สิ่งที่ได้เรียนรู้และตกผลึก “หลังดื่มน้ำเซเลอรี่นาโน” 27 วัน

ที่มาที่ไปของการมาดูคลิปนี้ คือ ช่วงสัปดาห์ก่อน บีม พี่แม็ค (สามี) น้องแคนดี้ มีความรู้สึกเหมือนกัน คือ ปวดท้องอยากเข้าห้องน้ำเกือบตลอดเวลา ไม่ใช่อาการท้องเสีย แต่รู้สึกไม่สบายท้องและเหมือนต้องไปเข้าห้องน้ำเพื่อถ่ายออกทุกครั้งที่ปวด

บีมกับพี่แม็คสันนิษฐานว่า มันเกิดจากที่เรากินเซเลอรี่นาโนผสมน้ำทุกเช้าหรือเปล่า? โดยบีมจะกินทุกวัน ผสมผงเซเลอรี่ 2 ช้อนตวงกับน้ำ 500 มล. กินตอนท้องว่างทุกเช้า ตามสูตรของคุณ Anthony William ผู้นำในการใช้น้ำสกัดเซเลอรี่ในการบำบัดรักษาโรคเรื้อรังต่าง ๆ

ส่วนน้องแคนดี้ ได้กินไม่กี่แก้วเท่านั้น แต่ก็รู้สึกเหมือนกัน

This image has an empty alt attribute; its file name is start_celery_22_06_2020.jpg
วันแรกที่เซเลอรี่มาถึง และ เปิดกินเลย คือ 22 มิ.ย. 2563

แม้จะเกิดอาการ 3 คนเลย แต่บีมขออนุญาตเล่าเฉพาะของตัวเองคนเดียว เพราะ บีมจะรู้ดีที่สุดว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง และทำอะไรไปบ้างกับร่างกายของเราเองนะคะ

สำหรับการเริ่มต้นและผลการกินในช่วงแรก ๆ บีมจะเขียนไว้หมดแล้วในหน้านี้ค่ะ เป็นหน้าสินค้าในร้านในไลน์ สามารถเข้าไปดูได้เลย https://shop.line.me/@siwsecret/product/319139158

จำได้ว่า กระปุกแรกที่กิน ไม่มีอาการปวดท้องเกือบตลอดเวลาอย่างที่บอกเลยนะคะ สบายตัวมาก และสิวก็หายไปทั้งหมดจริง ๆ (กระทุ้งออกมาก่อนนะคะ แต่กินต่อเนื่อง มันหายจริง แต่ต้องดูแลสุขภาพตามสิ่งที่สอนไว้ในนี้ไปด้วยนะคะ https://shiningbeam.org/siwsecretonlinecourse/ อย่าไปรับพิษใหม่เข้าไป มันจะช้า)

แต่มันมาเริ่มหลังจากที่พี่แม็คทำคลิปนี้ออกไป เมื่อวันที่ 5 ก.ค. 2563 https://www.facebook.com/mackitch9/videos/741449739939529/ เป็นคลิปการสาธิตว่า เซเลอรี่นาโน กับ น้ำสกัดเซเลอรี่สด ๆ มีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างค่ะ

ซึ่งวันนั้นเรา 4 คน พ่อ แม่ ลูก ได้กินน้ำเซเลอรี่กันแบบเยอะมาก ส่วนที่สกัดออกมาผสมแอปเปิ้ลเขียว ก็อร่อยมาก ลูก ๆ กินเยอะเลย และส่วนที่เป็นน้ำผงเซเลอรี่นาโน บีมก็กินเข้าไปอีก หลังจากที่กินไปแล้ว 500 มล. ตอนเช้า!!!

บีมสังเกตว่า ทั้งพี่แม็คและน้องแคนดี้ มีอาการกระทุ้งพิษ น้องแคนดี้มีสิวขึ้นกลางหน้าผาก 1 เม็ดใหญ่ ๆ และมีอาการปวดท้องอยากถ่าย ตามภาพด้านล่างนี้เลยค่ะ ซึ่งเป็นวันเวลาจริงของการถ่ายรูป (พอดีมีสินค้ามาใหม่ เป็นเจลสิว เลยให้น้องใช้เลยและเก็บรีวิวค่า ดีจริง :))

This image has an empty alt attribute; its file name is 107665565_307908027012949_2145773597181628376_o.jpg

ช่วงวันที่ 6 – 12 ก.ค. 63 น้องแคนดี้น่าจะไม่ได้กินเซเลอรี่แล้ว หรืออาจจะกินอยู่บ้าง แต่ไม่มาก อันนี้ไม่ทราบจริง ๆ เพราะ เขาจะเดินไปชงกินเอง ซึ่งเขาชอบผักอีกสูตรมากกว่า

ส่วนพี่แม็ค น่าจะยังกินอยู่ค่ะ แต่ไม่รู้ว่ากินเพียวหรือผสมอย่างอื่นไหม เพราะถ้าตามสูตรเขาเลย ต้องกินเพียว ๆ เลยค่ะ เว้นระยะ 20-30 นาที ถึงจะกินอย่างอื่นได้

ส่วนบีม กินเพียว กินเป็นอย่างแรกของวัน (ยกเว้นน้ำเปล่าอุ่นๆ ที่จะดื่มหลังตื่นนอนเป็นปกติ แต่บางวันก็ทดลองกินน้ำเซเลอรี่นาโนไปเลย ไม่ได้ดื่มน้ำเปล่าค่ะ รู้สึกว่า ได้ดื่มน้ำเปล่าอุ่น ๆ จะช่วยขับถ่ายได้มากกว่า) และกินในสัดส่วน 2 ช้อนตวง (เท่ากับเซเลอรี่ 160 กรัม) กับน้ำ 500 มล. (กระบอกน้ำมีตัวเลขค่ะ)

ช่วงประมาณวันที่ 6-12 ก.ค. บีมรู้สึกว่า เหมือนจะปวดท้องตลอดเวลา อาการคล้าย ๆ เหมือนมีกรดในกระเพาะ ไม่สบายท้องเลยค่ะ บีมพยายามกินอะไรที่น่าจะช่วยแก้อาการในกลุ่มแผลในกระเพาะ เช่น กระเจี๊ยบเขียว ฟักทอง … แต่มันกลับยิ่งทำให้รู้สึกอยากถ่ายมากขึ้น ความรู้สึกเหมือนกับว่า ท้องไส้เราพยายามจะกำจัดอะไรออกอยู่ตลอดเวลา

แล้วบีมก็เลยเข้าไปดูข้อมูลใน YouTube ก็ไปเจอคลิปผู้หญิงคนหนึ่ง เล่าว่าทำไมเธอเลิกกินน้ำเซเลอรี่

เธอบอกว่า … หลังจากสิวหายแล้ว เธอก็ไม่ได้กินต่ออีก เพราะ ไม่สะดวกเรื่องงบประมาณ เวลา ไม่แน่ใจเรื่องความสะอาดของเซเลอรี่ และ รู้สึกว่าท้อง sensitive กับอาหารที่กินมากขึ้น

บีมก็ไม่ได้ค้นข้อมูลอะไรเพิ่ม แต่ก็สังเกตว่า เออ…นั่นสิ กินอะไรก็อยากถ่ายออก หรือมันจะไม่โอเคจริง ๆ นะ…

ก็เลยลองหยุดกินค่ะ พี่แม็คหยุดก่อน แล้วอาการเขาดีขึ้น บีมเลยลองหยุดบ้าง มันก็ดีขึ้น แต่ไม่หาย…

บีมก็เลยมาอ่านของคุณ Anthony William อีกรอบที่เว็บของเขาเลย https://www.medicalmedium.com/medical-medium-celery-juice-movement.htm บีมก็ได้คำอธิบายที่รู้สึกว่า ต้องลองกลับไปกินใหม่อีกรอบดู เพราะ มันอาจจะเป็น healing crisis (ภาวะกระทุ้งพิษ) ก็ได้

บีมก็กลับมาเริ่มกินได้สัก 2 วัน (16-17 ก.ค.) โดยเริ่มต้นที่ 1 ช้อนตวง กับ น้ำ 500 มล. คือ ความเข้มข้นมันเบาลงเท่านึง หลังจากนั้นก็เว้นช่วงแล้วกิน FB5 ปรากฏว่า เฮ้ย อาการมันหายไป! ก็บอกพี่แม็คว่า ต้องกลับมากินนะ จะได้ขับอะไรที่ค้างในกระบวนการอยู่ออกให้หมด คือ ต้องยอมให้พิษมันออก แล้วกินต่อจนกว่าอาการทั้งหมดจะหายไป

