นี้สู่คนไทยให้มากที่สุด เพราะเห็นว่าเป็นประโยชน์มาก ๆ จากผลลัพธ์ที่ท่านเองได้รับจาก TRE มาโดยเสมอและจากที่ผู้เรียนได้รับในทุกคอร์สและ workshop และกำลังจะเปิดคอร์สที่มีล่ามภาษาไทยเป็นระบบมากขึ้นด้วยค่ะ ติดตามในเพจได้เลยนะคะ :))

ค่าใช้จ่ายในการเรียน

คอร์สนี้ บีมสมัครช่วงลด 50% ค่ะ ชำระเพียง 7,500 บาท เป็นคอร์ส 2 วัน 1 คืน รวมอาหารกลางวัน 1 มื้อ

บีมเลือกพักที่โรงแรมที่เขาจัดคอร์สเลย คือ Holiday Garden Hotel & Resort http://www.holidaygardenhotel.com เขาจะมี 2 เรทราคา คือ 900 และ 1,100 บาท บีมเลือกห้อง 900 บาทค่ะ ราคารวมอาหารเช้า

ไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ เพิ่มเติมระหว่างคอร์สค่ะ

สรุปสิ่งที่บีมได้รับจากคอร์สนี้

  1. ได้เรียนรู้ TRE แบบเจาะลึกจริง ๆ และเข้าใจจริง ๆ ซึ่งก่อนหน้านี้ บีมได้เคยทำมาบ้างแล้ว 3 ครั้ง ซึ่งบีมรู้สึกประทับใจในวิธีการและผลลัพธ์หลังทำที่ชัดเจนในเรื่องความผ่อนคลาย เบา เข้าสู่สมดุลได้เร็ว และยังได้เคยเห็นผลลัพธ์ที่เกิดกับเพื่อนอย่างอัศจรรย์ที่ร่างกายซ่อมตัวเองได้จริงจากวิธีนี้ แต่ไม่รู้ว่ามันทำงานอย่างไร พอมาเรียนก็เข้าใจแบบเต็มที่เลย เพราะมีทั้งภาคทฤษฎีที่จัดเรียงให้พอเหมาะ ไม่มากไป ไม่น้อยไป และมี workshop ให้เราทำในรูปแบบแตกต่างกันถึง 4 ครั้ง ทำให้ได้รับประสบการณ์เพิ่มมากมาย
  2. เราสามารถนำเอาวิชานี้มาใช้ได้เองอย่างปลอดภัยจริง ๆ ทำได้อย่างถูกต้อง ซึ่งเมื่อมาทำเองแล้ว ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีจริง ๆ ซึ่งทำให้บีมรู้สึกดีมาก ๆ ที่มีวิชากำจัดความเครียดฝังลึกและความเครียดที่พึ่งเกิดขึ้นใหม่ ๆ ได้ด้วยตัวเองแบบง่าย ๆ ซึ่งจะไม่ทำให้เกิดการสะสมความเครียดใด ๆ ในร่างกาย เป็นอีกวิธีที่ป้องกันโรคให้เราได้มาก ๆ
  3. มีเพื่อนใหม่ที่มีแนวทางพัฒนาชีวิตไปทิศทางเดียวกัน ทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ ซึ่งหลังจากจบคอร์ส เราก็ยังสามารถสานต่องานได้กับบางท่านอีกด้วย หรือ อาจเป็นเพื่อนที่มีอะไรที่เราสนใจที่จะแลกเปลี่ยนกันได้ด้วย เช่นในคอร์ส จะมีนักเขียนท่านหนึ่ง เขียนหนังสือที่น่าสนใจขายใน Amazon เป็นต้น และแต่ละคนก็จะมีการทำงานที่แตกต่างกัน ซึ่งมีหลายสิ่งที่น่าสนใจ ก็มาติดตามกันต่อในเฟสบุ๊ค
  4. มีครูและโค้ชที่ช่วยชี้แนะเราได้ถูกทาง (คุณ Lori Ann และ คุณ Yahya) ซึ่งคอยซัพพอร์ตเราเสมอ เมื่อเราต้องการ
  5. ได้ฝึกฝนวิชาภาษาอังกฤษ เพราะในคอร์สต้องใช้ภาษาอังกฤษทั้งหมดเลย ทั้งการฟัง การพูด ได้ทะลุกรอบความไม่กล้าพูด ในที่สุด เราก็รู้ว่าเราสื่อสารได้ดีพอสมควร เกินกว่าที่เราคิดไว้

