ครูสอนวิชา “อาหารคลีน” ที่ทำให้สิวบีมหายจริงๆ

#อยากแนะนำให้ทุกคนรู้จักใครบางคน…ที่ทำให้บีม #รักษาสิวเรื้อรัง สำเร็จจริง ๆ

พี่แม็ค สามีของบีม คือ คนแรกที่ทำให้บีมรู้จักว่า “อาหารที่ดี” น้ันเป็นอย่างไร…

จริง ๆ แล้ว เมื่อแรก ๆ คบกัน บีมยังไม่ได้เห็นคุณสมบัติที่สำคัญอันนี้หรอกค่ะ ไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขามีพรสวรรค์ด้านอาหารเป็นพิเศษ และมีลักษณะออกไปทาง playboy ด้วยซ้ำไปเมื่อก่อนจะมาอยู่เป็นครอบครัวกันนะคะ แต่ตอนนี้ family man มากมาย

และบีมเองก็เป็นคนที่กินอาหารทั่วไปที่เขากินกันมาก่อน เพราะเป็นคนธรรมดา ๆ ใช้ชีวิตทั่ว ๆ ไป ยังไม่เคยดูแลสุขภาพหรืออะไรทั้งนั้นก่อนมาเริ่มรักษาสิวตัวเอง 11 ปีที่แล้ว 

แต่พอได้มาใช้ชีวิตอยู่กับเขา ได้ดูแลลูกด้วยกัน เขาเริ่มเป็นคนดูแลเรื่องอาหาร เวลาไปกินอาหารหรือเขาทำอาหาร เราก็เหมือนได้เรียนรู้จากเขาไปเรื่อย ๆ ค่ะ โดยไม่รู้ตัวหรอก ซึ่งแรก ๆ ก็รู้สึกว่า “ทำไมต้องซื้อของราคาขนาดนั้นด้วย” กินธรรมดา ๆ ไม่ได้เหรอ ทำไมต้องคัดร้าน คัดวัตถุดิบปานนั้นด้วยนะ ก็ขัดใจอยู่ค่ะ เพราะเราเป็นคนกินง่าย ๆ 

แต่พอเราได้เรียนรู้จากเขาว่า ที่ต้องเลือกแบบนี้ เพราะ ถ้าวัตถุดิบดี เราไม่ต้องใช้ผงชูรสหรืออะไรเลย แทบไม่ใช้อะไรเลย วัตถุดิบมันจะให้รสชาติที่ดีออกมาเอง 

หรือเวลาเราไปกินอะไรที่ร้านอาหาร เขาก็จะให้ข้อมูลว่าทำไมต้องอันนั้น อันนี้ แต่คือเขาไม่ใช่สายสุขภาพนะคะ เพียงแต่ว่า เขาคัดเรื่องมาตรฐานความสะอาดร้านและวัตถุดิบมาก ๆ ทำให้เรารู้จักว่า อันไหนคือ สะอาด อันไหนคือไม่สะอาดค่ะ

มันทำให้บีมได้เรียนรู้เรื่องอาหารมาเรื่อย ๆ ซึ่งแรก ๆ ที่กินซุปที่เขาทำ ก็ไม่ค่อยชินเท่าไหร่ รู้แต่ว่ามันคลีนและก็อร่อยประมาณนึง และมันน่าจะช่วยเราให้สิวหายได้ด้วย เพราะกินของดี ๆ 

แต่พอเรากินไปเรื่อย ๆ ลิ้นเราเริ่มปรับสู่ความเป็นธรรมชาติ เพราะ เรากินคลีนจริง ๆ ทั้งที่ตอนนั้นยังไม่มีกระแสคลีนอะไรทั้งนั้น พึ่งมารู้จักทีหลังนี่แหละว่าที่ทำมาตลอดคือกินคลีน