บีมก็เลยกลับมากิน โดยกินแค่เวลาเดียวในสัดส่วนที่ 1 ช้อนตวงก่อนค่ะ (ตอนแรกที่เริ่มคือ 2 ช้อนตวง) แล้วเดี๋ยวถ้ามันโอเค ก็ค่อยเพิ่มโดสเข้าไป วันนี้คือ เช้าวันที่ 3 ของการกลับมากิน (เสาร์ที่ 8 ก.ค. 2563) โดยจะดื่มน้ำอุ่นเป็นแก้วแรกก่อน จากนั้นพอขับถ่ายออกแล้ว ก็ค่อยมาดื่มเซเลอรี่ค่ะ

และพอดีว่า ได้ดูคลิปที่แปะลิงค์ไว้ให้ตั้งแต่ต้นจบแล้ว ความมั่นใจก็กลับมาแล้วเพราะได้ข้อมูลเพิ่ม ประกอบกับอาการที่เป็นค้างอยู่เป็นสัปดาห์ก็หายไป (ช่วงที่หยุดกินแล้วพยายามกินผักอื่น ๆ เพื่อรักษาอาการที่เหมือนแผลในกระเพาะ มันไม่เวิร์คค่ะ มันต้องกินเซเลอรี่ต่อ ถึงหาย)

ในช่วงท้ายนี้ เลยขอสรุปสิ่งที่ได้เรียนรู้จากประสบการณ์ทดลองของตัวเอง จากการกินน้ำเซเลอรี่นาโนมาได้เกือบ 1 เดือน และ จากคลิปสัมภาษณ์คุณ Anthony นะคะ ซึ่งบีมจับมาเฉพาะในส่วนที่ตกผลึกส่วนตัวและน่าจะเป็นประโยชน์ต่อการรักษาสิวเพิ่มเติมค่ะ

สรุปจากประสบการณ์ของตัวเอง

  • ใครที่พึ่งเริ่มต้นในการใช้เซเลอรี่นาโน แนะนำให้ลองที่สัดส่วน 1 ช้อนตวงกับน้ำ 500 มล. ดูก่อนค่ะ ร่างกายจะได้ค่อย ๆ ปรับตัวก่อน (บีมเริ่มที่ 2 ช้อนตวงต่อน้ำ 500 มล.) เพราะ ร่างกายบีมและพี่แม็ค เคยผ่านการล้างพิษมาก่อน แต่บีมจะกินอะไรที่คลีนกว่าเขา เขาจะมีอาการกระทุ้งพิษที่มากกว่าบีมค่ะ
  • บีมเริ่มที่ 4 เวลาต่อวัน (เช้า ก่อนเที่ยง บ่ายแก่ ๆ และก่อนนอน) เลยได้ผลเร็ว … แต่สำหรับคนที่เริ่มต้น บีมแนะนำให้กินแค่ตอนเช้า ท้องว่าง ซึ่งปกติบีมจะกินหลังตื่นนอน บีมเป็นคนตื่นเร็ว บางทีก็ตี 4 บางทีก็ตี 5 บีมเลยจะได้ดื่มเซเลอรี่ก่อน 6 โมงเสียเป็นส่วนใหญ่ แต่ถ้าใครที่ไม่ได้ตื่นเวลานี้ ก็ให้กินช่วงประมาณ 6.00 – 8.00 น. ได้อยู่ค่ะ
  • ไม่ว่าจะเกิดอาการอะไรขึ้น ขอให้ทานต่อไป เพื่อให้เขาล้างเชื้อโรคจากตับออกให้หมด เพราะ ถ้าตับสุขภาพดี อาการต่าง ๆ จะหายไปเองค่ะ
  • สำคัญมากกกกก ที่ผู้สนใจ ควรทำความเข้าใจเรื่องภาวะกระทุ้งพิษ Healing Crisis ให้ดี บีมได้พูดถึงเรื่องนี้ไว้ในคลิปนี้ค่ะ แนะนำให้ดูก่อนคิดจะเริ่มกินเซเลอรี่เพื่อรักษาสิว ติวพิเศษ 3 เรื่อง : ข้อสรุปเรื่องล้างตับด้วยน้ำผงผักเซเลอรี่ / ปรับ mindset สิวขับพิษ / วิธีรับมือ https://youtu.be/LNEbpE_3SAo
  • สำหรับบีม … สิวหายจริง รู้สึกตับสะอาดจริง และบีมจะกินต่อไปเรื่อย ๆ เพราะมันง่ายและได้ผลจริงๆ
  • แต่…ขอเน้นย้ำตัวโต ๆ เลยว่า ใครที่คิดจะทานสูตรนี้เพื่อรักษาสิว ต้องเข้าใจกระบวนการธรรมชาติบำบัด พลังงานบำบัด ภาวะกระทุ้งพิษ ให้ดีก่อนนะคะ เพราะ ถ้าคิดจะทำแล้ว ต้องไปให้สุด จึงจะหายขาดจากสิวได้จริง ๆ และในกระบวนการบำบัด หลายคนจะไม่คุ้นเคย รู้สึกแย่เหมือนป่วย แต่จริง ๆแล้ว ร่างกายกำลังซ่อมตัวเอง ถ้าดูแลไม่ถูกวิธี กินน้ำเซเลอรี่แล้วยังมีพฤติกรรมทำลายสุขภาพ อันนี้ไม่เป็นผลดีแน่นอนค่ะ มันต้องปรับทั้งหมดเลย ถ้าคิดจะกินจริง ๆ
  • ถ้าไม่ศึกษาข้อมูล อย่าทำก่อนค่ะ … เพราะถ้าทำอย่างไม่เข้าใจ จะเป็นผลเสียต่อผู้ทำมากกว่า เนื่องจากเขาล้างพิษให้เราค่อนข้างลึก ดังนั้น ต้องรู้วิธีเตรียมกาย เตรียมใจ ซึ่งบีมสรุปและเรียบเรียงไว้หมดแล้วในหนังสือและคอร์สสิวซีเคร็ตค่ะ เป็นพื้นฐานที่ครบสมบูรณ์สำหรับผู้ที่ต้องการรักษาสิวแนวทางธรรมชาติให้หลุดจากวงจรสิวด้วยแนวธรรมชาติได้ตลอดไปที่ต้องเรียนรู้และทำไปตามขั้นตอน เมื่อใช้ผักผงและผลิตภัณฑ์ในร้านสิวซีเคร็ตร่วมด้วยจึงจะได้ผลดีค่ะ

สรุปสิ่งที่ได้จากคลิปคุณ William Anthony (เขาให้ความรู้ดี ๆ เยอะมาก แต่บีมขอสรุปที่บีมรู้สึกว่าผู้ติดตามสิวซีเคร็ตน่าจะสนใจเป็นพิเศษนะคะ)

