รีวิวคอร์ส Inner Engineering Online Course by Sadhguru

ลักษณะพิเศษ

คอร์สนี้ https://www.innerengineering.com คือ ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดที่บีมได้มอบให้กับตัวเอง (และอยากแนะนำให้ทุกคนที่อ่านและฟังภาษาอังกฤษได้ ได้ลงเรียนคอร์สนี้ค่ะ)

คอร์สนี้ เป็นคอร์สออนไลน์คอร์สแรกในชีวิตที่บีมเรียนจบทุกบท คงเป็นเพราะ เป็นสิ่งที่บีมต้องการจริง ๆ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ก็ตอบโจทย์บีมจริง ๆ ค่ะ โดยทำให้บีม “เข้าถึงความจริง” โดยไม่ได้อิงศาสนาหรือกรอบความเชื่อใด ๆ เลย เป็นความเข้าใจ “ชีวิตมนุษย์” ตามที่มันเป็นจริง ๆ สามารถเข้าใจได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ด้วยค่ะ

คอร์สนี้จะประกอบไปด้วยบทเรียนออนไลน์ทั้งหมด 7 บท มีระยะเวลาที่กำหนดให้เรียนให้จบคือ 1 เดือน เป็นคลิปที่มาจากการสอนสดของโปรแกรมนี้และนำมาตัดต่อเพิ่มเติมเพื่อให้การนำเสนอช่วยให้เราเรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ละบทต้องใช้เวลาที่เราต้องนั่งเรียนโดยไม่มีอะไรรบกวนเลยประมาณ 1.5 ชั่วโมง ซึ่งเขาจะทำให้เราเหมือนเรียนสดได้มากที่สุด คือ คลิปไม่สามารถเลื่อนไปข้างหน้าได้เลย และไม่สามารถถอยหลังได้เกิน 10 วินาที ดังนั้น เราจะต้องมีสมาธิอยู่กับตรงนั้นตลอดเวลา 

ตอนท้ายของทุกบทจะพาเราทำสมาธิในแบบฉบับของ Sadhguru ที่มีความพิเศษเสริมแต่ละบทที่เราเรียน และ คลิปตอนท้ายของแต่ละบทก็ช่วยให้บีมเข้าใจบทเรียนมากขึ้นและมีกำลังใจในการใช้ชีวิตให้เต็มศักยภาพอย่างที่ท่านได้ทำไว้เป็นตัวอย่างและนำเสนอไว้ในคลิปแล้วค่ะ

และจะมีคำถามช่วงท้าย เพื่อให้เราตกผลึกจากบทเรียนจริง ๆ เป็นอันจบบท และไม่สามารถมาดูย้อนและดูซ้ำได้เลย คือ เราต้องตั้งใจมาก ๆ ตอนที่เรียนค่ะ ผ่านแล้วผ่านเลย…

วิธีการเรียนของบีม

1. บีมมีเวลาเรียนแค่ตอนเช้าของทุกวัน เพราะระหว่างวันจะต้องทำงานค่อนข้างเยอะ จะไม่มีสมาธิเรียนแล้ว เกรงจะไม่ได้เต็มที่ ซึ่งถ้ามีจังหวะที่ได้ตื่นมาตี 4-5 ก็จะได้เรียน แต่ต้องดูสภาพร่างกายด้วยว่า พร้อมเรียนไหม เพราะ ต้องมีสมาธิยาวไป 1.5 ชั่วโมง 

2. ช่วง 3 บทแรก บีมน่าจะไม่ได้จดเนื้อหา แต่โชคดีที่เขามี Treasure Troves เป็นคลิปที่จะพูดถึงประเด็นหรือคำถามสำคัญที่เกี่ยวกับแก่นของเนื้อหาในบทเรียนนั้นอยู่ ส่วนนี้เหมือนจะดูย้อนหลังได้เมื่อหมดช่วงเวลาสำหรับการเรียนแล้ว ก็เลยยังทบทวนประเด็นสำคัญ ๆ ได้อยู่

4. หลังจากนั้นมาก็จดถึงบทที่ 7 โดยจดคีย์เวิร์ด และ ประเด็นสำคัญ อ่านซ้ำหลังเรียนจบเพื่อให้เข้าใจและมาอ่านซ้ำในภายหลังอีกถ้าต้องการ ซึ่งก็ต้องมีสมาธิอีก เพราะถ้ามัวแต่จด แล้วฟังไม่ครบ ก็เข้าใจไม่ครบอีก ก็ต้องมีสติตลอดเวลาค่ะ 

