รีวิว Sadhguru Satsang Full Moon Flirtations 26 พ.ค. 2564

เข้าร่วมกิจกรรมทางออนไลน์ได้เลยค่ะ เขาแนะนำใช้ laptop / PC เพื่อจอที่ใหญ่คมชัด แต่ก็แล้วแต่สะดวกเลยนะคะ นี่เครื่องบีมเองค่ะ

เมื่อวานนี้ เป็นวันวิสาขบูชา วันสำคัญของชาวพุทธทุกคน เพราะเป็นวันที่พระพุทธเจ้าประสูติ ตรัสรู้ ปรินิพพาน คือ วันเพ็ญเดือน 6 ซึ่งบีมได้เข้าร่วมกิจกรรม Sadhguru Satsang Full Moon Flirtations ที่ไม่รู้จะแปลเป็นไทยอย่างไรดี แต่เดี๋ยวที่จะเขียนรีวิววันนี้ ทุกคนจะเข้าใจกิจกรรมนี้มากขึ้นแน่นอนค่ะ และมันดีมาก อยากให้ทุกคนอ่านจนจบนะคะ และอยากชวนมาเข้าร่วมในรอบหน้า (แต่ต้องได้ภาษาอังกฤษแบบฟังออกอย่างน้อย 80% ขึ้นไปค่ะ เพราะไม่มีซับหรือแปลเลย เป็น Live สด)

กิจกรรมนี้ จะจัดขึ้นทุกวันพระจันทร์เต็มดวงในแต่ละเดือน โดยไม่มีค่าใช้จ่ายใด ๆ และทำบนออนไลน์ ซึ่งทุกคนที่สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมได้เลย ซึ่งถ้าเราได้ลงทะเบียนร่วมกิจกรรมไป รอบหน้า เขาจะมีส่งมาเตือนให้ด้วยค่ะ ดีงามมาก ตามภาพนี้เลยที่บีมได้รับก่อนหน้าวันจัดประมาณ 3 วัน

ถามว่าทำไมต้องทำวันพระจันทร์เต็มดวง?

ก่อนอื่น ต้องรู้ก่อนว่า พระจันทร์นั้นมีอิทธิพลต่อทุกชีวิตบนโลกนี้มาก ๆ แม้จะไม่มีแสงในตัวเองก็ตาม แต่ก็มีผลให้น้ำขึ้นน้ำลง และยังทำให้เกิดสิ่งต่าง ๆ อีกมากมายในตัวของคน ซึ่งในวันที่พระจันทร์เต็มดวงนั้น พลังงานของมนุษย์จะได้รับจากดวงจันทร์สูงสุด ซึ่งจะช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของพลังได้มาก หากใช้พลังทำกิจกรรมอย่างถูกวิธี ซึ่งจะส่งผลให้คนคนหนึ่งสามารถปรับเปลี่ยนพลังภายในได้มากทีเดียว ส่งผลต่อการมองเห็นความจริงที่ชัดเจนขึ้น และการมองเห็นที่ชัดเจนและถูกต้องเกี่ยวกับชีวิต รวมถึงพลังงานที่เบาสบายมากขึ้น จะทำให้การใช้ชีวิตง่ายขึ้น สุขง่ายขึ้น ทุกข์ยากขึ้น รู้ว่าจะต้องตัดสินใจอย่างไร เดินทางไปต่อยังไงได้ดีขึ้น ซึ่งบีมว่าบีมได้สัมผัสประสบการณ์แบบนี้ทุกครั้งที่ได้ร่วมกิจกรรมของท่าน Sadhguru ที่เกิดขึ้นครั้งแรกตอนเรียนคอร์สออนไลน์ Inner Engineering ซึ่งบีมรู้สึกได้เลยว่า วิธีของท่านนั้นง่าย ๆ แต่พลังของท่านในการเปลี่ยนพลังในตัวเรานั้นมหาศาลจริง ๆ และเป็นการเปลี่ยนที่ยั่งยืนค่ะ ไม่ใช่วิถี motivate หรือพีคแค่ชั่วคราว

บีมได้เข้าครั้งแรกเมื่อเดือนที่แล้ว และติดใจมาก คือ ปกติท่านมีคอนเทนต์มากมายที่อาสาสมัครทั่วโลกได้ร่วมกันทำงานจัดทำคอนเทนต์หลากหลายรูปแบบเผยแพร่ ทั้งวิดีโอและการเขียน ทั้งในเว็บ https://isha.sadhguru.org/global/en และใน Application Sadhguru ซึ่งบีมจะพยายามจัดสรรเวลาเข้าไปเรียนรู้อยู่แล้วให้ได้ทุกวัน แต่สำหรับกิจกรรมพิเศษในวันเพ็ญประจำเดือนแบบนี้ ท่านจะมีหัวข้อสอนพิเศษ ซึ่งใน 5 ครั้งแรกของการสอนของท่านในวันเพ็ญแต่ละเดือนในปีนี้ ท่านสอนเรื่อง “ธาตุทั้ง 5” ตามวิถีของโยคี หรือ อายุรเวท คือ ดิน น้ำ ไฟ ลม และที่ว่าง

โดย 3 ครั้งที่ผ่านไป ได้สอนเกี่ยวกับ ไฟ ดิน ลม ไปเรียบร้อยแล้ว (ซึ่งบีมพลาดครั้งแรกค่ะ เดี๋ยวจะไปดูย้อนในส่วนของการฝึก เพราะ ไฟคือธาตุที่จะเผาความทรงจำที่ไม่ดีออกไป ขอไปทำดูก่อน เสียดายที่ไม่ได้เข้าเรียนในรอบไฟ ไม่งั้นจะได้ความรู้เยอะเลยเรื่องนี้)