  • เซเลอรี่เป็นสมุนไพร ไม่ใช่แค่ผัก ดังนั้นเขาจึงมีสรรพคุณในการบำบัดเยียวยารักษาโรคดังเช่นสมุนไพรอื่น ๆ
  • ที่ต้องเป็นเซเลอรี่ เพราะ เขาได้ยินเสียงที่บอกเขามาตั้งแต่ 4 ขวบ ซึ่งทุกคนที่ป่วย เขาจะแนะนำให้กินน้ำสกัดเซเลอรี่ ซึ่งทุกคนหายจากโรคอย่างสิ้นเชิง ประจักษ์ชัดแก่สายตาของเขา
  • การที่เซเลอรี่ได้รับการต่อต้านจากกลุ่มนักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์บางส่วน อาจด้วยเหตุผลที่ เซเลอรี่เป็นสิ่งที่ทำได้ง่ายและได้ผลจริง ซึ่งได้ผลกับคนมากมายมาตั้งแต่ก่อนที่เขาจะดัง ไม่ใช่การสร้างกระแส แต่เป็นการหายจากโรคจริง ๆ ที่คนได้รับผลลัพธ์จริง ๆ เป็นพายุแห่งผลลัพธ์จริงก้อนใหญ่ก่อนที่เขาจะนำเรื่องนี้เผยแพร่ต่อสาธารณะ ซึ่งแน่นอนว่า อาจไปขัดผลประโยชน์ของผู้คนในวงการสุขภาพมากมายหลายกลุ่ม
  • ในเซเลอรี่มีกลุ่มของเกลือชนิดพิเศษที่นักวิจัยหรือนักวิทยาศาสตร์ยังไม่ค้นพบ และคาดเดาว่า น่าจะเป็นสารอาหารอื่นๆ ที่ถูกค้นพบแล้วมากกว่าที่มันช่วยบำบัดอาการต่าง ๆ ให้หายไปได้
  • แต่คำถามคือ ว่า ผักอื่น ๆ ก็มีสารอาหารที่พวกเขาพูดถึง แต่ทำไมไม่มีอะไรที่ให้ผลลัพธ์ได้เท่าเซเลอรี่เลย?
  • และไม่ว่าคุณจะมีความเชื่อในการกินรูปแบบไหนก็ตาม วีแกน มังสวัรัติ พาลีโอ คีโต ฯลฯ การที่เพิ่มน้ำสกัดเซเลอรี่และกินอย่างถูกวิธีตามที่เขาแนะนำเข้าไป จะช่วยทำให้ “ได้ผลลัพธ์” ที่ต้องการแน่นอน
  • เพราะน้ำสกัดเซเลอรี่ ช่วย “ทำลายกำแพงสุดท้าย” ที่ทำให้ไม่ได้ผลลัพธ์นั่นเอง
  • กินสกัดสดเท่านั้น ห้ามกินแบบผ่านความร้อนมาแล้ว หรือห้ามกินผสมอะไรอื่นใด
  • สำคัญที่สุด คือ กลุ่มเกลือนี้ เข้าไปทำงานหลายอย่างในระบบร่างกาย ที่สำคัญ คือ ไปฆ่าเชื้อโรคต่างๆ ในตับ ถุงน้ำดี ซึ่งตับเป็นอวัยวะที่สำคัญที่สุด ซึ่งคนที่ป่วย ก็คือ ตับป่วย ตับป่วยก็คือมีเชื้อโรคเยอะ เมื่อเกลือในเซเลอรี่เข้าไปฆ่าเชื้อต่าง ๆ และทำลายพิษในตับแล้ว อาการไม่สบายก็หายไป ง่าย ๆ เท่านี้เอง
  • และเมื่อตับมีสุขภาพดี เขาจะสามารถฟื้นฟูระบบการเก็บและใช้พลังงานในรูปแบบไกลโคเจนและกลูโคสในกระแสเลือดให้เป็นปกติ ทำให้ระบบการทำงานของร่างกายเป็นปกติ ไม่เกิดความอยากกินของหวาน เค้ก เบเกอรี่ น้ำตาล อีกต่อไป ความรู้สึกอยากเสพย์ของพวกนี้จะหายไปเอง
  • นอกจากนี้ เกลือกลุ่มนี้ ยังเข้าไปปรับสมดุลปริมาณกรดเกลือในกระเพาะอาหาร ให้สามารถย่อยโปรตีนที่ตกค้างได้ หรือโปรตีนที่ทานเข้าไปใหม่ได้ ทำให้ไม่มีของบูดเน่าจากอาหารกลุ่มโปรตีนเหลือตกค้าง
  • กลุ่มเกลือนี้ ยังไปเพิ่มอิิเลคโตรไลท์ในปริมาณที่เพียงพอ ที่ช่วยกระตุ้นให้ระบบประสาทกลับมาทำงานเป็นปกติอีกครั้ง ซึ่งจะช่วยให้สมอง ระบบประสาท ทำงานมีประสิทธิภาพ ระบบร่างกายจึงกลับมาเป็นปกติ
  • นอกจากนี้ เขายังช่วยให้ สมองโล่ง เคลียร์ จะทำให้มีโฟกัสชัดเจนขึ้น จะรู้ว่าชีวิตจะต้องไปอย่างไร คือ มันได้มากกว่าสุขภาพ แต่คือเปลี่ยนชีวิตของคุณแน่นอน
  • ไม่ว่าคุณจะกินสายไหน เชื่ออย่างไร สิ่งที่คุณต้องทำเหมือนกัน คือ ผมแนะนำให้ “เลิกกินไข่” เพราะ มันเป็นอาหารของเชื้อโรค (อันนี้ตรงกับข้อมูลหมอจันทร์ แห่งเมืองพาน จ.เชียงรายค่ะ บีมเคยไปพบท่านมาเมื่อหลายปีก่อน เพราะสนใจสมุนไพรของท่าน หมอจันทร์ท่านเป็น อจ.แพทย์แผนไทยที่รักษามะเร็งให้ชาวบ้านหาย อจ.บอกว่า ห้ามกินไข่เลย คนเป็นมะเร็งนี่นะ ไข่เป็นอาหารของมะเร็ง)
  • น้ำสกัดแตงกวา (cucumber juice) สามารถนำมาดื่มช่วงที่หาเซเลอรี่ไม่ได้ แต่มันทำงานเหมือนเซเลอรี่ไม่ได้ แต่อย่างน้อย การดื่มน้ำสกัดแตงกวา จะช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้น เต็มไปด้วยน้ำ ซึ่งการที่ร่างกายชุ่มน้ำ ก็จะช่วยให้เขาสามารถทำงานได้มีประสิทธิภาพ ขับล้างสารพิษออกได้ดีขึ้น แต่จำไว้ว่า มันทำงานเหมือนเซเลอรี่ไม่ได้ (สำหรับลูกค้าสิวซีเคร็ต ตัวที่ช่วยในส่วนนี้ได้คือ หน่อไม้ฝรั่งค่ะ ชุ่มชื้นเต็มๆ)
  • และสุดท้ายที่บีมชอบมาก คือ ร่างกายเขาไม่เคยต่อต้านคุณนะ ร่างกายเขาไม่เคยทำร้ายคุณ ไม่เคยต่อสู้กับคุณเอง เขารักคุณเท่านั้น … ดังนั้น การที่เราคิดหรือรู้สึกกับร่างกายนั้นสำคัญมาก ๆ มันจะส่งผลต่อสุขภาพของคุณ ขอให้ปรับวิธีคิด วิธีรู้สึกตรงนี้เสียใหม่ เพราะมันสำคัญมากจริง ๆ สำหรับวิธีที่คุณสื่อสารกับร่างกาย

ถึงตรงนี้… บีมตกผลึกเลยค่ะว่า ผู้คนในสมัยนี้ รวมถึงผู้ที่มีปัญหาสิว จะมีความรู้สึก “ต่อต้านร่างกายตัวเอง” คือ ขอโทษนะคะ ภาษาดิบ ๆ คือ “มึงจะเป็นทำไมวะสิวเนี่ย กูทรมานจะตายอยู่แล้ว ยังจะขึ้นมาอยู่ได้” อันนี้ภาษาจิตใต้สำนึกเลยค่ะ ที่ทุกคนที่มีปัญหาสิวหรือสุขภาพ คงจะไม่ปฏิเสธ ถ้าได้ลองอยู่เงียบ ๆ แล้วฟังเสียงข้างในเมื่อระลึกถึงเรื่องสิวหรือสุขภาพตัวเอง

เราพยายามเหลือเกินที่จะ “กำจัด” “ต่อต้าน” และ “กล่าวหาร่างกาย” ตลอดเวลา…

พอเกิดภาวะกระทุ้งพิษ ร่างกายพยายามขับออกให้ ก็ไปรู้สึกไม่พอใจ รู้สึกไม่ดี อยากจะกดมันเอาไว้

ร่างกายรักเรามากนะคะ … ขอให้ปรับวิธีคิด วิธีรู้สึกเสียใหม่ ไปเป็น “ขอบคุณ” แทนค่ะ มันจะเปลี่ยนคลื่นพลังงาน จากเกลียดเป็นรัก … แล้วความรักนี้แหละ ที่จะเยียวยารักษาทุกอย่างได้ ซึ่งชัดเจนมากในวิธีคิดและวิธีทำของแม่ชีศันสนีย์ที่รับมือกับมะเร็งจนหายดีค่ะ อยากให้ดูจนจบเช่นกัน แล้วนำมาใช้กันค่ะ

สุดท้ายนี้ … บีมได้ถอยหนังสือ Celery Juice ของคุณ Anthony William มาอ่านแล้วค่ะ ซื้อจาก Kinokuniya เพราะบีมเชื่อว่า ตัวนี้แหละ คือ คำตอบสุดท้ายของสิวเรื้อรังจริง ๆ เพราะ คุณแอนโธนี่ ได้พูดถึง “สิว” เสมอในทุก ๆ ครั้งที่คนถามว่า น้ำสกัดเซเลอรี่มันช่วยรักษาอะไรได้บ้างจากประสบการณ์ของคุณ

บีมรู้ว่า การอ่านหนังสือเล่มนี้ จะทำให้บีมเข้าใจมันอย่างถูกต้อง และดูแลทุกคนที่กินน้ำสกัดเซเลอรี่หรือน้ำผักผงเซเลอรี่จนถึงฝั่งได้อย่างถูกต้อง

และบีมเองก็ยังไม่แน่ใจว่า น้ำเซเลอรี่นาโน จะให้ผลได้เหมือนกับ น้ำเซเลอรี่สกัดสด หรือไม่ เพราะ ยังไม่เคยทานแบบสกัดสดต่อเนื่องกันค่ะ แต่ผลลัพธ์ที่บีมได้รับจากการดื่มน้ำเซเลอรี่นาโนตามสูตรเดียวกับที่คุณแอนโธนี่อธิบายนั้น ชัดเจนเรื่อง สิวหาย ตาใส เล็บมีสีชมพู ซึ่งแสดงให้เห็นถึงภาวะของตับที่แข็งแรงและสะอาดขึ้นค่ะ