5. แต่ก็มีจุดที่บีมง่วงและพลาดไปบางช่วง ในบางบท ก็ไม่เป็นไรค่ะ ภาพรวมยังเข้าใจอยู่ไม่น่าจะผิดเพี้ยนอะไร มีบทหนึ่ง ลูกตื่นมาทั้งสองคน บอกว่าอยากให้แม่ไปนอนด้วย บีมก็ต้องย้ายไปที่ห้องนอนกับเขา แต่ก็เรียนแบบฟังไปด้วย แอบหลับ ๆ ตื่น ๆ นิดนึง รู้สึกไม่น่าจะไหว เลยปิดไปก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ควรนะคะ ควรเรียนต่อเนื่องให้จบ แต่ไม่ไหวจริง ๆ เลยพักไปก่อน แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอีกค่ะ

6. จะเว้นช่วงประมาณ 3 วันก่อนจะเรียนบทถัดไป ซึ่งบีมพบว่า มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เราได้ตกผลึกหรือได้รับประสบการณ์จากการเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว ค่อยเริ่มเรียนบทต่อไปค่ะ และยังช่วยให้เราจบบทเรียนในเวลาที่กำหนดได้ด้วย

ผลที่ได้

เนื่องจากการเรียน จะไม่ใช่ข้อมูล (information) แต่เป็นการสอนที่ทำให้เราตระหนักรู้ความจริง TRUTH ไม่ใช่ข้อเท็จจริง FACT ซึ่งบทเรียนและการทำสมาธิแต่ละบทจะค่อย ๆ เปิดทางให้เราเข้าใจมากขึ้น ๆ และด้วยการที่มันเป็นความจริงและเป็นเหมือนเลนส์มองชีวิตใหม่ให้เรา หลังจากที่ได้เรียนรู้แล้ว ก็จะทำให้เราเห็นโลกในมุมมองใหม่ได้เลยทันที ซึ่งเราเห็นด้วยตัวเองแล้วว่า เป็นเช่นนั้นจริงด้วยตัวเราเอง

จากก่อนเรียน บีมรู้สึกหลงทางและสับสน กำลังชีวิตถดถอยลงไปมาก ด้วยหลายเหตุการณ์ในชีวิตที่เผชิญ พอเรียนจบแล้ว บีมรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นและรู้สึกได้ถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการให้เป็นมากขึ้น รู้ได้ชัดเจนว่า ชีวิตจะต้องเดินต่ออย่างไรที่จะทำให้เรามีชีวิตแบบที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้จริง ๆ ที่เราไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน 

สิ่งที่ได้มากที่สุด คงจะเป็น “คำตอบที่ชัดเจนของชีวิต” ที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบความคิด ความเชื่อ ใด ๆ แต่คือ ความจริงของชีวิต ที่ทำให้รู้สึกได้ถึงอิสระ ความสุข สติปัญญา ความมั่งคั่ง ความเป็นไปได้ การกำหนดชีวิตของเราเอง และศักยภาพสูงสุดที่เรามี ที่เรียบง่ายและยั่งยืน ปราศจากการหลอกหลอนของจิตเราเองและจากกรงขังแห่งความทรงจำในอดีตทั้งปวง เข้าสู่ความเป็น Oneness กับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น รู้ว่าจะควรจะต้องเดินต่อไปอย่างไร ที่เหลืออยู่ที่การปฏิบัติต่อเนื่องและการเลือกใช้ชีวิตอย่างจริงใจต่อสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ เท่านั้นค่ะ

คอร์สนี้เหมาะกับใคร?

บีมมองว่าเหมาะกับคนกลุ่มนี้ค่ะ

1. มีทักษะการฟังและอ่านภาษาอังกฤษระดับที่เข้าใจได้ดีถึงดีมาก

2. คนที่กำลังเครียด ชีวิตวุ่นวาย เหนื่อย เบื่อ และยังมีข้อสงสัยในชีวิตว่า จริง ๆ แล้วชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม จะไปไหน จะทำอะไรต่อดีกับชีวิต จะทำงานอะไร ฯลฯ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้กับตัวเองสำหรับคำถามสำคัญเหล่านี้

3. เปิดใจต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่อาจแตกต่างจากที่ตัวเองเคยรับรู้มาทั้งชีวิต