บีมได้เข้าเรียนรู้ใน Session ดิน กับ ลม ซึ่งดีมากกกกก เพราะ ตัวเองสนใจและมีผลลัพธ์จริงจากการดูแลสุขภาพองค์รวมจากแนวอายุรเวทและใช้หลักปรับธาตุมาอยู่แล้ว (บีมเริ่มจากการศึกษาแนวอายุรเวทก่อนแพทย์แผนไทยค่ะ ซึ่ง 2 ปรัชญาการแพทย์นี้ พอจะไปกันได้ เพราะ ไทยก็รับมาจากอินเดียมากอยู่ แต่การแบ่งธาตุของไทย จะไม่มีที่ว่างค่ะ นอกนั้นเหมือนกัน คือ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งที่ว่างเป็นส่วนที่สำคัญมาก ๆ ต่อการทำความเข้าใจมนุษย์และสรรพสิ่งในภาพใหญ่เลยทีเดียว

รอบดิน ท่านก็จะสอนเรื่องอิทธิพลของพระจันทร์ต่อการดำรงอยู่ของเรา และสอนเกี่ยวกับธาตุดินด้วยมุมมองแบบโยคีและ Mystic และให้ทำตามที่ท่านนำเรา มันไม่เชิงสมาธิน่ะค่ะ มันเป็นกระบวนการในการสร้างความเปลี่ยนแปลงของสภาวะของเราทั้งกาย ใจ จิตวิญญาณ ซึ่ง Sadhguru ท่านมีวิธีแบบพิเศษ แต่ไม่ใช่พิศดาร ถ้าจะให้บีมเปรียบเทียบ มันไม่ได้เหมือนพิธีกรรมงมงายที่เราอาจจะเคยเจอมา มันคือ วิทยาศาสตร์ทางจิต คือ ควอนตัมฟิสิกส์ ซึ่งมันง่าย ไม่ได้ซับซ้อนอะไร ใช้ภาพ เสียง และพลังของท่านในการเปลี่ยนพลังงานในตัวเรา คือ ต้องมาร่วมเองค่ะ ต้องมีประสบการณ์เอง ถึงจะเข้าใจ มันบอกยากมากกับสิ่งที่เกิดขึ้น ขนาดว่าบีมทำผ่านออนไลน์ (ถ้าอยู่ตรงนั้นจะขนาดไหน)

รอบนี้ก็เหมือนกันค่ะ แต่รายละเอียดจะมากกว่ารอบที่แล้วหน่อย (รอบที่แล้ว ท่านจะพูดถึงเรื่องโควิดเสียเยอะ แต่ตอนที่ได้ทำกิจกรรมปรับธาตุนั้นก็ได้รับเต็ม ๆ ค่ะ รู้เลยว่าเราเปลี่ยนแปลงจริง ๆ ในระดับพลังงาน) รอบนี้สอนเรื่องธาตุลมเยอะ ซึ่งบีมจะสรุปเท่าที่ตัวเองตกผลึกมาได้ดังนี้ค่ะ เพราะมีประโยชน์ต่อการใช้ชีวิตและดูแลสุขภาพมาก ๆ อยากแบ่งปัน

ธาตุลมในมุมมองของท่าน Sadhguru

  • เรามักเข้าใจว่า ธาตุลม ก็คือ “ลมหายใจ” และ “ออกซิเจน” ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิวเผินมาก ๆ
  • จริง ๆ แล้ว ธาตุลมคือตัวประสานดินและน้ำให้กลายมาเป็นตัวเราและสรรพสิ่ง เหมือนดินเหนียวที่ถูกปั้นให้เป็นรูปต่าง ๆ
  • ธาตุลม จึงไม่ได้หมายถึงแค่ลมหายใจเท่านั้น แต่หมายถึง “ชีวิต”
  • เมื่อใดที่เรา “ขาดลม” หายใจเข้า แล้วไม่หายใจออก หรือหายใจออก แล้วไม่หายใจเข้า ก็หมายถึง​ “ไม่มีชีวิต” เสียแล้ว
  • นั่นแหละคือความสำคัญของ “ลม”
  • ดังนั้น จึงใช้คำว่า “ลมหายใจแห่งชีวิต” (life breath) ก็จะตรงความหมายของลมมากกว่า
  • ลม เป็นธาตุที่ “เคลื่อนไหวได้มากและเร็วที่สุด” มีความเป็น Dynamic สูงสุดในบรรดาธาตุทั้งหมด
  • ดังนั้น การปรับที่ธาตุลมจึงถูกใช้ประโยชน์ในด้านการฟื้นฟูสุขภาพและรวมไปถึงการ “เปลี่ยนผ่านสู่สภาวะเหนือข้อจำกัดของวัตถุ” (Transcendent) มากที่สุด
  • ถ้าเราสามารถบริหารหรือปรับให้ลมแห่งชีวิตหรือ Life Energy ของเราขยายได้มากเท่าไหร่ (enhance prana) ควบคุมและอยู่เหนือพลังของร่างกาย จิตใจ และอารมณ์ได้แล้ว ชีวิตก็จะเป็นอย่างที่มันควรจะเป็น คือ เบาสบายและไร้ขีดจำกัด
  • ซึ่งนั่นหมายถึง เราจะรวมเข้ากับทุกสิ่งในจักรวาลนี้ เป็นหนึ่งเดียวกับ Living Cosmos ไม่มีตัวเราอีกต่อไป ทุกสิ่งจะเป็นของเรา เป็นหนึ่งเดียวกับเรา (ท่านใช้คำว่า inclusive / include คือ การหลอมรวมนั่นเองค่ะ มันคือไม่มีกำแพงระหว่างความเป็นตัวเรากับสรรพสิ่งอีกต่อไป)
  • ดังนั้น การฝึกปราณายามะ (Pranayama) ที่ถูกต้องจึงสำคัญมาก ในการขยายพลังชีวิตของเราให้ใหญ่กว่าร่างกาย จิตใจ อารมณ์ ซึ่งถือว่าเป็นส่วนที่จำกัดของมนุษย์เรา
  • คำว่า prana = พลังชีวิต yama = การควบคุม นั่นก็คือ การฝึกควบคุมลมหายใจให้มันขยายให้ได้มากที่สุดนั่นเองค่ะ ก็จะทำให้เรารักสิ่งต่าง ๆ เหมือนเป็นเราเองได้แบบธรรมชาติ จะไม่มีการเกลียดและแบ่งแยกอีกเลยถ้าเราทำได้ เพราะถ้าเป็นเนื้อเดียวกันได้แล้ว เขาเจ็บ เราเจ็บ เขาสุข เราสุข นั่นเอง