เป็นคอร์สที่ดีมาก ๆ คอร์สหนึ่งเลยค่ะ ที่ทางผู้สอนได้ตั้งใจจัดเตรียมไว้ให้เราได้เข้าใจ TRE และนำมันไปใช้ได้จริง ๆ และบรรยากาศในการเรียนการสอนก็ดีมาก ๆ แนะนำค่ะ ถ้ามีโอกาส ควรไปเรียนให้ได้สักครั้งนะคะ 🙂

เคล็ดลับ 3 ขั้นตอนปรับสมองสู่ผิวใสถาวร

#บีมค้นพบเคล็ดลับ 3 ขั้นตอนปรับสมองสู่ผิวใส มาอ่านอัพเดทกันนะคะ 🙂

บอกวิธีตั้งค่าสมองใหม่ด้วยหลักวิทยาศาสตร์ เพื่อให้เป็นคนที่มีผิวใสตลอดไป ที่เราสามารถฝึกฝนสมองและทำได้ง่าย ๆ ด้วยตัวเองทุกวัน ที่ทำแล้วจะช่วยให้ผิวใสเร็วกว่าการดูแลเฉพาะส่วนของร่างกายและผิวอย่างเดียวค่ะ

ก่อนอื่น ต้องอธิบายการทำงานของสมองนิดนึง เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของสมองอย่างง่าย ๆ ก่อนนะคะ เพราะถ้าเข้าใจแล้ว จะสามารถฝึกฝน “ความคิด” และ “บังคับ” ให้สมองคิด โฟกัสและมองเห็นเฉพาะสิ่งที่เราต้องการให้เกิดขึ้นได้จริง ๆ

สมองเป็นอวัยวะที่มีหน้าที่หลักในการ “เก็บความทรงจำ” และ “คิด” ซึ่งตรงกับที่อาจารย์ด้านปรัชญา ไพฑูรย์ ดัชเซ่ ที่ท่านสอนวิชาปรัชญาการเมืองให้บีมสมัยเรียนมหาวิทยาลัยได้เคยกล่าวไว้ (แต่บีมไม่เคยเข้าใจเลย พึ่งจะมาเข้าใจจริง ๆ ปีนี้เองค่ะ) ว่า “มนุษย์แตกต่างกับสัตว์ตรงที่มีความคิดและความจำ” ก็คือสมองของมนุษย์นี่เองค่ะ ที่ทำให้มนุษย์ สามารถจดจำได้และเอามาคิดต่อได้ แตกต่างจากสัตว์และสรรพสิ่งอื่น ๆ ที่เขาจะไหลไปตามแรงผลักตามธรรมชาติแบบ 100% ไม่สามารถควบคุมบังคับทิศทางให้เป็นอย่างที่เขาต้องการได้เลย