ขอฝากทิ้งท้ายไว้นะคะว่า หากต้องการจะรักษาสิวให้หายขาดในแนวธรรมชาติจริง ๆ ต้องจัดเวลาศึกษาข้อมูลตามที่บีมได้เตรียมไว้ให้ให้ครบถ้วน และเตรียมกาย เตรียมใจ ที่จะเข้าสู่กระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้ อย่าแค่อยาก … เพราะ ปัญหาที่มันเรื้อรัง ต้องการความตั้งใจ ต้องการความรู้ที่ลึกซึ้ง ในการพาตัวเองเดินไป เพราะไม่มีใครจะทำให้คุณได้ นอกจากตัวคุณเองค่ะ …

วิธีการที่ถูกต้อง ได้จัดเตรียมไว้ให้แล้ว ขอเพียงแค่ จุ่มตัวเองลงมาให้มิด … แล้วไปให้สุดทาง

คุณก็จะได้มากกว่า “ผิวใสไร้สิว” แต่คือ “ชีวิตที่เปลี่ยนแปลงตลอดกาล” แน่นอน …

ขอส่งพลังให้ทุกคน มีพลังปฏิบัติ รักษาความหวัง รักษาวินัยได้จนถึงฝั่งนะคะ

ด้วยรัก

บีม…

33 ข้อ ไขข้อข้องใจ “สิวเรื้อรัง” และทางออกจากสิวทุกประเภท (ตกผลึกจากประสบการณ์เรื่องสิว 20+ ปี)

ก่อนอื่น ลองมาเช็คกันดูนะคะว่า คุณกำลังมีปัญหา “สิวเรื้อรัง” หรือไม่ค่ะ?

  1. เป็นสิวที่เป็นมานานกว่า 6 เดือน เป็นได้ทุกรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ผิวระคายเคือง แดง อักเสบ สิวอักเสบ สิวหนอง หรือซีสต์ใหญ่ ๆ
  2. มาพร้อมกับปัญหาผิวที่ไม่สมดุล ส่วนใหญ่จะมันเกินไป และรูขุมขนกว้างขึ้น
  3. เป็นสิวที่อาจเรียกได้ว่า เป็นรูปแบบของ “สิวฮอร์โมน” ที่เข้าใจกันในปัจจุบัน
  4. ใช้ครีม ยารักษาสิว และการทำทรีทเมนต์จากคลินิกหรือสถานบริการความงามทุกรูปแบบแล้ว ได้ผลชั่วคราว เมื่อหยุดทำหรือเว้นช่วงไป สิวก็กลับมาอีกและอาจเป็นมากขึ้น
  5. เป็นโดยไม่ทราบสาเหตุ ไม่สามารถอธิบายได้ เหมือนอยู่ดี ๆ ก็เป็น
  6. มักเป็นหลังจากมีปัญหาสุขภาพ ปัญหาความเครียด มาสักระยะใหญ่ ๆ ก่อน ส่งผลให้คนที่ไม่เคยเป็นสิวเป็นสิวชนิดนี้ได้เช่นกัน
  7. อาจเกิดจากการรับยาสเตียรอยด์รักษาบางโรค หรือใช้สเตียรอยด์ปริมาณมากเพื่อให้ส่งผลบางอย่าง ส่งผลให้คนไม่เคยเป็นสิว เป็นสิวสเตียรอยด์ได้
  8. หากทบทวนย้อนกลับไปแล้ว ก็จะมีพฤติกรรมการกินที่ผิดหลักสุขภาพ กินอาหารมีไขมันทรานส์ น้ำตาลขัดขาว น้ำตาลสูง อาหาร GI สูง อาหารสำเร็จรูป อาหารสังเคราะห์ อาหารแปรรูป ต่อเนื่องหลายปี ไม่ออกกำลังกาย ดื่มแอลกอฮอล์จัด สูบบุหรี่ เที่ยวกลางคืนเป็นประจำ หรืออยู่ในโซนที่มลภาวะเป็นพิษ เช่น โรงงานอุตสาหกรรมที่ไม่ได้ควบคุมเรื่องสารพิษและความปลอดภัยในโรงงานและสิ่งแวดล้อม อยู่เมืองที่มีมลพิษสูง ทำงานเป็นกะ เดินทางบ่อย นอนเช้าตื่นเที่ยง มีปัญหาการเงิน ความสัมพันธ์ หรือปัญหาอื่น ๆ แบบเรื้อรังที่ยังไม่ได้รับการแก้ไขให้จบเสียที เหล่านี้เป็นต้น

หากคำตอบของคุณ คือ “ใช่” แม้เพียงข้อเดียว
ก็ถือว่าเข้าข่าย “กำลังมีปัญหาสิวเรื้อรังแล้วค่ะ”

และหนทางหลุดออกจากปัญหานี้ อยู่ด้านล่างนี้แล้วค่ะ ยาวหน่อย แต่คุ้มที่จะใช้เวลากับมันและลองเปิดใจรับไปเป็นแนวทางทำแบบจริงจังดูสัก 3 เดือน จะพบความแตกต่างที่ชัดเจนแน่นอน

33 ข้อ ไขข้อข้องใจ “ปัญหาสิวเรื้อรัง” และ ทางออกจากเขาวงกตนี้ สรุปจากประสบการณ์เรื่องสิว 25 ปี

ตั้งแต่ที่บีมมีปัญหาสิว กลิ่นตัว ขี้หงุดหงิดโมโหง่ายตั้งแต่เด็ก (ประถม) และอยู่ในวังวนการเข้าออกคลินิก สถานเสริมความงามอยู่ตลอดช่วงเวลาวัยเรียนถึงวัยทำงานตอนต้น ก็ได้ตัดสินใจเด็ดขาด มาเริ่มศึกษาและทดลอง การรักษาสิว โดยเน้นที่การแก้ที่ระบบภายใน แก้ที่รากของสิว โดยมุ่งเป้าไปที่การ “หายขาด” ใช้หลักธรรมชาติ ไม่ใช้ยา ไม่ใช้ฮอร์โมน เมื่อปี พ.ศ. 2552 จนในวันนี้ (20 ม.ค. 2563) บีม “ตกผลึก” ได้แบบนี้ค่ะ ขอให้อ่านและทำความเข้าใจให้ดี นี่คือ หนทางที่จะพาคุณออกจากวังวนจากปัญหาสิว “แบบถึงราก” ได้จริง ๆ 