4. ต้องการความจริงที่อยู่นอกกรอบความเชื่อ ศาสนา สังคม วัฒนธรรม 

5. ต้องการอิสระและความสุขแท้ที่ยั่งยืนจากภายใน ไม่ว่าสถานการณ์ภายนอก คนรอบตัวจะเป็นอย่างไร ก็ตาม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์โควิดและผลกระทบต่าง ๆ ที่ท้าทายเช่นนี้ รวมไปถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งปวงที่พวกเรากำลังเผชิญร่วมกัน)

ค่าเรียน

1. ปกติ 2,200 บาท ราคาพิเศษลด 50% 1,100 มีระยะเวลากำหนด (บีมลงเรียนในเรท 1,100 ค่ะ เกินคุ้มไปมากกับสิ่งที่ได้รับกลับมา คือ ตีเป็นมูลค่าไม่ได้เลย)

2. บุคลากรทางการแพทย์ ท่านให้ลงทะเบียนเรียนฟรีค่ะ แนะนำเลยสำหรับคนที่ทำงานในวงการนี้นะคะ 

หาที่ไหนได้อีก … คอร์สเปลี่ยนชีวิตในราคาหลักพันอย่างนี้ค่ะ…แนะนำอย่างสูงเลย 

แต่…สิ่งที่บีมชอบหรือได้ผล ก็คือ ได้ผลกับบีม ไม่ได้การันตีว่าทุกคนจะต้องชอบหรือได้รับในสิ่งเดียวกันนะคะ รีวิวนี้และการแนะนำเป็นความเห็นส่วนตัว คุณจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อลงเรียนเองค่ะ และบีมไม่มีส่วนในการรับผิดชอบใด ๆ ค่ะ และไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ จากการแนะนำคอร์สนี้ค่ะ ดีแล้วบอกต่อเท่านั้นเอง เป็นทางเลือกให้คนที่กำลังแสวงหาสิ่งเดียวกันนี้ค่ะ

ถ้าสนใจ สามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดด้วยตัวเองได้เลยนะคะ 

https://www.innerengineering.com

บีม.

5 เคล็ดลับสำคัญในการดูแลสุขภาพช่วงโควิด โดย Sadhguru

ตอนนี้ บีมได้เรียนรู้หลาย ๆ สิ่งจาก Sadhguru ค่อนข้างมากและนำมาปรับใช้เพิ่มเติมในการดูแลสุขภาพและชีวิต บีมได้ดูคลิปนี้ เห็นว่าเข้าใจง่าย ทำได้ง่าย มีเหตุมีผล ได้ทดลองและสังเกตประสบการณ์ของตัวเองและในครอบครัวก็ได้ตามนั้นจริง จึงได้แปลและสรุปมาเพื่อให้ทุกคนลองเอาไปทำดูนะคะ ใครได้ภาษาอังกฤษ ก็ดูคลิปได้เลยค่ะ แต่บีมแปลออกมาเกือบทั้งหมดนั้นแล้วในบทความนี้เลยค่ะ

หากคุณทำตามนี้แล้ว คุณจะพบว่าปัญหาสุขภาพประมาณ 50% จะลดลงภายใน 6 สัปดาห์

เพิ่มภูมิคุ้มกันชีวิต

คนส่วนใหญ่จะมีสร้างความสัมพันธ์กับดินเมื่อพวกเขาตายแล้ว แต่มันสำคัญมากที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์กับ “ดิน” ในช่วงที่ีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ที่มีไวรัสเต็มไปหมด การมีความสัมพันธ์กับดินด้วยท่าทีที่อบอุ่นเป็นมิตร จะช่วยทำให้ความสามารถในการมีชีวิตอยู่และคงอยู่ในสภาวะที่ถูกบุกรุกในช่วงเวลานี้จะเพิ่มขึ้นสูงมาก มันไม่เพียงพอที่จะ “แค่มีชีวิต” แต่ต้อง “มีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง” ซึ่งหมายถึง การมีชีวิตอยู่อย่างเต็มที่ (ไม่ใช่การไปตีคนอื่น) แต่คุณต้องการ “ร่างกาย” ในการมีชีวิตอยู่ ซึ่งในศูนย์แห่งนี้ เราได้สร้างกระบวนการบางอย่างที่จะให้มือและเท้าของคุณได้สัมผัสดินทุก ๆ 3 วัน และไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ให้คุณทำสวนหรือทำให้คนอื่นก็ได้ คุณจะได้อะไรเยอะมาก เพราะคุณได้เชื่อมต่อกับดิน ซึ่งจะทำให้กระบวนการทำงานของร่างกายของคุณเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การใช้มือสัมผัสดินนั้นสำคัญมาก สำหรับบางคน ที่ไม่อยากทำสวนเพราะกลัวภาพไม่ดี ก็สามารถพอกดินทั้งตัวได้