นั่นล่ะค่ะ คือสิ่งที่บีมตกผลึกได้จากการสอนของท่าน

พาร์ทปฏิบัติ

พอเข้าสู่พาร์ทของการทำสมาธิ ทีมงานของท่าน (บอกเลยว่าเป็นคุรุที่ใช้เทคโนโลยีในการส่งผ่านพลังและคำสอนได้มากที่สุดในโลกในตอนนี้ อยู่ทุกแพลตฟอร์ม ด้วยอาสาสมัครเท่านั้น! ที่ไม่มีใครได้รับค่าตอบแทน แต่ทุกคนตอบแทนด้วยหัวใจและชีวิตที่อยากให้คนอื่นได้รับประสบการณ์ที่ดีอย่างที่เขาได้รับ เหมือนความรู้สึกที่บีมมาเขียนรีวิวนี้ล่ะค่ะ อยากชวนให้เข้ารอบหน้ากันมาก ๆ) ก็จะแสดงภาพให้เราดูว่า เราต้องเห็นภาพ Visualize อะไรตอนที่เรากำลังทำกิจกรรมนี้อยู่ เพราะทุกอย่างจะถูกขับเคลื่อนด้วยภาพและเสียง (มันคือวิธีการปรับพลังงานและตัวเราก็คือพลังงานค่ะ) บีมแคปมาให้ดูให้พอเห็นภาพดังนี้ค่ะ

ภาพที่ทีมงานแสดงให้เราดูว่า ตอนที่ทำจะออกมารูปแบบนี้ค่ะ ซึ่งมันช่วยได้มากจริง ๆ ตอนที่นั่งทำแล้ว ถ้ามองไม่เห็นภาพนี้ก่อน จะทำได้ยากเลย

ทำตามที่ท่านนำเราไปค่ะ ซึ่งจะเป็นการใช้จินตนาการให้เราเดินขึ้นเขาเล็ก ๆ ขณะเดินให้รู้สึกถึงสิ่งรอบ ๆ ตัว ลมเย็น ๆ ต้นไม้ ดอกไม้ เอาให้ชัดที่สุด และเราต้องหายใจเพื่อให้ได้รับอากาศมากขึ้น ซึ่งการหายใจแบบนั้นมันจะทำให้เราหายใจได้แบบที่ท่านต้องการให้เราได้รับประโยชน์จากการทำสิ่งนี้ค่ะ

ภาพ เสียง ความรู้สึก ทุกอย่างที่เกิดขึ้นขณะหลับตาตามเสียงของท่านไปเรื่อย ๆ เราไม่คิดอะไรเลย จำคำของท่านอย่างเดียวคือ เราไปควบคุมหรือยึดถืออะไรไว้ไม่ได้หรอก ชีวิตน่ะ คือ การได้อยู่กับมันและสัมผัสมันเท่านั้นแหละ (ท่านใช้คำว่า Do not try to concretize, just to live & experience it คือ ท่านปูไว้ตอนต้นว่า อย่าไปอยากบรรลุหรือจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้ ชีวิตจริง ๆ น่ะ ไปยึดอะไรไม่ได้หรอก ทำได้แค่อยู่กับมัน สัมผัสมันให้ลึกซึ้งมากที่สุด แค่นั้นแหละ ท่านน่ารักค่ะ ก็เปรียบเทียบกับกบที่ร้องตอนที่ท่านสอนนั่นแหละ ท่านว่ามันไม่เห็นจะเดือดร้อนอะไรเลย ชีวิตก็ต้องแบบนั้นแหละ กบมันไม่ได้มีอะไรเพียบพร้อมนะ แต่มันมีความสุขของมัน มันอยู่ได้ คนก็ควรจะเป็นแบบนั้นแหละ เพราะชีวิตจริง ๆ มันก็เป็นแบบกบนี่แหละ)