  1. สิวของคนในยุคนี้ มีสาเหตุหลักมาจาก “การเสียสมดุลแบบร้อนเกินไป” และ “การมีขยะสะสมในกายและจิตมากเกินไป” ส่งผลให้มีออกซิเจนในตัวน้อย และ ภูมิต้านทานทางกายและใจต่ำลง
  2. การเสียสมดุลแบบร้อนเกินไป ถ้าเป็นในเด็กถึงวัยรุ่น จะเป็นสาเหตุเกี่ยวกับ “อาหารที่กินมาตั้งแต่เล็กจนถึงวัยรุ่น” ถ้าเป็นวัยรุ่นจนถึงวัยผู้ใหญ่ จะเกิดจาก “ความเครียด” เป็นตัวหลัก
  3. ความเครียดเป็นการเพิ่มความร้อน เพิ่มพิษ ให้กับร่างกายโดยตรง และกดภูมิคุ้มกันให้ต่ำลง เกิดมาจากวิถีชีวิตของมนุษย์ในยุคปัจจุบันที่ผิดเพี้ยนจากการใช้ชีวิตตามกฎเกณฑ์ของธรรมชาติ
  4. เมื่อถูกส่งเสริมด้วย การกินอาหารแนวตะวันตกในกลุ่ม fast food เน้นกลุ่มให้พลังงาน เช่น แป้งขัดขาว นมวัว น้ำตาล กรดไขมันโอเมก้า 6 และกลุ่มเนื้อสัตว์ โดยไม่กินอาหารฤทธิ์เย็น เช่น กลุ่มผักผลไม้ปลอดสาร สมุนไพรฤทธิ์เย็น เลยหรือกินน้อยมาก ย่อมทำให้ความร้อนสะสมในเซลล์ร่างกายมากเกินไป 
  5. นอกจากภาวะร้อนเกินที่เกิดขึ้นแล้ว ในทาง “ชีวเคมี” อาหารกลุ่มนี้ ก็ทำให้เกิด “ภาวะอักเสบเรื้อรัง น้ำตาลในเลือดแกว่ง ภาวะดื้ออินซูลิน ไขมันพอกตับ ลงพุง โรคอ้วน น้ำหนักเกิน เซลลูไลท์ ท้องผูก เลือดหนืดข้น ลำไส้รั่ว” อีกด้วย
  6. อาหารจะส่งผลต่อภาวะอารมณ์และบุคลิกภาพโดยตรง คนที่มีความร้อนสะสมในตัวมากเกินไป จะขี้หงุดหงิด โมโหง่าย ไม่ให้อภัย มองโลกในแง่ร้าย โกรธตัวเองและผู้อื่นตลอดเวลา เป็นภาวะอารมณ์ที่เพิ่มเติมความร้อนให้กายนี้เข้าไปอีก
  7. เมื่อ น้ำ ลม ไฟ ในตัว ส่งเสริมให้มี “ไฟ” มากไป คือ น้ำน้อย (ไม่ค่อยดื่มน้ำ) ลมเยอะ (เพราะเครียดและนอนไม่หลับเป็นเรื่องหลัก) และไฟเยอะมาก ก็จะสะท้อนให้เห็นทาง ดิน คือ กายเนื้อที่สัมผัสได้ และผิวหนังคืออวัยวะหนึ่งในธาตุดินนั้น
  8. คนที่ไม่ออกทางผิวหนัง ก็จะเป็นตุ่ม เป็นหนอง เป็นก้อนอยู่ภายใน คนที่ออกมาทางผิวหนัง ก็จะเป็นผดผื่น เป็นสิว เป็นซีสต์ แต่ละคนจะแสดงออกไม่เหมือนกัน แต่เหตุเป็นอย่างไร ผลเป็นเช่นนั้น ทุกคนมี “ไฟมากไป” ในตัวทั้งหมด จึงป่วยเป็นโรคต่างๆ ที่เกิดจาก “ไฟเผา”
  9. ส่วนขยะที่รับมามากเกินไปนั้น มาจากหลายทาง นับทั้งขยะที่ตามองเห็นได้ กับ ขยะที่ตามองไม่เห็น เพราะเรามีกายเนื้อ และ กายละเอียด ซึ่งกายละเอียดนี่เอง หรือ วิญญาณของเรา หรือ พลังชีวิต ที่ทำให้เรายังคง “มีชีวิตอยู่” ถ้าสุขภาพเขาไม่ดี มีพลังดำมืดปนเปื้อน ปกคลุม และไม่เอาออก ก็จะแสดงออกมาทางกายเนื้อนี่เอง 
  10. เราไปเน้นการแก้ที่กายเนื้อกัน ซึ่งถ้าไม่เกี่ยวกับการแพ้ครีมหรือใช้ของที่ระคายเคืองผิวรุนแรงจริง ๆ ปัญหาโรคผิวหนังทุกโรคมาจาก “คุณภาพและความสะอาดของกายละเอียด” ไปแก้กันผิดที่ผิดทาง จึงไม่หายกันเสียที
  11. ขยะที่มองเห็นได้ สัมผัสได้ คือ อาหารที่ผ่านกระบวนการ น้ำตาล อาหารปนเปื้อนสารเคมี มีของปรุงแต่งสูง อาหารปนเปื้อนพยาธิ แอลกอฮอล์ ไม่เป็นรสธรรมชาติ และเรากินหลายมื้อต่อวัน กินกันหลายอย่างต่อวัน และอาหารก็คือ ธาตุดิน ที่จะเข้าไปเป็นธาตุดิน คือ ผิวหนัง และอวัยวะน้อยใหญ่ของเรานี่เอง อาหาร = อวัยวะและผิวหนัง เป๊ะ ๆ ใส่อะไรเข้าไป ก็ได้ออกมาแบบนั้นเป๊ะ ๆ ไม่ผิดเพี้ยน 
  12. หลายคนมีคำถามว่า เพื่อนที่หน้าใส ก็กินแบบเรา ไม่เห็นจะเป็นเลย มันมีปัจจัยที่คุณยังมองไม่เห็นว่า เขาป่วยอะไรบ้าง ถ้าละเอียด ลองสังเกตดูว่า เขามีความป่วยในด้านอื่นไหม ซึ่งจากประสบการณ์ที่ได้รับฟังเรื่องราวเพื่อให้คำปรึกษาแก่ผู้มีปัญหาสิวของบีมตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา พบว่า คนที่หน้าใสและไม่ดูแลอาหารจะมี 2 อย่าง คือ แสดงออกทางอื่น เช่น ขอบตาคล้ำ ผิวขาดน้ำแต่ยังไม่เป็นสิว ปวดท้องประจำเดือนรุนแรง มีลูกยาก มีพุงแม้ยังไม่เคยมีลูก หรือมีอาการป่วยอื่น ๆ ที่ไม่แสดงมาเป็นสิว และอีกกลุ่มคือ มาเป็นสิวช่วงที่เป็นผู้ใหญ่แล้ว คือ อายุ 25 ปีขึ้นไป กลุ่มนี้มีเพิ่มขึ้น คือ ไม่ดูแลตัวเองเลย ชะล่าใจว่าผิวดี แล้วมาเป็นเอาตอนโต กลุ่มนี้จะมีโอกาสเป็นซึมเศร้าหนักกว่า เพราะ ไม่เคยเป็น และมาเป็นตอนที่เป็นผู้ใหญ่ ซึ่งร่างกายเสียหายไปมากแล้ว ต้องใช้เวลานานกว่า และต้องมีวินัยสูงมาก ถ้าไม่เชื่อมั่นในหนทางธรรมชาติ และไม่เชื่อในตัวเองว่าจะหายได้ ก็จะอยู่ในวังวนสิวตลอดไปเพราะมีภาวะซึมเศร้ามาเพิ่มเติม ซึ่งภาวะนี้ คือ การบั่นทอนระบบภายใน เหมือนระเบิดเวลาที่รอระเบิดให้ตัวตาย 
  13. ดังนั้น ขอแนะนำว่า อย่าไปเปรียบเทียบกับใคร อย่าไปนึกน้อยใจ ให้สนใจตัวเราและลู่ของเรา เดินให้ดี มีพัฒนาการไปเรื่อย ๆ ทำให้ถูก ผลจะได้เอง เพราะการเปรียบเทียบและการไม่รักตัวเอง ไม่ให้กำลังใจตัวเอง คือ อารมณ์ทางลบที่บั่นทอนกายละเอียดและจิตวิญญาณ จะทำให้หายช้าไปอีก
  14. ส่วนขยะอื่น ๆ ก็คือ สารเคมีอันตราย สารเคมีระคายเคือง จากสิ่งที่เราใช้ทุกวัน คือ เครื่องสำอาง ที่มีข้อมูลทางวิทยาศาสตร์รองรับแล้วว่า มันสามารถถูกดูดซึมผ่านผิวหนังเข้าสู่กระแสเลือดได้โดยตรง หรือของใช้ที่เราต้องได้รับเข้าไป เช่น น้ำยาล้างจานที่อาจตกค้างบนจาน เครื่องครัวที่หลุดร่อนปนเปื้อนมากับอาหาร หรือ เครื่องครัวที่ไม่มีคุณภาพ มีตะกั่ว (หม้อก๋วยเตี๋ยวคุณภาพต่ำ) น้ำปนเปื้อนสารเคมี น้ำปนเปื้อนเชื้อโรค ฝุ่น PM 2.5 สารเคมีที่่ฟุ้งในบริเวณโรงงานอุตสาหกรรม โรงไฟฟ้าที่มีควันเสียลอยออกมา ควันท่อไอเสีย ฯลฯ ที่รับเข้าไปทุกวัน 
  15. ขยะที่มองเห็นได้ จะเข้าสู่กระแสเลือด และต้องไปที่ตับ เพื่อตับจะได้ทำหน้าที่คัดกรอง กำจัดพิษออก เหลือแต่สิ่งที่ดีและมีประโยชน์ไหลเวียนในกระแสเลือด แต่เมื่อตับป่วยจากพิษที่มีมากเกินไป เซลล์ตับเองก็ไม่สามารถทำงานได้ตามปกติ ซึ่งตับคืออวัยวะที่สำคัญที่สุดในการ กำจัดพิษ และ สังเคราะห์สิ่งที่ร่างกายต้องนำไปใช้ประโยชน์ ถ้าตับไม่สามารถทำงานได้ตามปกติแล้ว พิษจะแพร่กระจายไปในกระแสเลือดที่ไปหล่อเลี้ยงทั่วร่างกาย และเลือดไปที่ไหน น้ำเหลืองอยู่ที่นั่น
  16. น้ำเหลือง คือ ของเหลวทั้งหมดที่ไม่ใช่เลือด และมีบทบาทสำคัญต่อ คุณภาพของผิวหนัง โดยตรง ถ้าเลือดมีพิษเยอะ น้ำเหลืองก็จะมีพิษเยอะ และถ้าเม็ดเลือดขาวในระบบภูมิคุ้มกันในน้ำเหลือง ไม่สามารถกำจัดพิษออกได้ ก็จะทำให้เกิดอาการทางผิวหนังในลักษณะต่าง ๆ 
  17. ดังนั้น สุดท้ายแล้ว ความร้อนและขยะจากเซลล์น้อยใหญ่ทั่วร่างกายที่มองเห็นได้ จะลอยละล่องในกระแสเลือด และ ถ่ายเทไปสู่น้ำเหลือง และ ทุกพื้นที่ของเซลล์ร่างกาย ก็จะได้รับพิษอยู่ตลอดเวลา เรียกว่าภาวะ “อักเสบเรื้อรัง” ที่เหมือนทหารของร่างกายต้องต่อสู้และระแวดระวังตลอดเวลา ไม่ได้หยุดพัก ทำให้เหนื่อยเพลีย และในที่สุด สู้ไม่ไหว ก็จะสู้หมดทุกอย่าง แม้กระทั่งเซลล์ดี ๆ ก็จะโจมตี เพราะ ตาลายไม่รู้อะไรเป็นอะไรแล้ว อาจเป็นสาเหตุของการแพ้ง่ายหรือแพ้ตัวเองด้วย
  18. ยังไม่รวมขยะที่มาจากลำไส้โดยตรง จากการกินอาหารที่ร่างกายไม่เอา ไม่ขับถ่ายให้หมดได้ทุกวัน ท้องผูกต่อเนื่อง สุขภาพผนังลำไส้ไม่ดี จนเกิดรูรั่ว และความเครียดก็ทำให้ลำไส้แย่ได้เร็ว และรั่วได้เร็วขึ้นด้วย ภูมิคุ้มกันในลำไส้มีถึง 80% ของทั้งระบบร่างกาย ถ้าตรงนี้แย่ ผิวหนังก็จะได้รับผลโดยตรง 
  19. พอลำไส้รั่ว (leaky gut syndrome) ก็จะทำให้สิ่งที่อยู่ในลำไส้ออกไปสู่น้ำเลือด และ น้ำเหลือง อย่างมากมาย และยิ่งทำให้ภูมิคุ้มกันตก และ มีภาวะอักเสบเรื้อรังสูงขึ้น
  20. อักเสบตรงไหน ตรงนั้นก็จะมีความร้อน มีการสู้กันของร่างกายกับสิ่งแปลกปลอม เหมือนมีสมรภูมิรบภายในกายนี้ตลอดเวลา เป็นสงครามที่ยืดเยื้อ เพราะเซลล์ร่างกายไม่ได้รับการสนับสนุนด้วยอาหารที่ดีเลย มีแต่อาหารเสริมเชื้อโรค ในที่สุด ก็ป่วยเป็นโรคเรื้อรังต่าง ๆ เช่น เบาหวาน ไขมัน ความดัน อัลไซเมอร์ อัมพฤกษ์ อัมพาตย์ ภูมิแพ้ตัวเอง และแน่นอนว่า “สิววัยรุ่นสมัยนี้และวัยผู้ใหญ่” ก็จัดเป็นผลของเหตุที่ว่านั้นด้วย
  21. ถ้าอักเสบในหลอดเลือด หลอดเลือดจะแข็ง ตีบ เล็กลง ทำให้ส่งสารอาหาร ออกซิเจน น้ำ ไปหล่อเลี้ยงอวัยวะไกล ๆ อย่างผิวหนังได้ยาก ทำให้พิษสะสมคั่งค้างอยู่ตามผิวหนัง ทำให้เป็นสิวเรื้อรังไม่หาย หรือ มีแผลสิวก็หายช้า หายยาก ยังไม่ทันหาย ขึ้นมาใหม่อีกแล้ว ถ้าอักเสบตรงไหน ตรงนั้นก็ป่วยและมีโอกาสเป็นมะเร็งได้ 