กินอาหารสดมากขึ้น

กินอาหารสด 40-50% ของปริมาณที่กินต่อวัน จะเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชที่งอก อะไรก็ได้ อยากมีชีวิตก็ต้องกินอาหารที่มีชีวิต ไม่ใช่กินอาหารที่ตายแล้ว ร่างกายมีระบบย่อยอาหารก็จริง แต่ส่วนผสมในอาหารก็มีส่วนสำคัญในระบบย่อยอาหาร อาหารสดมีเอ็นไซม์ที่ช่วยย่อยอาหาร แต่ถ้ากินอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เอ็นไซม์นี้จะถูกทำลายไปมาก เมื่อกินแล้วร่างกายก็ต้องใช้เอ็นไซม์ในการย่อย ร่างกายจะต้องพยายามสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาใหม่จำนวนมาก ดังนั้น ในช่วง 1-1.5 ชั่วโมงหลังจากกินอาหาร ร่างกายจะมีพลังลดลง แล้วค่อยฟื้นตัวขึ้นมาใหม่หลังจากนี้อย่างช้า ๆ จริง ๆ อาหารคือสิ่งที่เพิ่มพลัง แต่วิธีที่เรากินอาหารทำให้พลังของเราลดลงในช่วง 1.5 ชั่วโมงหลังกิน การกินอาหารสดจะช่วยตรงนี้

อาบน้ำก่อนนอน

สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ คือ แค่อาบน้ำก่อนนอน ที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรเยอะมาก อาบน้ำอุ่น ๆ ก่อนนอน อาจจะทำให้รู้สึกตื่นขึ้นและนอนหลับได้ช้ากว่าปกตินิดหน่อย แต่มันจะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น เพราะ มันไม่ใช่แค่การทำความสะอาดผิวหนังเท่านั้น แต่ความเครียด ความเหนื่อย ความล้า จะหายไปด้วย เพราะ ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำกว่า 70% เมื่อน้ำได้ผ่านร่างกาย จะช่วยชำระล้างทำความสะอาดได้มากไปกว่าแค่ผิวหนังแน่นอน

ดีท็อกซ์ร่างกาย เอาใจใส่เรื่องการดื่มน้ำ

ร่างกายมีน้ำกว่า 72% และน้ำสามารถจดจำทุกอย่างได้ดี น้ำที่เราใช้หรือดื่ม สมมติว่ามาจากแหล่งน้ำ ผ่าน 50 โค้ง และ ถูกปั๊มขึ้นมาที่ชั้น 12 จะทำให้น้ำ 50% มีสารพิษอยู่ในนั้น ซึ่งไม่ใช่สารพิษที่เป็นตัวสาร แต่หมายถึงโมเลกุลของน้ำที่เป็นพิษ ที่เมื่อเราเปิดจากก๊อกแล้วดื่มทันที น้ำนั้นจะเป็นพิษต่อกายและใจของเรา ดังนั้น เป็นเหตุผลที่แม่ของเราบอกให้เราตวงน้ำด้วยภาชนะสะอาด ๆ ไว้ก่อนแล้ววางเอาไว้ที่ดี ๆ พูดคำดี ๆ วางดอกไม้ ใส่ดอกไม้เอาไว้ 1 คืน ดื่มได้อีกทีตอนเช้า อย่าดื่มทันที เพราะน้ำเขาจดจำทุกอย่าง ทั้งนี้เพื่อให้น้ำปรับสภาพและพลังงานของตัวเองก่อนที่เราจะดื่ม ก็จะเป็นน้ำที่เหมาะสมกับเราที่จะดื่ม จำเป็นต้องดูแลให้ดี เพราะน้ำคือ 72% ของร่างกาย

พักท้องของเราบ้าง

การหิว และ ท้องว่าง เป็นภาวะที่แตกต่างกัน

การหิว คือ พลังชีวิตเราจะลดลง

ท้องว่าง เป็น สิ่งที่ดี

ร่างกายและสมอง ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อท้องว่างเท่านั้น ให้เข้านอนด้วยท้องว่าง 2-2.5 ชั่วโมง และกิน 2 มื้อให้ห่างกัน 8 ชั่วโมง