จำได้ว่า มีภาวะน้ำตาไหลด้วยความรู้สึกซาบซึ้งอะไรก็ไม่รู้ บอกไม่ถูก แต่มันไหลออกมาเอง และ ตอนท่านร้องออกเสียงที่บีมฟังไม่รู้เรื่องหรอกค่ะ แต่ด้วยพลังงานของมันทำให้บีมรู้สึกว่ากล้ามเนื้อที่หน้าเขาขยับไปเองแบบตึง ๆ ขมวด ๆ เหมือนเครียด ๆ บนหน้า แล้วมันก็ผ่อนไปเองตอนเสียงท่านจบ

พอเข้าสู่ช่วงหายใจและจินตนาการตามท่านและตามที่เราเห็นในวิดีโอที่ทีมงานแสดงให้ก่อนทำ ตามเสียงท่านไปเรื่อย ๆ มันเบา สบาย มันซาบซึ้งกับสภาวะนั้นที่เป็นอยู่ คือ ท่านพูดประมาณว่า ส่องสว่างเหมือนดวงจันทร์วันเพ็ญ เหมือนพระพุทธเจ้าในคืนวันเพ็ญที่ใต้ต้นศรีมหาโพธิ์ ความรู้สึกและประสบการณ์มันแปลกใหม่มากๆ แต่รู้สึกดีมากค่ะ ซึ่งเข้าใจว่าแต่ละคนก็คงจะมีประสบการณ์แตกต่างกันค่ะ บีมจะไม่เล่าอะไรที่บีมเห็น เพราะเดี๋ยวมันจะไปจำกัดกรอบของคนที่อาจจะได้มาเข้าร่วมครั้งต่อไปนะคะ ต้องสัมผัสเองค่ะ

เอาเป็นว่า รู้สึกว่าได้รับพลังเต็ม ๆ …ภายในเวลาทั้งหมดน่าจะประมาณ 20 นาทีค่ะ

และหลังจากนั้นก็ได้เรียนรู้อะไรต่อท้ายอีกหน่อยจากคำถามที่มีผู้ส่งเข้ามาช่วงลงทะเบียนประมาณ 2 คำถาม แต่ท่านตอบละเอียดและเข้าใจได้ดีเลย แต่พาร์ทนี้จำไม่ได้แล้วค่ะ คำถามมันออกจะเข้าใจยากสักหน่อย มีศัพท์เฉพาะ แต่ฟังแล้วเข้าใจได้ตอนนั้นค่ะ แต่ยังสรุปไม่ได้

แต่ที่เด็ดมาก และ อยากจะเขียนเอาไว้ให้ทุกคนได้ลองเอาไปพิจารณาเพิ่มเติมคือ

“อย่าแสวงหาการอนุมัติหรือการยอมรับจากคนที่ไม่เคยรู้อะไรเกี่ยวกับตัวเขาเองเลย”

(Not seek an approval by people who do not know anything about themseves)

เออ…อันนี้จริง บนโลกนี้จะมีกี่คนที่รู้จักตัวเขาเองจริง ๆ ว่าแท้จริงแล้ว เขาเป็นใครและควรต้องมีชีวิตอยู่อย่างไรจริง ๆ แต่ถ้าเป็นคนที่เขารู้เกี่ยวกับตัวเองและชีวิตจริง ๆ ก็โอเค คุณฟังเขาได้นะ

และต้องเผื่อที่เอาไว้ให้ตัวเองเปลี่ยนแปลงบ้างค่ะ ควรจะต้องยืดหยุ่นเสมอ อย่ายึดติดว่าตัวเองถูกต้องตลอดเวลา เผื่อพื้นที่ให้ตัวเองเปลี่ยนแปลงและเติบโตบ้าง

สรุปส่งท้าย

การเข้าร่วมกิจกรรม Satsang ในคืนวันเพ็ญที่จัดเดือนละครั้งโดยท่าน Sadhguru นี้ มีประโยชน์ต่อชีวิตบีมมากค่ะ แม้จะเป็นช่วงเวลาไม่นาน คือประมาณ 90 นาที สำหรับคนที่ต้องการเข้าใจว่าชีวิตคืออะไร ควรจะใช้ชีวิตอย่างไรจริง ๆ ในฐานะมนุษย์คนหนึ่ง และเมื่อวานนี้ แม้จะไม่ได้เวียนเทียน แต่การได้ทำอะไรที่ทำเมื่อคืนวานนี้ บีมรู้สึกว่ามันให้ประสบการณ์การเปลี่ยนแปลงระดับภายในที่ลึกซึ้งมาก ๆ ค่ะ เหมือนเราได้สัมผัส “สภาวะแห่งพุทธะ” ลึกซึ้งขึ้น ถือว่าเป็นช่วงเวลาที่คุ้มค่ามากที่เราได้ใช้ไปในส่วนนี้

บีมว่ามันคุ้มค่ามากที่จะเข้ามาเรียนรู้วิชานี้ มันทำให้เรามีพลังภายในที่แข็งแรงขึ้น เบาขึ้น ซึ่งมันจะทำให้เราแยกตัวเราออกจากปัญหาชีวิตได้เป็นคนละส่วนจริง ๆ จากมุมนี้เราจะมองเห็นตัวเองชัดขึ้นและสื่อสารกับตัวเองได้ดีขึ้นว่าต้องทำอะไรบ้าง และผลลัพธ์มันดีขึ้นเรื่อย ๆ จริง

สำหรับบีมแล้ว องค์ความรู้และวิธีที่ท่าน Sadhguru นำพาพวกเราเข้าถึงความจริง มันเข้าใจง่าย เป็นเหตุเป็นผล พิสูจน์ได้ด้วยตัวเองจริง ชัดเจน ไม่งมงาย ไม่คลุมเครือ คือ ถูกจริตมากค่ะ