  22. และการกินน้ำตาล และ คาร์โบไฮเดรตที่มีค่า GI สูง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกลุ่มเบเกอรี่ จะทำให้มีน้ำตาลในเลือดมากเกินไป และ น้ำตาลกระโดดสูงทันทีหลังกิน ไปกระตุ้นให้ตับอ่อนผลิตอินซูลินจำนวนมาก ๆ เพื่อมาเอาน้ำตาลจากเลือดเข้าไปใช้งานในเซลล์ เมื่ออินซูลินเพิ่มขึ้นมาก จะไปกระตุ้นให้ฮอร์โมนอีกหลายตัวเสียสมดุล ตัวที่เกี่ยวกับสิวและมีข้อมูลที่มีแพทย์และงานวิจัยในต่างประเทศอ้างถึง คือ IGF และ แอนโดรเจน ตัว IGF จะไปเพิ่มอัตราการสร้างเซลล์เพิ่ม ทำให้ผนังท่อรูขุมขนมีเซลล์ผลิตออกมามากไป ทำให้อุดตันรูขุมขนได้ง่าย แม้ไม่ใช้ครีมหรือเครื่องสำอางอะไร ก็อุดตันแล้ว และแอนโดรเจนก็ทำให้ร่างกายผลิตน้ำมันมากเกินไป ผลคือ การอุดตันของเซลล์ผิวบวกกับน้ำมันที่มากเกินไปในรูขุมขน และน้ำมันเป็นอาหารของเชื้อสิว P.Acne อยู่ตรงนั้น เป็นเหมือนคอขวด ที่ถ้ามันออกไปไม่ได้ ก็จะขยายออกไปทางข้าง ทำให้น้ำมัน เชื้อโรค ออกไปเซลล์ด้านข้างรูขุมขน พอเม็ดเลือดขาวรู้ว่ามีเชื้อโรคตรงนั้น จะเรียกเพื่อนมาจัดการ เป็นสมรภูมิเล็ก ๆ หรือใหญ่ ๆ ตรงนั้น อยู่ที่ปริมาณเชื้อโรคที่นั่น ขยะในเลือดและน้ำเหลือง ถ้าเลือดและน้ำเหลืองสกปรก ก็หายช้าและเป็นนาน ถ้าเลือดและน้ำเหลืองสะอาด ก็จะหายเร็ว
  23. จากทั้งหมดที่กล่าวมานี้ ถ้าต้องการหายเร็ว ต้องโฟกัสการจัดการที่ “น้ำเลือด และ น้ำเหลือง” ให้เขาหมุนเวียนได้ดี ให้เขาสะอาด ให้เขาสมดุล เป็นเรื่องหลัก แล้วผิวก็จะดีตามคุณภาพของของเหลว คือ เลือดและน้ำเหลืองนั่นเอง
  24. สิ่งที่จะทำให้น้ำเหลืองและน้ำเลือดสะอาด ในระดับของคนที่เป็นมานาน เรื้อรัง และรุนแรง จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนอาหารและวิธีกินอาหารให้ถูกต้อง และต้องมีการออกกำลังกายและนวดตัวไปพร้อม ๆ กัน เพื่อกระตุ้นให้น้ำเหลืองเดินได้ดี ยิ่งตัดสินใจเด็ดขาด จะเอาชนะกิเลสเรื่องอาหารได้เร็ว ก็จะยิ่งหายเร็วขึ้น
  25. อาหารที่ก่อสิวโดยสรุปจากเว็บไซท์ต่างประเทศที่เป็นแหล่งข้อมูลที่มีความน่าเชื่อถือ พูดไปทางเดียวกัน คือ อาหารที่มี GI สูง(คาร์โบไฮเดรตที่เปลี่ยนเป็นน้ำตาลอย่างรวดเร็ว ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเบเกอรี่ ข้าวขาว แป้งขัดขาว ขนมปังขัดขาว เครื่องดื่มบรรจุกระป๋องส่วนใหญ่) อาหารที่มีโอเมก้า 6 สูง (เช่นอาหารที่ปรุงด้วยน้ำมันคาโนล่า น้ำมันข้าวโพด น้ำมันถั่วเหลือง) นมวัวและผลิตภัณฑ์จากนมวัว เวย์โปรตีน อาหารผ่านกระบวนการและปรุงแต่งมาก ๆ อาหารที่มีความเป็นกรดสูง ถ้าตามหลักแพทย์แผนตะวันออก คือ อาหารที่มีฤทธิ์ร้อนสูง คือทานตามแนวตะวันตกสายอัดพลังงาน เช่น fast food ต่าง ๆ ไก่ทอด พิซซ่า โดนัท ฯลฯ รวมไปถึงการทานอาหารเสริม ที่จัดว่าเป็นอาหารฤทธิ์ร้อนมากเกินจำเป็น และการทานยาคุมกำเนิด ยาปฏิชีวินะ ยาโรแอคคิวเทน ยาต่าง ๆ ทั้งหมดด้วย
  26. อาหารที่จะช่วยให้สิวหาย หน้าใสได้เร็ว คือ คาร์โบไฮเดรตที่มีค่า GI ต่ำ อาหารที่มีโอเมก้า 3 สูง (ถ้าบ้านเราจะมีน้ำมันงาม้อน) มีใยอาหารสูง ผักผลไม้ 5 สี เน้นสีเหลืองส้มและสีเขียว ในรูปแบบสลัดราดน้ำมันสกัดเย็นที่สกัดจากพืช เช่น น้ำมันงาม้อน น้ำมันเมล็ดชา น้ำมันถั่วดาวอินคา เป็นต้น) หรือนำมาปั่นหรือทำน้ำ infused water ก็จะช่วยได้เร็วมาก ๆ การทานน้ำมันดังกล่าวแบบสกัดเย็นแบบสด ๆ อาหารที่มีโปรตีนคุณภาพดี ย่อยง่าย อาหารที่มีคอลลาเจน เช่น น้ำซุปกระดูก ปลา เห็ด สาหร่าย ถั่วที่มีฤทธิ์เย็น เช่น ถั่วเขียว และแนะนำให้งดไข่ไปก่อน เพราะ กินกันมาค่อนข้างเยอะตลอดชีวิต มีโอกาสแพ้ค่ะ แนะนำให้ทานแนววีแกน หรือ เมดิเตอร์เรเนียน ซึ่งอาหารกลุ่มนี้ มักจะมีฤทธิ์เย็นและมีค่า pH เป็นด่างอยู่แล้ว และไม่ผ่านกระบวนการ ซึ่งจะปรับเลือดให้เป็นด่างอ่อน ๆ ในภาวะนี้ ร่างกายจะแข็งแรงที่สุด ระบบต่าง ๆ ทำงานได้ดีที่สุด และไม่เป็นสภาวะของการก่อมะเร็งเหมือนเลือดเป็นกรด ในมุมของสิว ก็จะหายเร็วมาก ๆ 
  27. นอกจากนี้ ก็ต้องล้างพิษลำไส้ใหญ่ ซึ่งถือว่าเป็น บ่อเก็บของเสีย ให้เร็วที่สุด ซึ่งจากข้อมูลของคุณหมอเขียว ดร.ใจเพชร มีทรัพย์ ท่านกล่าวไว้ว่า เมื่อทำให้ลำไส้ใหญ่สะอาด อุณหภูมิของร่างกายจะลดลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ร่างกายเข้าสู่สมดุลได้เร็ว (สมดุลร้อนเย็น) พิษในลำไส้ใหญ่ คือ ของเสียที่ตกค้างทั้งหมด ส่วนนี้คือบ่อของความร้อนและเชื้อโรคที่ทำให้ภูมิคุ้มกันลดต่ำลงและแพร่กระจายได้ เหมือนถังขยะนี่เอง ถ้าไม่ดูแลให้สะอาด ก็เน่าเหม็นใช่ไหมคะ
  28. ส่วนการล้างพิษตับนั้น จริง ๆ แล้ว ถ้าเราได้ล้างพิษลำไส้แล้ว และ ปรับอาหารแล้ว พิษจะลดลงระดับหนึ่งอยู่แล้ว ทำให้ตับแบกภาระในการกำจัดพิษน้อยลง เมื่อได้ทานผักผลไม้สดที่มีเอ็นไซม์และสารอาหารมาก ๆ ตับจะสามารถฟื้นฟูได้เอง และควรทานชาหรืออาหารที่มีสรรพคุณล้างไขมันในร่างกายและหลอดเลือด ก็จะช่วยให้ไขมันโดยรวมลดลง ตับก็จะรู้สึกโล่งขึ้น มีเวลาได้พักมากขึ้น ถ้าได้นอนเร็วก่อน 4 ทุ่ม และหลับสนิทถึงเช้า ตับก็จะฟื้นฟูตัวเองได้อยู่แล้วโดยธรรมชาติ ดังนั้น ถามว่าจำเป็นต้องล้างพิษตับไหม ให้เป็นไปตามความเข้าใจส่วนบุคคล เพราะ ในส่วนของการแพทย์สายทางเลือก ก็จะมีวิธีการล้างไขมันและนิ่วจากตับ ซึ่งที่บีมเคยทดลอง ก็รู้สึกดีกับวิธีนั้นเช่นกัน เพียงแต่ว่า ค่อนข้างมีค่าใช้จ่ายสูง และถ้ายังใช้ชีวิตเครียดเหมือนเดิม ทานอาหารเหมือนเดิม ปรับชีวิตไม่ได้ มันก็จะกลับมาได้อีก (ไขมันและนิ่วในตับและถุงน้ำดี) ดังนั้น ถ้าจะล้างจริง ๆ ก็ให้คิดก่อนว่า จะเปลี่ยนตัวเองแล้วจริง ๆ นะ เงินที่ลงไปจะได้ไม่สูญเปล่า
  29. ส่วนที่สำคัญมากอีกส่วน คือ การออกกำลังกาย หลายคนมีประสบการณ์ คือ ออกกำลังแบบสร้างกล้ามเนื้อหนัก ๆ ฝึกหนัก ฝึกเครียด วิ่งเยอะ ดื่มน้ำน้อย หรือการออกกำลังกายที่มีการเผาผลาญสูง และเครียด กลุ่มนี้อาจยิ่งมีสิวขึ้น เพราะ ร่างกายร้อนเกินไป ควรต้องหันมาเล่นโยคะหรือว่ายน้ำ (สระน้ำเกลือ) แทน ที่จะช่วยปรับสมดุลตรงนี้ได้ดีกว่าค่ะ ร่างกายจะเย็น ไม่ร้อน (ไม่แนะนำโยคะร้อนก่อนนะคะ แม้คุณจะอยากลดน้ำหนักก็ตาม) การเล่นฮูล่าฮูปก็ทำให้ลำไส้บีบรัดตัวได้ง่ายและเร็วตอนเช้า คือ พยายามทำให้ง่าย ให้สุข จะเต้นก็ได้ อย่าไปเล่นกีฬาตามกระแสที่ไม่เป็นตัวเอง เล่นแบบเครียด เอาที่ตัวเองสบายใจและมีความสุข สำคัญที่สุด และจะได้ประโยชน์จากการออกกำลังกายมากที่สุดค่ะ
  30. และตามที่บีมบอกก็คือ ส่วนที่มองไม่เห็น คือ วิญญาณ พลังชีวิต กายละเอียด นี้ คือ รากของโรคที่แท้จริง ต้องแก้ในส่วนนี้ด้วย โดยต้องมองชีวิตอย่างเป็นองค์รวมว่า ขณะนี้เรากำลังมีปัญหาอะไรที่ค้างคาที่ยังทำให้ชีวิตไม่มีความสุขได้จริง ๆ ไหม เรากำลังรู้สึกหมดพลังและอ่อนเพลียกับชีวิตที่ต้องต่อสู้ทุกวันไหม? หัวเราะได้อยู่ไหม มีความสุขได้อยู่ไหม ถ้าไม่ได้ มันต้องไปแก้ ไปดูว่า อะไรที่เรายังไม่ได้แก้ เรายังโกรธ ยังเกลียดใครไหม เรายังติดค้างอะไรใครไหม เราต้องกล้าเผชิญหน้า และค่อย ๆ แก้ปัญหาด้วยความรัก ด้วยความอดทน เข้าใจ ให้อภัย พอมันหลุดไปทีละเปลาะ ๆ ใจจะสบายขึ้นเอง ความเครียดจะลดลงเองตามระดับที่เราแก้ปัญหาได้ 
  31. สำหรับบีมเอง ได้เรียนรู้เครื่องมือสำคัญในการแก้ปัญหาในส่วน “จิต” คือ การใช้เวลาอยู่กับธรรมชาติให้มากขึ้น ใช้ชีวิตให้ช้าลง ถอยห่างจากเทคโนโลยีและโลกออนไลน์เพิ่มขึ้น การใช้ชีวิตตามแนวทาง Minimalism (ให้ชีวิตเหลือแต่สิ่งจำเป็น) การหัวเราะอย่างไร้เงื่อนไข โดยศาสตร์โยคะหัวเราะ (ทางลัดในการเพิ่มออกซิเจน กำจัดสารพิษจากความเครียด การดีท็อกซ์จิตใต้สำนึก การนวดอวัยวะภายใน และ การเพิ่มการหมุนเวียนของเลือดลม) TRE (การขจัดความเครียดและความเจ็บปวดชนิดฝังลึก) การทบทวนและศึกษาคำสอนด้านจิตวิญญาณที่ตรงกับจริตของเรา ซึ่งทั้งหมดนี้ เป็นการแก้ในส่วนที่เป็น “รากสิว” จริง ๆ เป็นส่วนที่มองไม่เห็นแต่เป็นรากฐานของการดำรงอยู่ของเรา ส่งผลต่อสิ่งที่มองเห็นคือ กายและชีวิตของเรานั่นเอง
  32. ในส่วนของผิวหนัง เพียงแค่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่ช่วยเติมน้ำ กักเก็บความชุ่มชื้นในผิวให้ยาวนาน ช่วยให้ผิวเย็นลง ไม่อุดตัน ล้างพิษผิวและกำจัดเซลล์ตายออกสัปดาห์ละ 1 ครั้ง และใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติในการกำจัดเชื้อสิว ซึ่งจะอ่อนโยนต่อผิวมากกว่าการใช้ยาและเคมี อาจจะช้าแต่ปลอดภัยกว่า ทั้งนี้จะช้าหรือเร็ว ก็อยู่ที่เลือดและน้ำเหลืองเป็นหลักค่ะ ถ้าเราทำข้างในได้ดี ข้างนอกรักษาตามอาการไป เดี๋ยวก็หายเอง ซึ่งเฉพาะผลิตภัณฑ์ที่บีมคัดมาให้แล้วที่ร้านสิวซีเคร็ตก็เพียงพอแล้วสำหรับการแก้ปัญหาผิวและสิวเรื้อรัง
  33. เลือกผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อผิวและสุขภาพ ต้องมีความรู้ในการอ่านส่วนผสมประมาณหนึ่ง จึงจะเลือกได้ถูกต้อง ซึ่งฉลากเครื่องสำอางในเมืองไทย สามารถทำให้เข้าใจผิดได้สูง กลุ่มที่เคลมว่าเหมาะกับผิวแพ้ง่าย ระคายเคืองง่าย ออร์แกนิคและธรรมชาติ ถ้าผลิตในไทยส่วนใหญ่ จะมีส่วนผสมที่อาจระคายเคืองได้บางส่วน แม้จะน้อย แต่ถ้าไม่มีเลยจะดีกว่า เช่น SLS, SLES และบางแบรนด์ก็ยังมี paraben อยู่ แต่ถ้าผลิตจากเมืองนอกแล้วนำเข้ามา ส่วนใหญ่แล้ว จะต้องเป็นไปตามมาตรฐานความเป็นธรรมชาติและออร์แกนิค แต่ก็ไม่ได้แปลว่า จะเหมาะกับเราเสมอไป สุดท้ายเราก็ต้องดูที่ผลลัพธ์ค่ะ ถ้าเราโอเคกับผลลัพธ์ก็คือผ่าน ใช้ระยะยาวแล้วมีความสุขดี ก็ถือว่าผ่าน ประมาณนี้ 