ทุกอย่างที่ผ่านเข้ามาทางประสาทการรับรู้ทั้ง 5 และสัมผัสมาที่ใจ (เป็นความรู้สึกค่ะ) คือ ทวาร 6 สมองจะนำมาจดจำไว้ เป็นความจำระยะสั้น และถ้าได้รับการตอกย้ำบ่อย ๆ เรียนรู้บ่อย ๆ เส้นประสาทในสมองเส้นนั้น ๆ จะแข็งแรง หนาใหญ่ขึ้น ก็จะทำให้ความทรงจำนั้น ทักษะนั้น ๆ ไปอยู่ในระดับจิตใต้สำนึก และเป็นโปรแกรมที่เล่นอัตโนมัติ ทำให้เราทำหลายสิ่งได้เองโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องคิด เช่น เดิน กิน นั่ง นอน (พวกนี้เกิดมาไม่ได้ทำได้เลย เราก็ต้องฝึกฝนจนทำได้ถูกไหมคะ พ่อแม่เราก็ดีใจมากที่เราทำแต่ละขั้นได้สำเร็จ) การพูดภาษาไทย หรือภาษาต่าง ๆ การขับรถ ฯลฯ

อะไรที่เราคิดบ่อย ๆ ย้ำบ่อย ๆ โฟกัสบ่อย ๆ สิ่งนั้นจะกลายเป็น “โปรแกรม” ที่เล่นอยู่ซ้ำ ๆ เหมือนเพลงหรือภาพยนตร์ที่ถูกเล่นซ้ำ ๆ แบบอัตโนมัติ และ ทุกสิ่งที่เล่นเป็นภาพซ้ำ ๆ เป็นความรู้สึกซ้ำ ๆ ในจิตใต้สำนึก จะสะท้อนออกมาทางกายภาพในสัดส่วนเท่ากันทั้งหมดค่ะ

เหมือนกับต้นไม้ ถ้ารากแข็งแรง ได้รับสารอาหารครบถ้วน น้ำครบถ้วน อากาศครบถ้วน รากเป็นส่วนที่เรามองไม่เห็นจมอยู่ใต้ดิน ส่วนต้นและใบคือผลลัพธ์ คือสิ่งที่มองเห็น

และกฎแห่งความจริงก็คือ ส่วนที่มองไม่เห็น = ส่วนที่มองเห็น และควบคุมส่วนที่มองเห็นเสมอค่ะ

ดังนั้น … วันนี้ ถ้าใครกำลังมีปัญหาสุขภาพ ปัญหาผิว ก็แสดงว่า “ส่วนที่มองไม่เห็น” หรือ จิตใต้สำนึกนั้นกำลังเล่นภาพ เสียง บางอย่างซ้ำ ๆ ที่ทำให้เกิดผลลัพธ์ด้านสุขภาพและผิวที่ยังไม่แข็งแรงอยู่นั่นเองค่ะ

วิธีแก้ไขและตั้งค่าสมองใหม่ที่บีมค้นพบและใช้ได้ผลดีมาก ๆ มีเพียง 3 ขั้นตอนง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