และบีมเอง ช่วงนี้ต้องทำหลายสิ่งมากมาย แต่ทำด้วยความสุขนะคะ แต่ช่วงนี้มันจะเยอะมากหน่อยเพราะจัดระบบงานใหม่ มีลูกค้าและผู้ติดตามเข้ามามากขึ้น และเมื่อวานนี้ก็มีเรียนออนไลน์คอร์สสำคัญวันแรกด้วย เวลาก็คาบเกี่ยวกันประมาณครึ่งชั่วโมง บีมก็ต้องยอมออกจากคอร์สมาก่อน 30 นาทีที่ครูจะสอนจบ เพื่อมาเข้า session นี้ และ ให้พ่อเขาพาลูกนอนซึ่งปกติลูกจะรอบีมเอาเข้านอนเป็นหลัก (เราบอกก่อนแล้วว่าจะมาเรียนออนไลน์และ Sadhguru) แต่การลงทุนเวลาเมื่อวานนี้ มันทำให้เรามีพลังมากขึ้นในวันนี้และวันต่อ ๆ ไป เป็นอริยทรัพย์ที่ได้มาโดยไม่ต้องเสียเงินเลย…ติดตัวตลอดไปและพัฒนาไปได้อีกมากแบบไร้ขีดจำกัด

ท่านคือไอดอลทั้งทางธรรมและทางโลกของบีมค่ะ … อยากให้ทุกคนลองเปิดใจศึกษางานของท่านดูค่ะ ท่านอยู่ทุกที่เลย บีมคัดมาให้เฉพาะ Official นะคะ เพราะ ท่านจะมีอาสาสมัครทำงานของท่านเยอะเลยค่ะ แต่อาสาสมัครคือผ่านการคัดกรองและตรวจสอบคุณสมบัติหมดแล้วทุกคนนะคะถึงจะทำงานของท่านได้

สำหรับใครที่สนใจ Satsang ดูรายละเอียดและลงทะเบียนได้ที่นี่นะคะ https://satsang.sadhguru.org/

ใครสนใจเรื่องเหล่านี้ อยากเข้ามาพูดคุยแลกเปลี่ยนกัน บีมมีกลุ่ม OpenChat ที่เปิดไว้สำหรับการพัฒนาตัวเอง/การเดินทางภายในด้วยนะคะ คลิกลิงค์นี้เพื่อเข้าร่วมได้ค่ะ http://bit.ly/3fRBeyY

รีวิวคอร์ส Inner Engineering Online Course by Sadhguru

ลักษณะพิเศษ

คอร์สนี้ https://www.innerengineering.com คือ ของขวัญปีใหม่ที่ดีที่สุดที่บีมได้มอบให้กับตัวเอง (และอยากแนะนำให้ทุกคนที่อ่านและฟังภาษาอังกฤษได้ ได้ลงเรียนคอร์สนี้ค่ะ)

คอร์สนี้ เป็นคอร์สออนไลน์คอร์สแรกในชีวิตที่บีมเรียนจบทุกบท คงเป็นเพราะ เป็นสิ่งที่บีมต้องการจริง ๆ และสิ่งที่ได้เรียนรู้ก็ตอบโจทย์บีมจริง ๆ ค่ะ โดยทำให้บีม “เข้าถึงความจริง” โดยไม่ได้อิงศาสนาหรือกรอบความเชื่อใด ๆ เลย เป็นความเข้าใจ “ชีวิตมนุษย์” ตามที่มันเป็นจริง ๆ สามารถเข้าใจได้โดยวิธีการทางวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ด้วยค่ะ

คอร์สนี้จะประกอบไปด้วยบทเรียนออนไลน์ทั้งหมด 7 บท มีระยะเวลาที่กำหนดให้เรียนให้จบคือ 1 เดือน เป็นคลิปที่มาจากการสอนสดของโปรแกรมนี้และนำมาตัดต่อเพิ่มเติมเพื่อให้การนำเสนอช่วยให้เราเรียนรู้ได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น แต่ละบทต้องใช้เวลาที่เราต้องนั่งเรียนโดยไม่มีอะไรรบกวนเลยประมาณ 1.5 ชั่วโมง ซึ่งเขาจะทำให้เราเหมือนเรียนสดได้มากที่สุด คือ คลิปไม่สามารถเลื่อนไปข้างหน้าได้เลย และไม่สามารถถอยหลังได้เกิน 10 วินาที ดังนั้น เราจะต้องมีสมาธิอยู่กับตรงนั้นตลอดเวลา 

ตอนท้ายของทุกบทจะพาเราทำสมาธิในแบบฉบับของ Sadhguru ที่มีความพิเศษเสริมแต่ละบทที่เราเรียน และ คลิปตอนท้ายของแต่ละบทก็ช่วยให้บีมเข้าใจบทเรียนมากขึ้นและมีกำลังใจในการใช้ชีวิตให้เต็มศักยภาพอย่างที่ท่านได้ทำไว้เป็นตัวอย่างและนำเสนอไว้ในคลิปแล้วค่ะ

และจะมีคำถามช่วงท้าย เพื่อให้เราตกผลึกจากบทเรียนจริง ๆ เป็นอันจบบท และไม่สามารถมาดูย้อนและดูซ้ำได้เลย คือ เราต้องตั้งใจมาก ๆ ตอนที่เรียนค่ะ ผ่านแล้วผ่านเลย…