สุดท้ายนี้ ขอสรุปว่า การแก้ปัญหาสิวนั้นต้องทำไปพร้อม ๆ กันทั้งภาคที่มองเห็นและมองไม่เห็นแบบองค์รวม และการใช้ครีมหรือกินอาหาร เพียงไม่กี่อย่าง และจะหวังผลให้สิวหายไปทั้งหมด เป็นสิ่งที่เป็นไปได้ยากในหลายคน โดยทั้งสองส่วนมีความสัมพันธ์เป็นเนื้อเดียวกันอย่างแนบแน่น เมื่อคุณปลดปล่อยความเครียดออกจากร่างกาย คือ การหัวเราะ การใช้ TRE กำจัดออก รวมไปถึงการออกกำลังกายที่รู้สึกสนุก เบาสบาย ไม่เครียด การได้นวดร่างกาย นวดตัว การได้อยู่กับธรรมชาติ การได้แสดงออก ปลดปล่อยด้วยวิธีต่าง ๆ จะทำให้จิตเบาขึ้น สบายขึ้น เมื่อจิตหรือวิญญาณเบาขึ้น ระบบฮอร์โมนจะปรับตัวดีขึ้นอย่างรวดเร็ว พลังชีวิตจะเริ่มไปหล่อเลี้ยงทุกส่วนของร่างกาย ระบบต่าง ๆ จะแข็งแรง และ กำจัดสิ่งแปลกปลอมและของเสียตกค้างได้รวดเร็วขึ้น และเมื่อเติมแต่สิ่งที่ดีเข้าไปทดแทน ไม่ว่าจะเป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไข การให้อภัยตัวเองและผู้อื่น อาหารที่สดสะอาด ไม่ผ่านกระบวนการและการปรุงแต่งที่หลากหลาย น้ำดื่มที่สะอาดให้เพียงพอต่อความต้องการของร่างกาย ใช้สมุนไพรและอาหารที่ช่วยล้างพิษ ล้างไขมัน นอนหลับให้เร็ว เล่นโยคะ เดินบนหญ้า อยู่กับธรรมชาติ ฝึกหายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ ทำทุกวันให้มีความหมาย อยู่กับตรงนี้ ชื่นชมกับความงามของสิ่งต่าง ๆ เห็นแต่สิ่งดี ๆ และขอบคุณชีวิตและสิ่งที่ได้รับทุกวัน พอเราทำจนเป็นนิสัย ผิวก็จะดีขึ้นเองตามเหตุปัจจัยที่ใส่ลงไปค่ะ เมื่อวิญญาณสะอาด กายสะอาด สิ่งแวดล้อมสะอาด ผิวที่สดใสสะอาดจะไปไหนเสีย ใช่ไหมคะ?