  1. ฝึกฝนสติ ตระหนักรู้ ว่ากายและใจของเราเป็นอย่างไร ฝึกในแบบที่คุณดังตฤณสอนสำหรับมือใหม่ง่าย ๆ เลยนะคะ ตาม playlist นี้เลยค่ะ https://youtu.be/6E__9n2gQS4
  2. ตระหนักรู้ถึง “ความคิด” ที่ผุดขึ้นมาแต่ละครั้งว่ามันเป็นความคิดที่ทำให้เรารู้สึก “หนัก” หรือ “เบา” “ร้อน” หรือ “เย็น” ทุก ๆ ความคิดมักจะผูกกับความรู้สึกเสมอ เช่น คิดถึงคนที่เรารัก แล้วรู้สึกอบอุ่น มีความสุข คิดถึงอาหารที่เราไม่ชอบ แล้วรู้สึกอยากอาเจียน เป็นต้น ซึ่งทุกสิ่ง คือ ความทรงจำเท่านั้นเองค่ะ ที่เคยผ่านมาในประสาทสัมผัส (ทวาร 6) และสมองเอามาเก็บไว้ในระบบประสาท สำคัญคือ แค่ตระหนักรู้ แต่ไม่คิดต่อ ไม่ปรุงต่อ ปล่อยผ่าน เหมือนลมมาโดนตัวแล้วปล่อยไปค่ะ ตรงนี้ทำเพื่อให้เราหยุดการปรุงแต่งต่อ เพื่อให้จิตไม่แบก เบาสบาย เมื่อหยุดคิด ร่างกายจะผ่อนคลายได้ทันที เข้าสู่สมดุลได้เร็วทันทีค่ะ
  3. ฝึกฝนการขอบคุณสิ่งดี ๆ ที่เกิดขึ้นในแต่ละวันให้ได้มากที่สุด แรก ๆ อาจจะใช้เวลาช่วงเช้าและก่อนนอน ทบทวนหาสิ่งที่ดี ๆ โชคดีที่ได้รับ คนดี ๆ ที่ได้เจอ พร้อมบอกเหตุผลด้วยว่า ทำไมจึงต้องขอบคุณสิ่งนั้น จะทำให้ความรู้สึกของการขอบคุณแจ่มชัดขึ้นเรื่อย ๆ ค่ะ ตรงนี้เป็นสิ่งสำคัญมาก ที่จะเปลี่ยนสารเคมีในร่างกายของเราทั้งหมดให้มีสุขภาพดี ผิวพรรณดี ดูเหมือนจะไม่เกี่ยว แต่เกี่ยวกันและให้ผล 100% ค่ะ ต้องขอบคุณร่างกายเป็นพื้นฐานก่อนนะคะ แล้วก็ขอบคุณทุกสิ่งที่เราได้รับค่ะ พอฝึกมาครบเดือน เราจะยิ่งมองหาสิ่งดี ๆ ได้ง่ายขึ้น และดูเหมือนจะมีอะไรให้เรารู้สึกขอบคุณและโชคดีตลอดเวลาเลยล่ะค่ะ เป็นเรื่องวิทยาศาสตร์ของสมองค่ะ ไม่มีอะไรลี้ลับเลยตรงนี้ ให้ทดลองทำค่ะ เงื่อนไขคือต้องทำทุกวันจนกว่าจะครบ 30 วันค่ะ คุณจะรู้เองว่า ชีวิตคุณจะได้เจอแต่สิ่งที่ดี ๆ มากขึ้น ๆ ๆ ๆ

การฝึกฝนสติ > เราจะรับรู้ “ตามจริง” ว่ากำลังมีอะไรเกิดขึ้นกับเราตอนนี้บ้าง หยุดการอยู่กับโลกของความคิดที่ทำให้เราวิ่งไม่หยุด เหนื่อยตลอดเวลา

การตระหนักรู้ > เราจะเริ่มมองเห็นและคัดกรองได้ว่า ความคิดแบบไหนที่ส่งผลดีหรือเสียต่อเราอย่างไร เราจะรู้สึกเป็นอิสระและเริ่มควบคุมความคิดได้มากขึ้น

การขอบคุณ > เราเปลี่ยนเส้นประสาทสมองใหม่ ทำได้ง่าย ๆ โดยการ “ย้ายโฟกัส” แล้ว “ปักหมุด” เฉพาะ “สิ่งดี ๆ ที่ได้รับ” เท่านั้น เส้นประสาทของโชคดีจะประสานกันแน่นและแข็งแรงขึ้น เมื่อทำไปทุกวันจนเส้นสมองโชคดีแข็งแรงแล้ว สารเคมีในร่างกายของเราจะเปลี่ยนแปลงอย่างถาวรค่ะ ระบบในร่างกายจะเปลี่ยนหมดเลยตามเส้นสมองที่เปลี่ยนแปลงไป การคิด พูด ทำ จะเปลี่ยนแปลง ผลลัพธ์จะเปลี่ยนแปลง และผิวจะใส โดยที่ทาครีมน้อยลง และชีวิตจะดีขึ้นในทุกมิติที่เราขอบคุณจากใจอย่างแท้จริงค่ะ