วิธีการเรียนของบีม

1. บีมมีเวลาเรียนแค่ตอนเช้าของทุกวัน เพราะระหว่างวันจะต้องทำงานค่อนข้างเยอะ จะไม่มีสมาธิเรียนแล้ว เกรงจะไม่ได้เต็มที่ ซึ่งถ้ามีจังหวะที่ได้ตื่นมาตี 4-5 ก็จะได้เรียน แต่ต้องดูสภาพร่างกายด้วยว่า พร้อมเรียนไหม เพราะ ต้องมีสมาธิยาวไป 1.5 ชั่วโมง 

2. ช่วง 3 บทแรก บีมน่าจะไม่ได้จดเนื้อหา แต่โชคดีที่เขามี Treasure Troves เป็นคลิปที่จะพูดถึงประเด็นหรือคำถามสำคัญที่เกี่ยวกับแก่นของเนื้อหาในบทเรียนนั้นอยู่ ส่วนนี้เหมือนจะดูย้อนหลังได้เมื่อหมดช่วงเวลาสำหรับการเรียนแล้ว ก็เลยยังทบทวนประเด็นสำคัญ ๆ ได้อยู่

4. หลังจากนั้นมาก็จดถึงบทที่ 7 โดยจดคีย์เวิร์ด และ ประเด็นสำคัญ อ่านซ้ำหลังเรียนจบเพื่อให้เข้าใจและมาอ่านซ้ำในภายหลังอีกถ้าต้องการ ซึ่งก็ต้องมีสมาธิอีก เพราะถ้ามัวแต่จด แล้วฟังไม่ครบ ก็เข้าใจไม่ครบอีก ก็ต้องมีสติตลอดเวลาค่ะ 

5. แต่ก็มีจุดที่บีมง่วงและพลาดไปบางช่วง ในบางบท ก็ไม่เป็นไรค่ะ ภาพรวมยังเข้าใจอยู่ไม่น่าจะผิดเพี้ยนอะไร มีบทหนึ่ง ลูกตื่นมาทั้งสองคน บอกว่าอยากให้แม่ไปนอนด้วย บีมก็ต้องย้ายไปที่ห้องนอนกับเขา แต่ก็เรียนแบบฟังไปด้วย แอบหลับ ๆ ตื่น ๆ นิดนึง รู้สึกไม่น่าจะไหว เลยปิดไปก่อน ซึ่งจริง ๆ แล้วไม่ควรนะคะ ควรเรียนต่อเนื่องให้จบ แต่ไม่ไหวจริง ๆ เลยพักไปก่อน แต่หลังจากนั้นก็ไม่มีอีกค่ะ

6. จะเว้นช่วงประมาณ 3 วันก่อนจะเรียนบทถัดไป ซึ่งบีมพบว่า มันเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่เราได้ตกผลึกหรือได้รับประสบการณ์จากการเปลี่ยนแปลงภายในแล้ว ค่อยเริ่มเรียนบทต่อไปค่ะ และยังช่วยให้เราจบบทเรียนในเวลาที่กำหนดได้ด้วย

ผลที่ได้

เนื่องจากการเรียน จะไม่ใช่ข้อมูล (information) แต่เป็นการสอนที่ทำให้เราตระหนักรู้ความจริง TRUTH ไม่ใช่ข้อเท็จจริง FACT ซึ่งบทเรียนและการทำสมาธิแต่ละบทจะค่อย ๆ เปิดทางให้เราเข้าใจมากขึ้น ๆ และด้วยการที่มันเป็นความจริงและเป็นเหมือนเลนส์มองชีวิตใหม่ให้เรา หลังจากที่ได้เรียนรู้แล้ว ก็จะทำให้เราเห็นโลกในมุมมองใหม่ได้เลยทันที ซึ่งเราเห็นด้วยตัวเองแล้วว่า เป็นเช่นนั้นจริงด้วยตัวเราเอง

จากก่อนเรียน บีมรู้สึกหลงทางและสับสน กำลังชีวิตถดถอยลงไปมาก ด้วยหลายเหตุการณ์ในชีวิตที่เผชิญ พอเรียนจบแล้ว บีมรู้สึกเป็นอิสระมากขึ้นและรู้สึกได้ถึงพลังแห่งการสร้างสรรค์ชีวิตในแบบที่ตัวเองต้องการให้เป็นมากขึ้น รู้ได้ชัดเจนว่า ชีวิตจะต้องเดินต่ออย่างไรที่จะทำให้เรามีชีวิตแบบที่มนุษย์คนหนึ่งจะมีได้จริง ๆ ที่เราไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน 

สิ่งที่ได้มากที่สุด คงจะเป็น “คำตอบที่ชัดเจนของชีวิต” ที่ไม่อยู่ภายใต้กรอบความคิด ความเชื่อ ใด ๆ แต่คือ ความจริงของชีวิต ที่ทำให้รู้สึกได้ถึงอิสระ ความสุข สติปัญญา ความมั่งคั่ง ความเป็นไปได้ การกำหนดชีวิตของเราเอง และศักยภาพสูงสุดที่เรามี ที่เรียบง่ายและยั่งยืน ปราศจากการหลอกหลอนของจิตเราเองและจากกรงขังแห่งความทรงจำในอดีตทั้งปวง เข้าสู่ความเป็น Oneness กับสิ่งต่างๆ ได้มากขึ้น รู้ว่าจะควรจะต้องเดินต่อไปอย่างไร ที่เหลืออยู่ที่การปฏิบัติต่อเนื่องและการเลือกใช้ชีวิตอย่างจริงใจต่อสิ่งที่เราเป็นจริง ๆ เท่านั้นค่ะ

คอร์สนี้เหมาะกับใคร?