ทั้งลิ้น ระบบประสาทรับรส ร่างกาย ปรับสู่ธรรมชาติ ซึ่งผสานกับการล้างพิษและแนวทางดูแลสุขภาพที่เราทำ ทำให้เราเข้าสู่ภาวะสะอาดและสมดุลมากขึ้นเรื่อย ๆ จนทำให้เรารู้เลยว่า อาหารสะอาด VS อาหารไม่สะอาด มันเป็นอย่างไร กินครั้งแรกก็รู้เลยค่ะ 

สิ่งที่เขาทำให้เรากิน คือ คลีนมาก ๆ เป็นมาตรฐานกลางของลิ้นเลย ซึ่งพอเราไปกินข้างนอก ถ้ามันไม่ใช่อย่างนี้ คือ ไม่ผ่านทั้งหมด ทำให้เรามีร้านอาหารที่จะไปกินไม่ค่อยเยอะเหมือนคนอื่นเขา แต่เรามั่นใจว่าสิ่งที่เรากินนั้นมันไม่ทำร้ายร่างกายแน่นอน

แล้วบีมก็มาค้นพบช่วงปีหลัง ๆ ว่า ไม่ใช่การล้างพิษหรอกที่สำคัญอย่างเดียว อาหารต้องดีด้วย เพราะได้ข้อมูลจากแฟนๆและลูกค้า คนที่ดูแลเรื่องอาหารได้ จะได้ผลลัพธ์ดี คนที่ดูแลเรื่องอาหารไม่ได้ ต่อให้พยายามแค่ไหน มันก็ไม่ได้ผลดีเท่าไหร่

บีมเลยค่อย ๆ งดอาหารเสริมไป แล้วมาสนใจเรื่องอาหาร ประกอบกับเราได้ความรู้แนวอายุรเวทมาเพิ่มด้วย สนุกไปกันใหญ่เลยค่ะ 

สามีคนนี้ จึงมีบุญคุณกับบีมมากในมุมที่ช่วยให้สุขภาพของบีมมาถึงจุดนี้ได้

ใครสนใจแนวทางของเขา ก็ติดตามได้ที่ MacKitch : Creative Home Cook นะคะ 

ตอนนี้ลิ้นที่ว่านี้ก็ส่งผลมาถึงลูกเราด้วย เขาจะรู้ตั้งแต่เล็กเลยว่า อาหารสะอาดและไม่สะอาดต่างกันยังไงค่ะ มันเป็นไปเอง

ทำให้บีมเรียนรู้ว่า เรื่องสุขภาพนี้ พ่อแม่ต้องทำให้เห็นก่อน เป็นก่อน ลูกก็จะตามมาได้ค่ะ ถ้าเราไม่ดูแล ลูกเราก็คงไม่ใช่แบบนี้ เขาก็ไม่ถึงกับขนาดสุขภาพจ๋า แต่ถือว่ากินขนมหวานและขนมที่เด็ก ๆ ส่วนใหญ่กินน้อยมาก ๆ ก็ดีต่อสุขภาพของเขาค่ะ เวลามีโรคอะไรระบาดที่โรงเรียน เขาไม่ค่อยเป็นอะไร โดยรวมก็แข็งแรงดีค่ะ

เล่าสู่กันฟังเพียงเท่านี้ค่า 🙂

#บีมวรดาภา

https://shiningbeam.org

ภาพนี้ถ่ายโดย ลูกสาวคนโต Candy & Peary So ค่า

5 เทคนิคป้องกันสิว “ช่วงไฟกำเริบ”

แบ่งปันเทคนิคการ “ปรับสมดุล” ร้อนเย็นเพื่อการรักษาสมดุลให้ผิวยังคงมีสุขภาพดีในสภาพอากาศที่ร้อนจัดแบบนี้อย่างง่าย ทำได้ด้วยตัวเองที่บ้าน ในงบประมาณเบา ๆ

เดือนเมษายนนี้ ไฟช่างร้อนแรง…

ทั้งไฟป่าเชียงใหม่ ไฟป่าเชียงราย ไฟไหม้ Central World และ ไฟไหม้มหาวิหารนอเทรอดาม