ถ้าทำเหตุได้ครบถ้วน ก็จะได้ผลคือ ผิวใส หน้าใส สุขภาพดี ตามที่ปรารถนาแน่นอน

สิ่งที่อยากจะเน้นย้ำเป็นพิเศษ คือ เรื่องการดื่มน้ำ ทานอาหาร และการกำจัดความเครียด ที่จะต้องพยายามจัดการให้ได้ เพราะ 3 ปัจจัยนี้จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้มากและเร็วที่สุด คือ การดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด ทั้งน้ำอุ่นและน้ำอุณหภูมิห้อง (หลีกเลี่ยงการดื่มน้ำเย็นและเครื่องดื่มอื่นนอกจากน้ำเปล่าในระหว่างรักษาสิวจะช่วยได้มากกว่า) เปลี่ยนอาหารที่กินทุกวันให้ได้ ให้เป็นอาหารที่สด สะอาด ไม่ปรุงแต่ง หรือปรุงแต่งน้อยที่สุด ไม่ผ่านกระบวนการ และดื่มน้ำปั่นผักผลไม้ทุกวันอย่างน้อยวันละ 1 แก้ว ถ้าได้ดื่มถั่วปั่นด้วยก็จะดี เพราะ มันจะไปเป็นอวัยวะและผิวโดยตรง เป็นสิ่งที่ล้างพิษและฟื้นฟูเซลล์ได้โดยตรง และการหัวเราะแบบไร้เงื่อนไข คือ เครื่องมือที่ดีที่สุด ง่ายที่สุด ประหยัดที่สุด ที่จะช่วยให้กายและจิตวิญญาณสะอาดสดใสสมดุลได้เร็วมาก

มาถึงตรงนี้…หากคุณรู้สึกสนใจและพร้อมที่จะ “ปฏิวัติชีวิต พิชิตสิว” แล้ว บีมแนะนำดังนี้นะคะ

  1. หากคุณต้องการศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมอีกหน่อยเพื่อความมั่นใจเพิ่มขึ้น สามารถเข้ากลุ่ม OpenChat คลังข้อมูลและอัพเดทสิวซีเคร็ต ในไลน์และคลิกดูในโน้ตของกลุ่มได้เลยค่ะ จะมีคลังข้อมูลอัพเดทล่าสุดจัดไว้ให้ ข้อมูลปัจจุบันทุกอย่างจะถูกอัพเดทในนั้นเป็นที่แรกก่อนจะโพสต์ที่อื่นๆ และสามารถสอบถามในกลุ่มได้เลย หากมีคำถามใด ๆ ค่ะ บีมตอบคำถามด้วยตัวเอง
  2. หากคุณต้องการรู้วิธีที่จะทำให้สิวหายแบบถอนรากสิวกันตอนนี้เลย ไม่ต้องการเสียเวลาอีกแล้ว ให้เข้าหน้านี้ https://shiningbeam.org/siwsecretacademy/ ซึ่งจะอธิบายให้คุณเข้าใจว่า หนังสือและคอร์สสิวซีเคร็ตที่บีมได้จัดทำไว้ เป็นอย่างไร และจะช่วยคุณได้อย่างไรบ้าง การอ่านหนังสือและลงเรียนคอร์ส เหมือนคุณได้เดินทางลัด ได้ผลลัพธ์เร็ว ไม่ต้องเสียเวลาเพิ่มอีก
  3. หากคุณสนใจดูผลิตภัณฑ์ที่บีมแนะนำด้วย ก็จะมีข้อมูลผลิตภัณฑ์และรีวิวอยู่ในโน้ตของ OpenChat คลังข้อมูลและอัพเดทสิวซีเคร็ต เลยนะคะ แต่หากไม่ต้องการเข้ากลุ่มไลน์ แนะนำให้ไปที่เพจนี้ค่ะ https://www.facebook.com/siwsecretshop (หากจัดทำเว็บสินค้าในอนาคต จะอัพเดทอีกครั้งค่ะ)

ขอให้ทุกคนที่ตั้งใจและลงมือทำ รักษาพลังอย่างต่อเนื่อง จนกว่าจะได้รับผลลัพธ์ที่ต้องการนะคะ

วรดาภา สุขพิมลกุล (บีม)
เขียนวันที่ 20 ม.ค. 2563 (เสร็จเวลา 14.51 น.)
ที่ บ้านสุวรรณรายาไมน์ จังหวัดเชียงราย

อัพเดทเนื้อหาวันที่ 3 ธ.ค. 2563


ข้อมูลอ้างอิง