ทดลองทำกันดูนะคะ
แล้วมาเล่าสู่กันฟัง
หรือติดปัญหาตรงไหน
สอบถามทาง inbox เพจ สิวซีเคร็ตมิติใหม่ ได้ค่ะ
บีมจะนำมาตอบใน Live ค่ะ

ขอบคุณสำหรับการติดตามค่ะ 🙂

#บีมวรดาภา
#ต้นตำรับการรักษาสิวจากภายในให้หายขาด
#เข้าสู่ปีที่10

5 เทคนิคป้องกันสิว “ช่วงไฟกำเริบ”

เดือนเมษายนนี้ ไฟช่างร้อนแรง…

ทั้งไฟป่าเชียงใหม่ ไฟป่าเชียงราย ไฟไหม้ Central World และ ไฟไหม้มหาวิหารนอเทรอดาม

ยังไม่รวมถึงความเครียดทางการเมือง เศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้น

สภาพแวดล้อมความร้อนสูงเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อตัวเราที่เป็นคนไทยในเขตร้อน

เป็น ร้อน x ร้อน คือ คูณสอง (หรือมากกว่า) ย่อมส่งผลให้ร่างกายแห้ง ขาดน้ำ กระหายน้ำ

เมื่อภายในขาดน้ำ ก็จะส่งผลมาที่ผิว ซึ่งคนที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ก็จะแสดงออกมาชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นอาการผดผื่น สิวอักเสบ รอยแดงที่เข้มขึ้น การคันที่ผิวโดยไม่ทราบสาเหตุ

ในบทความนี้ บีมนำเทคนิคง่าย ๆ มาแบ่งปันเพื่อช่วยปรับสมดุลให้ผิว “มีน้ำหล่อเลี้ยง” จากภายใน

เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาเช่นนี้ไปได้ด้วยดีที่สุดค่ะ

อาการที่บ่งบอกว่าเรามีภาวะร้อนเกิน

อ้างอิงจากองค์ความรู้ของคุณ หมอเขียว ใจเพชร มีทรัพย์ ซึ่งบีมสรุปให้สั้น ๆ ไว้สังเกตตัวเองง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

  • ริมฝีปากแห้ง แตก ลอก ทาลิปบำรุงแล้ว พอลิปหมดก็ลอกแตกอยู่
  • รู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา ยิ่งดื่มน้ำเย็น ยิ่งเป็น ยิ่งไม่หาย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย อ่อนแรง อยากนอน อยากพัก เกือบตลอดเวลา
  • รู้สึกขับถ่ายยากขึ้น หรือมีอาการท้องผูก
  • มีสิวอักเสบและรอยแดงเพิ่มขึ้น
  • มีผดผื่น หรือ คันตามเนื้อตัวแบบไม่มีสาเหตุ

 

เทคนิคปรับสมดุลที่บีมใช้เองแบบง่าย ๆ ที่บ้านมาฝากค่ะ

เทคนิคที่ 1 : งดอาหารฤทธิ์ร้อน

จากประสบการณ์ทดลองด้วยตัวเองเรื่องอาหารมา 10 ปี และมาทานตามหลักปรับสมดุลด้วยแนวอายุรเวทประมาณเกือบ 3 ปี พบว่า “อาหารจะเปลี่ยนเป็นกายของเรา และ อาหารจะส่งผลต่ออารมณ์ของเราโดยตรง” ดังนั้น การที่เราได้งดกินของที่มีฤทธิ์ร้อนในตัวเอง เช่น พริกไทยดำ พริกขี้หนู กระเทียม ทุเรียน เงาะ ขิง และของรสจัดทั้งปวง (ทุกรสชาติ ไม่ใช่แค่เผ็ดจัดและเปรี้ยวจัด ทุกรสชาติที่มากไป ทำให้ร้อนเกิน)เนื้อสัตว์ใหญ่ อาหารปิ้งย่างที่ใช้ความร้อนสูง ๆ ในช่วงเวลาแบบนี้ ก็จะช่วยให้ความร้อนลดลงอย่างมาก เพียงแค่ตัดสินใจไม่กินไปก่อน พอสภาพแวดล้อมมันเย็นลง ก็ค่อยกลับมากินได้ค่ะ เอาร่างกายให้รอดก่อน