ยังไม่รวมถึงความเครียดทางการเมือง เศรษฐกิจ ที่เกิดขึ้น

สภาพแวดล้อมความร้อนสูงเช่นนี้ ส่งผลกระทบต่อตัวเราที่เป็นคนไทยในเขตร้อน

เป็น ร้อน x ร้อน คือ คูณสอง (หรือมากกว่า) ย่อมส่งผลให้ร่างกายแห้ง ขาดน้ำ กระหายน้ำ

เมื่อภายในขาดน้ำ ก็จะส่งผลมาที่ผิว ซึ่งคนที่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง ก็จะแสดงออกมาชัดเจน

ไม่ว่าจะเป็นอาการผดผื่น สิวอักเสบ รอยแดงที่เข้มขึ้น การคันที่ผิวโดยไม่ทราบสาเหตุ

ในบทความนี้ บีมนำเทคนิคง่าย ๆ มาแบ่งปันเพื่อช่วยปรับสมดุลให้ผิว “มีน้ำหล่อเลี้ยง” จากภายใน

เพื่อให้ผ่านพ้นช่วงเวลาเช่นนี้ไปได้ด้วยดีที่สุดค่ะ

อาการที่บ่งบอกว่าเรามีภาวะร้อนเกิน

อ้างอิงจากองค์ความรู้ของคุณ หมอเขียว ใจเพชร มีทรัพย์ ซึ่งบีมสรุปให้สั้น ๆ ไว้สังเกตตัวเองง่าย ๆ ดังนี้ค่ะ

  • ริมฝีปากแห้ง แตก ลอก ทาลิปบำรุงแล้ว พอลิปหมดก็ลอกแตกอยู่
  • รู้สึกกระหายน้ำตลอดเวลา ยิ่งดื่มน้ำเย็น ยิ่งเป็น ยิ่งไม่หาย
  • รู้สึกอ่อนเพลีย อ่อนแรง อยากนอน อยากพัก เกือบตลอดเวลา
  • รู้สึกขับถ่ายยากขึ้น หรือมีอาการท้องผูก
  • มีสิวอักเสบและรอยแดงเพิ่มขึ้น
  • มีผดผื่น หรือ คันตามเนื้อตัวแบบไม่มีสาเหตุ

 

เทคนิคปรับสมดุลที่บีมใช้เองแบบง่าย ๆ ที่บ้านมาฝากค่ะ

เทคนิคที่ 1 : งดอาหารฤทธิ์ร้อน

จากประสบการณ์ทดลองด้วยตัวเองเรื่องอาหารมา 10 ปี และมาทานตามหลักปรับสมดุลด้วยแนวอายุรเวทประมาณเกือบ 3 ปี พบว่า “อาหารจะเปลี่ยนเป็นกายของเรา และ อาหารจะส่งผลต่ออารมณ์ของเราโดยตรง” ดังนั้น การที่เราได้งดกินของที่มีฤทธิ์ร้อนในตัวเอง เช่น พริกไทยดำ พริกขี้หนู กระเทียม ทุเรียน เงาะ ขิง และของรสจัดทั้งปวง (ทุกรสชาติ ไม่ใช่แค่เผ็ดจัดและเปรี้ยวจัด ทุกรสชาติที่มากไป ทำให้ร้อนเกิน)เนื้อสัตว์ใหญ่ อาหารปิ้งย่างที่ใช้ความร้อนสูง ๆ ในช่วงเวลาแบบนี้ ก็จะช่วยให้ความร้อนลดลงอย่างมาก เพียงแค่ตัดสินใจไม่กินไปก่อน พอสภาพแวดล้อมมันเย็นลง ก็ค่อยกลับมากินได้ค่ะ เอาร่างกายให้รอดก่อน

รายการอาหารฤทธิ์ร้อน http://foodmorkeaw.blogspot.com/p/blog-page_7.html

 