บีมมองว่าเหมาะกับคนกลุ่มนี้ค่ะ

1. มีทักษะการฟังและอ่านภาษาอังกฤษระดับที่เข้าใจได้ดีถึงดีมาก

2. คนที่กำลังเครียด ชีวิตวุ่นวาย เหนื่อย เบื่อ และยังมีข้อสงสัยในชีวิตว่า จริง ๆ แล้วชีวิตคืออะไร เกิดมาทำไม จะไปไหน จะทำอะไรต่อดีกับชีวิต จะทำงานอะไร ฯลฯ ยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนให้กับตัวเองสำหรับคำถามสำคัญเหล่านี้

3. เปิดใจต่อการเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ ที่อาจแตกต่างจากที่ตัวเองเคยรับรู้มาทั้งชีวิต

4. ต้องการความจริงที่อยู่นอกกรอบความเชื่อ ศาสนา สังคม วัฒนธรรม 

5. ต้องการอิสระและความสุขแท้ที่ยั่งยืนจากภายใน ไม่ว่าสถานการณ์ภายนอก คนรอบตัวจะเป็นอย่างไร ก็ตาม (โดยเฉพาะอย่างยิ่งสถานการณ์โควิดและผลกระทบต่าง ๆ ที่ท้าทายเช่นนี้ รวมไปถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมและความเป็นอยู่ของมนุษย์ทั้งปวงที่พวกเรากำลังเผชิญร่วมกัน)

ค่าเรียน

1. ปกติ 2,200 บาท ราคาพิเศษลด 50% 1,100 มีระยะเวลากำหนด (บีมลงเรียนในเรท 1,100 ค่ะ เกินคุ้มไปมากกับสิ่งที่ได้รับกลับมา คือ ตีเป็นมูลค่าไม่ได้เลย)

2. บุคลากรทางการแพทย์ ท่านให้ลงทะเบียนเรียนฟรีค่ะ แนะนำเลยสำหรับคนที่ทำงานในวงการนี้นะคะ 

หาที่ไหนได้อีก … คอร์สเปลี่ยนชีวิตในราคาหลักพันอย่างนี้ค่ะ…แนะนำอย่างสูงเลย 

แต่…สิ่งที่บีมชอบหรือได้ผล ก็คือ ได้ผลกับบีม ไม่ได้การันตีว่าทุกคนจะต้องชอบหรือได้รับในสิ่งเดียวกันนะคะ รีวิวนี้และการแนะนำเป็นความเห็นส่วนตัว คุณจะรู้ได้ก็ต่อเมื่อลงเรียนเองค่ะ และบีมไม่มีส่วนในการรับผิดชอบใด ๆ ค่ะ และไม่ได้รับค่าตอบแทนใด ๆ จากการแนะนำคอร์สนี้ค่ะ ดีแล้วบอกต่อเท่านั้นเอง เป็นทางเลือกให้คนที่กำลังแสวงหาสิ่งเดียวกันนี้ค่ะ

ถ้าสนใจ สามารถคลิกเข้าไปดูรายละเอียดด้วยตัวเองได้เลยนะคะ 

https://www.innerengineering.com

บีม.

5 เคล็ดลับสำคัญในการดูแลสุขภาพช่วงโควิด โดย Sadhguru

ตอนนี้ บีมได้เรียนรู้หลาย ๆ สิ่งจาก Sadhguru ค่อนข้างมากและนำมาปรับใช้เพิ่มเติมในการดูแลสุขภาพและชีวิต บีมได้ดูคลิปนี้ เห็นว่าเข้าใจง่าย ทำได้ง่าย มีเหตุมีผล ได้ทดลองและสังเกตประสบการณ์ของตัวเองและในครอบครัวก็ได้ตามนั้นจริง จึงได้แปลและสรุปมาเพื่อให้ทุกคนลองเอาไปทำดูนะคะ ใครได้ภาษาอังกฤษ ก็ดูคลิปได้เลยค่ะ แต่บีมแปลออกมาเกือบทั้งหมดนั้นแล้วในบทความนี้เลยค่ะ