รายการอาหารฤทธิ์ร้อน http://foodmorkeaw.blogspot.com/p/blog-page_7.html

 

เทคนิคที่ 2 : ดื่มและทานสมุนไพรและอาหารฤทธิ์เย็น

โดยส่วนตัวแล้ว บีมมักจะใช้ผลไม้และน้ำเปล่าเป็นตัวปรับสมดุลอย่างง่ายก่อนค่ะ ผลไม้ที่มีน้ำมากและรสจืดโดยธรรมชาติ เช่น แตงโม แคนตาลูป ชมพู่ ส่วนผักจะเป็นแตงกวา สะเดา (เอามาต้มดื่มน้ำกิน ลดความร้อนได้เร็วมาก)

ส่วนน้ำดื่มอาจจะเป็นน้ำเปล่าธรรมดาแบบไม่เย็นหรือไม่อุ่น และน้ำ pi-water (เป็นน้ำที่เคลมสรรพคุณว่า มีโมเลกุลใกล้เคียงกับน้ำในร่างกายของเรามากที่สุด ซึ่งส่วนตัวบีมกับครอบครัวดื่มเป็นประจำ ยิ่งช่วงมีไฟป่าที่เชียงราย มีฝุ่น P.M 2.5 ก็จะต้องดื่มสัปดาห์ละอย่างน้อยคนละ 1 ขวดค่ะ (ขวดละ 20 บาท) ซึ่งเราจะเห็นผลด้านสุขภาพเร็วกว่าดื่มน้ำธรรมดาจริง ๆ (ต้องช่างสังเกตนิดนึงนะคะ และต้องเป็นคนดูแลสุขภาพประมาณนึง ดื่มแล้วจะสังเกตได้เอง)

และบางครั้ง ก็จะต้มน้ำเก๊กฮวยแบบไม่เติมน้ำตาล ดื่มอุ่น ๆ ก็จะช่วยเพิ่มการดีท็อกซ์เอาสารพิษออกได้ดี หรือจะรอให้เย็นก็ได้ค่ะ ถ้าร้อนจัดกระหายน้ำมาก บางทีก็ดื่มเย็น ๆ ไปเลย แต่ก็นาน ๆ ครั้ง เพราะ การดื่มน้ำเย็น จะทำให้ไฟย่อยในกระเพาะหายไป ทำให้อาหารที่กินย่อยไม่ได้หมด บูดเน่าสะสมในลำไส้ได้ง่ายค่ะ

หรือจะดื่มน้ำย่านางใบเตย จะคั้นสด ปั่น สกัด ต้ม ได้หมดค่ะ ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้มีขายทั่วไปตามร้านสมุนไพร เลือกเจ้าที่บรรจุดี มีมาตรฐาน และผสมกับน้ำเปล่าสะอาดตามสัดส่วนที่ฉลากหรือผู้ขายแนะนำค่ะ

ควรทานสิ่งเหล่านี้ตอนท้องว่างค่ะ ไม่ควรดื่มและทานก่อนและหลังอาหารภายใน 30 นาที เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารลดลง และเมื่อภาวะร้อนเกินหมดไป (เราจะรู้สึกสบายตัวขึ้น) ก็ให้ลดปริมาณการทานหรือดื่มลงจนสามารถหยุดได้ พอมีภาวะร้อนเกินอีก ก็ค่อยทำอีกค่ะ

เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ เป็นอาหารและสมุนไพรที่ไม่ได้อยู่ในระดับที่แพทย์ต้องควบคุมการใช้ ดังนั้น ในการทาน ก็ให้เน้นการสังเกตตัวเองเป็นหลัก ไม่สามารถบอกปริมาณที่แน่นอนได้สำหรับแต่ละคนเพราะร่างกายแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งเมื่อไหร่ที่รู้สึก “สบาย” แล้ว ถือว่าทำสำเร็จค่ะ