เทคนิคที่ 2 : ดื่มและทานสมุนไพรและอาหารฤทธิ์เย็น

โดยส่วนตัวแล้ว บีมมักจะใช้ผลไม้และน้ำเปล่าเป็นตัวปรับสมดุลอย่างง่ายก่อนค่ะ ผลไม้ที่มีน้ำมากและรสจืดโดยธรรมชาติ เช่น แตงโม แคนตาลูป ชมพู่ ส่วนผักจะเป็นแตงกวา สะเดา (เอามาต้มดื่มน้ำกิน ลดความร้อนได้เร็วมาก)

ส่วนน้ำดื่มอาจจะเป็นน้ำเปล่าธรรมดาแบบไม่เย็นหรือไม่อุ่น และน้ำ pi-water (เป็นน้ำที่เคลมสรรพคุณว่า มีโมเลกุลใกล้เคียงกับน้ำในร่างกายของเรามากที่สุด ซึ่งส่วนตัวบีมกับครอบครัวดื่มเป็นประจำ ยิ่งช่วงมีไฟป่าที่เชียงราย มีฝุ่น P.M 2.5 ก็จะต้องดื่มสัปดาห์ละอย่างน้อยคนละ 1 ขวดค่ะ (ขวดละ 20 บาท) ซึ่งเราจะเห็นผลด้านสุขภาพเร็วกว่าดื่มน้ำธรรมดาจริง ๆ (ต้องช่างสังเกตนิดนึงนะคะ และต้องเป็นคนดูแลสุขภาพประมาณนึง ดื่มแล้วจะสังเกตได้เอง)

และบางครั้ง ก็จะต้มน้ำเก๊กฮวยแบบไม่เติมน้ำตาล ดื่มอุ่น ๆ ก็จะช่วยเพิ่มการดีท็อกซ์เอาสารพิษออกได้ดี หรือจะรอให้เย็นก็ได้ค่ะ ถ้าร้อนจัดกระหายน้ำมาก บางทีก็ดื่มเย็น ๆ ไปเลย แต่ก็นาน ๆ ครั้ง เพราะ การดื่มน้ำเย็น จะทำให้ไฟย่อยในกระเพาะหายไป ทำให้อาหารที่กินย่อยไม่ได้หมด บูดเน่าสะสมในลำไส้ได้ง่ายค่ะ

หรือจะดื่มน้ำย่านางใบเตย จะคั้นสด ปั่น สกัด ต้ม ได้หมดค่ะ ส่วนใหญ่เดี๋ยวนี้มีขายทั่วไปตามร้านสมุนไพร เลือกเจ้าที่บรรจุดี มีมาตรฐาน และผสมกับน้ำเปล่าสะอาดตามสัดส่วนที่ฉลากหรือผู้ขายแนะนำค่ะ

ควรทานสิ่งเหล่านี้ตอนท้องว่างค่ะ ไม่ควรดื่มและทานก่อนและหลังอาหารภายใน 30 นาที เพราะจะทำให้ประสิทธิภาพในการย่อยอาหารลดลง และเมื่อภาวะร้อนเกินหมดไป (เราจะรู้สึกสบายตัวขึ้น) ก็ให้ลดปริมาณการทานหรือดื่มลงจนสามารถหยุดได้ พอมีภาวะร้อนเกินอีก ก็ค่อยทำอีกค่ะ

เนื่องจากสิ่งเหล่านี้ เป็นอาหารและสมุนไพรที่ไม่ได้อยู่ในระดับที่แพทย์ต้องควบคุมการใช้ ดังนั้น ในการทาน ก็ให้เน้นการสังเกตตัวเองเป็นหลัก ไม่สามารถบอกปริมาณที่แน่นอนได้สำหรับแต่ละคนเพราะร่างกายแต่ละคนแตกต่างกัน ซึ่งเมื่อไหร่ที่รู้สึก “สบาย” แล้ว ถือว่าทำสำเร็จค่ะ

รายการอาหารฤทธิ์เย็น http://foodmorkeaw.blogspot.com/p/blog-page.html

 