หากคุณทำตามนี้แล้ว คุณจะพบว่าปัญหาสุขภาพประมาณ 50% จะลดลงภายใน 6 สัปดาห์

เพิ่มภูมิคุ้มกันชีวิต

คนส่วนใหญ่จะมีสร้างความสัมพันธ์กับดินเมื่อพวกเขาตายแล้ว แต่มันสำคัญมากที่จะต้องสร้างความสัมพันธ์กับ “ดิน” ในช่วงที่ีชีวิตอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงเวลานี้ที่มีไวรัสเต็มไปหมด การมีความสัมพันธ์กับดินด้วยท่าทีที่อบอุ่นเป็นมิตร จะช่วยทำให้ความสามารถในการมีชีวิตอยู่และคงอยู่ในสภาวะที่ถูกบุกรุกในช่วงเวลานี้จะเพิ่มขึ้นสูงมาก มันไม่เพียงพอที่จะ “แค่มีชีวิต” แต่ต้อง “มีชีวิตอยู่อย่างแข็งแรง” ซึ่งหมายถึง การมีชีวิตอยู่อย่างเต็มที่ (ไม่ใช่การไปตีคนอื่น) แต่คุณต้องการ “ร่างกาย” ในการมีชีวิตอยู่ ซึ่งในศูนย์แห่งนี้ เราได้สร้างกระบวนการบางอย่างที่จะให้มือและเท้าของคุณได้สัมผัสดินทุก ๆ 3 วัน และไม่ว่าคุณจะอยู่ที่ไหนก็ตาม ให้คุณทำสวนหรือทำให้คนอื่นก็ได้ คุณจะได้อะไรเยอะมาก เพราะคุณได้เชื่อมต่อกับดิน ซึ่งจะทำให้กระบวนการทำงานของร่างกายของคุณเปลี่ยนแปลงอย่างมาก การใช้มือสัมผัสดินนั้นสำคัญมาก สำหรับบางคน ที่ไม่อยากทำสวนเพราะกลัวภาพไม่ดี ก็สามารถพอกดินทั้งตัวได้

กินอาหารสดมากขึ้น

กินอาหารสด 40-50% ของปริมาณที่กินต่อวัน จะเป็นผัก ผลไม้ ธัญพืช พืชที่งอก อะไรก็ได้ อยากมีชีวิตก็ต้องกินอาหารที่มีชีวิต ไม่ใช่กินอาหารที่ตายแล้ว ร่างกายมีระบบย่อยอาหารก็จริง แต่ส่วนผสมในอาหารก็มีส่วนสำคัญในระบบย่อยอาหาร อาหารสดมีเอ็นไซม์ที่ช่วยย่อยอาหาร แต่ถ้ากินอาหารที่ปรุงสุกแล้ว เอ็นไซม์นี้จะถูกทำลายไปมาก เมื่อกินแล้วร่างกายก็ต้องใช้เอ็นไซม์ในการย่อย ร่างกายจะต้องพยายามสร้างเอ็นไซม์ขึ้นมาใหม่จำนวนมาก ดังนั้น ในช่วง 1-1.5 ชั่วโมงหลังจากกินอาหาร ร่างกายจะมีพลังลดลง แล้วค่อยฟื้นตัวขึ้นมาใหม่หลังจากนี้อย่างช้า ๆ จริง ๆ อาหารคือสิ่งที่เพิ่มพลัง แต่วิธีที่เรากินอาหารทำให้พลังของเราลดลงในช่วง 1.5 ชั่วโมงหลังกิน การกินอาหารสดจะช่วยตรงนี้

อาบน้ำก่อนนอน

สิ่งที่ทำได้ง่าย ๆ คือ แค่อาบน้ำก่อนนอน ที่จะเปลี่ยนแปลงอะไรเยอะมาก อาบน้ำอุ่น ๆ ก่อนนอน อาจจะทำให้รู้สึกตื่นขึ้นและนอนหลับได้ช้ากว่าปกตินิดหน่อย แต่มันจะช่วยให้หลับได้ดีขึ้น เพราะ มันไม่ใช่แค่การทำความสะอาดผิวหนังเท่านั้น แต่ความเครียด ความเหนื่อย ความล้า จะหายไปด้วย เพราะ ร่างกายของเราประกอบด้วยน้ำกว่า 70% เมื่อน้ำได้ผ่านร่างกาย จะช่วยชำระล้างทำความสะอาดได้มากไปกว่าแค่ผิวหนังแน่นอน

ดีท็อกซ์ร่างกาย เอาใจใส่เรื่องการดื่มน้ำ

ร่างกายมีน้ำกว่า 72% และน้ำสามารถจดจำทุกอย่างได้ดี น้ำที่เราใช้หรือดื่ม สมมติว่ามาจากแหล่งน้ำ ผ่าน 50 โค้ง และ ถูกปั๊มขึ้นมาที่ชั้น 12 จะทำให้น้ำ 50% มีสารพิษอยู่ในนั้น ซึ่งไม่ใช่สารพิษที่เป็นตัวสาร แต่หมายถึงโมเลกุลของน้ำที่เป็นพิษ ที่เมื่อเราเปิดจากก๊อกแล้วดื่มทันที น้ำนั้นจะเป็นพิษต่อกายและใจของเรา ดังนั้น เป็นเหตุผลที่แม่ของเราบอกให้เราตวงน้ำด้วยภาชนะสะอาด ๆ ไว้ก่อนแล้ววางเอาไว้ที่ดี ๆ พูดคำดี ๆ วางดอกไม้ ใส่ดอกไม้เอาไว้ 1 คืน ดื่มได้อีกทีตอนเช้า อย่าดื่มทันที เพราะน้ำเขาจดจำทุกอย่าง ทั้งนี้เพื่อให้น้ำปรับสภาพและพลังงานของตัวเองก่อนที่เราจะดื่ม ก็จะเป็นน้ำที่เหมาะสมกับเราที่จะดื่ม จำเป็นต้องดูแลให้ดี เพราะน้ำคือ 72% ของร่างกาย

พักท้องของเราบ้าง

การหิว และ ท้องว่าง เป็นภาวะที่แตกต่างกัน

การหิว คือ พลังชีวิตเราจะลดลง

ท้องว่าง เป็น สิ่งที่ดี

ร่างกายและสมอง ทำงานได้ดีที่สุดเมื่อท้องว่างเท่านั้น ให้เข้านอนด้วยท้องว่าง 2-2.5 ชั่วโมง และกิน 2 มื้อให้ห่างกัน 8 ชั่วโมง