รายการอาหารฤทธิ์เย็น http://foodmorkeaw.blogspot.com/p/blog-page.html

 

เทคนิคที่ 3 : ปล่อยวาง

เมื่อสถานการณ์มันร้อนอยู่แล้ว ตัวเราต้องพยายามมีสติตามดูรู้ทันร่างกายและจิตใจ สถานการณ์แบบนี้ จะรอดได้ถ้า “เย็นและปล่อยวาง” ถ้าใครที่โมโหง่าย ๆ ต้องรีบฝึกฝน เพราะ ต่อไปโลกมันก็อาจจะร้อนกว่านี้ ถ้าไม่ฝึกตั้งแต่ตอนที่ร้อนระดับนี้จนโกรธน้อยลงหรือตัดความโกรธออกได้ ไฟโทษะจะทำลายตัวเอง การโมโหแบบขาดสติอาจนำไปสู่การทำลายทั้งตัวเองและผู้อื่น ดังนั้น…ปล่อยวางค่ะ

สำหรับตัวบีมเอง บีมจะใช้เทคนิค “โยคะหัวเราะ” และการพูดภาษา “Gibberish” ในการปลดปล่อยพลังความเครียดและความโกรธที่สะสมอยู่ในตัวทุกเช้า

ใช้เพลงบรรเลงที่มีเสียงน้ำไหลเย็น ๆ เปิดฟัง นอนหงาย ทิ้งร่างกาย ตามดูความว้าวุ่นในใจ เห็นแล้ววาง แล้วขอทิ้งร่างไว้บนโลก หายใจเข้าออกยาว ๆ ลึก ๆ ช้า ๆ จินตนาการว่า เหมือนเราเป็นลูกโป่งแล้วลมที่หายใจเข้าไปทำให้ฟูและแฟ่บไปทั่วร่าง วางชื่อ วางอาชีพ วางทุกอย่าง แล้วกลับมาดูทั้งกายทั้งใจ แล้วขอทิ้งทุกอย่าง

เพลงบรรเลงหลากหลายประเภทที่บีมเลือกไว้จะช่วยได้ ปรับสมดุลง่าย ๆ ตามสภาวะตอนนั้น ส่วนใหญ่จะใช้ Chakra Balancing & Healing Music, Tibetan Bowl และ Healing Music ถ้ารู้สึกจิตใจว้าวุ่น จะดื่มนมถั่วเหลืองอุ่น ๆ สัก 1 แก้ว แล้วไปนอนตามเทคนิคที่บอกเลยค่ะ พวกนี้จะช่วยได้ ทำให้เราผ่อนคลายระดับลึก ตื่นมาสดชื่นได้จริง ๆ ลดไฟในตัวได้จริง ๆ

ที่สำคัญ เราจะต้องสังเกตว่า ดนตรีไหน เรารู้สึกดีและสบายนะคะ เพราะ บางเพลงคลื่นความถี่จะช่วยเราได้ บางเพลงคลื่นยังไม่ตรงกับเรา ถ้าไม่สบายอาจต้องปรับไปฟังเพลงอื่นที่ฟังแล้วสบายก่อนค่ะ พอระดับพลังงานเราดีขึ้นแล้ว แล้วกลับมาฟังใหม่ อาจปรับเข้ากันได้ดีแล้ว

ตัวอย่างเพลงที่บีมเปิดฟังเพื่อการฟื้นฟูพลังหรือผ่อนคลายระดับลึก (เปิดให้ลูกและสามีด้วย)

 

เทคนิคที่ 4 : อาบน้ำเย็นหรืออุณหภูมิธรรมดา

ปกติบีมเป็นคนติดน้ำอุ่นจนเกือบร้อนมาก ๆ ไม่ว่าจะฤดูไหน ก็ต้องอาบน้ำแบบนี้ค่ะ แต่หน้าร้อนปีนี้ ไม่ไหวจริง ๆ ต้องอาบน้ำเย็น