เทคนิคที่ 3 : ปล่อยวาง

เมื่อสถานการณ์มันร้อนอยู่แล้ว ตัวเราต้องพยายามมีสติตามดูรู้ทันร่างกายและจิตใจ สถานการณ์แบบนี้ จะรอดได้ถ้า “เย็นและปล่อยวาง” ถ้าใครที่โมโหง่าย ๆ ต้องรีบฝึกฝน เพราะ ต่อไปโลกมันก็อาจจะร้อนกว่านี้ ถ้าไม่ฝึกตั้งแต่ตอนที่ร้อนระดับนี้จนโกรธน้อยลงหรือตัดความโกรธออกได้ ไฟโทษะจะทำลายตัวเอง การโมโหแบบขาดสติอาจนำไปสู่การทำลายทั้งตัวเองและผู้อื่น ดังนั้น…ปล่อยวางค่ะ

สำหรับตัวบีมเอง บีมจะใช้เทคนิค “โยคะหัวเราะ” และการพูดภาษา “Gibberish” ในการปลดปล่อยพลังความเครียดและความโกรธที่สะสมอยู่ในตัวทุกเช้า

ใช้เพลงบรรเลงที่มีเสียงน้ำไหลเย็น ๆ เปิดฟัง นอนหงาย ทิ้งร่างกาย ตามดูความว้าวุ่นในใจ เห็นแล้ววาง แล้วขอทิ้งร่างไว้บนโลก หายใจเข้าออกยาว ๆ ลึก ๆ ช้า ๆ จินตนาการว่า เหมือนเราเป็นลูกโป่งแล้วลมที่หายใจเข้าไปทำให้ฟูและแฟ่บไปทั่วร่าง วางชื่อ วางอาชีพ วางทุกอย่าง แล้วกลับมาดูทั้งกายทั้งใจ แล้วขอทิ้งทุกอย่าง

เพลงบรรเลงหลากหลายประเภทที่บีมเลือกไว้จะช่วยได้ ปรับสมดุลง่าย ๆ ตามสภาวะตอนนั้น ส่วนใหญ่จะใช้ Chakra Balancing & Healing Music, Tibetan Bowl และ Healing Music ถ้ารู้สึกจิตใจว้าวุ่น จะดื่มนมถั่วเหลืองอุ่น ๆ สัก 1 แก้ว แล้วไปนอนตามเทคนิคที่บอกเลยค่ะ พวกนี้จะช่วยได้ ทำให้เราผ่อนคลายระดับลึก ตื่นมาสดชื่นได้จริง ๆ ลดไฟในตัวได้จริง ๆ

ที่สำคัญ เราจะต้องสังเกตว่า ดนตรีไหน เรารู้สึกดีและสบายนะคะ เพราะ บางเพลงคลื่นความถี่จะช่วยเราได้ บางเพลงคลื่นยังไม่ตรงกับเรา ถ้าไม่สบายอาจต้องปรับไปฟังเพลงอื่นที่ฟังแล้วสบายก่อนค่ะ พอระดับพลังงานเราดีขึ้นแล้ว แล้วกลับมาฟังใหม่ อาจปรับเข้ากันได้ดีแล้ว

ตัวอย่างเพลงที่บีมเปิดฟังเพื่อการฟื้นฟูพลังหรือผ่อนคลายระดับลึก (เปิดให้ลูกและสามีด้วย)

 

เทคนิคที่ 4 : อาบน้ำเย็นหรืออุณหภูมิธรรมดา

ปกติบีมเป็นคนติดน้ำอุ่นจนเกือบร้อนมาก ๆ ไม่ว่าจะฤดูไหน ก็ต้องอาบน้ำแบบนี้ค่ะ แต่หน้าร้อนปีนี้ ไม่ไหวจริง ๆ ต้องอาบน้ำเย็น