สำหรับใครที่ร้อนมาก ๆ เพลียมาก ๆ ให้ก้มหัวลง หรือ ถ้าฝักบัวอยู่สูง แค่เปิดน้ำให้ไหลลงมาเลยค่ะ ออกมาแรง ๆ สัก 3-5 นาที อยู่กับปัจจุบัน หายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ จินตนาการว่า อณูของน้ำได้ล้างเอาความร้อนเกินออกไปทั้งตัว โมเลกุลของน้ำสะอาดและใสเย็นเข้าแทนที่ รู้สึกได้ถึงความเย็นที่แผ่ทั่วร่างกาย แล้วค่อยหยุดค่ะ

 

เทคนิคที่ 5 : เลือกใช้เครื่องสำอางและครีมบำรุงที่เน้นการเติมน้ำให้ผิว ลดความร้อนในผิว เป็นหลัก

เครื่องสำอางในกลุ่มนี้จะมี น้ำแร่บริสุทธิ์ อโลเวร่า ไฮยาลูรอน คาโมไมด์ เป็นส่วนผสมที่เคลมหลัก และควรเป็นสเปคแนวออร์แกนิคหรือธรรมชาติที่ปลอดสารกันเสีย จะช่วยได้มาก

ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ -paraben ที่พบบ่อย ๆ ในเครื่องสำอางที่จำหน่ายในเมืองไทยทั่วไป คือ methylparaben และ propylparaben และบางชิ้นอาจมีมากกว่านี้ที่ลงท้ายด้วย paraben ค่ะ ซึ่งเป็นสารกันเสียที่มีราคาถูกและมีข้อมูลในต่างประเทศว่ามีผลเสียต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Alcohol Denat, Sodium Laureth Sulfate, Sodium Lauryl Ether Sulfate ด้วยค่ะ

เป็นคำแนะนำที่ให้สแกนกันแบบง่าย ๆ ซึ่งก็จะพบด้วยตัวเองว่า ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทั่วไป จะมีส่วนผสมเหล่านี้แทบทั้งสิ้น แม้กระทั่งแบรนด์ที่ฉลากเขียนว่า ธรรมชาติ และ สมุนไพรเองก็ตาม ดังนั้น ต้องหาแบรนด์ที่เป็นออร์แกนิคและธรรมชาติตัวจริง และตรวจสอบที่ส่วนผสมอีกทีค่ะ

แนะนำให้งดการทำเลเซอร์และการทำทรีทเมนต์อะไรก็ตามที่ทำให้ผิวต้องเป็นแผล รวมถึงงดการใช้กรดกับผิวหน้าในช่วงนี้ไปก่อน ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นให้ต้องซ่อมผิวจริง ๆ หรือไม่มีครีมบำรุงฟื้นฟูที่สามารถทำให้ผิวซ่อมแซมฟื้นฟูและอิ่มน้ำได้มากหลังทำ ไม่เช่นนั้น จะเป็น ร้อนคูณสาม คือ ร้อนในกาย ร้อนที่ผิว และร้อนภายนอก จะทำให้ผิวแย่กว่าเดิมมาก ๆ และการรักษาผิวอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร (เราพูดตามหลักสมดุลธรรมชาตินะคะ เพราะการดูแลผิวรูปแบบนี้ คือ การเพิ่มไฟให้ผิว ยิ่งทำให้ผิวเสียสมดุล ถ้าครีมบำรุงไม่สามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้เร็วจริง ๆ ก็จะลำบากและผิวอาจเกิดรอยแผลได้ค่ะ)

หวังว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้และนำไปทดลองใช้ดูนะคะ รับรองว่าจะช่วยให้รู้สึกสบายตัวและสบายผิวขึ้นได้จริง ๆ ค่ะ