สำหรับใครที่ร้อนมาก ๆ เพลียมาก ๆ ให้ก้มหัวลง หรือ ถ้าฝักบัวอยู่สูง แค่เปิดน้ำให้ไหลลงมาเลยค่ะ ออกมาแรง ๆ สัก 3-5 นาที อยู่กับปัจจุบัน หายใจเข้าออกลึก ๆ ช้า ๆ จินตนาการว่า อณูของน้ำได้ล้างเอาความร้อนเกินออกไปทั้งตัว โมเลกุลของน้ำสะอาดและใสเย็นเข้าแทนที่ รู้สึกได้ถึงความเย็นที่แผ่ทั่วร่างกาย แล้วค่อยหยุดค่ะ

 

เทคนิคที่ 5 : เลือกใช้เครื่องสำอางและครีมบำรุงที่เน้นการเติมน้ำให้ผิว ลดความร้อนในผิว เป็นหลัก

เครื่องสำอางในกลุ่มนี้จะมี น้ำแร่บริสุทธิ์ อโลเวร่า ไฮยาลูรอน คาโมไมด์ เป็นส่วนผสมที่เคลมหลัก และควรเป็นสเปคแนวออร์แกนิคหรือธรรมชาติที่ปลอดสารกันเสีย จะช่วยได้มาก

ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ -paraben ที่พบบ่อย ๆ ในเครื่องสำอางที่จำหน่ายในเมืองไทยทั่วไป คือ methylparaben และ propylparaben และบางชิ้นอาจมีมากกว่านี้ที่ลงท้ายด้วย paraben ค่ะ ซึ่งเป็นสารกันเสียที่มีราคาถูกและมีข้อมูลในต่างประเทศว่ามีผลเสียต่อสุขภาพ

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการใช้เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมของ Alcohol Denat, Sodium Laureth Sulfate, Sodium Lauryl Ether Sulfate ด้วยค่ะ

เป็นคำแนะนำที่ให้สแกนกันแบบง่าย ๆ ซึ่งก็จะพบด้วยตัวเองว่า ผลิตภัณฑ์ที่จำหน่ายทั่วไป จะมีส่วนผสมเหล่านี้แทบทั้งสิ้น แม้กระทั่งแบรนด์ที่ฉลากเขียนว่า ธรรมชาติ และ สมุนไพรเองก็ตาม ดังนั้น ต้องหาแบรนด์ที่เป็นออร์แกนิคและธรรมชาติตัวจริง และตรวจสอบที่ส่วนผสมอีกทีค่ะ

แนะนำให้งดการทำเลเซอร์และการทำทรีทเมนต์อะไรก็ตามที่ทำให้ผิวต้องเป็นแผล รวมถึงงดการใช้กรดกับผิวหน้าในช่วงนี้ไปก่อน ถ้าไม่มีเหตุจำเป็นให้ต้องซ่อมผิวจริง ๆ หรือไม่มีครีมบำรุงฟื้นฟูที่สามารถทำให้ผิวซ่อมแซมฟื้นฟูและอิ่มน้ำได้มากหลังทำ ไม่เช่นนั้น จะเป็น ร้อนคูณสาม คือ ร้อนในกาย ร้อนที่ผิว และร้อนภายนอก จะทำให้ผิวแย่กว่าเดิมมาก ๆ และการรักษาผิวอาจไม่ได้ผลเท่าที่ควร (เราพูดตามหลักสมดุลธรรมชาตินะคะ เพราะการดูแลผิวรูปแบบนี้ คือ การเพิ่มไฟให้ผิว ยิ่งทำให้ผิวเสียสมดุล ถ้าครีมบำรุงไม่สามารถช่วยฟื้นฟูผิวได้เร็วจริง ๆ ก็จะลำบากและผิวอาจเกิดรอยแผลได้ค่ะ)

หวังว่าผู้อ่านจะได้รับความรู้และนำไปทดลองใช้ดูนะคะ รับรองว่าจะช่วยให้รู้สึกสบายตัวและสบายผิวขึ้นได้จริง ๆ ค่ะ